420921 ให้เขาได้คือคุณค่าของมนุษย์ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
420921 ให้เขาได้คือคุณค่าของมนุษย์ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
ให้เขาได้คือคุณค่าของมนุษย์ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรมและตอบปัญหาคณะครูสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2542 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
พิธีกร : ในการอบรมครั้งนี้นะคะ สมาชิกที่มาอบรมทั้งหมดเป็นข้าราชการครูจากสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น จากทุกอำเภอ 25 อำเภอ ที่มานี้ก็ขาดไป 1 อำเภอ นะคะ ก็คงเหลือ 24 เป้าหมายเดิมคือ 25 อำเภอ อำเภอละ 1 โรงเรียน ก็จะมีเพิ่มมาคืออำเภอพระยืนเป็น 2 โรงเรียนนะคะ แต่ละโรงเรียนที่มานั้นจะมีผู้บริหาร 1 คน หรือตัวแทน 1 คน ตัวแทนผู้บริหาร แล้วก็มีครูผู้สอนโรงเรียนละ 2 คน รวมทั้งหมดประมาณ 75 คน และบางท่านก็ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรคุณภาพชีวิตมาแล้วนะคะ และที่มาทั้งหมดนี้ มีความตั้งใจที่จะมาศึกษา กระบวนการโครงสร้างของชุมชนเศรษฐกิจแบบพอเพียง และชุมชนวัฒนธรรมศีรษะอโศก ในรูปของกระบวนการเรียนการสอนด้วยในเรื่องของการมาปฏิบัติตน ในเรื่องของคุณธรรมเพื่อที่จะนำไปปรับใช้ในโรงเรียนและก็ในชีวิตประจำวัน เพื่อจะให้เกิดความงอกงามสำหรับนักเรียนต่อไป โดยย่อๆอย่างนี้ค่ะ ครูที่ดีต้องเป็นแบบอย่างทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พ่อท่าน : เอา เอาละเป็นครูก็ดีนะ ก็เป็นครูนั่นแหละน่ะ ที่จริงมันก็เป็นครูแก่กันและกัน โจรก็เป็นครูของคนเหมือนกัน เพราะว่าเป็นครูเป็นตัวอย่างที่เราจะได้รู้ว่า อ้อ! เป็นโจรมันมีความเลวร้ายอย่างนี้ ความไม่ดีไม่งามสำหรับตัวเอง แล้วสำหรับสังคมอย่างนี้ เราก็จะไม่เอาตาม มันก็เป็นครูหรือเป็นแบบอย่าง แบบอย่างที่ไม่ดี ครูที่ดีตัวเองก็ต้องดี ตัวเองก็ต้องเป็นแบบอย่างทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ต้องทำคุณอันสมควรให้แก่ตนเสียก่อน คือทำคุณค่าทำค
อ่านต่อ
วามดีงามให้แก่ตัวเองเสียก่อนแล้วสั่งสอนผู้อื่น แล้วจึงสั่งสอนผู้อื่นจักไม่มัวหมองน่ะ แล้วจึงสั่งสอนผู้อื่น จึงจักไม่มัวหมอง แต่ถ้าเผื่อว่าเรา เอง ตัวเราเองก็ยังเป็นไม่ได้แล้วไปสอนเขา ยกตัวอย่างเราไปสอนนักเรียนอย่าไปกินเหล้านะ แต่เราก็ประเดี๋ยวเด็กเดินออกไป เราก็ซัดเหล้าอยู่ ไอ้เด็กก็เห็นเราซัด ดีไม่ดีเมาให้เด็กเห็นอีกด้วยซ้ำ ไอ้เวลาเมาก็ไม่เหมือนผู้เหมือนคน น่าเกลียดน่าชังอะไรอีกเยอะๆแยะๆ ไปสอนให้เขาเลิกกินเหล้า สอนให้ตายก็ไม่มีทางมีผลสำเร็จอะไร ไม่ได้ประโยชน์อะไรสอนปากเปล่า เพราะฉะนั้น คนต้องฟังพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมด ยถาวาที ตถาการี หรือตถาการี ยถาวาที ทำอย่างไรค่อยพูดอย่างนั้น หรือพูดอย่างไร โดยเฉพาะพูดว่าดี เราต้องเป็นคนที่ทำอย่างนั้นน่ะ ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น เราพูดอย่างไร ว่าอย่างไรมันดี เราก็ควรจะต้องทำอย่างนั้นได้ก่อน ทำอย่างดีนะ แล้วเราไปพูดมันก็จะมีประสิทธิภาพหรือว่าทำให้มีผลสำเร็จขึ้นได้ เพราะฉะนั้นความเป็นครูจึงไม่ใช่ง่าย ความเป็นครูคือจะต้องเป็นก่อน แล้ว ถึงไปสอนเขา เรายังไม่เป็น ได้แต่ไปท่องๆๆๆ ท่องใส่หัว แต่พฤติกรรมของเราเป็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วไปสอนเขาก็ล้มเหลว แล้วศาสนามันล้ม ไม่ใช่ศาสนาหรอก สังคมมันล้มเหลว ศาสนาก็เละอย่างนี้ด้วย พระสอนดีๆทั้งนั้นแหละ สอนไอ้คำพูดสอนดีๆ แต่ตัวเองเวลาลับหลังแล้วก็ไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไร นี่ก็ไม่ใช่นินทาพระ ไม่ใช่ว่าพระ พระบางรูปหรือว่าส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไปไม่ใช่บางรูปหรอก ไม่ได้ตรงตามธรรม ตามวินัย ตามหลักเกณฑ์อะไรหรอก เลี่ยงแล้วก็หลบๆอะไรต่ออะไรไปอยู่ มันก็เลยเสื่อม จะเป็นครูนี่เป็นตัวใหญ่เลย เรื่องครูนี่สำคัญมาก ทุกวันนี้ครูคือคนที่ล้มเหลวจากการสอบเข้าคณะที่ดังๆ คณะหาเงินได้ดีๆไม่ได้ ก็มาโละเอาที่ครู ครูก็คือผู้ที่เป็นถังขยะ มารับไป เอ้า! สอนวิชานั้นวิชานี้ให้เปะๆปะๆไป เสร็จแล้วก็ไปสอนเด็ก สอนเด็กไปเหมือนกับเป็ด ไม่เป็นอะไรชำนาญช่ำชองอะไรนักหนาก็สอนไป นี่ก็เป็นเรื่องล้มเหลวของการศึกษา แต่ที่จริงแล้วในแนวลึกจริงๆแล้ว นี่มา มาที่นี่หลายวันแล้ว หรือ 2 วันแล้วก็คงจะได้รู้ได้ฟัง ได้สัมผัสอะไรต่ออะไรไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาก็พูดในสิ่งที่อาตมาคิดว่าพวกเรายังไม่ได้ฟังก่อน คือการศึกษานี่มันล้มเหลว แนวลึกก็คือมัน การศึกษานี่เป็นเชิงใหม่ เป็นแนว แนวการศึกษาแนวใหม่ พึ่งมีมาช่วงระยะยังไม่เกิน 100 ปี การศึกษาระบบเท่าที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการศึกษาแนวใหม่ที่พึ่งเกิดยังไม่ถึงร้อยปีดี แล้วมันทำให้สังคมแตก ครอบครัวแตกแยก สังคมแตกแยก สุดท้ายทุกอย่างแตกแยกหมด ตอนนี้บรรลัยไปหมดแล้ว แตกแยกอย่างไรคุณลองฟังดู แต่ก่อนแต่ไรคนเราก็อยู่รวมกั แล้วก็มีการศึกษาโดยธรรมชาติ ศึกษาโดยธรรมชาติแล้วก็ยังชีพมาโดยธรรมชาติอยู่มาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีแล้วสังคมก็ไม่ได้เดือดร้อน เหมือนอย่างทุกวันนี้ ไม่เดือดร้อนแล้วไม่ผลาญพร่าเลวร้ายเท่าทุกวันนี้ สังคมคนทุกวันนี้ทั้งเลวร้าย ทั้งผลาญพร่ารุนแรงมาก เพราะฉะนั้นเราสร้างไม่ทันผลาญ ทุกวันนี้สร้างไม่ทันผลาญคนมีระบบการบริหารก็ผิดพลาดรัฐศาสตร์ผิดพลาด รัฐศาสตร์เป็นศักดินาทุนนิยมแล้วก็สร้างกฎระเบียบหรือแม้แต่กฎหมาย รัฐธรรมนูญ เป็นหลักเกณฑ์ของสังคม ที่เป็นหลักเกณฑ์ของผู้ที่มีความฉลาดเอาเปรียบ สรุปง่ายๆก็คือฉลาดมีกิเลส เมื่อฉลาดมีกิเลสก็ฮั้วกัน ออกกฎระเบียบมาก็ต้องกฎระเบียบที่คนที่เป็นคนออกกฎเองนั่นแหละ และพรรคพวกเครือข่ายของผู้ที่ออกกฎระเบียบเองนี่ จ้องจะต้องได้เปรียบ จึงจะออกกฎหมายมา แล้วก็ถ้าเสียเปรียบไม่ยอมออก ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายภาษีมรดกอย่างนี้ เป็นต้น ไม่ออกทุกวันนี้ เพราะคนที่ออกกฎหมายนั้นรวย อยู่ในฐานะดีทั้งนั้น มีทั้งมรดก มีทั้งสิ่งที่จะได้เป็นมรดก เพราะฉะนั้นกฎหมายภาษีในเมืองไทย จนป่านนี้ก็ยังออกไม่ได้น่ะ กฎหมายภาษีจะต้องฟันเยอะๆ เอาเยอะๆ เพราะคนที่มีมรดกเยอะๆนี่ มันจะต้องเอาภาษีเยอะๆ ภาษีมรดกนี่ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ยอมออก ออกไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น หรือ อันไหนที่ออกมาแล้วก็ได้เปรียบ เขาก็ออกมาตลอดเวลา เช่น ตอนนี้ฟังดีๆตั้งใจดีๆนะ อย่าหาว่าอาตมาว่าพวกคุณนะ นี่บอกก่อนแล้วนะ อย่าโกรธกันนะ ใครโกรธทุกข์นะ ถ้าใครโกรธนี่ทุกข์ ระบบข้าราชการของประเทศไทย ประเทศอื่นก็เหมือนกัน อาตมาไม่พูดหรอก ประเทศอื่น เพราะอาตมาไม่เคยไปต่างประเทศ ก็รู้ๆแต่ตามศึกษาดูตามข่าวสารเท่านั้นแหละ เอาประเทศไทยนี่แหละ ระบบข้าราชการนี่เป็นระบบที่มีเงินเดือนเงินได้ เงินอะไรต่อ อะไรนี่ก็เกิดมายังไม่เกิน พึ่งเกิดมา จริงๆพึ่งเกิดมาได้ 60 กว่าปี เริ่มต้นมีจากสมบูรณาญาสิทธิราช เปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ.2475 ก็เริ่มต้นมีข้าราชการ ซึ่งผิดไป จากภาษาเดิม ที่จริงแต่ก่อนนั้นเป็นผู้ที่รับใช้ราชะ แล้วราชะก็ไม่เคยมีเงินเดือน ราชะไม่ได้ให้เงินเดือนแก่ผู้ที่ไปรับใช้ ราชะในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น แล้วแต่ท่านจะพระราชทานให้เป็นส่วนตัว ใครที่พระองค์ทรงโปรดก็จะให้ศักดินาให้นา ให้ไร่ ให้ที่ดิน ให้เงินให้ทอง พระราชทานอะไรให้ก็เป็นเรื่องสิทธิส่วนของพระราชา ไม่มีเงินเดือน ทุกคนก็เต็มใจที่จะรับใช้พระราชา สนองพระยุคลบาทโดยความพอใจและท่านก็ทรงเลือกด้วยตามพระอัธยาศัยของในหลวง สรุปแล้วก็คือระบบราชการแต่ก่อนนี้ไม่มีเงินเดือน ไม่มีการมาตั้งเงินเดือนตั้งเบี้ยเลี้ยง ตั้งเบี้ยประชุม ตั้งสวัสดิการ ตั้งเงินค่าบ้านเช่า ตั้งเงินค่าไอ้นั่นไปรักษาก็เบิกได้ ไปโน่นไปนี่ ไม่มี ไอ้ที่อาตมาร่ายมา ทุกวันนี้คือเรื่องของความฉ้อฉลของสังคมทั้งสิ้น ข้าราชการจึงเป็นคนที่ได้เปรียบคนเบื้องล่างอย่างสูงมาก เป็นคนได้เปรียบ เอาเปรียบอย่างสูงมาก แต่ก็ยังไม่รู้จักพอ นี่จะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการอีก ตั้งแต่เริ่มต้น พ.ศ.2475 มาถึงปีนี้ ยังไม่เคยมีลดราคาเงินเดือนข้าราชการ มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม ชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏ 1 ขั้น แต่คนระดับล่างที่เขาไม่มีอะไร เป็นราษฎรเต็มขั้นนี่เขาปากกัดตีนถีบ บำเหน็จบำนาญอะไรไม่มี เศรษฐกิจจะฉิบหายวายป่วง จะยากเข็ญยังไง เขาก็ต้องทนสู้อยู่อย่างนั้นแหละ ทรมานทรกรรม เข้ามาอยู่ทางราชการแล้ว ถ้าไม่ร้ายแรงจริงๆไม่มีการปลดออก ย้ายไป ชั่วที่นี่ ไปชั่วที่อื่นต่อ ไม่มีการปลดกันง่ายๆ เข้าง่ายออกยากราชการน่ะ เข้าง่ายออกยาก ออกมาแล้วก็ยังมารับบำนาญไปจนตาย ตายแล้วยังมีบำนาญทอด ต่อทอดอีก คือได้เปรียบจนไม่รู้จะได้เปรียบยังไง อาตมาว่าถ้าแก้ไขประเทศชาตินี่ไม่ยากหรอกล้มระบบราชการให้หมดนี่ประเทศไทยจะฟื้นขึ้นทันที คุณฟังดีๆนะ อาตมาบอกแล้วว่าตั้งใจดีๆ อาตมาไม่ได้มาว่าพวกคุณ แต่มันเป็นระบบที่สร้างมาแล้วแล้วสร้างมาอย่างเสียหาย เป็นระบบที่ฉ้อฉล ได้เปรียบเขามหาศาลแล้วยังไม่รู้จักพอ เป็นนายเขาทุกอย่างเลย ข้าราชการเป็นผู้รับใช้ประชาชน เพราะเอาเงินเดือนของประชาชนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่เอาเงินเดือน เอาภาษีของประชาชนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ ข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน แล้วมันเป็น จริงไหม ข้าราชการ คือนายประชาชนใช่ไหมทุกวันนี้ นอกจากข้าราชการทุกวันนี้ที่เป็นนายประชาชน ยังไม่พอ เงินเดือนเงินดาว เบี้ยเลี้ยงรายได้ เบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม ค่ารถไฟ รถเมล์อะไร นั่งฟรี นั่งลดครึ่งอะไรก็แล้วแต่ ได้เปรียบทุกประตูทุกอย่างแล้วยังไม่พอ ยังมีใต้โต๊ะ ยังมีถ้าจะทำต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายไม่ทำ มันบ้าไปถึงขนาดนั้นแล้ว อยู่ในนี้ใครจะทำบ้างไม่ทำบ้าง อาตมาไม่รู้ละ แต่ว่ามันเป็นยังไงกันล่ะ สุจริต ที่จริงมันไม่สุจริตแล้วนะ มันฉ้อฉลแล้ว มันได้เปรียบมากแล้ว ยังไม่พอ ยังต้องมา ถ้าไม่จ่ายไม่มีงานนี้ไม่เดิน แล้วมันบ้าดีไหม แล้วประชาชนที่อยู่ข้างล่างเป็นยังไง ตายกับตายๆ ท่าเดียว เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า แก้ไขปัญหาสังคมประเทศชาตินี่ อาตมาบอกได้เลยว่าแก้ไม่ตก จะบอกว่าอาตมามีหัวรุนแรง อาตมาเป็นคนไม่หัวรุนแรง แต่อาตมาเป็นคนรู้มาก อาตมารู้สิ่งเหล่านี้ อาตมาไม่ได้เรียนจบปริญญาแม้แต่ใบเดียว อาตมาศึกษาศาสนาพุทธอย่างเดียว แล้วก็ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ มาทำงานอยู่ทุกวันนี้จนกระทั่งเกิดชุมชน จนกระทั่งเกิดระบบ เกิดอะไรต่ออะไรต่างๆ นานานี่ เกิดอย่างที่เป็นนี่ จนกระทั่งทุกวันนี้นี่ อาตมาทำงานมาเกือบ 30 ปี 20 ปีทำมาแล้ว ถูกด่า ถูกอะไรมานี่ แม้แต่ขึ้นศาลอาตมาก็แพ้มาทั้ง 3 ศาล เป็นพวกนอกรีตนอกราวทั้งนั้นแหละ ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้ไปย่อยั่นอะไร เอาเถอะเขาจะว่า อาตมาทำงานได้ตามกฎหมาย ตามอะไรที่อาตมาเป็นไปได้ อาตมาก็ทำมา เลี่ยงมาเรื่อยๆ กฎหมายก็ออกมาข่มขี่ กฎหมายก็ออกมาบังคับ กฎหมายก็ออกมา กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี่ เป็นกฎหมายผิดธรรมวินัย แต่อาตมาไม่มีเวลาจะไปต่อสู้ให้แก้กฎหมาย อาตมาไม่มีเวลา อาตมาสร้างคนก็พอแล้ว สร้างคนก็แสนยาก ให้มันเกิดสิ่งจริงนี้ขึ้นมาเท่านั้นเอง ใครอยากมีหน้าที่ไปแก้กฎหมาย เชิญ นี่กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ออกมาใหม่อีก นี่ก็ซัดกันเองอยู่เวลานี้ อาตมาฟังแล้วมัน ถ้ากฎหมายฉบับนี้มา นี่ใครได้ฟังออกทีวีไปแล้วช่อง 11 เอาไปออก คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่พูดน่ะ ใครได้ฟัง ใครได้ดูบ้างทีวีม้วนนี้ ช่อง 11 ออกเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง ที่เขาพูดถึงเรื่องวิถีไทย ต้องมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ใหม่นี้ด้วยหรือไม่ ชื่อหัวเรื่องของมันยาวหน่อย อาตมาก็ เขาเอาเท็ปมาให้อีก 2 ม้วน ที่จริงออกทีวีนั่นแค่ 2 ชั่วโมง แต่เขาพูดกันจริงๆนั่นน่ะ นี่เท็ป 2 ม้วนนี่ก็มันก็ปาเข้าไปเกือบ 3 ชั่วโมงแล้วนั่นน่ะ เพราะม้วนหนึ่งมัน 2 ม้วน ชั่วโมงใช่ไหม 2 ม้วนก็เกือบ 3 ชั่วโมง อาตมาพึ่งฟังๆมานี่เหมือนกันแหละ แต่ยาวกว่ากัน เพราะเขาตัดต่อ โทรทัศน์เขาตัดต่อมาออกแค่ 2 ชั่วโมง ที่พูดจริงในห้องที่เขาสัมมนากัน หรือว่าพูดกันนั่นน่ะ เขามันตั้ง 3 ชั่วโมง มีชัยพูดเลย บอกว่ากฎหมายฉบับนี้เขาก็ศึกษามาแล้ว 160 กว่ามาตรา กฎหมายคณะสงฆ์นี่ ถ้าออกมาจริงๆผ่านอนุมัติมา ผมคงจะต้องลาออกจากความเป็นพุทธมามกะ มีชัย ฤชุพันธุ์เขาพูด ผมคงจะต้องขออิสรเสรีภาพ ส่วนตนหน่อย เพราะว่า ถ้าขืนเป็นพุทธมามกะแล้วก็ถูกพระราชบัญญัติอันนี้ครอบงำ และเมื่อกฎหมายประกาศออกมาเป็นกฎหมายของประเทศ ทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ดื้อรั้นไม่ได้ เขาเป็นนักกฎหมายนี่ มีชัยเขาก็จะต้องทำตาม แต่เมื่อไม่ทำตาม กฎหมายมีช่องไว้ว่า กฎหมายนี้ออกมาควบคุมพุทธมามกะ เขาก็คงต้องลาออกจากความเป็นพุทธมามกะ ถ้าออกมาแล้วมีชัยลาออก อาตมาก็คงจะต้องลาออกจากพุทธมามกะด้วย มาเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือมันไปกันใหญ่แล้ว ออกกฎหมายมาตามใจชอบ ตามอะไรต่ออะไร ตามที่จะได้ประโยชน์ของเขา ซึ่งกฎหมายอันนี้อาตมาก็อ่านแล้ว ร่างอันนี้อาตมาก็เห็นแล้ว เพราะร่างอันนี้อาตมาอ่านดูแล้วก็อย่างนั้นจริงๆ ให้ฆราวาสมาควบคุมพระ พูดง่ายๆโดยเขาอ้างศาสนสมบัติ คือมันมีทรัพย์สินเงินทองของศาสนานี่เยอะ คนพวกนี้ก็เข้ามาควบคุมข้าราชการทั้งการเมืองและข้าราชการประจำและให้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการใหญ่ที่สุด สามารถแต่งตั้งพระเข้ามาเป็นคณะกรรมการ หรือจะมาจัดการในเรื่องผู้ที่จะบริหารพวกนี้ได้ รัฐมนตรีเป็นคนสั่งแต่งตั้ง มีในมาตราไว้ในนั้นเสร็จเลย อาตมาบอก เออ ขี้หมากันใหญ่ ใครขึ้นเป็นรัฐมนตรีก็เป็น เหนืออำนาจพระ แล้วพระก็ต้องไปง้อรัฐมนตรี มันก็บ้ากันใหญ่เลยมันไม่ได้เรื่องแล้วน่ะ นี่คือสังคมที่อาตมาก็แวะๆ ให้ฟังนิดหน่อย ทีนี้สรุปถึงการศึกษา อาตมากำลังจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่ามันผิดพลาดอย่างไร การศึกษาที่ไปเอามาจากตะวันตก หรือเอามาจากอเมริกา เอามาจากอะไรก็แล้วแต่ จบด็อกเตอร์ออกมาจากอเมริกาแล้วยิ่งใหญ่ อะไรทุกวันนี้แล้วแต่ บอกแล้วว่ามันไม่นาน มันพึ่งเอามา แล้วก็เอาระบบนั้นมาใช้ แล้วเป็นระบบการศึกษาไม่ใช่ธรรมชาติ เป็นระบบการศึกษาที่ผิดธรรมชาติ จึงเกิดความล้มเหลว เพราะฉะนั้นครอบครัวก็แตกแยก สังคมก็แตกแยก เอาละอาตมาไม่ใช่นักวิชาการ อาตมาพูดวิชาการไม่เป็น วิชาการพูดไม่ ไม่เข้าท่า อาตมาก็จะเล่าอย่างลูกทุ่งให้ฟังเลย แต่ก่อนนี้นี่นะ เมื่อร้อยปีที่แล้ว ทวดมากับย่ามี เขาก็ดำเนินชีวิตของเขามาอย่างนั้น พ่อแม่มีครอบครัวอยู่ในสังคม มีลูกออกมา ลูกคนหนึ่ง ลูกคนที่ 2 ลูกคนที่ 3 เขาก็อยู่กันอย่างธรรมชาติ ลูกคนที่ 1 พอพ่อแม่มีลูกคนที่ 3 ไอ้ลูกคนที่ 1 มันก็ช่วยเลี้ยงน้องแล้ว ใช่ไหม ช่วยเลี้ยงน้องคนที่ 3 ได้พอสมควร อย่างน้อยก็ช่วยอุ้มช่วยแบกไปตามประสา ถ้ามันห่างปีหน่อย มันก็อาจจะโตพอเลี้ยงได้เลย อายุมัน 3, 4 ขวบ มันก็เลี้ยงได้แล้ว ช่วยพ่อช่วยแม่ หยิบนั่นจับนี่ พ่อแม่ใช้ไปบ้านโน้นไปบ้านนี้ เกิดสังคมวิทยา เกิดการสัมพันธ์กับสังคม เกิดการรู้จักบ้านเหนือบ้านใต้ อ้า!ไปทำมาหากิน เดี๋ยวพ่อไปนา แม่ไปสวน ลูกก็ไปตาม ลูกก็รู้จักพ่อแม่ทำสวน ทำนั่นทำนี่ ทำอะไรอยู่ที่บ้านก็ทำ ใช้อะไรต่ออะไร มันก็เป็นกิจกรรมหรือมันก็เป็นเรื่องของกรรมกิริยาของชีวิตสามัญของธรรมชาติ พ่อทำอะไร แม่ทำอะไร ลูกทำอะไร เหมือนกับหมาป่า เหมือนกับเด็ก เคยได้ยินลูกหมาป่าไหม เด็กที่หมาป่าคาบไปแล้วก็เอาไปเลี้ยงเป็นลูก เด็กมันก็มีเหมือนหมาป่า เดินเหมือนคนมันก็ไม่เป็นมันต้องคลาน 4ขา จะกินจะอยู่จะมีนิสัยก็เหมือนกับหมา ธรรมชาติมันจะถ่ายทอดกันอย่างนั้น ฉันเดียวกันครอบครัวทุกครอบครัว ที่สมัยโบราณที่ยังไม่เกิดการศึกษา ที่มาทำให้เกิดความแตกแยกนี่ เขาก็จะศึกษาอยู่ในวงของครอบครัวกับสังคมเพื่อนบ้าน ถิ่นฐาน เพราะฉะนั้นคนก็จะสนิทสนม คนก็จะรู้ดีว่าบ้านนี้ สังคมนี้ ตำบลนี้ อำเภอนี้มันมีอะไร ใครมีวิสัยทัศน์ก็อาจจะกว้างไปถึงจังหวัด ไปถึงอำเภอก็ว่ากันไป ใครไม่มีวิสัยทัศน์กว้างก็แค่อยู่ในตำบล อยู่ในหมู่บ้าน เขาก็จะรู้จักฐานะของเขา เขาจะสัมพันธ์กับหมู่บ้านเท่าไหร่ เขาจะทำไว้ ชีวิตของเขาเขาจะเกี่ยวข้อง จะทำกิจทำการทำงานอะไรแค่ไหน เขาก็จะมีความเป็นของเขาอย่างนั้น เมื่อลูกคนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนที่ 4 โตมาเป็นลำดับ มันก็จะถ่ายทอดเลี้ยงดูกันมา ช่วยพ่อแม่ ช่วยครอบครัว ครอบครัวก็เป็นครอบครัวก็ไม่แตกไม่แยก เศรษฐกิจก็ดี เพราะลูกเต้าก็ได้ช่วยพ่อแม่ พ่อแม่ก็สอนลูกเต้า ชาวบ้านชาวช่องก็เกิดความสัมพันธ์กันอย่างที่ว่า ไม่มีอะไรก็ตะโกนบอกกัน มีอะไรก็แบ่งกันกิน มีอะไรแบ่งกันใช้ ไม่มีถังน้ำ ยืมถังน้ำมาใช้หน่อยนะ ไม่มีฆ้อนนี่ไอ้หนูไปยืมฆ้อนบ้านโน้นมาใช้หน่อย ไม่มีไอ้โน่นไปยืมไอ้นี่มาใช้อะไรก็ว่ากันไป เกิดความสัมพันธ์อันดี มีการแลกเปลี่ยนกัน บางทีก็แจกกัน ไปเก็บเห็ดในป่ามาได้มากหน่อย แกงก็ โอ้โห กินไม่หมด เอาไว้ก็จะเสีย เอ้าไอ้หนูแกงเสร็จแล้วเอาไปแจกบ้านโน้นบ้านนี้บ้านไหน คิดถึงบ้านไหนก็เอาไปแจกบ้านโน้นบ้านนี้น่ะ นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ สมัยโบราณก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้อยู่มาคืนดีวันดีเขาก็มาตั้งกฎว่า เอ้า!เด็กอายุ 7 ขวบจะต้องเข้าโรงเรียน ตามอะไรบังคับ เด็ก 7 ขวบตั้งแต่สมัยโบราณนี่มันทำงานช่วยพ่อแม่ได้เยอะแล้ว เลี้ยงควายก็ได้ ปลูกผักทำนาก็ได้แล้ว อายุ 7 ขวบนี่มันทำได้แล้ว มันทำเป็นหมด ตั้งแต่สมัยโบราณ สมัยนี้สิเด็กอายุ 14 มันยังทำล้างจานยังไม่เป็นเลย เด็กสมัยใหม่อยู่ในเมืองนี่ ซักผ้ายังไม่เป็นเลย จับนั่นทำ อย่าไปพูดถึงดำนา ทำนา มันไม่เป็นอะไร เด็กทุกวันนี้อายุ 14, 15 แล้ว มันยังทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เด็กแต่ก่อนนี้มันอยู่อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมชาติอย่างนี้ ทีนี้พอระเบียบใหม่ออกมา 7 ขวบต้องไปเข้าเรียน ไอ้พี่ชายคนโตก็ต้องไปเข้าโรงเรียนแล้วเข้ากล่อง 8โมงเช้าเด็กมันต้องไปแล้ว 7 โมงเช้า 8 โมงเช้า ยิ่งในกรุงเทพฯมันต้องออกตั้งแต่ตี 5 กินข้าวไม่ทัน ต้องไปกินข้าวในรถ กว่าจะไปถึงโรงเรียน กลับจากโรงเรียน 3 โมง 4 โมง นั่งรถกว่าจะถึงบ้านทุ่มหนึ่ง ทำการบ้านก็ไม่พอแล้ว เอ้า!นอน เด็กถูกตัดจากสังคมครอบครัวแล้ว ไปเข้ากล่อง กล่องคือโรงเรียน เศรษฐกิจมันก็ไม่ได้ช่วยพ่อแม่แล้ว ความสัมพันธ์ก็ขาดแล้ว กฎระเบียบเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเด็กอีกหน่อย ปีหน้าน้องปี 2 2 ปี ถ้าเด็กมันห่าง 2 ปี ไอ้คนที่ 2 ก็ต้องไปเข้ากล่อง ตกลง ถ้ามีลูก 5 คน ถึงเวลาหนึ่งเด็กทั้งหมดนี้เข้ากล่องหมด พ่อแม่ไม่มีใครช่วยแล้ว เศรษฐกิจเป็นยังไงก็เดือดร้อนแล้ว เด็กไปเข้ากล่องหมด เรียน ยิ่งตอนนี้จะขยายปีไปอีก 12 ปี เท่าไหร่ จะเป็น 9 แล้วจะขยายเป็น 9, 9 สอง สิบแปด เป็นการชะลอคนเข้าไปอยู่ในกล่องเพื่อไม่ต้องไปวุ่นวาย ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นเด็กวัยรุ่นจุ้นจ้าน ก็เลยหาวิธีแก้ไขเอาเด็กมาเข้ากล่อง แต่ก่อนนี้ ป.4 กับ ม.6 มัน 10 ปี ตอนนี้ขยายเป็น 12 เอา 6, 6 อีกหน่อยต่อไปขยายอีกได้ข่าวใช่ไหมว่าจะขยายเป็น 9, 9 ไปชะลอเข้ากล่อง ไอ้ระบบเอาเข้ากล่องนี่ อาตมาเรียกว่านักเรียนกล่อง แล้วมันเรียนอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้มัน เด็กมันหิ้วกระเป๋าจะเรียนนี่ มันก็หิ้วไม่ไหวแล้ว จนกระทั่งสุขภาพร่างกายเสีย ต้องมีล้อเข็นใส่เครื่องเล่าเรียนไปโรงเรียนไม่เช่นนั้นเด็กเสียสุขภาพ ถ้าหิ้วขวาก็เอียงขวา หิ้วซ้ายก็เอียงซ้าย เอาใส่ข้างหลังโย้ข้างหน้า มันหนักไอ้เครื่องที่เอาไปเรียน เรียนก็หัวผุหัวพังนั่งท่องนั่งจำก็ไม่หมด แต่เรียนจบมาแล้ว เด็กเอาไปใช้งานจริงๆไม่ถึง 10% ไอ้ที่เรียนมาอีก 90% นั้นโยนทิ้ง พวกคุณก็รู้ดีน่ะ พวกคุณยังไม่ ไม่เท่าไหร่นะ เพราะพวกคุณสอนเปรอะๆๆๆ สอนอะไรทั้งหมด มันก็ต้องรู้อะไรเยอะหน่อย แต่สอนเปรอะๆ แต่คนที่เขาเอาไปใช้ในชีวิตจริงๆ นั่นน่ะเรียนมา ที่เรียนมานี่ 100% นี่ ใช้กับชีวิตจริง 10% จริงๆ เอาไปใช้กับชีวิตจริงๆ 10% อีก 90% นั่นโยนทิ้งไปให้ความสูญเสียที่ โง่! เอาละอาตมาเล่าต่อ เมื่อเด็กพวกนี้ไปเข้ากล่อง เดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นนะ เด็กไปเข้ากล่องตั้งแต่อายุ 3 ขวบ อนุบาลใช่ไหม อนุบาลเข้ากล่องแล้ว เพราะฉะนั้นเอาแล้วพ่อแม่เอาไปส่งเข้ากล่อง อายุ 3 ขวบเข้ากล่อง แล้วมันจะเข้ากล่องไปจนกระทั่งจบปริญญาตรี บางคนนี่จบปริญญาเอกเลย มันมีเงิน พ่อแม่ส่งเข้ากล่องไปจนจบปริญญาเอก เอ็งเรียนไปเลย เอ็งไม่ต้องมาอะไร เด็กไม่รู้จักสังคม ไม่รู้จักถิ่นฐานบ้านเพื่อน สังคมก็แตกแยก ครอบครัวก็แตกแยก แล้วมาบ่นหาอะไร ใครเป็นคนจัดสรรการศึกษาแบบนี้ แล้วมาบ่นว่ามันฉิบหาย มันล้มเหลว เด็กไม่รักพื้นฐาน ไม่รักถิ่นฐาน ไม่รักบ้านช่อง จบแล้วไปหาที่ไหน มันให้เงินมากไปหมดทั่วโลกเลย ใช่ไหม มันไม่ได้เคยรักถิ่นฐาน มันไม่เคยมาช่วยพี่ช่วยน้อง มันไม่เคยมาช่วยอะไรต่ออะไรเลย สังคมครอบครัวพี่น้องมันก็ไม่รักกัน เพราะมันไม่ดูแลกัน เพราะมันไม่มีความสนิททางวิญญาณ ไม่ใช่ตื้นๆนะ ความสัมพันธ์ทางวิญญาณ ไม่ใช่ตื้นนะ นี่มันไม่มี มีแต่ว่าพยายามปกปิดกลบเกลื่อน พ่อแม่มาจากที่ทำงานหอบลูกตอนมันนอนหลับ ตื่นเช้ามา ลูก ก่อนจะไปมาจุ๊บๆแม่ก่อนนะ ไป ขี้หมาแน่ะ มันไม่ใช่เยื่อใยเลย มันเรื่องเปลือกๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าความรักของคนสมัยนี้ ความรักเปลือกสวยหรู โอ๊!โอบกอดหอม อู๊ย! รักลูก ปาน ปานจะกลืน ขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่เยื่อใยทางชีวิตจิตใจ ความสัมพันธ์ความอะไร ความเหน็ดเหนื่อย ความต้องการ คนเรานี่ต้องการ ถ้ามีอะไรอยู่ใกล้ชิดกันนี่มันก็เรียกร้อง หรือมันก็ช่วยเหลือเฟือฟาย มันจะมีน้ำใจเมตตาเกื้อกูล เมื่อนั้น หกล้มมีเวลาได้ช่วยประคอง มันทันตาเห็น ไอ้นี่พ่อแม่จะหกล้ม อ้า!พ่อแม่เจ็บป่วย ไม่รู้พ่อแม่เป็นอะไร หกล้ม อุบัติเหตุหรือลูกอยู่โรงเรียนไม่รู้เลย ไม่เห็น แต่นี่มันเห็นคาตา มันช่วยได้ทัน มันอะไรต่ออะไร นี่มันเรื่องของวิญญาณทั้งสิ้นเลย เรื่องของสังคมศาสตร์พวกนี้มันไม่ใช่เรื่องตื้น แต่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ หลวม แล้วก็ไปเรียนอะไรก็ไม่รู้ ไปเรียนมันมาทำไมวิชาบ้าๆบอๆ โอ้โห! เลอะๆเปรอะๆ เยอะๆแยะๆมากมาย เรียนแล้วก็ไม่รู้เรื่อง เรียนแคลคูลัส เรียนไอ้วิทยาศาสตร์แอ็ดวานซ์ในระดับ เสร็จแล้วมาทำจริงๆ พุทโธ่เอ๋ย ต่อสายไฟยังไม่เป็นเลย แต่โน่น เรียนวิทยาศาสตร์แอ็ดวานซ์ระดับอะไร แคลคูลัสเขาคิด โอ้โห เอ้าจริงมา มา ขนาดเขากู้เงินเขาซับซ้อน พวกไอ้นั่นเขาเล่นกับเขาก็ยังไม่ค่อยจะได้เลย แต่เรียนแคลคูลัสนะ แต่ว่ามันคิดเลขแค่นี้ก็ยังไม่ทันเขาเลย ถูกเขาโกงไม่รู้โกง ถูกโกงกี่บ้านแล้วละแต่จบแคลคูลัสนะ แต่ถูกโกง ไม่รู้กี่บ้านแล้วละ คือมัน มันเฟ้อน่ะ เอาละก็สรุปง่ายๆว่า ที่อาตมาเล่าให้ฟังพอคร่าวๆว่า การศึกษาระบบใหม่นี่มันทำให้สังคมนี่ล้มละลาย แตกแยก ต้องต่างคนต่างไปเรียนเอาวิชาความรู้ แล้วก็เกิดอัตตามานะ ข้ามีความรู้ แม้แต่พ่อแม่กลับมาก็มาเบ่งกับพ่อแม่ ยิ่งชาวบ้านชาวเรือน โอ้โห! ตัวจบปริญญาตรีโทมานี่ โอ้โห! ยิ่งบ้านนอกอย่างนี้ไปเรียนมานี่ โอ๊ะ! รับรองใหญ่ ไม่มีละ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ไม่ประสานกัน แทนที่จะเห็นใจกัน แทนที่มันเกิดอะไร เป็นศักดินาขึ้นมาในหัวใจ มันก็เลยกลายเป็นข่มขู่ มันก็เลยกลายเป็นข่มเบ่ง กลายเป็นยกตัวยกตน หลงตัว ซึ่งกิเลสเหล่านี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด ถ้าไม่เรียนรู้ ถ้าไม่มีธรรมะเป็นเครื่องกันน่ะ ถ้าไม่เรียนธรรมะ ถ้าไม่เรียนศาสนาอย่างรู้ดี แล้วก็เอามาใช้กับตัวเองจริงๆจังๆแล้ว ยิ่งเรียนสูงสังคมยิ่งแตกแยก เพราะมันจะเกิดศักดินา แล้วก็ยิ่งหาเงินได้ดี ก็เป็นทุนนิยม ศักดินาบวกทุนนิยมทุกวันนี้นี่ ทำให้สังคมบรรลัยหมด บรรลัยเลย เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้สังคมนั้นอยู่สุขเย็นหรือว่าสามัคคี แก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่ตก ไม่ตกเพราะกิเลสไม่ลด เพราะฉะนั้นที่นี่ เอาละทีนี้ย้อนกลับเข้ามาที่นี่ นี่อาตมาพูดคร่าวๆให้ฟังนะเพราะฉะนั้น อาตมาแยกการศึกษานี้ว่า การศึกษากล่องกับการศึกษาธรรมชาติ เราจึงเลิกการศึกษากล่อง มาเป็นการศึกษาธรรมชาติ ที่นี่ได้พูดกันไปแล้วหรือยังในเรื่องการศึกษาที่นี่ อะไรต่ออะไร อธิบายให้ฟัง ยังไม่ได้พูดเลยหรือ พูดแล้วหรือ ครูขวัญดินได้มาพูดให้ฟังหรือยัง พูดแล้วนะ เอาละพูดแล้ว เอ๊! ยังไง อบต.นี่ไม่รู้เรื่อง อ้อ! ทำงานคนละแผนก ให้ผู้ใหญ่บ้านมาพูด แต่อบต.ไม่รู้เรื่อง เอ้า! ไม่เป็นไรคือพวกเรานี่กลับ ถึงแม้ว่าเราจะมีการศึกษาทาง โลกเขามา อย่างคนนี้จบวิศวะมาก็ไม่เป็นไร ก็มาทำงานกับหมู่บ้านนี้แหละ ทำงานฟรี ไม่ทำงานอย่างระบบโลกน่ะ แล้วมาทำงานไม่ต้องมีเงินเดือน จบวิศวะมาแท้ๆไม่ต้องมีเงินเดือนนี่เป็นยังไง อย่างครูขวัญดินนี่ก็จบครู ทำ งานครูมาตั้ง 10 ปี ก็ลาออกมา มาทำงานฟรี มาทำงานไม่มีเงินเดือน ก็ทำไปกับประชาชน แล้วก็สร้างกลุ่มขึ้นมาให้มีวัฒนธรรม ให้มีการศึกษาที่อย่างที่เราทำ เหมือนอย่างทุกวันนี้ ก็เป็นการศึกษาที่อยู่กันอย่างสังคม อยู่กันอย่างธรรมชาติ แล้วก็ต้องเรียนรู้ว่า เราจะทำอะไร แน่นอนที่นี่ไม่ต้องไปเรียนวิชาจรวด เพราะเราไม่ไปส่งจรวด แล้วจรวดนี่แหละทำให้โลกฉิบหายทุกวันนี้นี่ ช่องโอโซนมันทะลุทะลวงอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แล้วก็ธรรมชาติมันวิปริตนี่ โลกมันเสียศูนย์ไปเท่าไหร่ๆ เพราะพลังงานจรวด เพราะพลังงานพิเศษ ที่เขาทำอะไรต่ออะไรของเขาบ้าๆบอๆ ส่งจรวดส่งอะไร นึกหรือว่านี่ คุณลองนึกโดยหลักเล็กๆก็ได้ไม่ต้อง เดาๆเอาก็ได้ ได้ลูกกลมลูกหนึ่งแล้วก็มีอะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive