420201การสืบทอดถ่ายทอดของการศึกษา พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
420201การสืบทอด ถ่ายทอดของการศึกษา โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ก่อนฉันวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ณ สังฆสถาน ราชธานีอโศก
พ่อครูว่า… เดือนๆ หนึ่งอาตมานี่จะต้องเป็นเวลา 3 วันนี่วันหนึ่งศีรษะอโศกเขาก็เอาไป เด็กนักเรียนเขาก็มานะ ผู้ใหญ่เขาก็มา เขาก็เอาอาตมาทั้งสองเลยไป ศีรษะอโศกนี่ ภาคแรกปั๊บเจอกันเอาเลยเด็กนักเรียน ภาคบ่ายประชุมศีรษะอโศกเลย เอาผู้ใหญ่ แหม ต้องเอาให้คุ้ม เขาถือว่าเขาจ่ายค่าเครื่องบินเหมือนกัน เอาให้คุ้มน่ะ เขาก็เล่นวันหนึ่งเขาเอาเราสองวันก็ เอ้า วันหนึ่ง เป็นวันประชุมของหมู่บ้านบ้าง สหกรณ์บ้าง ส่วนอีกวันหนึ่ง ก็เอาเป็นวันของการศึกษาของ จะเป็นสัมมาสิกขาลัยบ้าง หรือสัมมาสิกขาเป็นนักเรียนมัธยม นักเรียนอะไรพวกนี้ไปบ้าง ก็แล้วแต่
คนเราเกิดมาเพื่อศึกษา สรุปแล้วอาตมาก็ขอย้ำ คนเรานี่เกิดมาศึกษา นี่ตั้งแต่ตัวเท่านี้ เมี่ยงนี่ แหละนี่ เจ้าฟ้านี่น่ะ เจ้าเพชรแพรวฟ้านี่ เอ๊ย แพรวเพชรฟ้านี่ ไปเลยแหละ หรือต่ำกว่านี้ก็ตาม ตั้งแต่อุบัติออกมา อุแว้ๆ ก็เริ่มศึกษา มันเป็นธรรมชาติของสัตวโลกสัตว์เดรัจฉานมันก็ศึกษาอย่างสัตว์เดรัจฉาน สัตว์มนุษย์ สัตว์คนมันก็ศึกษา ข้อสำคัญนี่ ผู้จะให้การศึกษานี่แหละสำคัญ ผู้ให้การศึกษาโดยอัตโนมัติ ก็คือไม่ได้บอกได้สอนอะไรหรอกเป็นอย่างนั้นน่ะ ทำอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้น ลูกมันก็เห็น เห็นแม่ทำยังไง เห็นพ่อทำยังไง มันก็เรียนตาม เห็นคนรอบข้างทำยังไง มันก็ อ๋อ! เป็นสัตว์ชนิดนี้ ต้องทำอย่างนี้ เป็นสัตว์ชนิดนี้ ต้องทำอย่างนี้ ต้องคิดอย่างนี้ ต้องมีอาการอย่างนี้ อะไรนี่ นี่เป็นสิ่งที่เรียนในปัจจุบัน
ส่วนสิ่งที่ฝังมาในจิตวิญญาณ ในสัญญาเดิม ในวิบากเก่าฝังมาแล้ว เช่นฝังกิเลสขี้ดื้อมาแล้ว พอเกิดมาพ่อแม่ก็ไม่ดื้อให้เห็นหรอก แต่เด็กทำไมมันดื้อ เห็นไหมพ่อแม่
อ่านต่อ
ไม่ได้ดื้ออย่างเด็กนะ ไม่ได้เป็นอย่างเด็กๆ นั่นน่ะ พ่อแม่ไม่ได้ดื้ออย่างนั้นหรอก ไม่ได้ดื้อให้เห็นเลย แต่เด็กมันก็ดื้อ 1.มันเป็นสัญชาตญาณของเด็ก 2. มันเป็นสิ่งที่ฝังมาในลักษณะเด็กขนาดนี้ มันจะต้องมีความรู้สึกว่ามีกรรมกิริยาอย่างนี้ มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ มันเป็นของมัน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ติดมาจากของเก่าก็มี ก็มาแสดงออก แล้วก็มาได้รับการอบรมศึกษาใหม่ เพราะมันดื้อ พ่อแม่ก็ต้องตี พ่อแม่ก็ต้องดุ ก็ต้องว่าให้ปรับปรุง ให้เปลี่ยนแปลง พ่อแม่ไม่มีใครอยากจะให้ดื้อหรอก แต่มันก็ติดมา ก็มันดื้อออกมา ปัจจุบันนี้ ก็จะต้องมาเปลี่ยนแปลงแก้ไข เรียกว่าการสอน แก้ไขไม่ให้ดื้อนี่ ก็เป็นการสอน แก้ไขไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามอะไรก็แล้วแต่ หรือให้อดทนทำสิ่งที่ดีที่งาม สิ่งที่เหมาะที่ควร ก็คือการศึกษา ศึกษาให้รู้ว่า จะคิดอย่างไร จะพูดอย่างไร จะทำอย่างไร จะกินอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะไปอย่างไร จะมาอย่างไร จะนั่งอย่างไร จะนอนอย่างไร จะดำรงชีวิตไปอย่างไร ศึกษาหมด ศึกษาออกกว้างไป จนกระทั่งถึงที่อื่น เขาก็เป็นเหมือนกันนะ เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เหมือนเราบ้าง ไม่เหมือนเราบ้าง ไอ้ที่ไม่เหมือนอย่างนั้นน่ะ เออ ของเขาน่าเอาอย่างนะมันดี ไอ้ที่ไม่เหมือนเราอย่างนั้นๆ น่ะ ไม่น่าเอาอย่างหรอก มันไม่ดี ก็มีคนคอยบอก คอยสอน คอยแนะไปบ้าง ถ้าไม่มีคนคอยบอก คอยสอน ตัวเองก็เลือกเอง ศึกษาเอง ตัดสินเอง เลือกเอาเอง เป็นการศึกษาน่ะ ได้ยินข่าวมาจากที่ไกลที่ใกล้ ขนาดใกล้ไกลเท่าที่จะได้ยิน
การศึกษาที่เป็นหลักประกันสำคัญที่สุดของชีวิต เดี๋ยวนี้ยิ่งข่าวสารไร้พรมแดน โอ๋ย! รู้หมดน่ะ โลกฝั่งนี้ โลกฝั่งโน้นอเมริกาอยู่อีกฝั่งหนึ่งกับเมืองไทย รู้ข่าวรู้คราวหมด ใครจะทำอะไร เป็นอะไร เดี๋ยวนี้ข่าวคราวมัน เราก็เป็นข่าวใกล้ข่าวไกล ก็รับมาแล้วมันควรเอาอย่างไหม คลินตันเขาทำชั่วอะไร ได้ข่าวไหม ทำชั่วอะไรบ้าง คลินตัน ทำชั่วอะไร ศีลข้อ 3 ศีลข้อ 3 นี่ อเมริกาเขาไม่ค่อยถือกันเท่าไหร่ ข้อที่เขาถือ เขาจะเอา ตอนนี้เขาจะเอาลงจากตำแหน่งข้อไหนรู้ไหม ข้อ 4 ผิดศีลข้อ 4 นี่ไปโกหกผู้ใหญ่ขนาดนั้นโกหกได้ยังไง ใหญ่บะเริ่มเทิ่มเลยนะ ไม่ใช่เล็กๆ นะมหาอำนาจอเมริกานี่ ใหญ่เป็นประธานาธิบดีนี่ ถือว่าเป็นใหญ่ที่สุดในประเทศแล้ว แล้วไปโกหก โกหกใครไม่ว่าโกหกศาล โอ้โห!เจ้าประคุณ โกหกศาล เขาโกหกหลายอย่าง โกหกเมีย โกหกเลวินสกี้โกหกประชาชน โกหกศาลน่ะ ไม่รู้ละส่วนไหนที่จะต้องได้รับคำโกหก เขาก็โกหกอีกด้วยนับเป็น 5 โกหกเขาดื้อๆ จนเขาจับได้ว่าโกหก สุดท้ายก็ต้องยอมรับ จนต่อหลักฐาน จนต่ออะไรต่ออะไรจริงๆ จังๆ ก็ต้องยอมรับน่ะ โกหกก็ถือว่าทำชั่ว
คนเราทุกวันนี้นี่ โกหกนี่ แทบจะไม่มีใครไม่เคยโกหกเลย แล้วก็โกหกกันเป็นเรื่องธรรมดา นึกว่ามันไม่บาป มันบาปจริงๆ มันเป็นกรรม เป็นอกุศลกรรม ใครทำปุ๊บก็เป็นจริงออกไปแล้ว สัจจะบันทึกเลย กรรมนี่บันทึกโดยสัจจะเป็นเรื่องจริงน่ะ
เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าใครสามารถที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องโกหก มีความเฉลียวฉลาดที่จะพูด บางครั้งเราไม่รู้ละ เรามัน แหม สุดวิธีเหลือเกิน จะไม่พูดโกหกนี่ มันยากเหลือเกิน ก็ต้องหาวิธีหาสภาพที่จะต้องรอดตัวไปได้ โดยที่ไม่ต้องโกหกให้ได้ จะใช้วิธีอย่างไร มีศิลปวิธีเก่งกล้าสามารถอย่างไรก็ต้องพยายามหัดทำ นี่ก็เป็นการศึกษา เราจะทำชั่ว เราก็ต้องดู พยายามศึกษาฝึกฝนอบรม จะใช้กลยุทธวิธีอย่างไรก็แล้วแต่ ที่เราจะไม่ทำชั่วให้ได้ นี่เป็นการศึกษาอันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการ เป็นความชั่วในชนิดไหนๆ ก็แล้วแต่ อันนี้อาตมาถือว่าเป็นการศึกษาที่สำคัญที่สุด กว่าที่จะไปเที่ยวรู้ข่าวใกล้ไกลแล้วก็จะเลือกเอาหรือไม่เอา อาตมาว่าอย่างนั้น เป็นการศึกษาที่ไม่ได้รู้กว้าง ไม่ได้รู้ไกล มีวิสัยทัศน์แคบ อาตมาว่าอย่างนั้นยังไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เรื่องที่เราจะต้องศึกษา ความดีความชั่ว แล้วก็พัฒนาตนให้เป็นคนดีขึ้นมาได้ เลิกชั่วให้ได้ เท่าที่เราจะสามารถรู้ว่าชั่วนี้มันหยาบ มันเป็นความผิดเยอะ ความผิดร้ายแรง เอามันก่อน ตั้งใจก่อนเลย ตั้งใจเลิกละ ตั้งใจทำให้มันเลิกชั่วให้สมบูรณ์เลยให้ได้
ถ้าศึกษา ตั้งใจศึกษาอย่างนี้แล้ว เป็นหลักประกันของชีวิตไปอีกนานเท่านานจนกว่าจะปรินิพพานโน่นเลย นี่เป็นหลักประกันสำคัญที่สุด ความรู้สมัยใหม่ที่เราไปศึกษาตำรับตำรามาเรื่องนั่นเรื่องนี่เป็นโน่นเป็นนี่ มันได้อาศัยชั่วระยะชีวิตนี้เท่านั้นแหละ แล้วมันไม่มีอิทธิพล หรือไม่มีอะไรตามเราไปแข็งแรง มันตามไปบ้างเหมือนกัน แต่มันไม่ตามเราไปแข็งแรงเท่ากับกรรมวิบากที่เป็นกุศลหรืออกุศล อันนั้นเป็นเครื่องอาศัยเลย เป็น กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นเครื่องอาศัย กัมมปฏิสรโณ เป็นเครื่องอาศัยซ้ำซ้อน ย้อนแล้วย้อนเล่า ถ้าเป็นสิ่งที่ดีถาวร เราก็จะอาศัยมันไปทุกชาติๆๆ แต่ถ้าเป็นชั่วถาวรเหมือนกัน คุณก็รับไปทุกชาติเหมือนกันแหละ ซ้ำซ้อนไปเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัยไปนานเท่านาน ส่วนเรื่องที่โลกๆ จรๆ ไป เปลี่ยนมือไปเปลี่ยนมือมาอะไรต่างๆ นานา พวกนี้นี่ มันชั่วระยะนี่ เรารู้สึกว่ามันเป็นจริงเป็นจังเหลือเกินในปัจจุบัน แต่ต้องนึกให้ถึงคำสอนพระพุทธเจ้าก็ย้ำยืนยันอย่างนั้น แล้วเราก็พยายามมาศึษา เราพอเชื่อไหม เราศึกษาแล้ว เราจะพอเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นไหม อย่างนี้เป็นต้น เราก็จะต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ มันจะมีญาณลึกๆรู้ว่า โอ๊! จริงนะ
อำนาจแห่งกรรมลิขิต มิใช่พระเจ้าสร้าง อย่างอาตมานี่ เกิดมารูปหล่อขนาดนี้นี่ ทำไมต้องหัวเราะก็ของจริง พูดไม่ได้หรือไง อาตมาย่อมหล่อกว่าคนที่ขี้เหร่กว่าอาตมา ใครว่าอาตมาพูดผิด อาตมาก็ย่อมหล่อกว่าคนที่ขี้เหร่กว่าอาตมา อาตมาเกิดมาหล่อขนาดนี้นี่ ก็เพราะกรรมวิบากที่อาตมาทำมันได้อย่างนี้ เราอยากได้หล่อกว่านี้นะ ใช่ไหม ก็ มันก็ได้แค่นี้ ใครปั้นสร้างละ เราอยากเกิดมาหล่อไหม อยากเกิดมารวยไหม อยากเกิดมาไม่ต้องพบความทุกข์ใช่ไหม ใครก็อยากทั้งนั้นแหละ แต่มันเลือกได้ที่ไหนละ มันบังคับเอาได้ที่ไหนละ ใช่ไหม มันบังคับไม่ได้ มันเลือกไม่ได้ อันนี้แหละคืออำนาจของอะไร ที่เขาไปเข้าใจว่าพระเจ้าสร้าง พระเจ้าบันดาล พระเจ้าบังคับ พรหมลิขิตพระเจ้าคือพระพรหมลิขิตออกมาอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ๆ มันก็ถูกเหมือนกัน คือกรรมวิบากบังคับ มันไม่ใช่พระเจ้าไปสร้างไปเสิ้งอะไรหรอก กรรมของตัวเองนั่นทำเอาเอง ทำออกไปอย่างนั้นๆ มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ ไม่เชื่อจำไว้วันนี้ก็ได้ พิสูจน์ก็ได้ พิสูจน์กันก็ได้ ทำหน้าบูดหน้าบึ้ง หน้าเขี้ยวหน้าเขียวไปตั้งแต่วันนี้ไปเลย หัดไปทุกวันเลย ทำมันเข้าไปเลย ทุกวันๆ ไป อายุมากๆ หน่อยนี่ชาตินี้ตอนอายุมากๆ หน่อย ดูเลยว่าหน้าตัวเองจะสวยไหม ไม่ต้องไปถึงชาติหน้าก็ได้แล้วถ้าจำได้ จำไปเลยชาติหน้าจะสวยไหม สั่งสมไปตั้งแต่ชาตินี้ ทำไปเลยหงิกๆ งอๆ ไปจนกระทั่งมันหน้าเขียวหน้าแดงทุกวันเลย เลือดมันขึ้นหน้าเขียวๆ มันขึ้นหน้า ทำให้มันขึ้นหน้าทุกวันเลย เบี้ยวไปบิดไป ว้ากไป ปากเบี้ยว ปากบิด ตาเบี้ยวตาบิด หูกระดิก สัตว์ที่กระดิกหูได้คือหลายอย่าง โดยเฉพาะหมาก็กระดิกหูได้ เขาจะได้ไปเป็นหมาเขาจะได้ มันกระดิกหูได้นี่ คล่องแคล่ว จะได้ไปเป็นหมา เพราะว่าเราเข้าข่ายหมาแล้วนี่กระดิกหูได้ใช่ไหม
ศีล เป็นการศึกษา นี่พิสูจน์ง่ายๆ แต่ถ้าใครทำใจเบิกบานร่าเริง มีใจเมตตาเอื้อเฟื้อดีไม่ขึ้งไม่โกรธไม่เครียด ไม่คิดร้ายอะไรกับใครเลย ผ่องใสเบิกบาน อย่างน้อยมันก็สุขใช่ไหม ใครเชื่อไหม อย่างที่ว่านี่ (เชื่อ) ไม่เชื่อก็โง่ซ่ะ ก็มันของจริงใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราฝึกอย่างนี้ก็ได้ฝึกไปดูนี่ ตั้งแต่บัดนี้ วันนี้เป็นต้นไป นี่อายุยังน้อยๆ ฝึกไปเลยทำใจเบิกบานร่าเริง รู้ตัวเมื่อไหร่ ใจมันไม่สบาย ใจมันไม่ร่าเริง ใจมันเคียดแค้น ใจมันหม่นหมอง ใจมันโกรธ โอ้โฮ! โมโห โกธา อะไรก็ตามใจ เลิกให้ได้ จะด้วยวิธีเลิกไปเลย โยนทิ้งไปดื้อๆ เรียกว่า สมถภาวนา หรือกดข่มไม่ให้มันเป็น ก็ตามใจ แต่กดมันจะมีภาวะซับซ้อนอีกทีหนึ่ง เลิกไปเฉยๆ นั่นเรียกว่า สมถะ หรือเรียนรู้ด้วย วิปัสสนา เห็นให้จริงด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักฐานความจริงว่า โอ๊ มันทุกข์นะ ทำอย่างนี้ มันสั่งสมความไม่ดีไม่งาม มันไม่เป็นผลดีอะไร ใจเราหม่นหมอง ใจเรามีแต่ส่วนร้าย สิ่งร้าย มันจะเข้ามาบงการ มาเป็นอำนาจในตัวเรา ถ้าเรามีอารมณ์อาการอย่างนี้ จิตใจอย่างนี้ หาเหตุผลนึกถึงความจริง นึกถึงเหตุผลอะไรต่างๆ นานา ที่มันเป็นสัจจะของมันอย่างนั้น แล้วใจเราก็คลายได้ นี่เรียกว่า วิปัสสนา วิธี ทำ ทำจริงๆ อย่างน้อยไม่ต้องฝึกอะไรมาก ฝึกรู้ความโกรธในใจ แล้วเลิกโกรธให้ได้ ใจดี ใจมันไม่เผื่อแผ่ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่มีเมตตาเกื้อกูล ทำใจให้เป็นอย่างนั้นไปทุกที ฝึกด้วยวิธีง่ายๆ สมถภาวนา เลิกมัน หยุดมันง่ายๆ ดื้อๆ นั่นก็ทำ ยิ่งมีเหตุผล มีหลักฐานความจริงเป็นปัญญา เป็นภูมิปัญญาเข้ามาทำให้กิเลสมันจางคลายไปด้วย ให้ลักษณะที่มันไม่ชอบใจ ลักษณะ มันเคือง มันอะไรต่ออะไรต่างๆ นี่ ให้มันคลายไปหายไปด้วยยิ่งดีใหญ่ ทำเลย หัดเข้า นี่เป็นทฤษฎีวิเศษ ไม่ว่านักเรียน ป.1 ไม่ว่านักเรียน ป.5 ไม่ว่านักเรียน ม.6 ไม่ว่านักศึษานิสิตสัมมาสิกขาลัย หรือใครต่อใครก็แล้วแต่ ต้องศึกษา แล้วต้องฝึกฝน นี่เป็นข้อสอบสำคัญ ที่ต้องทำตลอดเวลา เป็นข้อสอบสำคัญทำจริงๆ
แล้วอาตมาท้าให้เลย ถ้าใครไม่มีอารมณ์โกรธในใจน่ะ เมื่อคุณรู้ตัวว่าโอ๋ยเราไม่มีอารมณ์โกรธในใจเลย โอ้โห เดือนที่แล้ว ผ่านมาไม่ได้โกรธเลย ย้อนระลึกจริงๆ ทบทวนดูแล้ว เฮ้อ ไม่มี เราไม่ได้เคย ไม่ได้เกิดอารมณ์โกรธเลยทั้งเดือน อีกยิ่งสองเดือนก็ไม่โกรธ 5 เดือนโอ๊ เราไม่โกรธมาเลยนี่ อาตมาท้าให้คุณ ถ้าคุณได้มีอารมณ์อย่างนั้นจริงๆ แล้ว ท้าให้คุณมีลองดู แล้วคุณจะรู้ว่า อื้อหือ! ยอดวิเศษ มนุษย์ไม่ต้องโกรธ นี่มันสุดสุข สุดวิเศษแล้ว ทบทวนย้อนระลึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ด้วยการที่ไม่มีอารมณ์โกรธของเราด้วยได้ว่า เราไม่มีอารมณ์โกรธนี่ เรามีประสบการณ์พบคนนั้น เจอคนนี้ เจอเรื่องร้าย เรื่องเลว เรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่โกรธ ไม่อะไร แม้แต่คู่อาฆาตมาจัดการ มาเล่นงานเราอย่างนี้ๆ อะไร เราก็ไม่โกรธได้ แล้วเราจะมีขบวนท่าอย่างไรต่อสู้กับเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ทบทวนเลย จะเห็นเลยว่าโอ้โห มีแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่ไม่มั่วซั่ว เรื่องที่รู้สึกว่ามันไปด้วยอย่างมีสติสัมปชัญญะ มีอะไรต่ออะไรใสสว่าง ทำอะไรได้ดีๆ ดีจริงๆ ทบทวนแล้ว ก็ท้าให้จริงๆ ลองดูสิ ถึงยังไงๆ ลองอย่างที่อาตมาว่านี่ มันไม่ได้เสียหลายหรอก ลองทำอย่างที่อาตมาว่านี่รับรองไม่ขาดทุนหรอก ไม่พาตกต่ำ ไม่พาเสื่อม ไม่พาโง่จริงๆ
สรุปลงไปในหัวข้อของศีลก่อน เป็นข้อการศึกษา มีอธิบายย่อยๆ ง่ายๆ ในเรื่องราคะ ในเรื่องกาม ก็นัยเดียวกันโดยปริยาย ect.
คนถูกหลอกถูกมอมเมาเรื่องของกินของใช้ง่าย ต่างจากสัตว์ ทีนี้เรื่องของเป็นงาน การศึกษาเป็นงานน่ะ คนเราก็ต้องทำงาน ยิ่งโลกทุกวันนี้นี่ มันเดินออกไปแล้วก็อย่างสัตว์เดรัจฉานนี่ วัวมันออกไป เจอหญ้า มันก็กินหญ้า มันไม่ต้องทำงานอะไรเลย แต่มันก็ทำงาน หากิน หรือทำงานกินอยู่ให้แก่ตัวเองน่ะ วัวควายไม่ทำที่นอน มันถึงตรงไหนมันอยากนอนมันก็นอนลงไป มันไม่ทำที่นอนวัวควาย มีสัตว์บางประเภททำที่นอน แต่วัวควายมันไม่ทำที่นอน มันจะนอนก็นอน เจอหญ้า เจอผักพืชที่ไหนมันกินได้ มันก็กิน แต่มันซื่อสัตย์นะ เอาลูกชิ้นเด้งไปให้มันกิน มันไม่กินหรอก ไม่กิน พวกวัวควายนี่ ไม่ขบถน่ะมันไม่กิน มันรู้ มันมี sense มันมีไหวพริบของมัน มันรู้อันนี้มันไม่ใช่อาหารมัน มันไม่กิน ของแปลกมันไม่กิน มันกินของที่มันกินได้ มันรู้ว่าอันนี้กินได้ มันกินที่เคยกินนั่นละ อันนั้นแหละมันกิน เพราะฉะนั้น คนนี่ไม่เหมือนกัน โอ๊ ของแปลกโว้ย แปลกโว้ย ใหม่โว้ย เขาหลอกว่าแปลกใหม่โว้ย ชอบโอ๊! ใหม่ดี ไม่ซ้ำซาก กินใหญ่เลย ถูกเขาหลอกไปตะพึดตะพือเลย ไม่รู้กินอะไรหมด ขึ้หมูราขี้หมาแห้งอะไรกินเรียบ เขาหลอกอะไรก็กินเข้าไป ใช้ก็เหมือนกัน เอาไอ้โน่น ไอ้นี่มาใช้ วัวควายมันไม่ต้องใช้อะไรมากมาย มันก็ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่หนักหนา เพราะฉะนั้นชีวิตของคนเราจริงๆ นี่ เล็กๆ น้อยๆ เองไม่ยาก
แม้วิกฤตเศรษฐกิจพัง แต่อโศกอยู่รอดได้ด้วยระบบบุญนิยม ที่อาตมาพาพวกเรามาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มามักน้อยสันโดษ รู้จักชีวิต มีเครื่องอาศัย มีปัจจัย 4 มีอะไรให้สมเหมาะสมควร เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ลดละลงมาพอสมควรแล้วจึงอยู่ได้ ครอบครัวบางครอบครัว มีพ่อแม่ พี่น้อง ไม่พี่น้อง มีลูก พ่อแม่ลูกเท่านั้นแหละ ไม่ต้องเอาพี่เอาน้องก็ได้ บางครอบครัวมีพ่อแม่ มีลูกสามคนสี่คนอย่างนี้เป็นต้น แต่ก่อนนี้ ก็ทำมาหากิน ทำงาน พ่อก็มีเงินเดือน แม่ก็มีเงินเดือน ลูกเรียนหนังสือบ้าง บางคนทำงานแล้ว สมมตินะ ได้เงินเดือนบ้าง สมมติทำงานไปแล้วคนหนึ่งอีกสองคนยังเรียนหนังสืออะไรอย่างนี้เป็นต้น อยู่มาวันร้ายคืนร้าย เศรษฐกิจฉิบหาย นี่วิกฤต พัง มาจนถึงวันนี้ พ่อแม่ทำมาหากิน แม้จะได้เงินเดือนอยู่อย่างเดิม ลูกคนโตที่ทำงานได้เงินเดือนอยู่อย่างเดิม เสร็จแล้วไม่พอกินพอใช้ ทุกวันนี้น่ะ ได้รายได้อยู่อย่างนั้นอย่างเดิมนั่นแหละ มาถึงวันนี้แล้วนี่ เศรษฐกิจมันพังไปหมด ค่าใช้จ่ายไม่พอ บางคนร้ายยิ่งกว่านั้นถูกขับ ถูกปลดออกมาจากงาน หางานใหม่ก็ไม่ได้ นี่ตกงานเป็นเบือกันเต็มยิ่งหนัก เอาละ ไม่ต้องสมมติหนักก็ได้ ครอบครัวนั้นแค่พ่อแม่ลูกอีก 4 อย่างนี้เป็นต้น 3 คน 4 คนนี่ วันๆ คืนๆ ก็ดูแล้ว จะมีเท่าไหร่ กินเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ มาเลี้ยงดูกัน บางครอบครัวนั้นต้องไปเป็นหนี้เขามา ไม่พอกินไม่พอใช้ ในยุคนี้แหละ แค่ 6 คน 7 คนน่ะ ครอบครัวนี้แค่ 6 คน 7 คน หาเงินกันด้วย หาเงินกันตั้งเยอะตั้งแยะได้มา มีงานย่อยงานปลีกงานพิเศษอะไรอีก ก็ต้องรีบเอารีบทำ เพื่อให้ได้เงินมา ครอบครัวก็ยังอดยังอยาก ยังลำบากลำบนทุกวันนี้
แต่อโศกนี่ ครอบครัวนี้ โอ้โห พ่อคนเดียว แม่ก็ไม่มี ยุคเดียวกันนี่แหละ สมัยเศรษฐกิจพังทลายเหมือนกันนี่ เราก็ทำงานทำการ อาตมาก็ไม่ได้พยายามให้พวกคุณทำงานไปล่าไปโลภไปเอาเปรียบเอารัดจากข้างนอกเขามาให้มากๆ เหมือนกับครอบครัวบางครอบครัวของทุนนิยมเขา ของข้างนอกเขานี่ เขาพยายามที่จะหาทางให้ได้ให้มากๆๆๆ เข้ามา เพื่อที่จะเกื้อกูลครอบครัว แค่ครอบครัวไม่กี่คนนั่นน่ะ เขาก็อยู่กันยากกันเย็น แต่ของเรานี่ อาตมาไม่ได้สอนให้คุณไปเที่ยวได้ทำงาน เพื่อที่จะได้กอบโกยเอามามาก เอาแค่พอสมควร ระบบบุญนิยมได้มาพอสมควร แล้วก็เอามารวมกันทุกคนขยันหมั่นเพียรสร้างเองบ้าง มีของกินของใช้ ของอะไรที่จะอาศัยได้ทันที ก็สร้างขึ้นด้วย แล้วก็เอามารวมกัน แบ่งแจกกันกิน ประหยัดน่ะ เสื้อผ้าหน้าแพร ของกินของใช้อะไร ที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เราไม่ต้องไปเสียกับเขา ไม่ต้องไปจ่ายกับเขา เสร็จแล้วเราอยู่รอด
อยู่รอดเพราะอะไร เพราะเราทำงาน แต่ละคน เอ้า! นี่ทำของกินของใช้ขึ้นมา แล้วก็มาแบ่งแจกกันกิน ไม่เห็นแก่ตัว เอามารวมกัน บางคนเจ็บป่วยก็พักไป บางคนอายุแก่แล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เด็กๆ ก็ทำไม่ได้ นอกจากจะทำไม่ได้ ยังทำเสียเสียอีก เด็กบางคนก็ซนๆ ทำเสีย ทำพังด้วยบ้าง ก็ถัวกัน ถัวกันก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ อย่างที่เราไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ไปเที่ยวได้ แหม เขาคอนเสิร์ตฉันก็จะต้องไป เขาเห่อไปโน่นเขาจะต้องซื้อนี่ไปอะไรต่ออะไรของเขาข้างนอก
เห็นไหม แม้แต่วัยรุ่นนี่มัน โอ้โห ! มีของหลอกขายตั้งเท่าไหร่ นี่หลายคนใจรอนๆ แหม อยากได้มั่ง อยากได้มั่งน่ะ แล้วตายชักมั่งไหมล่ะ ไม่ได้กับเขาน่ะ ไม่เห็นใครสักคนเลย ก็เห็นอยู่ดีๆ ไม่ได้ก็ใช่ไหม แต่คนข้างนอก มันยั่วใจเรา ให้เรามีกิเลส มันอยากได้อย่างโน้นอย่างนี้มา มาอะไรก็ไม่รู้ บางทีมาก็ไม่เห็นมีอะไร เอามาใส่ในกระเป๋า เอามาห้อยไว้ เอามา โอ๊ ฉันมีแค่นั้นแหละนะ ฉันมีถูกหลอกไปเท่าไหร่เงินทองเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นครอบครัวที่มีพ่อแม่มีลูกสามสี่คน ที่อาตมายกตัวอย่าง มันไม่พอ เพราะมันโง่กับสังคมเขาหลอก หาทำมาหาได้ยังไงก็ไม่พอ ทุนนิยมไม่มีทางหยุดหลอกคน เพื่อที่จะล้วงกระเป๋า ไม่มี ทุนนิยมไม่มีทางหยุด มีแต่จะหาเรื่องหลอก ปรุงแต่งใหม่มาหลอกล่อกันไปกาลนาน ถ้าเรารู้ไม่เท่าทันสังคม เสร็จอีด่าง เสร็จอีด่าง สำนวนของอีสานเรา เสร็จอีด่าง ถ้าแปลเสร็จอีด่างอีกทีหนึ่ง ก็หมายความว่า หมาคาบไปแด๊ก เสร็จอีด่างนี่ แปลขึ้นไปอีก ก็หมายความว่า อีด่างนี่คือหมา หมาทำอะไร มันคาบไปแดก เสร็จมัน มันคาบไปแด๊กน่ะ นี่พูดภาษาลูกทุ่งน่ะ อย่างพวกเราสนิทๆ น่ะ ฟังดูมันจะหยาบๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ในหมู่กลุ่มที่ไอ้นั่น ก็อย่าไปพูด มันไม่สวย ฟังแล้วมันไม่ไพเราะ มันดูคำหยาบ อาตมาพูดเพื่อให้มันเข้าใจดีๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่โง่ เรารู้เท่าทัน เราก็ไม่ต้องไปเสร็จอีด่างอย่างนั้น
ที่ชาวอโศกไม่หลงไปกับโลกเพราะมีภูมิคุ้มกัน สังคมชาวอโศกเราได้ป้องกัน นี่มีภูมิคุ้มกันสิ่งเหล่านี้ของโลกๆ นี่ยกตัวอย่างน้อยๆ อธิบายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเองนะ เราจึงอยู่รอด สิ่งเหล่านี้เราได้เอามาให้พวกเราอบรม ศึกษา ฝึกฝน กระทำ ทำงานไม่ไปหลงโลกหลอก ไม่ไปติดไปหลงอย่างนั้น ไม่ไปฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยอย่างนั้น แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างนี้ก็ไม่เห็นตายกันนี่ ไม่ได้ไประเริงสนุกสนาน ฟุ้งเฟ้อเหมือนอย่างเขา ก็ไม่เห็นตาย เดี๋ยวนี้คนกลับมามองพวกเราแล้วนะ แต่ก่อนนี้เขาเหยียดหยามจริงๆ เขามองพวกเรา คนอะไรว้า มันดูซิแต่งตัวก็อย่างนี้ จะกินจะอยู่จะนอนก็โอ้โห! นอนกับดินกับทราย มีกลดไป นอนอย่างโน้นอย่างนี้อะไรซ้อกๆๆๆ อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เครื่องใช้ไม้สอย บ้านช่องเรือนชานก็เล็กๆ น้อยๆ
เดี๋ยวนี้ยังโตขึ้นเยอะนะ เดี๋ยวนี้บ้านช่องเรือนชานชาวอโศก ทำเป็นเล่นไป เดี๋ยวนี้ ทำไม่เบานะ เดี๋ยวนี้ มันจะใหญ่จะโตนะ ระวัง พออาศัยไปพอสมควร ทรงสภาพพวกนี้ไปเถอะ มันไม่ได้ทำให้เราเขื่องหรูอะไรมากมายนักหรอก มันหลงผิดกันตรงที่ได้เขื่องหรูหราแข่งกันนี่ทางโลก มันถึงได้พังฉิบหาย สร้างโอ้โห บ้านหลังนี้ร้อยล้าน ไม่รู้สร้างแล้วมันนอนหมดหรือเปล่า สร้างไปอย่างนั้นแหละ เพื่อข่มคนอื่นเขาว่าบ้านข้าหรู ข้ารวย ข้ามีอะไรต่ออะไร จะฉิบหายลงไปให้ได้มากๆ อวดเบ่งข่มเขาเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องของกิเลสอวดเบ่ง เราก็พอมีอาศัยของเราไป บางทีอาจจะคับแคบเสียด้วยซ้ำไป คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก เราไม่คับใจ เรามีที่มีทาง จะคับแคบกันบ้าง แต่ใจเรากว้าง เราก็อยู่สบายไม่เดือดร้อนอะไร
เพราะฉะนั้น คนเรามีการศึกษาถึงเรื่องของศีลธรรม แล้วถึงเรื่องของพฤติกรรมของชีวิต กิจการของชีวิตน่ะ เรามีการดำเนินชีวิต งานการเราก็รู้ว่าอะไรควรทำ เราเรียกภาษาเศรษฐศาสตร์ว่ามีอุปสงค์ มี Demand ในหมู่กลุ่มเรานี่ เราก็ศึกษาสังคมข้างนอกเขาด้วย ข้างในเราด้วย อะไรเราต้องการ อะไรเราต้องทำขึ้นมา เรียกว่าอุปสงค์ หรือภาษาอังกฤษ demand อะไรมันจำเป็นสำคัญในขณะนี้ เราก็อุปทาน หรือ supply เข้าไป สร้างขึ้น ทำขึ้น สิ่งนี้มันต้องมี ต้องเป็นกันละ มันเป็นความสำคัญความจำเป็นของเรา เอาของเราก่อน ในหมู่กลุ่มเรานี่เอาก่อน เราไม่ต้องไปเอาอย่างทางข้างนอก เขาเห่ออันนั้น เห่ออันนี้ช่างเขา เขาจะมีแฟชั่น แหม อันนั้นเป็นอุปสงค์ โอ้โห! ทำอันนี้มาขายได้ดี ทำอันนี้มา มันสังคมเขาชอบอะไรนั่นเรื่องของเขา เราไม่ไปเอาแฟชั่นอย่างเขา เราไม่ไปเอาเขามากำหนด เราเอาความรู้ของเรา ปัญญาของเรา ตรวจสอบว่าอะไรที่พวกเราเป็น demand หรือเป็นอุปสงค์ของพวกเรา แล้วเราก็ทำขึ้นอีก
นโยบายของชาวอโศกคือการพึ่งตนเองได้ ทุกวันนี้เราจะพยายามทำข้าว เรามีข้าว มีอยู่ มีกินเหลือ สีออกไปขายข้างนอกเขา ข้าวเราปลูกเองไร้สาร ข้าวดี หาพันธุ์ดีๆ มาทำไว้ มีข้าวเอง ถ้าเผื่อว่าพวกเราเองนี่นะ ชาวอโศกนี่ หมู่บ้านราชฯ ปีหนึ่งๆ นี่ ทำนาเอง มีข้าวเอง ขึ้นฉาง ปีหนึ่งได้แค่ 600 ตันเอง โอ้โห มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนน่ะ กินก็พอ สีไปขายก็ได้แน่นอนหมู่บ้านราชฯนี่ ถ้าถึงวาระนี่ทำนาได้ ปีนั้นได้สัก 600 ตันนี่ อาตมาก็ว่าคนก็คงมีหลายพันคนละนะขนาดนั้น ถึงยังไงก็กินไม่หมด ไม่หมดหรอก ขายได้ 6,000 ตันนี่ สีขายข้างนอกได้ ถ้าเรายังไม่พอกิน เราก็กินก่อน ยังไม่เหลือ เราไม่ขาย อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นนโยบายของการพึ่งตนเองได้ เป็นนโยบายของชาวอโศกเรา บุญนิยมเรา อันนี้เป็นความจำเป็นเลยข้าว อย่างนี้เป็นต้น ใครจะว่าแพง ใครจะว่าถูก ข้างนอกเขา จะแพงจะถูกยังไง ไม่มีปัญหาหรอก ข้าวนี่ จะถูกจะแพงอะไรอย่างไร ก็ไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่าเราก็กินแน่นอน ผักพืช ผลไม้ต่างๆ ที่เป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ก็ไม่ต้องไปกังวลมากเลย
สาระสำคัญของเครื่องนุ่มห่ม ไม่ใช่เพื่ออวด เบ่ง ข่มใคร ทุกวันนี้ เครื่องนุ่งห่มนี่ มันมีผ้าแบบข้างนอกเขาทำมากันอะไรต่ออะไร เป็นผ้า แม้แต่ผ้าสมัยใหม่ อะไรก็แล้วแต่ หรือจะผ้าของอะไรมา ก็ไม่แพง ไม่อะไรนัก ถ้าเรามีเวลา เราจะทำก็ทำ ไม่มีเวลาเราก็ซื้อเขามา มาเย็บมาใช้ ไม่ฟุ่มเฟือยอะไร ชุดหนึ่งใช้มันไม่รู้ตั้งกี่ปี มีสัก 2 ชุด 3 ชุด 7 ชุด อย่างเก่ง สัก 5 ชุด คนหนึ่งนี่ โอ๊ 10 ปี 5 ชุดนี่ 10 ปีไล่ไว้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนเลย ไม่ต้องไปแฟชั่น แฟเชิ่นอะไรกับเขาน่ะ เชื่อไหมว่าไม่ตาย ใส่ 5 ชุด ไม่เปลี่ยนไป ไม่ต้องเปลี่ยนไป 10 ปีขึ้นไป เชื่อไหมว่าไม่ตาย มีเงื่อนไข ถ้าเสื้อไม่ซักนี่ จะมีเชื้อโรค แล้วก็ตายแน่ 5 ชุด นี่ตาย มีเงื่อนไขเล็กน้อย ไม่ทำความสะอาด หมักหมม ให้เชื้อโรคมันขึ้นมา หมักเข้าไป เสื้อนี่ตัวเชื้อโรคได้เหมือนกัน 5 ชุดก็ตาย ถ้าให้มันมีเชื้อโรค แต่ถ้าเผื่อว่า เรารู้จักวิธีใช้ หมุนเวียนซักมัน ปะมั่ง ก็ขาดมั่ง ก็ปะชุนใช้อะไรไป รับรองว่าไม่ได้ขายหน้าเขาหรอก จริงๆ คนเขานิยมผิดๆ ไปยั่วยุกัน โอ้โห! ใส่เสื้อซ้ำ เมื่อวานนี้ก็ใส่มา อื๊ย วันนี้ดูซินี่ ออกงานวันหนึ่งสามงาน แม้แต่งานหนึ่งนี่ ใส่ชุดนี้แล้ว ไปอีกงานหนึ่งใส่ซ้ำ เขาว่ากันนะ พวกไฮโซน่ะว่ากัน แหม ดูซินี่งานงานนั้นมันก็ใส่มา นี่มางานนี้มันก็ใส่ซ้ำแล้วว่ะ ถ้าออกทั้งสามงานเขาเปลี่ยนสามชุด เบ่งข่มกันเพื่อให้ ฉันก็มีเงินพอ ฉันหรูหรา ฉันมีเยอะ ฉันจะอวดจะอ้างแก เปลี่ยนได้วันละ 8 ชุด 10 ชุดยิ่งเก่ง ให้เขาเมากันไป ให้เขาบ้ากันไปเถอะ ของเรานี่ ใส่เพื่อกันร้อน กันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อยกันอุจาด ตามพระพุทธเจ้าท่านสอนเรา เรารู้จักพอแล้ว เข้าใจสาระของมันแล้วจบ ให้สะอาดสะอ้านเป็นหลัก ให้ดูไม่ดูน่าเกลียด น่าชังเกินไปใช้ได้
บุญนิยมจะไม่ขูดรีดไม่เอาเกิน ก็จะไม่เป็นหนี้ อย่างทุนนิยม ที่อาตมาค่อยๆ อธิบายให้ฟัง ให้เห็นว่ามนุษย์คืออะไร นี่ค่อยๆ เข้าปัจจัย 4 สำคัญเรื่องอาหารการกินบ้าง เรื่องเสื้อผ้าหน้าแพร เรื่องที่อยู่ เรื่องยารักษาโรค หรือเรื่องบริขาร เครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นที่สำคัญบ้าง เครื่องใช้อย่างที่เรามีนี่ เครื่องใช้ที่เกี่ยวกับชีวิต ดำเนินชีวิตไป เป็นของที่เป็น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive