สติที่ไม่มีอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สติที่ไม่มีอัตตา สู่แดนธรรม... มีคนฝากคำถามมา _พิมพ์เพชรรุ้ง... เมื่อเร็วๆนี้พ่อครูได้อธิบายเรื่องสติ ที่เป็นอธิปไตย เป็นสติเต็มตื่นกำกับกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พ่อครูกล่าวว่า เป็นสติที่ไม่มีอัตตา ลูกพอเข้าใจสภาวะของความไม่มีอัตตาในบางเรื่องได้บ้าง แต่ไม่เข้าใจสภาวะของสติที่ไม่มีอัตตาเป็นสภาวะอย่างไรคะ พ่อครูว่า... สติที่ไม่มีอัตตา คำว่าอัตตา มีความหมายเฉพาะ คำว่าอัตตาคือ ความหมายแบบมีกิเลสกับความหมายแบบที่ไม่มีกิเลส แต่อัตตาหมายถึงสภาวธรรมชนิดหนึ่ง ก็คือ จิตวิญญาณของใคร คนนั้นก็เป็นเจ้าของ ความเป็นเจ้าของจิตวิญญาณนั่นแหละคืออัตตา เป็นเจ้าของที่จะใช้ธาตุรู้หรือวิญญาณ หรือประธานสำคัญก็คือจิตวิญญาณและเป็นธาตุรู้นี่แหละของคนแต่ละคน เป็นประธานของตัวเอง คำว่าอัตตา บางทีก็แปลว่าตัวเอง เป็นประธานของตัวเอง แล้วก็แสดงอะไรต่ออะไรร่วมกันอยู่กับคนทั้งหมดในโลกที่สำคัญอยู่ หรือ แสดงของตัวคนเดียว ก็เป็นอัตตา ผู้ที่ยึดอัตตา จนกระทั่งกลายเป็นสภาพที่ไม่ใช่ 2 ไม่ใช่ร่วมกับสิ่งอื่นอีกสิ่งหนึ่ง ร่วมกับสังคมเขาเป็นต้น เป็นอัตตาเดี่ยวๆ กูจะไม่เกี่ยวกับใคร สุดโต่ง อย่างนี้เป็นอัตตาแท้ๆเลย ลักษณะอย่างนี้มีในโลกก็คือลัทธิเชน ของพระศาสดามหาวีระ ไม่มีพระเจ้าเหมือนกัน แต่เป็นตัวเองที่จัดจ้านสุดโต่งไม่เกี่ยวกับใคร คนจะนุ่งผ้าฉันไม่นุ่งผ้า จะใช้อุปกรณ์เข้าใช้ให้น้อยที่สุดจนกระทั่งไม่ใช่อะไรเลย ในชีวิต มีภาชนะ 1 ชิ้น กับไม้ปัดอ่อนนุ่มที่สุด เพื่อไม่ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยได้รับการกระทบแรง แล้วจะระมัดระวังชีวิต ถือว่าชีวิตเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเล็ก ชีวิตน้อย ชีวิตจิตวิญญาณสัตว์โลก ตั้งแต่เป็นจิตนิยามถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด อย่างนี้เป็นต้น แล้วไม่เกี่ยวกับสังคมใดๆเลยจะมาเกี่ยวกับสังคมก็
อ่านต่อ
มาโชว์ตัวเท่านั้นนั่นแหละคืออัตตามานะเป็นกิเลสตัวใหญ่เอามาโชว์ตัว โชว์ว่าตัวนี้เด่นตัวนี้สูงส่ง ตัวนี้พิเศษสำเร็จ คนอื่นๆในโลกนี้ไม่มีใครสำเร็จ มีแต่พวกเขานี้พวกสำเร็จ สำเร็จทุกอย่างไม่มีกิเลสนิดนึงน้อย หนึ่งก็ไม่มี กิเลสอะไรก็ไม่มี ตัวตนก็ไม่มี สุดโต่งไปทางไม่มีตัวตนไม่มีอัตตา ซึ่งมันก็ตีกลับได้ อัตตาอย่างยิ่ง อัตตาชนิดที่อีกนานเลยเขาจะสามารถสลายอัตตาได้ อาตมาก็ไม่สามารถใช้ภาษาพยัญชนะอธิบายความเป็นอัตตาที่ศาสนาเชนเขายึดถือ เพราะมันหนักยิ่งกว่าอาฬารดาบสอุทกดาบส ยิ่งยากใหญ่เลย ทวนกลับมาประเด็นที่กำลังพูดนี้ ที่ว่า คือ สติที่ไม่มีอัตตา ทีนี้อัตตามันไม่ตื่นมารู้โลก มีสติอยู่แค่ตัวเองนิ่งเฉย ไม่คิดไม่นึกอะไรเลย แล้วก็กินข้าวหายใจไปเพื่อที่จะให้ชีวิตร่างกายนี่มันอยู่กับโลกแล้วก็ตายเอง จนกระทั่งดับขันธ์ตายไปเองเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ยิ่งกว่าดินหินก้อนหนึ่ง ยิ่งกว่าทรายเม็ดนึง ไม่มีประโยชน์อันใดเลยในโลก แต่อาศัยกินใช้วัตถุดิบ หายใจอวกาศกินอาหารเปลืองเปล่า ไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไรเลย มีแต่อยู่เฉยๆกินนั่งนอนยืนเดินอยู่ในป่าเขาถ้ำไม่เกี่ยวกับใคร นานๆก็โผล่มาในเมืองมาโชว์ ทีนี้ สติ มันตรงกันข้ามกับ อัตตา สติ ตื่นเต็ม ตื่นทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตื่นทางใจอาจจะยากหน่อย แต่นักธรรมะจะไปฝึกสติให้ตื่นทางใจนี่ก็สุดโต่ง นักธรรมะในไทยนี่แหละ จะต้องหลับตาทำสติให้ตื่นอยู่ภายในสว่าง เหมือนที่เปิดโลกสว่าง ให้ตื่นอย่างนี้ แล้วก็ทำอะไรตามเรื่องของเขา ก็เลยกลายเป็นอุปาทาน เป็นนิรมาณกาย เป็นกายซ้อนกาย เป็นความมีวิญญาณซ้อนวิญญาณ แล้วเขาก็สร้างภพชาติสว่างไสวเหมือนกับธัมมชโยธรรมกายเขาตื่นกัน ตื่นสว่างไสวใส แล้วก็เขาต้องอาศัยความตื่นในทางภพชาตินั้นในภวังค์นั้น ให้ทางทวารนั้น คิดนึกสร้างวิมานอะไรขึ้นมา เป็นเรื่องเป็นราวอะไรได้สารพัดเรียกว่าโลกจินตา เป็นอจินไตย ข้อสุดท้าย เขาจะสร้างอะไรก็ได้ข้อสุดท้าย เขาจะพยายามประกอบเรื่องราว ตัวตน ภาวะอะไรก็แล้วแต่ เขาจะสร้างขึ้นมาสารพัด เลอะเทอะไปหมด อย่างเช่นธัมมชโย เขาสร้างอุปาทานหมู่ สร้างรูปเรื่อง แล้วเอามาบอกครอบงำทางความคิด ให้แก่ลูกศิษย์หรือพูดให้ฟังว่าเข้าใจเป็นอะไรอันหนึ่ง เพิ่มเป็นสิ่งที่เป็นของแต่ละคนคิดไม่มีความจริงในโลก ในโลกปกติสามัญที่เขารู้ร่วมกันไม่มีหรอก เขาเนรมิตขึ้นมาเป็นอะไรต่ออะไรเอง เป็นของที่มันสมมุติขึ้นมาเอง ปั้นขึ้นมาเอง เป็นตัวเป็นตนมีเรื่องมีราวมีฤทธิ์เดช มีคุณภาพมีประสิทธิภาพวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ประเสริฐอย่างนั้นอย่างนี้เขาก็ว่าไปเรื่อย ผู้ที่หลงตามก็จะเชื่อตามเรียกว่าสัมโภคกาย ความจริงมันเป็นนิรมานกายไม่มีสิ่งนั้นจริง แล้วให้คนมาร่วมรู้ร่วมคิดร่วมเห็นกันไป ซึ่งแต่ละคนก็สมมุติว่านี่ของตัวเองเท่านั้น ต่างคนต่างไม่มีใครเห็นความจริงเลยว่าความจริงนั้นคืออะไร เพราะมันไม่มีอะไร ฟังทันนะ มันไม่มีอะไรเป็นการสมมุติแล้วก็พูดพล่ามไปเฉยๆ ให้คนอื่นเขาคิด ต่อหัวต่อหางต่อกลางต่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างเรื่องราวให้คนอื่นแต่ละคนคิดตาม เสร็จแล้วเขาก็เชื่อ แต่ทุกคนก็อาทิสมานกาย ไม่มีใครเห็นของใคร ไม่รู้ของใคร ต่างคนต่างยึดถือของตัวเองทั้งนั้น เป็นของที่สร้างขึ้นมานึกว่ามีจริงแต่มันไม่มีจริงในจักรวาลโลกที่ไหนก็ไม่มี สมมติของไม่มีมาเป็นของมี สมมุติของมีมาเป็นของไม่มี แล้วก็หลงเพ้อบ้าบอไปกับสิ่งนั้น นี่แหละมันโง่ได้ที่ เป็นคนโง่ได้ที่ แล้วก็หลอกกันไป เป็นอย่างนั้น 640719_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 1