มายากับสิริมหามายาต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
มายากับสิริมหามายาต่างกันอย่างไร ๒.กระผมฟังการอธิบายคำว่า สิริมหามายา มาตลอด แต่ก็ยังจับหลักไม่ได้ว่าคืออะไรกันแน่ กรุณาอธิบายอีกสักครั้ง เผื่อกระผมจะพอเข้าใจขึ้นมาได้บ้าง ขอบคุณครับ พ่อครูว่า... สิริมหามายาคงจะรู้กันดีในชาวพุทธว่าเป็นชื่อของมารดา เป็นชื่อของแม่ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสมณโคดมชื่อสิทธัตถะ มีพระมารดาชื่อสิริมหามายา ก็คือคำว่ามายา มายาคือสิ่งที่ไม่จริง แปลมายาอีกที ไม่จริง ก็คือเท็จ เท็จแปลว่าหลอกลวง คำว่า ไม่จริงคือภาษาไทย แล้วแปลไปอีกทีว่าหลอกลวง แปลไปอีกทีแปลว่า เล่นกล มายาคือการเล่นกล หลอกลวงว่าอันนี้ใช่ที่จริงไม่ใช่ อันนี้ไม่ใช่ แต่ที่จริงใช่นะ เช่น เฃาเอานกพิราบเนรมิตขึ้นมาให้เห็น เสร็จแล้วก็หายไป ไม่ทราบหายไปที่ไหนก็ไม่รู้ อาตมาเล่นกลอันนี้ไม่เป็น แต่แน่นอน ความจริงมันเป็นไปไม่ได้ มีนกพิราบมันก็ต้องมี แต่เขาซ่อนไว้ มีลูกปิงปองก็ต้องมีอยู่ แต่เขาเก่งในการซ่อนได้ คนก็ไม่รู้ อันนี้ล่ะคือมายากล การเล่นกลของคนที่เก่ง คนที่ชื่อว่านักมายากลหลอกลวงความจริงกับความไม่จริงกลับไปกลับมาได้เก่งในโลก เขาจะเจตนาหลอกก็ตาม เขาจะไม่เจตนาหลอกก็ตาม แต่อันนั้นมันคือหลอก อันนั้นคือความไม่จริง อันนั้นคือมารยา มายา นี่แหละ เป็นคู่กับความจริง จะเอาความไม่จริงกับความจริงใครจะเอาอันไหน ...เอาความจริง แต่ความไม่จริงมันมีอยู่ตลอดเวลาที่มันหลอกคนที่มีอวิชชา อวิชชาคือ ความไม่รู้ความจริง ไม่มีใครหรอกที่อยากได้อวิชชา ไม่มีใครอยากจะไม่รู้ความจริง ทุกคนอยากรู้ความจริง แต่ทุกคนไม่มีปัญญาไม่มีความรู้จะไปหยั่งเข้าไปรู้ความจริงที่ต้องมีหนึ่งเดียว คนที่มีความสามารถรู้ความจริงที่ควรจะรู้ ความจริงที่เป็นของโลกมายา เขามีนะ อันนั้นแหละคือความจริงที่ยังไม่จบ ความจริงที่เป็น 2 ซึ่งคว
อ่านต่อ
ามจริงมีเพียง 1 เท่านั้นไม่มี 2 เป็นเด็ดขาด เพราะฉะนั้นคนที่จะรู้ความจริงได้สูงสุดคืออะไร อรหันต์ท เท่านั้นที่จะรู้ความจริงเป็นหนึ่ง อันนี้แหละยากมาก พูดอย่างไรก็ไม่รู้มันเป็นวิสัย วิสัย ที่ลึกซึ้ง มี 4 1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พ่อครูว่า... แปลว่าวิสัยของความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นภูมิปัญญาความรู้ความจริงของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ซึ่งผู้ที่พยายามจะเรียนรู้ทำตนให้มีความรู้ความจริงสูงจนเป็นโพธิสัตว์เหมือนอย่างอาตมา ก็จะมีความรู้ความจริงเหมือนพระพุทธเจ้าคล้ายพระพุทธเจ้าจริงจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามจะให้เท่าเทียมกับพระพุทธเจ้า เมื่อเท่าเทียมพระพุทธเจ้าได้เมื่อใดก็เป็นพุทธวิสัย หากว่ายังไม่เท่าเทียมพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ถึงวิสัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ความรู้ความจริงที่สูง ลดขั้นลงมาเป็นพยัญชนะ จากคำพุทธก็คือฌาน จากฌาน ก็คือกรรมวิบาก จากกรรมวิบากก็เป็นสิ่งที่บ๊วยที่สุดคือโลกจินตา 2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน พ่อครูว่า... ต้องอาศัยการปฏิบัติตามด้วย หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่เข้าถึง หากปฏิบัติตามจะเกิดภูมิปัญญามีญาณรู้ความจริงได้ ธรรมดาคนทุกคนจะมีโลกจินตา มีโลกที่เป็นความคิดของตัวเองตั้งแต่เป็นเด็กถึงผู้ใหญ่จนเป็นศาสดา อัจฉริยะศาสดาจนกระทั่งเป็นถึงพระพุทธเจ้า เป็นของตนเอง ของตนเองที่สัพเพเหระคือโลกจินตา ความคิด ของชาวโลก คิดอะไรก็ได้คิดอย่างบ้าบอที่คนอื่นเขาคิดตามไม่ได้เลย สมมุติตามไม่ไหวกับคุณ คุณรู้ของคุณอยู่คนเดียว หรือคุณพยายามให้คนอื่นเขารู้ด้วย คุณก็มีหมู่มีพวก จนเป็นอุปาทานหมู่ก็เป็นโลกจินตาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปคิดตามเขาหมด โลกจินตา ตามไม่ไหวหรอกจะคิดจะสมมุติอะไรขึ้นมาก็ได้บวกลบคูณหาร เอาอะไรมาผสมผเส ต่อหัวต่อหางขึ้นมาก็ได้ 3. วิบากแห่งกรรม วิบากแปลว่าผล กระทำปั๊บก็เกิดผลสองอันนี้ กรรมกับวิบาก เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ศาสนาเทวนิยมแยก 2 อย่างคือผลกับการกระทำ ไม่ได้ ไม่รู้จักกรรมไม่รู้จักวิบาก แยกไม่ได้ และมาร่วมกันผสมกันจึงกลายเป็นหนึ่งเดียวจนเป็นจิตนิยาม แยกได้ตามความรู้ แต่แยกจริงๆไม่ได้มันจะผสมรวมกันอยู่ แยกโดยปุถุชนโลกียไม่ได้ แต่มาเรียนรู้พุทธศาสนาจะแยกได้ แยกได้แล้วก็คุณก็จะทำได้ทำให้ทีละอย่างสูญๆๆไป ก็เหลืออีกอันหนึ่งเรียกว่า 0 กับ 1 ทำที่เป็น 0 ให้ได้ไม่ให้มีในตัวเรา ไม่ให้เกิดในตัวเราไม่ให้เป็นในตัวเรา เราสัญญามีความจำได้นึกขึ้นมาได้ แต่มันไม่มีฤทธิ์อะไรกับเราเลย นี่คือคนที่ทำได้ในชีวิตเป็นๆนี่คือพระอรหันต์ทุกองค์ทำได้ คุณก็ทำ 0 กับ 1 ให้ได้ ในชีวิตตอนเป็นเป็นๆ สุดท้ายคุณทำตัวเองให้สูญสลายอัตภาพอัตตา สูญสลายความเป็นชีวะ แม้เป็นจิตนิยาม แม้เหลือแค่พีชนิยาม คุณก็ไม่ให้เหลือ ไม่ให้เป็นชีวะเลย ให้เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย แยกธาตุจิตให้เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย อัตตาของคุณก็ถูกแยกทิ้งไปหมด ไม่เหลือแม้แต่จะมาเป็นพืชเป็นชีวะที่เป็นพืช เป็นดินเป็นน้ำเป็นลมเป็นไฟไปเลย เรียกว่าเป็นชีวะของคนใดคนหนึ่งไม่ได้แล้ว นี่ศาสนาพุทธทำได้ สูงถึงขนาดนั้น จึงเป็นศาสนาที่จิตวิญญาณไม่นิรันดร พระเจ้าที่ไม่รู้การแยกธาตุอันนี้ของจิตวิญญาณเลย จึงเป็นจิตวิญญาณนิรันดรอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่าไม่รู้ครบ ไม่รู้คือไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีตัวตน อนัตตา แต่ตัวเองทำไม่ได้ ก็จึงต้องจำนนอยู่กับความเป็น อัตตา แต่เป็นอัตตา ที่เก่งที่สุด จะเก่งที่สุดเท่าไรก็ตาม เป็นพระเจ้าเท่าไรก็ตาม คุณต้องเวียนวนกลับมาเกิดอีก เกิดไปตามกรรมวิบากอีก กรรมวิบากที่ทำไว้นับไม่ถ้วน กรรมวิบากชั่ว กรรมวิบากบาป กรรมวิบากไม่ดี มันก็ต้องวิ่งมาหาเราอีกจนได้ เจ้าตัวอัตตานี้ไม่รู้ แม้ชาวพุทธ แม้เป็นพระอรหันต์ทุกองค์ก็ไม่รู้ วิบากบาปที่ตนเองมีอยู่ในอดีต นับเป็นล้านๆชาติก็ไม่รู้ แต่มันวิ่งมาถึงปัจจุบันเรา มารวมตัวตอนนี้ ทันเปรียบเหมือนวิบากเก่าเหมือนหมาไล่เนื้อ ตามมาทัน ตัวไหนบวกลบคูณหารกัน มันมีนับไม่ถ้วน หมาไล่เนื้อ มันมีความเป็นวิบากบาป เพราะมันเคลื่อนที่อยู่ไม่เคยหยุด กรรมวิบากก็เคลื่อนที่อยู่ไม่เคยหยุด พระพุทธเจ้าสอนทำที่ปัจจุบัน จึงสามารถสลาย อัตตา ในปัจจุบันนี้แล้ว ตัวเราก็หายไป อัตตาก็หายไป ชีวะ ชีวิต ที่เป็นจิตนิยามของผู้ใดผู้หนึ่ง สลายตัวไปหมด จบ นี่คือความจบที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ธรรม ทำได้แล้วเอามาสอนให้ทำ เริ่มทำได้ไปทำได้เป็นพระอรหันต์ แม้ว่าพระอรหันต์จะไม่รู้อะไรมากมาย แต่ทำวิบากตัวเองในปัจจุบันนี้ สลายวิบากตัวเองในปัจจุบันให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ตายลงไปก็สลายตรงนั้น เมื่อสลายเป็นดินน้ำไฟลมก็เลิกกัน เป็นดินน้ำไฟลมแม้จะจับตัวกันเป็นชีวะใช้เวลาเป็นล้านๆๆๆๆปี เป็นอัตตาตัวใหม่มาอีกมันก็ไม่ใช่ตัวเก่า ไม่ใช่อรหันต์ผู้สูญสลายไปแล้วนั้น นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพอรู้แล้วเอามาอธิบายสู่ฟัง 4. ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) พ่อครูว่า... ขอถาม อาตมา อธิบายถึงขนาดนี้แล้ว อัตตาที่ตายแล้วสูญ ทำอย่างไร? ใครฟังแล้วพอเข้าใจได้บ้าง ยกมือขึ้น... มีคนเข้าใจได้บ้างมากหน่อย มีเด็กๆเข้าใจได้บ้าง เข้าท่านะ นี่แสดงว่าเริ่มต้นรู้จักสภาพธรรมะ 1 ธรรมะ 2 แล้ว เข้าท่าเป็นโลกุตระแล้ว แม้เด็กๆฟังแล้วเป็นอย่างน้อยโสดาปัตติมรรคได้ เข้าใจความเป็น 1 เป็น 2 นี่แหละ โอ้โห วันนี้เบิกฤกษ์ เช็คสอบญาณ ฟังอาจจะไม่เข้าใจแต่ก็พอเข้าหูนะ อาตมาแบ่งความเข้าใจเป็น 3 ขั้น 1. เข้าหู 2. เข้าใจ 3. เข้าถึง การเข้าถึงคือการบรรลุ อย่างน้อยพูดไปก็เข้าหูนะ ส่วนเข้าใจก็อาจจะยังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เข้าใจนิดหน่อย
หากว่าคุณแยกมายากับสิริมหามายาไม่ออก คุณก็ตกอยู่ในความเป็นทาส ถูกนักมายากลหลอก เอาความจริงขึ้นมาอย่างแม่นยำอย่างเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่ได้ จนกว่าคุณจะได้ความจริง แล้วคุณจะเอามาหลอกอย่างไร คนที่ได้ความจริงแล้วจะรู้ทัน นักมายากลสลับไปสลับมาจริงกับเท็จ เท็จกับจริง 2 อันนี้เป็นสูงสุดเร็วสุด ผู้ที่บรรลุหนึ่งเดียวสัจจะแล้วจะเร็วอย่างไรก็ทัน จะเอามาหลอกยังไงก็ทัน คุณจะเอาโลกีย์มาหลอก คุณจะปลอมตัวเช่นปลอมตัวเอาลิปสติกมาให้คุณ บอกว่าลิปสติกพิเศษอย่างไรพวกคุณจะรู้ทันไหม จะปลอมตัวไหนท่าไหนก็รู้ทัน หรือว่าคุณจะเอานามธรรมขึ้นไป ปลอมตัวเป็นรสอร่อย ก๋วยเตี๋ยวชามนี้อร่อยที่สุด เอามา คุณกินก๋วยเตี๋ยวชามนี้มันก็เฉย ไม่สุขไม่ทุกข์ จะเอามาอีกกี่ชามก็ตามมีรสหลากหลายมา ทุกทีมันก็เฉยหมด นั่นก็คือคุณเป็นหนึ่ง คุณจะแตกต่างมา 2 อย่างไร อย่างนี้คือชอบ กับอีกอย่างนึงคือไม่ชอบ อย่างนี้คืออะไรอีกอย่างคนไม่อร่อย คุณก็จะเจอว่า อันนี้มันทำรสชาติแบบนี้นะ แต่คุณต้องแยกอาการที่จิตใจมันชอบใจติดใจ ซึ่งมันจะยากขึ้นไปเรื่อยๆตรงที่ว่า คุณติดแบบไหนสมมติแบบไหน มันลึกมาก แต่คุณก็จะละเอียดเข้าไปจนกระทั่ง เกิดจิตวิญญาณรู้ว่า เอ็งจะสมมุติเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวมา เอ็งจะปรุงรสไหนมาก็ช่างเอง มันก็คือรสชาติที่มีเปรี้ยวหวานมันเค็มมีเผ็ดมีขื่นมีขม เท่านั้นแค่นี้ แค่ความจริงที่เรียกหวานมันเปรี้ยวเผ็ดเค็มคืนขม มีกลิ่นด้วยมีรสด้วย มีสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอะไรอีกต่างๆ สมมุติมา ทางตาก็มีสี ก๋วยเตี๋ยวมีเสียงไหม รูปยังไงก็ได้ กลิ่นอย่างไรก็ได้ รสอย่างไรก็ได้สัมผัสจะร้อนจะเย็นจะอ่อนจะแข็งจะเหนียว จะเปราะจะกรอบอย่างไรก็แล้วแต่ ปรุงมาอย่างไรคุณก็ว่ามันก็เป็นความจริงตามความจริงอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่ได้เกิดรสอร่อยขึ้นมาในจิตใจคุณเลยอย่างนี้คุณก็มีจิตใจที่เป็น 1 ได้อย่างนี้ คุณก็เป็น ได้ 0 จากโลกีย์ ที่มันหลอกคือโลกีย์ ที่เป็น 1 คือคุณยังมีชีวิตรับรู้อยู่ สิ่งที่ไม่มีแล้วเป็น 0 เพราะฉะนั้นถ้าคุณตายไปเลยคุณก็หมดแล้ว ตาหูจมูกลิ้นกายที่จะรู้ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่มีแล้วมันก็สูญไปหมด รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่มี ชีวะใดของอัตภาพที่จะมารับรู้ก็ไม่มีแล้วก็เป็น 0 อย่างเดียวมีความสูญเป็นหนึ่งเดียว แต่คนยังไม่ตาย 0 มันก็ต้องมาเป็น 1 เพราะคุณยังมีชีวะ คุณต้องเป็น 1 คุณก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ถ้ามี 2 ขึ้นมาเมื่อไหร่คุณยังไม่ใช่อรหันต์ คำว่า 2 ยังไม่ใช่อรหัตผล ต้องหนึ่งเท่านั้น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่คือ หัวใจยอดสุดของศาสนาพุทธ สภาพ 2 ของธรรมะ คุณสามารถเรียนรู้ที่เวทนาจึงสามารถทำได้ มีเวทนา 2 แยกเป็น 2 เวทนา คุณทำให้เหลือเวทนาหนึ่งเดียว เอกสโมสรณา ทำได้สำเร็จมันคือ อรหัตตผล ทำได้ทุกอย่างก็เป็นพระอรหันต์ ง่ายไหม ไม่ยาก หากคุณศึกษาให้ดีๆอย่างที่อาตมาพูดไปคุณเข้าใจดีแล้วคุณก็มีธาตุรู้แล้วก็ทำได้จริงๆ คุณเป็นอรหันต์อยู่ตอนนี้ คุณสรุปไม่ลงอาตมาอาจจะมีภาษาไม่เก่ง แต่ก็พยายามเก่งที่สุดไม่ได้ออมมือ แล้วในพวกเรามีความเป็นอรหันต์มีการทำได้ เหลือแต่ว่า มันยังเหลืออยู่เล็กน้อย เพราะฉะนั้นถ้าถือว่าความเป็นอรหันต์คือ 100 หน่วย พวกคุณได้ไปตั้ง 60-70 หน่วยแล้ว 80 หน่วย 90 หน่วยแล้ว มันยังเหลืออยู่นิดๆ อันนี้มันยังไม่ชัด มันก็เป็นอรหันต์แล้ว เพราะในโลกนี้มันไม่หยาบเลย มันเหลือนิดหน่อยก็เบาบาง มันไม่ถึงขนาดทำให้ทุกข์ ทรถ หรือว่า อุทธัจจะ มังกุ อะไรพวกนี้มันก็น้อยเต็มทีแๅล้ว สรุปอีกทีว่า สิริมหามายากับนักมายากลเต็มรูป นักมายากลคือความหลอกเต็มรูป แต่สิริมหามายาคือความจริง แต่ในความจริงตราบที่คุณยังมีชีวิตอยู่ มันจะต้องกลับไปกลับมา ที่คุณจะต้องรู้ทัน ถ้าคุณทำให้รู้ไม่ทัน คุณทำความรู้ให้รู้ไม่ทันได้ ในอะไร อันนั้นแหละคืออันตรายอันแสบเผ็ดของพระอรหันต์ คุณจะสะดุดเลยว่า อันนี้ไม่เท่าทัน จะแสบ จะเจ็บ หรือจะทุกข์ หรือจะสะดุด มันไม่เรียบราบไม่เฉยๆ มันกึ๊กนึง ก็เป็นของคุณจริงๆมันไม่มีอะไรมากมาย แต่มันยังไม่สมบูรณ์สูงสุดเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณทำไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งคุณก็จะ โธ่เอ๋ย.. ไอ้โลกเอ๋ย โลกเอ็งก็เท่านี้ละว้า.. จริงๆ นี่พูดอย่างนักเลงๆ ถ้าพูดอย่างผู้ดีก็บอกว่า โถ.. โลกเอ๋ย โลกก็มีอยู่เท่านี้แหละเนาะ อย่ามาหลอกเราเสียให้ยากเลยโลกเอ๋ย คุณก็อยู่หลอกของคุณเถอะ เราไม่ถูกคุณปั่นหัวได้อีกแล้ว.. นี่ใช้ภาษาที่ขยายสภาวะให้ฟัง พวกคุณฟังแล้ว เราก็ว่าเราใช้ภาษานี้ได้แล้ว นี่แหละคุณเป็นอรหันต์ คุณเชื่อว่าคุณใช้ภาษานี้กับตัวเองได้หรือไม่ล่ะ ระวังนะ เชื่อว่าเราใช้ภาษานี้กับตัวเองได้ แต่คุณไปสัมผัสคุณยังเสพรสอยู่ สัมผัสที่คุณติดอะไรที่คุณยังอร่อย ชื่นใจยังติด คุณก็ยังไม่รู้ทัน แต่ตอนนี้มาฟังอาตมาพูด ก็คุณไม่ได้อยู่ในปัจจุบันนั้น ที่คุณสัมผัสแล้วก็เกิดรส ตอนนี้คุณก็ไม่มี ว่างๆ ฟังแล้วก็ว่าง ฟังด้วยจิตว่าง แต่เวลาปัจจุบันใดที่คุณไปสัมผัสตัวนั้น คุณเกิดรสนั้น คุณก็ต้องรู้ว่ามันยังไม่หมดนะ เรายังมีรสนะ รสจริงหรือรสเก๊ คุณยังมีรสเก๊ รสอร่อย รสชื่นใจพอใจ ชอบใจ มีรสนิดนึงน้อยนึงหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือรสมันมากอยู่ ...มายาคือมันยังไม่หมด ไอ้ที่หมดมายาก็คือมันจบ สรุปอย่างนี้ 640719_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 1