สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน พ่อครูสร้างเสนาสนสัปปายะเพื่อประชาชน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน พ่อครูสร้างเสนาสนสัปปายะเพื่อประชาชน พ่อครูว่า...อย่างอาตมาไม่ได้ปลูกพืชพรรณธัญญาหาร พวกเราช่วยกันปลูก แค่นี้ก็ยังเหลือไปให้แก่ประชาชนได้ เขายังไม่ค่อยรู้ว่านี่เป็นของไร้สารพิษเป็นอาหารที่ดีก็ไม่เป็นไร แต่มันก็ดีขึ้น เรื่องสุขภาพร่างกายคนเขาก็เอาเรื่อง เรามีหน้าที่ในการทำ นี่คือในด้านเนื้อหาสาระของปัจจัย 4 เลี้ยงชีวิต ส่วนเรื่องที่เป็นองค์ประกอบของสถานที่ ราชธานีอโศก ที่จะให้เป็นประโยชน์ ที่เป็นโรงเรือน อย่างอื่นเราก็ยังไม่เก่ง อาคารบวร เนื้อที่ 11 ไร่ ทางราชการจะมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ อาตมายินดีก็บอกให้ใช้ หรือว่าประชาชนจะมาใช้เป็นร้านค้า ด้านล่างเป็นร้านค้าข้างบนเป็นที่ทำงาน จะเป็นออฟฟิศ จะเป็นห้องวิจัยอะไรก็ได้ ข้างล่างก็เป็นร้านค้า อีกฝั่งหนึ่งเป็นร้านค้าของแห้ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นร้านค้าของสด ก็ยังไม่เต็มทุกวันนี้ ไม่ได้คิดค่าจ้างค่าแลกเปลี่ยนอะไรเลย ตั้งใจช่วยประชาชนและไม่ได้คิด อวดโอ่เบ่งอะไร ไม่ได้อวดรวย แต่เราทำได้ตามประสาเรา เราก็ได้อาศัยสิ่งเหล่านี้ด้วยอย่างนี้เป็นต้น เราก็ติดป้ายว่าตลาดประชารัฐ เราไม่ใช่รัฐแต่เอาภาษามาใช้ ถ้าจะพูดให้ตรงคือตลาดประชาราษฏร์ อันนี้ก็เป็นของเราแต่ทำเหมือนกับรัฐบาลช่วยประชาชน จะมาอาศัยขายก็ได้ เรามีเงื่อนไขบ้างเล็กน้อยเช่นไม่เอาของมอมเมามาไม่เอาเนื้อสัตว์มาขายเป็นสินค้าที่ใช้ได้ ไม่เป็นสินค้าเป็นพิษ มอมเมา มี 4 ห้าม 3 ต้องอย่างนี้เป็นต้น หรือที่กำลังสร้างตอนนี้กำลังสร้างสไลเดอร์ คนก็ท้วงมาว่า สไลเดอร์เขาใช้แต่พลาสติกทำ แต่นี้ใช้ปูนทำ แต่ปูนนี่ก็ลื่นได้เหมือนกัน ทำไมจะทำให้ลื่นไม่ได้ เป็นการรวมสังคมสมัยสังคมเพื่อที่อาตมาทำได้ บอกความจริงอาตมาไม่ได้ทำเพื่อหาเงินไม่ได้ทำเพื่ออวดอ้างอะไร เราทำได้ขนาดนี้แหละ เล็กๆน้

อ่านต่อ

อย พอไม่ไปเป็นหนี้ ไม่ไปกู้หนี้ยืมสินมาทำ พวกเราคนละเล็กคนละน้อย ก็พอหมุนเวียนทำกันไปได้ ยังไม่ได้ขาดแคลนเดือดร้อน ไม่มีพออยู่พอกินแล้วเอาไปทำอยากได้หน้า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น มันก็พอเป็นไปอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ไม่ง่ายที่จะรู้ จะเข้าใจ เจตนาจริงๆบอกได้อย่างเทหัวใจเลยว่า อาตมาอยากให้พวกเรามีความเป็นอยู่สุขสบาย มีความ relax ที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ปูหญ้าเพิ่ม จะได้เอามาพักผ่อน กระต๊อบต่างๆก็เอามาวางไว้ เขาก็มาพักผ่อนกัน อาตมาก็ว่าเมษายนนี้คงจะมีมาเยอะ อาบน้ำอาบท่าก็สร้างห้องให้ผลัดผ้า ชายหญิง ก็มาเลย เล่นน้ำผลัดผ้ากลับบ้าน ก็จะได้สะดวกสบายดี จะมาพักผ่อนจะมากินข้าว เอาข้าวมานั่งกินที่นี่มีที่ร่มไม้ กินข้าวแก้งสะโพ ร่มโพธิ์ร่มไทรร่มหว้า ร่มยางอีกหน่อยต่อไปจะมี อย่ามาพลอดรักกันมันน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ก็ช่วยๆกันดูมีศิลปะในการช่วยกันดูแล อย่ามีของมอมเมามีเนื้อสัตว์มากินในนี้ นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไร ขอว่าอย่าเอาเนื้อสัตว์มากินยาเอาของมอมเมามาเสพในนี้ ถ้าเป็นของธรรมดาก็มาอาศัยมาพักผ่อนเลยมากินข้าวคลอง มากินข้าวร่มไม้ มากินข้าวแก้ง แก้งตำอิด แก้งติดราม แก้งสามใส แก้งไทบ้าน แก้งหินน้ำไหล ให้เป็นเสนาสนะองค์ประกอบสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สร้างชุมชนก็สร้างน้ำตก นกร้อง ภูเขาแม่น้ำ เรื่องของธรรมชาติทำมาตลอดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ชุมชนแรกคือปฐมอโศก ชุมชนต่อมาไม่ว่าจะเป็นสันติอโศก ศาลีอโศก จนกระทั่งถึงราชธานีอโศก ราชธานีอโศกนี้กว้างกว่าเพื่อน เป็นที่ของเรา อาจจะเล็กน้อยกว่าของคนอื่นที่เขาเงินทองเยอะ ของเราเงินทองแค่นี้ เราก็บอกว่าไม่ใช่เล่นแล้วล่ะ ตามประสาเรา เราก็ทำไป สรุปแล้วก็คือ เทใจให้ชัดเจนว่าอาตมาไม่ได้ต้องการมาแสดงความยิ่งใหญ่ อวดอ้างหรือยิ่งไปแลกลาภยศสรรเสริญ แต่เป็นการเกื้อกูลใช้สอยได้เลย ใครจะมาก็ไม่มีปัญหา อาศัยถามไถ่ ให้เป็นสังคมมนุษยชาติให้สัมพันธ์กัน เป็นการร่วมสุข เป็นการบรรเทาทุกข์ เท่าที่จะพอเป็นไป อนุโลมปฏิโลมไปสำหรับคนที่ยังติดในความสุขความทุกข์ ยังมีอยู่เป็นธรรมดาธรรมชาติ ผู้ที่จะไม่ต้องสุขต้องทุกข์แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมามีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่ก็เพื่อผู้อื่น สำหรับตัวเราเองอาตมาแล้วไม่ได้ติดอกติดใจอะไร ก็ยังพยายามจะไปอาบน้ำโตนนวดตัวหน่อยก็ยังไม่ได้ไป ไม่รู้วันไหนจะมีฤกษ์งามยามดี ก็เข้าใจว่ามันดี แต่ยังไม่มีเวลา บางทีก็จะไปพายเรือเล่นไปว่ายน้ำ ก็ว่ากันไป มีเวลาไปพักผ่อนไปทำร่วมกันไป ก็เหมือนกันกับที่อาตมาอธิบาย เหมือนกับพ่อแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้ไปคิดสนุกสนานอะไรหรอก ก็ทำสนุกสนานกับลูกไป เรียกว่าอนุโลม ปฏิโลม ไปกับสังคม เรื่องนี้เข้าใจยาก อาตมาทำงานอนุโลมปฏิโลมกับมนุษยชาติ เพื่อที่จะได้เชื่อมโยงกัน ผู้ที่จะ อย่างนี้พาทำ มันดีกว่าไปทำจัดจ้าน จะเป็นเด็กเล็กหนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ มาที่นี่ก็ดีกว่าไปถูกครอบงำทางโลกให้จัดจ้านขึ้น ที่นี่ทำให้ขนาดนี้แล้วก็ เพลาลง เรามีขอบเขตว่ามากกว่านี้เราไม่ จนกระทั่งสบายไม่ติดไม่ยึด มันเป็นโลกุตรธรรมเป็นเรื่องธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปติดยึดในอะไรทุกอย่าง แต่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ต้องอาศัย ตามฐานานุฐานะของแต่ละคน ต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะไปทำงานอะไร อันนี้แหละเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เป็นเรื่องของขั้นตอน เป็นเรื่องของสิ่งที่เชื่อมกันอยู่ เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย แยกไว้แค่ 3 ขั้น เบื้องต้น-ท่ามกลาง-บั้นปลาย มันมีเป็นล้านลำดับเชื่อมโยงกันอยู่ ช่วยกันคนละระดับ มีขอบเขตของการเชื่อมโยงติดต่อกันประมาณนั้นประมาณนี้ เป็นเรื่องของสังคมมนุษยชาติ จะเป็นเรื่องของสังคมก็ไม่มีปัญหามันเป็นเรื่องของสังคม มนุษยชาติช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้อยู่สุข จะเรียกว่าเรื่องของเศรษฐกิจ มันก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ มีเงินมีค่าใช้จ่ายมีการให้มีการรับ อะไรต่ออะไรกันอยู่ เราเป็นผู้ให้ มากกว่าที่เราจะรับมา เราก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เราก็เข้าใจอย่างนี้ ด้วยความเฉลียวฉลาดเราก็มีอย่างนี้ โดยที่ไม่ต้องการว่าคุณจะต้องไปเห็นเป็นบุญเป็นคุณอะไร มันเป็นการช่วยกันเรามีพอ เราไม่ได้ไปกระเบียดกระเสียนไปกู้หนี้ยืมสิน ทรมานตัวเองมามันไม่ใช่ เราพอไปได้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นความซับซ้อนของกรรมกิริยา องค์ประกอบของพฤตินัย พฤติบท พฤติกรรมของมนุษยชาติที่จะต้องประพฤติต่อกันและกัน ซึ่งเราก็ทำกันอย่างนี้ในชีวิต อาตมาเป็นโพธิสัตว์ผ่านมาเป็นล้านชาติ ก็ทำกับสังคมมนุษยชาติ ทั้งรับใช้บริหารดูแลปกป้องอภิบาล ทำผ่านมาเรื่อยตามลำดับ มากบ้างน้อยบ้างตามขั้นตอนลึกซึ้ง ก็ได้ขนาดนี้ ซึ่งทุกวันนี้อาตมาบริหารพวกเราในระดับโลกุตระนี้ยากกว่าบริหารในระดับโลกียะ โลกียะนั้นจะใช้อำนาจบริหารนำหน้า ถ้าลดอํานาจ การบริหารก็จะยากขึ้น จนกระทั่งให้อิสระเสรีภาพสมบูรณ์ไม่บังคับอะไรก็ยากที่สุด อาตมาก็ทำมาทุกวันนี้จนได้ขนาดนี้ ใครทำได้อย่างอาตมาก็เชิญพิสูจน์ อาตมาว่าสังคมอย่างนี้เป็นสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ แต่ละคนแต่ละคน หรือว่าเกือบทั้งนั้น ชาวอโศก ไม่ใช่เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่นะ เป็นคนที่มีความรู้เป็นคนที่มีความสามารถ พึ่งตนเองรอด ส่วนใหญ่พึ่งตนเองรอด แม้พึ่งตนเองไม่รอดก็ในเวลาวาระแก่ เจ็บป่วย ยังเด็กอยู่ หรือคนพิการบางคนอาจจะทำไม่พอคุ้มตัวกินใช้ ก็มีเหตุปัจจัยชัดเจนคนไหนที่สมควรขนาดไหน แต่ถ้าเผื่อว่ามันมากเกินไปจนจะต้องเราไม่ไหว กำลังเราช้อนไม่ไหวก็รับไม่ได้ แต่เรานับได้ขนาดนี้มันก็มีวัฒนธรรมสังคม วัฒนธรรมสังคมเป็นเรื่องอธิบายยาก ของเราจัดสรรเอง คนเข้ามาสัมผัสก็อย่างนี้ขนาดนี้มันจะจัดขนาดให้ ถ้าหากวัฒนธรรมนั้นแข็งอย่างพวกเรา คนเขากินเนื้อสัตว์ก็ไม่เห็นต้องยุ่งยาก เขาก็ไปกินที่อื่น เขาจะมาที่นี่ ที่นี่ไม่กินเนื้อสัตว์เขาก็ไม่ต้องมาประชดประชัน หรือว่ามาเล่นเรื่องแดกดันก็ไม่ได้มาทำอะไร พวกเราก็อิสระ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเรามีแต่ให้ เรื่องนี้เรามีแค่นี้วัฒนธรรมของเราก็ไม่มีอะไรมากมาย จะมาสนุกสนานครื้นเครงก็พอทำเนา ครื้นเครงมากกว่านี้คุณก็ไปที่อื่น มันจะมีอย่างหนึ่งว่าถนนตอนนี้มันดีจะมีพวกเด็กแว้นมาหรือไม่ อาตมาก็จะดูสิว่ามีไหม ถ้ามีเราก็จะต้องบอกดีๆ คิดว่าถ้าจะแรงไปจนถึงต้องบอกตำรวจมามันจะถึงไหม (สู่แดนธรรมว่า เคยมีตำรวจมา จับไปเรียบร้อย) มันก็ต้องช่วยกันอย่างนี้แหละ จะต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโทษภัย ไม่ให้เกิดสิ่งไม่ดี สมณะฟ้าไทว่า...จบ 620308_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ้นทุกข์อาริยสัจได้ด้วยการแยกกายแยกจิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน