สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หากแยกกายแยกจิตเป็น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หากแยกกายแยกจิตเป็น _3867ที่โยมทางบ้านถามแยกกายแยกจิตก่อนตาย?เขาหมายถึงแยกจิตออกจากกายที่ติดหนี้เวรหนี้สินหนี้กรรมอย่างไรให้จิตไปอย่างสงบสุขไม่เศร้าหมอง?ฤาเปล่า? ถ้าเราเรียนรู้กายภายนอกคือรูปฯจิตภายในคือนาม!เห็นกายภายนอกสงบอยู่ ใจก็อ่านอยู่คนละส่วนบ่ปรุงบ่คนบ่มีกิเลสปะปน!แยกรูปอย่างไร?แยกนาม อย่างไร?สัมผัสจริงให้อยู่คนละส่วนบ่ มีการสังขารฯเห็นสุขสงบรู้แจ้งด้วยวิปัสสนาญาณฝึกฝนก่อนตายจะช่วยโยมได้กระมัง! พ่อครูว่า..ก็คงเป็นอย่างคุณว่า คุณต้องมีปัญญาหรือว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดจากอะไรมันอยู่และทำทุกข์อะไร หนี้สิน หนี้เวร หนี้กรรม เกี่ยวกับบุคคลเกี่ยวกับสังคม มันคืออะไรอย่างไร คุณก็เข้าใจสิ่งเหล่านั้นให้ได้ แล้วคุณก็ ปลดหนี้ ต้องปลด คุณเองทำมาเอง คุณทำมาเองก็ต้องปลด การปลดหนี้ได้มันสุดยอด หนี้อย่างตื้นๆคือหนี้เรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องวัตถุสมบัติ เราก็ลดปลดให้ได้ อย่าไปค้างหนี้ เราก็เป็นเจ้าหนี้ให้ได้ อย่างอาตมา ทุกวันนี้พวกเราเป็นเจ้าหนี้ โดยเราไม่ติดใจว่าเราเป็นเจ้าหนี้ เราเป็นผู้ให้ โดยเราไม่ถือว่าเราเป็นเจ้าหนี้ คนที่เป็นลูกหนี้ พวกคนรวยจะเป็นลูกหนี้กรรมวิบากอยู่ทั้งนั้น ก็คุณไปเอาของเขามา ถ้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้หาให้คุณก็หาเอง แล้วคุณจะรวยคุณก็ต้องเอาเปรียบ ถ้าหากคุณก็มีชีวิตอยู่ทำไปเท่าทุน แลกเปลี่ยนราคาเท่าราคา คุณจะมีมากกว่าที่คุณมีได้ไหม ก็ไม่ได้ คุณทำได้เท่าไหร่ก็มีเท่านั้น แล้วคุณจะทำได้เท่าไหร่กันเชียวในชีวิตหนึ่ง นอกจากคุณจะต้องมาตั้งราคาตั้งวิธีการให้มันได้ซับซ้อน เป็นส่วนเกินส่วนได้เปรียบมากขึ้น ปฏิภาคทวีในมุมนั้นมุมนี้ ทุกวันนี้พวกเล่นหุ้น มีมุม แป๊บเดียวก็ขึ้นมาปุ๊บเป็นวิธีการคิดเป็นวิธีการหมุน วัตถุสมบัต

อ่านต่อ

ิ มาให้แก่ตัวเอง การรวยหุ้นนี้บาปมหาศาล ไม่ได้ทำอะไร ใช้ความรู้ความฉลาด รู้จักโอกาสแป๊บเดียว พวกเล่นหุ้นนี้เป็นพวกนรกอเวจีทั้งนั้นเลย เป็นพวกหนี้สินกินหัว เสร็จแล้วก็เอาก้อนหุ้นที่ตัวเองได้เปรียบตลอดเวลา ก็ยิ่งทับทวีๆ คนที่คิดระบบหุ้นขึ้นมาเป็นคนที่ป่านนี้ตกนรกอเวจี ป่านนี้ยังไม่เกิดอีกมาก เพราะมันสร้างให้คนทุกข์ร้อนอีกมาก เรื่องการเล่นหุ้นนี้ทำให้คนฆ่าตัวตายไปเท่าไหร่แล้ว ไม่ต้องเอาหุ้นหรอก แต่แค่มันไม่พอกินพอใช้หมุนไม่ทัน อย่างยิ่งลักษณ์เขาทำเรื่องข้าว พวกชาวไร่ชาวนามันหมุนไปกับระบบของรัฐไม่ได้ มันก็ไปเสียเปรียบ จนมันไม่ทัน เป็นหนี้สินต้องฆ่าตัวตายไปไม่รู้กี่ศพ มันซับซ้อนแต่เขามองไม่ออก คนเรามันจะฆ่าตัวตายกันง่ายๆหรือ นี่ฝีมือใครบริหารแล้วคนจะฆ่าตัวตายได้อย่างยิ่งลักษณ์บ้าง แล้วเขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นตัวการให้คนฆ่าตัวตาย เป็นฝีมือตัวเองบริหารเอง บาปเท่าไหร่ยิ่งลักษณ์ เขาไม้ได้เรียนรู้เรื่องบาปเลย ไม่รู้ว่าทำบาปทำชั่วอย่างไรไปอย่างทักษิณยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่างที่เห็นหน้าเห็นตา แล้วซับซ้อนจนเขาก็คิดว่าไม่ได้ทำอะไร แต่พวกคุณเห็นไหม

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ากายคือจิต แต่กายต้องมีภายนอกด้วยต้องมี 2 มีทั้งภายนอกและภายใน มีทั้งสรีระและจิตจึงจะเป็นกาย กายอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ทุกวันนี้ชาวพุทธเข้าใจว่ากายคือรูปเพียงอย่างเดียว สรีระวัตถุดินน้ำไฟลมไม่มีจิตร่วมด้วย นี่คือมิจฉาทิฏฐิประตูแรก เข้าใจว่า กายนี่คือวัตถุ จิตแยกกายแยกจิตก็แยกวัตถุคือกาย จิตคือนามธรรมคือวิญญาณ แค่นี้ก็คือความผิดที่ล้มละลายแล้ว ล้มเหลวแล้วในศาสนาพุทธไปไม่ออกเลย อย่าไปพูดถึงนิพพาน กายตัวนี้เป็นตัวแรกเลยที่จะต้องรู้เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ สักกะคือตัวเรา กายคือธรรมะ2 ต้องดูรูปนามของตัวเรามีทิฐิมีความเห็นความเข้าใจให้รู้จัก สักกายะ แค่สังโยชน์ข้อแรกเข้าใจกายไม่ได้ก็ไม่ไปไหน ไม่มีทางจะบรรลุธรรมพระพุทธเจ้าเลย เพราะฉะนั้นที่มาทำกันอยู่เรียนรู้ธรรมะนี้ อาตมาก็พูดยกตัวเองข่มเขามาก แต่เขาไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายเลย อาจารย์ใหญ่ที่บอกว่าเป็นอรหันต์ทั้งหลายแหล่เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้นเลย เพราะกายตัวเดียวเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ยังไม่รู้ แล้วไงสังโยชน์ข้อที่ 2 ทำศีลพรตก็ไปนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ปฏิบัตินั่งหลับตาแม้แต่บรรลุแล้วก็ยังลืมตาเลย บรรลุพระโสดาบันสกทาคามีอนาคามีอรหันต์ก็ลืมตาทั้งนั้นเลยในการปฏิบัติ อาตมารู้สึกตัวว่าบัญญัติภาษาที่ออกไปมันห้วนๆ เพราะเป็นแม่ที่เหลือใจ ดุลูก มันก็ต้องคำห้วนสั้นอย่างนี้ จะไปดุคำ อีหล่า อย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ มันไม่ใช่แล้ว แต่ลูกมันเหลือกำลังเหลือเกิน เหลือใจนี่ แล้วคุณจะดุเบาได้อย่างไร เวลามันเหลือใจจะทำอย่างไรกับมัน ก็จะดุ คุณจะดุห้วนๆหรือจะดุนิ่มๆหวานๆ นี่คือธรรมชาติ ต้องแยกด้วยปัญญารู้ว่าสิ่งนี้เป็นกายสิ่งนี้ไม่ใช่กาย แล้วกายก็คือจิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ากายคือจิตมโนวิญญาณ คนฟังที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังที่อาตมาพูดก็คงจะบอกว่า โพธิรักษ์นี้บ้าอะไร กายคือจิตมโนวิญญาณ ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก ล.16 ข.230 ยืนยันไว้อาตมาโดนเลย โดนเหยียบย่ำเลยจริงๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้งมาก กายที่อาตมาแยกไว้ มูลกรรมฐานแรกของผู้มาบวชเป็นภิกษุ พระพุทธเจ้าก็ให้มูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จะแยกอันไหนก็แล้วแต่ ส่วนไหนก็ได้ แยกว่าเมื่อใดมันเป็นกายเมื่อใดมันไม่ใช่กาย ใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เมื่อใดมันเป็นกายเมื่อใดมันไม่ใช่กาย หรือเป็นกายแค่พีชะ เมื่อใดเป็นกายขั้นจิตนิยาม หรือไม่ใช่กายแล้ว เมื่อใดไม่เป็นกายคือ สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ติดกับตัวเราแล้วตัดออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แม้แต่ไต ตัดออกไปก็ไม่ใช่กายแล้ว ได้ตัดออกไปก็ไม่ใช่กายแล้ว แต่อธิบายข้างในยาก ก็อธิบายที่เล็บ เล็บของเราที่ตัดออกไป ไม่ใช่กายแน่ ทุกคนรู้ดี มันขาดจากร่างกายแล้ว เป็นอุตุนิยาม วัตถุไม่มีธาตุรู้ ไม่มีจิตวิญญาณไม่มีชีวะแล้ว แต่ตัดไปแล้วมันก็ไม่เจ็บปวดอะไรเลย แต่มันเป็นชีวะ มันมีอาหารหล่อเลี้ยงมันก็ยาวไปได้ อันนี้เป็นกายก็ได้ ไม่ใช่กายของจิตวิญญาณ แต่เป็นกายของ พีชะ ติดอยู่ที่ตัวเรา กายตัวนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีเวรตัดได้ฆ่าได้ แต่ถ้าไปตัดเอาและส่วนที่เป็นจิต เดี๋ยวเถอะเจ้าของเขาเล่นงานเอาเพราะมันเจ็บ มันจะต่างกันไปหมดอย่างนี้ก็ชัดเจน เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้า แค่แยกกายแยกจิต มูลกรรมฐานก็แยกไม่ได้ แยกกายแยกจิตไม่ได้ เดี๋ยวนี้ไม่เรียนรู้กันแล้วแต่ไปแยกไตรลักษณ์กัน ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่มีตัวตน แต่อย่างที่อาตมาพูดนี้ เขาไม่มีความรู้กันแล้ว แต่ยังดีอยู่นะที่พยัญชนะของ อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ยังมีอยู่นะแต่เขาอธิบายไม่ได้ ก็แปลไปตามพจนานุกรมเท่านั้น สรุปแล้วเรื่องกายเรื่องจิต หากคุณไม่ชัดเจน แยกไม่ได้ ขณะปฏิบัติธรรมเราทำจิตของเราให้เป็นพีชนิยาม ให้เป็นจิตที่ไม่ทุกข์ไม่สุข พระอรหันต์จิตท่านเป็นพีชนิยาม 1. ท่านไม่มีสุขไม่มีทุกข์ 2. ท่านไม่จองเวรจองภัยไม่รักไม่ชังอะไรใครอีกแล้ว ทุกคนก็เข้าใจทุกคนก็มีกรรมของใครของมัน ทำกรรมของใครของมัน ไม่มีโลภไม่มีโกรธไม่มีผลักไม่มีดูดอะไรแล้ว หากแยกได้จิตเราเป็นพีชะนิรันดร ไม่สุขไม่ทุกข์ เหมือนกับมะระนี้ กัดมันมันก็ไม่ร้องไม่จองเวรจองกรรม เพราะมันคือพีชะ อย่างนี้เป็นต้น แต่คนนี่ ทำจิตเป็นพีชะได้แล้วเป็นอรหันต์ได้แล้ว มีพลังงานที่เหลือก็ใช้พลังงานที่เหลืออยู่กับโลกเขา พลังงานที่เหลือนั้นช่วยคนอื่นเขาได้ พลังงานจิตนี้เป็นพลังงานที่รู้โลกรู้อัตตา รู้อะไรๆของโลกต่างๆ โลกสันนิวาส โลกอาโลก โลแสงสว่างพระอาทิตย์ โลกเกี่ยวกับความหมุนเวียนวุ่นวายเกี่ยวข้องอะไรอีกเยอะแยะ อาตมานึกบัญญัติของภาษาพวกนี้ไม่ทันก็ผ่านไปก่อน รู้จักโลก รู้จักความเป็นโลกรู้จักที่สุดแห่งโลกหรือความไม่ที่สุดแห่งโลกลักษณะนั้นลักษณะนี้ ชัดเจนว่าโลกนี้เป็นอย่างไร โลกนี้ยังไม่จบโลกหน้าก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้าโลกนี้จบแล้วโลกหน้าไม่มีก็จะเป็นอย่างไร เช่นโลกอบายมุข คุณจบแล้วในชาตินี้ชาติหน้าคุณก็ไม่ต้องมี แต่ถ้าคุณไม่สามารถที่จะบรรลุ พ้นอบายได้ชาตินี้แล้วเป็นโสดาบัน ชาติหน้าคุณก็ไม่มี เขาก็ไม่เรียงอย่างลำดับพระพุทธเจ้าสอนก็ไปวนเวียนกับอบายมุข ต้องมีปัญญารู้แจ้งว่าไม่มีความติดอีกแล้ว เป็นสกิทาคามี โลกแห่งกาม โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสเราก็ไม่มี ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลาภยศสรรเสริญ หรือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสหมดภายนอก เป็นอนาคามี สัมผัสภายนอกนี่ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่เดือดร้อนเป็นพิษภัยอะไรอยู่กับมันได้ อย่างไม่ทุกข์ไม่สุขไม่เดือดไม่ร้อน ไม่ต้องเป็นตัวปัญหาอยู่ในสังคมโลก เหลือแต่ข้างในเป็นอนาคามีก็ล้างที่เหลือของตัวเองหมดก็เป็นอรหันต์อยู่ในโลก คนที่เป็นอรหันต์นี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านได้สอนเรื่องดีเรื่องชั่ว แต่เรื่องความสุขความทุกข์เรื่องหลุดพ้นไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละ เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดเลย เป็นเทวธัมมาที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็มาเรียนรู้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ความสุขความทุกข์มันอยู่ที่เวทนา ภาษาไทยก็คือความรู้สึกหรืออารมณ์ เราสัมผัสอะไรแล้วเราเกิดความรู้สึกอยู่ในโลก สัมผัสทุกอย่าง จิตของเราไม่สุขไม่ทุกข์เลย นอกจากไม่สุขไม่ทุกข์แล้วคุณก็ไม่ไปเดือดร้อน ไม่ไปแย่งไม่ไปดูดไม่ไปผลัก มีแต่สร้างสรรขยันหมั่นเพียรไปตามหน้าที่อย่างที่ควร แล้วก็ช่วยคนอื่นไม่ให้สุขไม่ทุกข์ให้ได้เหมือนเรา แก้ปัญหาเท่านี้ แก้ปัญหาได้ทั้งโลก ยิ่งใหญ่มากเลย แก้ปัญหาตรงนี้ได้ อาตมาพาพวกคุณมาปฏิบัติไม่สุขไม่ทุกข์ได้ บางคนได้ บางคนเป็นโสดาบัน บางคนเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ พวกคุณก็ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่เป็นพิษภัยอะไรกับโลก อาตมาพาให้ทำสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาสัมมาอาชีวะ พวกเราพ้นมิจฉาชีพตามพระพุทธเจ้าสอนหมดเลย เช่น สัมมาอาชีพ อาชีพที่ชั่วที่สุดคือ กุหนา อย่างทักษิณนี่ กุหนา เลวโกง โกงแหลกลาญ โกงหยาบคายซับซ้อนหยาบกลางละเอียดโกงเรียบหมดเลย ลปนา ก็ยังทุจริต ทางวาจา ลปนาแปลว่าคำพูดยังหลอกลวงล่อลวง กุหนาคือทั้งกายวาจาใจ ถ้าลปนาก็หลอกทางวาจากับใจ เนมิตกตา คือผู้พ้นกุหนา ลปนาแล้วหมดภัยต่อโลกระดับหนึ่ง เหลือภัยในตนเองคืออนาคามี คุณก็ปฏิบัติให้หลุดพ้น จนเป็นอรหันต์ ก็เป็นคนที่สูงสุดแล้วในโลก คนที่เป็นอรหันต์ก็คือคนที่มีสัมมาอาชีพบริบูรณ์ ทำงานฟรี นิปเปสิกตา ทำงานหยาบกลางละเอียดอย่างพวกคุณหลายคน ไม่เอาแรงงานทุนรอนไปรับใช้อย่างพวกอบาย คุณก็ไม่ไป แม้พวกนายทุนนิปเปสกิตาก็ไม่ไป ใครที่ไม่ไปแล้วก็มาทำงานกับพวกเรา พวกเราก็มีงานให้ทำหลายระดับ มันจะมีปัญญารู้ เราจะอยู่ตรงไหน ยิ่งเป็นคนทำงานพ้นมิจฉาชีพ มิจฉาชีพข้อที่สูงสุด คือทำงานฟรี ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานแล้วไม่เอาอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเลย พูดตรงนี้อาตมาภูมิใจที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยและพวกคุณก็พ้นมิจฉาชีพ 5 ได้ ไม่ต้องทำงานเอาของแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในสังคมที่จะช่วยเศรษฐกิจ แล้วพวกเราไม่ไปแย่งเขาแต่ยังสร้าง พวกเรากินน้อยใช้น้อยพอสมควรแล้ว ก็มีเหลือเฟือให้แก่สังคม นี่คือนักเศรษฐกิจชั้นสูงให้แก่สังคมพวกเราเป็นนักเศรษฐกิจชั้นเลิศของโลกเลย ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ประเทศใดประเทศหนึ่งหากเขาทำได้ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน จะมีไหมในสังคมโลกตรงไหน ฟังดีๆอาตมาพูดธรรมะพุทธเจ้า เอาของพระพุทธเจ้ามาพิสูจน์ในโลกยุคนี้ ว่ายังมีคนที่ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ตามที่อาตมาเป็นสยังอภิญญาพาทำได้ จะมีคนบรรลุได้ เป็นคนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ โลกไม่ว่างจากอาริยบุคคล นี่แหละปฏิบัติได้ยืนยันได้ พูดแล้วมันสบายใจเพราะอะไร พูดแล้วไม่เป็นหมัน ในโลกนี้ก็ยังทำได้แม้แต่ในยุคนี้ อัตถิโลเก คนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามที่พระพุทธเจ้าเอามาประกาศไว้ทำได้ยังไม่สูญสิ้น ศาสนาพระพุทธเจ้าธรรมะพุทธเจ้าจะได้ไม่เป็นหมัน แหม เสียดายเถรสมาคมถ้าเข้าใจอย่างอาตมามีผู้รู้อธิบายอย่างอาตมา ประเทศไทยมีคนเช่นนี้ขึ้นมาสัก 60 กว่าล้านคน ได้มาสัก 20 กว่าล้าน จะเป็นมหาอำนาจแบบโลกุตระในโลกเลย ไม่ใช่มหาอำนาจแบบโดนัลทรัม หรือวลาดิเมียร์ปูตินสีจิ้นผิง แต่เป็นมหาอำนาจแบบที่ยากแบบที่ในหลวงร.9 ตรัส เราไม่รวยแบบเขา เราไม่ก้าวหน้าแบบเขา จะชื่อว่าเป็นประเทศจนแต่มีเศรษฐกิจดีเยี่ยม เมืองไทยขณะนี้เศรษฐกิจดีเยี่ยม ขอยืนยัน ตามภาษาของเรา ถ้าไปเทียบกับ เศรษฐกิจโลก แบบโลกียก็อีกอย่าง แต่ถ้าวัดโดยโลกุตระนั้นประเทศไทยเป็นที่ 1 ในโลก ต้องรู้ว่าเศรษฐกิจโลกุตระนั้นไม่เอาความรวยเอาความได้เปรียบมาเป็นเครื่องตัดสิน ถ้าจะให้ชัดเจนเอาความเสียสละหรือเสียเปรียบให้แก่ประเทศอื่นได้ นั่นต่างหากเป็นตัวตัดสินว่าเศรษฐกิจดี โปรดฟังครั้งที่ 2 เศรษฐกิจดีคือประเทศเราสามารถจะขาดทุนให้กับประเทศอื่นได้ ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจดีคือประเทศเราไปเอาเปรียบจากประเทศอื่นมาเข้าในประเทศ ถือว่านั่นคือกำไร นั่นคือเศรษฐกิจดี ไม่ใช่ โปรดฟังครั้งที่ 3 เศรษฐกิจดี คือเราเอาตั้งแต่บุคคลตัวเราคนหนึ่ง บ้านหลังหนึ่งครอบครัวหนึ่ง บ้านหลังนี้ทำงานอยู่ในสังคม เลี้ยงชีพได้รอดสบายทุกคนไม่เป็นหนี้ แล้วทำอะไรแจกจ่ายเพื่อนฝูง คนอื่น แล้วไม่สะสมไม่แก่ตัวเองเลยบ้านนี้ไม่รวย เพราะได้มาเกินก็ไปเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นที่ควรจะแจกจ่ายเจือจานมีประโยชน์ต่อสังคมโลก นี่คือเศรษฐกิจดี ข้อเศรษฐกิจเลว คือหาได้เท่านี้แล้วเอามากักตุนไว้แล้วเอาไปออกดอกออกผล เพิ่มมาอีกกอบโกยเข้ามาอีกให้ได้ อันนั้นมันคนเศรษฐกิจชั่ว ฟังให้ดีให้ชัดอาตมาฉีกหน้าความรู้ของคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจ แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับดอกเตอร์มา ถ้าเผื่อว่าประเทศไทยชัดเจน นักเศรษฐกิจที่ทำงานเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส จะพัฒนาประเทศให้คนไทยเรามาจน ไม่ใช่ให้คนไทยเราไปรวย พูดอย่างแย้งกับในโลกเขาเลย แล้วต้องพัฒนาประเทศให้มาจน ให้มีกินดีอยู่ดีอุดมสมบูรณ์ เสียสละเผื่อแผ่ ประเทศอื่นได้ แล้วเราไม่ต้องรวย แต่เราเผยแผ่ประเทศอื่นได้แจกจ่ายเจือจานประเทศอื่นได้ เรามีอยู่มีกินพออยู่พอกินอุดมสมบูรณ์เราก็เอาแรงงานไม่ไปเสียกับเรื่องไร้สาระ เก็บคืนมา แรงงานทุนรอนที่เอาไปเสียกับสิ่งไร้สาระเอามาเป็นสาระมาทำงานเน้นเข้าหาปัจจัย 4 หรือบริขารที่ต้องใช้ สิ่งที่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเราหยุดแล้วคุณก็เก็บคืนมาได้ เก็บเวลาแรงงานทุนรอนมาสร้างสิ่งที่เป็นสาระได้ เราก็จะเป็นประเทศที่มีสาระแล้วก็อุดมสมบูรณ์เหลือเฟือ คนไทยก็เป็นคนที่ไม่มีความโง่ไม่ไปเสียเวลากับสิ่งที่ต้องสูญเสีย ความหมุนเวียนของวัตถุที่เราสร้างเราสะพัด ก็เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมเขา เราก็จะไม่เป็นหนี้ เราไม่จำเป็นจะต้องสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยอะไร เราไม่ต้องไปบำเรออะไรที่ไม่เข้าเรื่อง คนถ้าเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้แล้ว โอ้โห แก้ไขปัญหาสังคมได้ อย่างอาตมาแก้ไขปัญหาสังคมให้แก่ประเทศได้ก็ได้ชาวอโศกมา หรือใครทำได้ตามหลักเกณฑ์นี้ แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดๆก็คือชาวอโศก ถ้านักเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่บริหารประเทศเข้าใจ ก็ควรจะยกโมเดลชาวอโศกให้เป็นตัวอย่างของชาวโลก ว่ามาปฏิบัติอย่างนี้เศรษฐกิจดีเป็นอย่างนี้มาเป็นคนจนอย่างนี้ ไม่ร่ำรวยแต่อุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ ไม่เป็นหนี้ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ทำมาหากินเหลือกินเหลือใช้ ตนเองพอกินพอใช้ ไม่เป็นหนี้เขาอีกเลย เหลือกินเหลือใช้แจกจ่ายคนอื่นหรือว่าขายไปให้ถูกๆ ไม่ขี้โลภไม่เห็นแก่ได้ แจกจ่ายด้วย มันเหลือก็แจก เราไม่สะสม ชีวิตไม่ต้องรวย คนที่มีใจพอ รู้จักจุดที่พอ มันก็ไม่ต้องไปรวยแค่นี้พอแล้ว ประเทศไม่ต้องเป็นประเทศที่รวย คนไม่รวยนี้ไม่มีใครอยากจะปล้นอยากจะแย่งเพราะมันไม่มีมากจะไปปล้นมันทำไม ใช่ไหม มันปลอดภัย ไม่ต้องไปข้ามหน้าข้ามตาใคร ใครไม่ต้องมาหมั่นไส้เพราะเราไม่รวย ซึ่งนัยสำคัญที่อาตมาแจกแจง ให้เห็นคุณค่าของคนจน คนจนที่ไม่ใช่โง่เง่าขี้เกียจขี้คร้าน แต่เป็นคนจนที่ประเสริฐ เป็นคนจนที่ยิ่งใหญ่เป็นคนจนที่ไม่ได้ทำภาระให้ใครเลย เป็นคนจนที่มีประโยชน์คุณค่าต่อโลกด้วย ถ้าประเทศเข้าใจอย่างที่ว่าจะไม่ทุกข์ร้อน มีแต่เรามีมากค่ะอยากกินมะระดีๆก็ไปเอา แต่เราไม่มีเวลาไปเดินแจก แตงโมก็กำลังออกลูกกัน ส้มโอลูกขนาดนี้ เนื้อคงมาก ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยวผสมหวาน ผู้รู้ทั้งหลายพูดอะไรก็แล้วแต่เดี๋ยวก็ไปนิพพาน จะขึ้นต้นด้วยอะไรก็แล้วแต่ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ไม่ใช่เหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่เดี๋ยวก็เป็นทิวไผ่งาม 620310_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำไมถึงเชียร์ลุงตู่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน