ความรู้โลกุตระในยุคนี้พ่อครูเป็นผู้ยืนยันเอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความรู้โลกุตระในยุคนี้พ่อครูเป็นผู้ยืนยันเอง พ่อครูว่า... 3) “ความรู้”โลกุตระในยุคนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันเอง และ“ความรู้ความเห็น”ที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็น“ความรู้เฉพาะของอาตมาเอง” อาตมาได้มาแต่ของเก่า พิสูจน์ยืนยัน มันไม่เหมือนกับของที่เขามีกันอยู่ในจอมยุทธซึ่งเขาก็มีจอมยุทธหลายสำนักเหมือนอย่างในหนังจีน สำนักไหนที่ยิ่งใหญ่เขาว่า สำนักเสี้ยวลิ่มโศกไหม รู้จักสำนักเสี้ยวลิ่มโศกไหม ไม่ใช่สำนักเสื้ยวลิ้มยี่นะ นี่แหละ อาตมาเป็นเจ้าสำนัก เป็นจอมยุทธอยู่ในนี้ เขาก็มีไม่รู้กี่คณะ คณะมหาบัว คณะเถรสมาคมและอาจารย์อีกตั้งไม่รู้กี่ เยอะแยะ มีลูกศิษย์ลูกหา มีเคล็ดวิชาของเขาต่างๆนานา ต่างคนต่างใช้เคล็ดวิชาของตัวเองสอนลูกศิษย์แล้วก็เอามาอาละวาดกันอยู่ในสังคม แต่ดีที่ศาสนาพุทธไม่ทะเลาะกันถึงขั้นเป็นสงคราม อย่างนี้ก็อวดดี เถียงไปเถียงมา ของข้าดีกว่า ปฏิโกสนา ว่ากันแรงๆ มันเป็นธรรมชาติมีเท่านั้น ที่อาตมาได้มาจากพระพุทธเจ้า อันไม่ใช่แบบ“โลกียะเทฺวนิยม”ที่ชาวโลกซึ่งยังถูก“เทฺว”ครอบงำเล่นเล่ห์หลอกอยู่มากมายในโลก เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“ภาวะของเทฺว” ซึ่ง“ความรู้”ภาวะของเทฺวนี้อาตมาเป็นผู้ยืนยันด้วยตัวเอง ความเป็น“เทฺว”นั้นต้องรู้“ด้วยตัวเอง”จึงจะแท้และต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย“ความรู้”ที่เป็น“ปัญญา”อันเข้าขั้น“โลกุตระ”จึงจะ“รู้จบ-ทำจบ”ได้ ยุคนี้ไม่มีใครในโลกปัจจุบันจะสามารถ“ตัดสิน” ความเป็น“โลกุตระ”ได้เด็ดขาด ว่า ถูกต้องแท้คือไฉน? แต่คนสามัญทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า “แตกต่าง” จาก“ความรู้”ที่มันยังมีความเป็น“โลกียะ”กันไม่ยากเลย อย่างชาวอโศกกับชาวโลกียะแยกกันได้ไม่ยากเลย มันแตกต่างกันชัดๆ แล้วเขาจะบอกว่าพวกนี้มันบ้าหรือเปล่า ซึ่งเราเข้าใจ เราเองเราก็ไม่มีปัญหาเราก็เข
อ่านต่อ
้าใจเขา มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตรงที่มัน“ทวนกระแส” มันแปลกประหลาดมาก! เช่น คนโลกียะจะนิยม“ความรวย” แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความจน” เป็นต้น หรือคนโลกียะจะนิยม“ความสุข”กัน แต่คนโลกุตระจะนิยม“ความไม่สุขไม่ทุกข์” เรื่อง“สุข-ทุกข์”นี้แหละที่เป็น“ความรู้”ที่แปลกแยกแตกต่างจากคนโลกียะหรือเทฺวนิยมไปชนิดที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งยวด เพราะคนโลกียะจะรู้สึกตื้นๆง่ายๆว่า มีด้วยหรือที่คนจะ“ไม่เอาสุข” ถ้าไม่เอา“ทุกข์”ใครๆก็เข้าใจได้ แต่คนที่ไพล่ไปคิด“ไม่เอาสุข”นั้น จะคิดบ้าๆ แปลกประหลาด พิกลพิการ วิตถารไปหรือเปล่า? สำคัญไปกว่านั้นคือ ทั้งๆที่เป็น“ความรู้”เรียกว่าโลกุตระ แต่มันประหลาดแปลกแตกต่างไปจากความเป็น“โลกียะ”ชนิดที่เดาเอาไม่ได้ ถึงกระนั้นมันก็ยังมีคนปฏิบัติบรรลุธรรมได้สำเร็จจริงด้วย และผู้ทำได้เป็นได้ก็จะยืนยันด้วยว่า มัน“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”แท้จริง แม้แต่คนผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรมได้น้อยนิดก็ตาม ก็มีความรู้สึก“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”ไปตามลำดับด้วยจริง แล้วจะนับว่า เป็น“ความจริง”หรือเป็น“ความถูกต้อง”กันหรือไม่? ได้อย่างไร? ใครจะเป็นผู้ตัดสิน? ก็ให้นับเอาจาก“คน”ที่มี“อาการของพฤติกรรม” ทางกาย-วาจา-ใจ ดำเนินชีวิตปรากฏให้เห็นได้อยู่ว่า มันเข้าข่าย“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเอง ว่า มันจริงมั้ย? คำ 8 คำสำคัญนี้เป็น“ภาวะอันเยี่ยมยิ่งวิเศษยอด” ที่คน สังคมคน ควรได้ ควรมี ควรเป็น ตามที่อาตมาเห็นนี้ อาตมาพูดอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า ชาว“โลกียะ”จะเห็นว่า มันเข้าท่ามั้ย? อาตมาก็ไม่อาจทราบได้ อิสระ คำแรกคำเดียวนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีได้ง่ายๆ เทวนิยมไม่มีอิสระในคำแรกเลย อย่างน้อยก็เป็นทาสพระเจ้า เป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไปด้วย อิสระคำเดี๋ยวนี้ แต่ของพระพุทธเจ้ามีอิสระจริงๆเลยตัวใครตัวมันทำเอากรรมใครกรรมมันทำสำเร็จได้ดีได้ชั่ว หรือจะหลุดพ้นนิพพาน ไม่นิพพาน ตัวคุณเองรับผิดชอบ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ อาตมาพูดคำเหล่านี้ ก็ไม่รู้ว่าพวกเทวนิยมจะรู้ได้ไหม (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... มาฟังสิ่งที่พ่อครูได้เขียน ได้เรียนรู้ว่าโลกุตระต้องมาฟังจากพ่อครูเท่านั้นในยุคนี้ พ่อครูว่า... เพราะ“ความรู้ทางโลกียะ”ที่ไปเล่าเรียนเอาจากมหาวิทยาลัยนั้น อาตมามีน้อยนิดจริงๆ อาตมาเล่าเรียนไม่เคยจบแม้ปริญญาตรี ไม่เคยไปเมืองนอกในชาตินี้เลย อาตมาพูดไปแล้วไม่รู้ว่าทางโลกียะเขาจะว่าเข้าท่าไหมหรือมันคุยเพียงโก้ๆ สวยๆ มีท่าทางมีความเป็นจริงไหม อาตมาก็ไม่รู้เพราะความรู้ของคนทั้งโลกเขามีเยอะ เขาฟังอาตมาแล้ว อาตมาเป็นคนมีการศึกษาน้อย จริงๆนะอาตมาไม่ได้พูดเล่นลิ้นอะไรหรอก ไม่ได้พูดทำโก้ถ่อมตัว อาตมาถือว่าความรู้โลกียะหมด จะวิชาการอะไรก็แล้วแต่ ปริญญาที่ไม่ใช่พาบรรลุนิพพาน ไม่ได้ปริญญาที่พาพ้นทุกข์ พูดไปแล้วเป็นเดรัจฉานวิชาทั้งนั้น ไปหลงยิ่งใหญ่กับความรู้ตนเอง แล้วก็ส่งเสริมความรู้ตนเองแต่ละด้าน แต่ละแขนงไปตลอด มันไม่ได้ละหน่ายคลาย ชาตินี้ก็ถูกแล้ว แต่ก่อนก็สงสัยว่า ทำไมอาตมาเอง มันสมองความเฉลียวฉลาด แค่ปริญญาตรี ทำไมไม่ได้สักใบกับเขา แต่ก่อนนี้อาตมาก็ยังรู้สึกด้อยตัวเอง แต่ทุกวันนี้เข้าใจแล้ว ว่า อาตมาจะต้องพิสูจน์ว่า อาตมาจะไม่ใช้ความรู้โลกีย์ มาทำงานทางธรรมะ เอาธรรมะโลกุตระเพียวๆ ตอนหลังที่เข้าใจแล้วก็รู้ว่า มันต้องเป็นเช่นนี้ ไม่งั้นไม่เป็นการพิสูจน์หรอก ไม่ได้เรียนมาก็เก็บมาประกอบเล็กๆน้อยๆขยายความอาศัยเป็นฐานอาศัยให้คนอื่นเขารับรู้ตามมาบ้างเท่านั้นเอง จะใช้ภาษาอังกฤษ จะใช้ความหมายตามโลกเขาอย่างนั้นอย่างนี้ อาศัยไปอย่างนั้น อาตมาไม่ได้เรียนมา ถูกแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าทำไมอาตมาไม่ได้จบปริญญาตรีกับเขา ไปเมืองนอกเมืองนาก็ไม่ได้ไปกับเขา แม้แต่ท่านเพาะพุทธก็ไปมาไม่รู้กี่ประเทศ อาตมาด้อยกว่าเยอะแยะ ไม่ได้ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ แล้วจริงๆใจก็ไม่ได้อยากไปก็เห็นว่าจะไปทำไม ต่างประเทศ มีอะไรเหนือกว่าพระพุทธเจ้า มีอะไรเหนือกว่าความรู้ที่อาตมาว่าเป็นความรู้ทางมนุษยชาติ สังคมมนุษย์ เมื่อย ไปก็เมื่อย ไม่ได้คิดอยากไป เขาพร้อมที่จะจ่ายสตางค์ให้ไปนะ อาตมาก็ว่าไม่ไป “ความรู้”ที่อาตมาจะแสดงออกไปนี้จึงเป็นความรู้ ความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่ออย่างมั่นใจ ว่าเป็นแบบ“โลกุตระ”ที่อาตมามีติดตัวข้ามชาติมาแต่ชาติปางก่อน เพราะอาตมาได้บำเพ็ญ“โพธิสัตวภูมิ”สั่งสม“สัมภารวิบาก”อยู่ ซึ่งก็เป็นอจินไตยที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ “โลกุตรธรรม”นั้นแน่นอนว่า มันย่อมแตกต่างไป ไม่ตรงกับผู้รู้เศรษฐศาสตร์โลกียะ หรือไม่ตรงกับผู้มีครู มีอาจารย์ มีตำราเรียนกันมาแบบสากลในโลกเทฺวนิยมทั้งหลายนั้นแน่ยิ่งกว่าแน่ แม้ชาวพุทธผู้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ 660324 จอมยุทธ์โลกุตระจบกิจเศรษฐกิจ ด้วย 9เคล็ดวิชา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก