ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ”โลกุตระ มีเคล็ดวิชา 9 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข25 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ”โลกุตระ มีเคล็ดวิชา 9 ประการ _มีนักกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ #เก้าเคล็ดวิชา

๑ รวมยอดสุดเก้าเคล็ด วิชา ชีวิตสังคมสา- มารถใช้ หลักปฏิบัติพึ่งพา กลุ่มหมู่ ประเทศเอย โดยพ่อท่านสรุปไว้ แจกให้โลกมนุษย์ ฯ

๒ ที่สุดของโลกหล้า คือทาน เจือแจกด้วยวิญญาณ เจตน์แจ้ง สิ้นสาเปกโขปาน น้ำสะอาด พ่อเอย ดื่มด่ำพร่ำพรมแล้ว ฉ่ำชื้นฤทัยปอง ฯ

๓ ปกป้องตนรอดได้ ตลอดวัย แลไม่ทำร้ายใคร แต่ให้ เสียสละอิ่มเอมใจ ตลอดชาติ ชีพเอย ด้วยทิฏฐิสัมมาได้ แปดถ้วนปัญญา ฯ

๔ จึ่งมาจนแบบให้ สละทวี ไม่คิดเป็น กระฎุมพี แบบบ้า คนจนแบบสูงศรี วรรณพุทธ สุดลึก เป็นกสิกรแกร่งกล้า กอบกู้แก่นแกน ฯ

๕ ดินแดนสงบสุขได้ ด้วยพลี สร้างก่อกรรมด้วยดี ยิ่งแล้ สาธารณโภคี เป็นเอก อุเอย เศรษฐกิจแบบพุทธแท้ ถ่องถ้วนทวนกระแส ฯ

๖ ดวงแดดีเด่นด้วย โลกุตระ อุ้มโอบโลกียะ ชุ่มชื้น ปัญญาแปดย่อมชนะ โลภโกรธ หลงเฮย เพียรเพ่งเร่งฟูฟื้น แก่นแท้พุทธธรรม ฯ

๗ บำเพ็ญเพียรพรั่งพร้อม ยินดี ด้วยกสิกรรมท้นทวี ประเทศไว้ ชีวิตกินอยู่ศรี เดินนั่ง นอนเอย ออกแดดแผดเผาให้ ชีพยั้งยั่งยืน ฯ

๘ วันคืนจึ่งพรั่งพร้อม น้อมธรรม รู้จักรู้แจ้งกรรม ถ่องถ้วน รู้จริงสิ่งควรทำ รู้จบ เจนเอย รู้จิตรุ่งเรืองล้วน โรจน์แล้วแก้วสี ฯ

๙ วิถีเทวะล้วน ไป่จบ เป็นคู่สองครองภพ ตลอดไซร้ ทางเอกพุทธครันครบ ถ้วนรอบ ชอบเอย ผุดผ่องเพริศแพร้วให้ สุดสิ้นสัมบูรณ์ ฯ

เป้า ถักธรรม

พ่อครูว่า... แต่งได้ดี แต่งได้เป็นกวีที่เรียกว่าได้เรียนได้ฝึกมาสมควรทีเดียว มี Talent ใช้ได้แล้วก็มีความรู้ทางธรรมด้วย ความรู้ทางธรรมก็ดี ความรู้ทางกวีการก็ดี เอ้า

ทีนี่ก็มาเข้าสู่เรื่องราวที่จะอธิบาย

อ่านต่อ

ต่อก็คือ เรื่องของเศรษฐกิจกับการเมือง คละเคล้ากันไป เดี๋ยวก็ไปแวะแป๊บนึงเดี๋ยวก็ไปแวะเศรษฐกิจ พูดกันมายาวนาน ในมนุษย์นั้นจะต้องมีความเฉลียวฉลาดเป็นอาริยะ ของพระพุทธเจ้ารวมไว้หมดแล้ว อาริยะนี้รู้หมดจะเป็นเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นสังคมศาสตร์ใดๆ รู้เรื่องมนุษย์รู้เรื่องสังคม เพราะฉะนั้นจะแบ่งเป็นวิชาการสมัยใหม่เป็นเศรษฐศาสตร์เป็นรัฐศาสตร์หรือว่าเป็นการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ที่เขานำหน้ากันอยู่ทุกประเทศตอนนี้ เทวนิยม เขาก็รู้ มันเป็นเรื่องที่ต้องมีในสังคมมนุษยชาติ แต่เขาไม่รู้จักจุดพอจุดจบ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่สามารถที่จะ ให้ปฏิบัติกันให้ทำกันสอนกันบอกกันบริหารกันอย่างไร ไม่จบกิจ เศรษฐกิจก็ไม่จบกิจ การเมืองก็ไม่จบกิจ มีของพระพุทธเจ้าเท่านั้นจบกิจ เศรษฐกิจก็จบ รัฐกิจหรือว่ากิจการเมืองก็จบ จบคืออะไร จบคือก็ไม่มีปัญหาแล้ว ไม่เป็นภัยเป็นโทษกับสังคมแล้ว มีแต่ประโยชน์ให้แก่สังคม สั้นๆสรุปแค่นี้ อย่างชาวอโศกเรานี้ทำสำเร็จเศรษฐกิจก็สำเร็จการเมืองก็สำเร็จไม่มีปัญหากับสังคม เพราะฉะนั้นจะไม่เป็นภาระหนักกับรัฐบาลเลยชาวอโศกเรา ขออภัยต้องพูดความจริง มีแต่เป็นประโยชน์ช่วยรัฐบาล ช่วยสังคม ช่วยประเทศชาติ ไปเรื่อยๆ. เพราะคำสอนพระพุทธเจ้า เมื่อได้เรียนคำสอนพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะเป็นผู้มีปัญญา ที่เป็นโลกุตรธรรม มีปัญญาโลกุตรธรรม เป็นคนจริงบรรลุจริงจึงเป็นอาริยะ จะใช้ภาษาอังกฤษว่า ศิวิไลซ์ เจริญอาริยะศิวิไลซ์ แต่มันเป็นแบบพุทธของพุทธ เพราะฉะนั้นศิวิไลซ์หรืออาริยชนแบบพุทธ เป็นอาริยบุคคล 4 เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือเป็นนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ จัดการกับเศรษฐกิจและการเมือง แต่ละคนก็จัดการของตน เป็นนักเศรษฐกิจ เป็นนักการเมืองของตนเองชนิดจบกิจถ้าเป็นอรหันต์ เริ่มต้นเป็นโสดาบันก็เป็นคนไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษต่อโลก อาจจะมี Error เป็นภาระบ้าง ถ้ายิ่งสกิทาคามี ก็ยิ่งน้อยลงในภาระ อนาคามีไม่เป็นภาระต่อโลกต่อสังคมแล้ว มีแต่จะช่วยโลก เป็นอรหันต์ถือว่า จบรอบ มีแต่ประโยชน์ถ่ายเดียวไม่มีโทษเลย เพราะฉะนั้นจะช่วยทั้งกิจที่เป็นเศรษฐศาสตร์ ทั้งกิจที่เป็นรัฐศาสตร์หรือการเมืองไม่มีปัญหา ไม่ก่อปัญหาให้แก่หมู่แก่สังคมแก่ประเทศ หมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศกหรือชาวสันติอโศกที่คนทั่วไปเขาเรียกขาน กันนี่แหละ เป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีปัญหาการเมือง อยู่ในประเทศไทย เป็นกลุ่มหมู่ที่ไม่มีปัญหาไม่ว่าเศรษฐกิจหรือการเมืองอยู่ในประเทศไทย และ ในประเทศอื่นก็หาอย่างนี้ได้ยาก หรือจะไม่มีเอาด้วย ไม่มีนี่หมายความว่า ชาวอโศกนี้เป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาแต่มีปัญญา เศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจก็ตาม การเมืองก็ตาม นอกจากไม่เป็นโทษเป็นภัย ไม่เป็นภาระของรัฐบาลแล้วยังช่วยด้วย ช่วยเศรษฐกิจ ช่วยการเมืองให้แก่สังคมประเทศชาติ ต่างกันกับอย่างพวกเชนเขาก็ไม่เป็นภัยให้แก่สังคม เอาตัวรอด แต่เขาไม่เป็นประโยชน์แก่สังคมเลย หรือศาสนาพุทธที่เพี้ยนๆมิจฉาทิฏฐิไปหลับตานั่งสงบเข้าป่าก็แนวเดียวกันกับเชน แต่ยังไม่จัดจ้าน ไม่สุดโต่งเท่ากับเชน เท่านั้นเอง แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่เป็นภัย ไม่เป็นโทษอย่างสนิทเลย เด็ดขาดด้วย เพราะจิตวิญญาณล้างเหตุคือล้างกิเลสที่เป็นตัวเหตุหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวันที่จะเป็นโทษเป็นภัย สัพพปาปัสสะ อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) นอกจากไม่เป็นภัยเป็นโทษแก่สังคมแล้วยังมีกุศลสมบูรณ์แบบเลย กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) นี่คือของพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ อาตมาก็ภาคภูมิใจว่าอาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาให้พวกเราทำเป็นโลกุตตรธรรมทำได้ผลจนเกิดผลจริง วันนี้เขายังไม่เชื่อ เพราะถูกคณะใหญ่ที่คนนับถือ มาตีตราว่าเรานอกรีตเราผิดแล้วเราไม่ถูก ก็เลยทำให้การเชื่อถือคณะใหญ่หลักใหญ่มีอยู่ เพราะเขาก็ไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด ยิ่งเป็นโลกุตตระยิ่งรู้ยาก ขนาดเถรสมาคมเป็นคณะของศาสนาพุทธเองยังไม่เข้าใจเลยก็ยังมาเล่นงานสิ่งที่ถูก มันซ้อนอยู่นะ ก็เลยไปให้คนสามัญที่เป็นเขาที่ยังไม่ได้เป็นผู้ที่ศึกษาเอาจริงเอาจังอยู่ มารู้เท่าเถรสมาคมได้อย่างไร ขนาดเถรสมาคมยังเข้าใจผิดอยู่ ยังเข้าใจถูกไม่ได้ ตัวเองก็ยังทำไม่ได้ แต่ที่เราทำได้นี้เขาเข้าใจไม่ได้ แล้วเขาเข้าใจเราผิดเขาก็เลยจะเล่นงาน แต่เล่นไม่ได้เพราะว่า ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง เราก็เลยทำมาได้ 40-50 ปีแล้ว อาตมาอยากจะอยู่นานๆเพื่อจะยืนยันต่อไปอีก เพื่อที่จะดูรักษาเวลาเลยว่า 1.พวกเราจะจริงไหม พิสูจน์กับโลก พวกเรานี้จะถาวรยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตามพวกคนนี้พวกคุณจะออกไปจากวิถีแบบนี้ไปอยู่วิถีอื่นทางโลกียะเขาไหม ...ไม่ โอ้โห…หนักแน่นดีจังเลย จริงๆ มันเรื่องจริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมดแล้วถ้ามันลงเข้าล็อคเข้ากระแสแล้วมันไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่มีตกต่ำ อวิปริณามธัมมัง ยิ่งนิยตะ เที่ยงแท้แล้วมันจะมีแต่ไปสู่ที่สูงที่สุดอย่างเดียว สัมโพธิปรายนะ พวกคุณพิสูจน์สิแล้วจะรู้ว่า เราจริงเหมือนกันนะ ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์จริงๆใช่ไหม พวกชาวอโศก พวกคนข้างนอกเขาจะเรียก สันติอโศก ก็ไม่เป็นไร เป็นสังคมตัวอย่าง ที่ยืนยันได้ว่าเป็นผู้ที่หมดจบกิจในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องรัฐกิจ ทีนี้ก็เข้ามาหาจอมยุทธล่ะทีนี้ ในหนังจีนเขามีจอมยุทธ นั่นแหละเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ โกวเล้ง กิมย้ง มังกรหยกก็แล้วแต่ โกวเล้งมีเยอะกว่ากิมย้ง แต่กิมย้งทำแก่นมากกว่า ผู้บริหารประเทศที่ดี คือ จอมยุทธโลกุตระ อาตมาก็ Rewrite ที่เขียนไปแล้วเติมแก้เข้าไปอีก 2) ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ”โลกุตระ ผู้บริหารประเทศที่ดีคือ “จอมยุทธ” ผู้มี“ปัญญา”กันจริง ก็จะมี“ความรู้-ความสามารถ”ระดับโลกุตระ ที่มี“เคล็ดวิชา 9 ประการ” ทำงานอยู่ในสังคมประเทศ เช่น 1)ป้องกันตนเองได้ 2)ไม่ทำร้ายใคร 3)ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย 4)มีปฏิภาณปัญญาเป็นโลกุตระ(ที่สัมมาทิฏฐิ) 5)เป็นคนผู้เสียสละอยู่เป็นปกติของชีวิต 6)สำนักของจอมยุทธนี้ก็จะพาคนมาจน 7)สำนักนี้อยู่กันอย่างสาธารณโภคี 8)จอมยุทธจะพยายามพาคนให้มาเป็นกสิกร ทำอาชีพสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นหลักให้มากๆ จะโน้มนำให้คนที่มีอาชีพอื่นใดอยู่ก็มาเป็น“กสิกร”ควรแปรชีวิตมาเป็นกสิกร“ดีที่สุด” จะไม่พากันไปสร้างอาวุธเลย 9)“จอมยุทธโลกุตระมือหนึ่งในยุทธจักร” คือ ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ “เทฺว”ด้วย“ปัญญา 8” ผู้สำเร็จจบครบเคล็ดวิชาทั้ง 9 นี้ คือ คนผู้มี“พหุชนหิตายะ-พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เพราะเป็นผู้มีทั้ง“สมาธิ-สติ-ปัญญา”สามารถทำ“อธิปไตย”ได้เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบ“โลก-อัตตา-ธรรม”ครบถ้วนกระบวนการจึงอยู่เหนือ“โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตย” อาตมานำคำสอนพระพุทธเจ้า ภาษาบาลีที่อาตมารู้จักสภาวะและเข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของมันด้วย พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ คืออายะ 3 ส่วนอธิปไตย 3 คือ โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย อายะ แปลว่า ประโยชน์แปลว่า กำไรหรือสิ่งที่ได้ แปลว่า รายได้ เป็นสิ่งที่ได้มา เป็นประโยชน์ที่ควรสร้าง หิตายะ ก็คือ ประโยชน์ ประโยชน์ที่มนุษย์พึงได้ พึงมี พึงเป็น พหุชนะ ก็คือ มวลประชาชน พหุ คือใหญ่ ชนะ คือประชาชน คือเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่มวลประชาชน พหุชนสุขายะ คือทำความสุขให้กับมวลประชาชน อนุเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลโลก อนุกัมปายะ เป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่โลกอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้จักโลก รู้จักอัตตา รู้จักธรรมะ แล้วมีอธิปไตยเป็นพลัง พลังอธิปไตยที่เป็นโลกุตระ อยู่เหนือโลก เหนืออัตตา หรือจะเรียกว่าเหนือธรรมะก็ได้เพราะเป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะที่เหนือจริงๆ เป็นอุตตระ เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะปฏิบัติแล้ว จิตเกิดสมาธิหรือสมาหิโต เป็นจิตตั้งมั่นก็เป็นแกนจิตแข็งแรง สามเส้ากับสติและปัญญา เจโตสมาธิตั้งมั่น แล้วมี Dynamic 2 ตัว สติก็ดี ปัญญาก็ดี เจโตสมาธิ เป็น Static เป็นฐานตั้ง ส่วนสติกับปัญญาเป็นตัวที่ตื่นรู้เข้าใจสังคม เข้าใจมนุษยชาติ เข้าใจพฤติกรรม แล้วก็มีปัญญาเฉลียวฉลาด รู้ยิ่งว่าควรอย่างไรเป็นอย่างไร ที่ดีที่สุด เจริญแบบโลกียะก็รู้ฐานของโลกียะ ยิ่งเจริญเป็นโลกุตระซึ่งทวนกระแสกับโลกียะก็รู้ แล้วก็ประมาณว่าให้เจริญโลกียะอย่างนี้ก่อนได้ขั้นนี้แล้ว แล้วเอาโลกุตระใส่เข้าไปอีกเพื่อที่จะได้ ซ้อนซับซ้อน สูงยิ่งขึ้นหมดอัตตาหมดตัวตน แล้วช่วยผู้อื่นได้อย่างดียิ่งสมบูรณ์แบบ นี่คือสัจจะที่อธิบายง่ายๆคร่าวๆขยายความตรงนี้ให้ฟัง เพราะฉะนั้นอธิปไตยทั้ง 3 อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย รวมเรียกว่า ประชาธิปไตย ภาษาสมัยพระพุทธเจ้านั้นยังไม่มี ก็คืออธิปไตย 3 นั่นแหละเพราะรู้โลกรู้อัตตาและรู้ธรรมะที่เป็นโลก ุ ตรธรรม จึงอยู่เหนือโลกในอัตตามันไม่ไปแบ่งส่วนอะไรแก่โลกเพราะท่านไม่มีตัวตน ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและปฏิบัติจนสำเร็จ เป็นจอมยุทธ “จอมยุทธ”ผู้“อยู่เหนือ”ซึ่งภาษาก็ว่า“อุตตระ”จึงเป็นผู้สามารถพาสังคมหมู่กลุ่ม“พ้นปัญหาเศรษฐกิจ”ที่เป็นเรื่อง“เงินทอง” และ“พ้นปัญหาการเมือง”ที่“จบกิจ”ในเรื่อง Gross Democratic Product ด้วยฝีมืออันเก่งกาจ เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จบครบทั้ง 1) เศรษฐศาสตร์การวัตถุเงินทอง 2) รัฐศาสตร์การเมือง 3) สังคมศาสตร์การธรรมะ” ว่า “วัตถุเงินทอง”ก็ดี “เมืองและสังคมพลเมือง”ก็ดี “ธรรมะ”ก็ดี จะจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะควรที่สุด จอมยุทธจัดการได้สำเร็จเสร็จ“จบกิจ”นั้นๆจริงด้วย“ความรู้”แบบโลกุตระ ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” 660324 จอมยุทธ์โลกุตระจบกิจเศรษฐกิจ ด้วย 9เคล็ดวิชา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน