ผู้ทำงานโลกุตระจริงแท้นั้นไม่หวังใน ลาภ ยศ สรรเสริญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.61 KB
วันที่แก้ไข25 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ผู้ทำงานโลกุตระจริงแท้นั้นไม่หวังใน ลาภ ยศ สรรเสริญ _ทรงยุทธ (บี๋) : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ผมได้ฟังพ่อครูพูดถึงการเสนอชื่อบุคคลที่ได้ทำคุณงามความดีในด้านต่างๆ ให้กับประชากรในประเทศต่างๆ ให้ได้รับรางวัลสำคัญๆ อาทิ รางวัลโนเบล และรางวัลจากองค์การสหประชาชาติ จึงเกิดความสงสัยว่าเขาเลือกมอบรางวัลกันอย่างไร ผมลองเข้าไปดูในเวปไซท์ขององค์กรเหล่านี้ และทราบว่าการที่เขาจะเลือกมอบรางวัลให้กับใครนั้น เขาจะประกาศให้มีการเสนอชื่อบุคคลสำคัญที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือทำคุณประโยชน์ต่อโลกให้เข้าไปเป็นผู้สมัครเข้ารับการพิจารณา และผู้ที่จะมีสิทธิ์เสนอชื่อต้องเป็นบุคคลสำคัญหรือองค์กรสำคัญ อาทิ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติและรัฐบาลแห่งชาติ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สถาบัน International Law สันนิบาตสตรีสากล ศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย ปรัชญา เทววิทยา ศาสนา หรือ อธิการบดี ฯลฯ ผมจึงคิดเล่นๆ (แต่อยากให้เป็นจริง) ว่า พ่อครูสมณะโพธิรักษ์และองค์กรชาวอโศกที่ทำคุณประโยชน์อนันต์ให้กับมวลมนุษยชาติ น่าจะได้รับรางวัลเหล่านี้บ้าง แต่อย่างไรก็ตามนั่นก็ยังคงเป็นความคิดหลงลาภยศสรรเสริญของผมใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่เป็นความคิดที่อยากจะได้ ลาภยศสรรเสริญต่างๆ คนที่จะได้รับรางวัลยกย่องเชิดชูมันเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง แล้วก็เลยเห็นว่าเป็นการส่งเสริม มันเป็นจุดที่จะชวนให้คนอื่นเขาทำความเจริญทำความประเสริฐได้ดีๆ อย่างนี้สิ มันเป็นการชวนเชิญคนอื่นจะได้เห็นตัวอย่างมันก็เป็นวิธีการชนิดหนึ่ง ก็เป็นธรรมดาเขาก็ทำกันทั่วโลก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจริงๆแล้วไม่ได้คิดอยากจะมีคนมายกย่องสรรเสริญ มีคนมาเชิดชูมีคนมาให้รางวัล มีคนมาอะไรให้ตำแหน่ง มันไม่หรอก อย่างอา

อ่านต่อ

ตมานี้ไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น แล้วอาตมาปางนี้ก็เป็นคนที่ไม่ค่อยได้รับการยกย่องสรรเสริญหรอก มีแต่จะถูกด่าด้วยซ้ำจะถล่มจะถูกดูถูกดูแคลน เพราะอาตมาเสนอธรรมะที่เป็นโลกุตระอันเข้าใจยาก เป็นความยาก เพราะฉะนั้นอาตมาก็ทำงานเท่านั้นทำหน้าที่เอาโลกุตตรธรรมมาประกาศ ก็ได้มวลมนุษยชาติที่มีบารมี หรือว่ามีความจริงในตัวคน อย่างพวกคุณ ฟังแล้วเข้าใจก็มาเอา จนกระทั่งพากเพียรได้มรรคได้ผลขึ้นมา ก็มารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม จนกระทั่งกลายเป็นชุมชนสาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สำเร็จจนกระทั่งทำมาหากินมีผลผลิตสร้างอะไรได้ก็เอาเข้ากองกลางเรียกว่า ลาภที่ได้โดยธรรม แล้วก็กินใช้ร่วมกันเป็นกองกลางสาธารณภัย ลาภธัมมิกา ซึ่งมันสูงสุดแล้วนอกนั้นต่างคนต่างปฏิบัติตามทิฏฐิของแต่ละคนเสมอสมานกันไปมีศีลแต่ละระดับก็เสมอๆกันไปตามหลักสาราณียธรรม 6 ของพระพุทธเจ้า ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อาตมาก็ยิ่งมั่นใจว่า อาตมาทำงานธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรมสมบูรณ์ บริบูรณ์ มันไม่ง่ายนะ..คนจะมารวมกันแล้วอยู่กันอย่างสาธารณโภคี ไม่ตีกันไม่ฆ่ากันไม่แย่งกันไม่ทะเลาะกัน มันสุดยอดแล้วซึ่งมันยืนยันว่าในสาธารณโภคีนี้มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นเอกภาพกัน นี่มันยืนยันว่าพวกเราอยู่กันอย่างสมบูรณ์ถูกต้องตามธรรมะพระพุทธเจ้าเลย เอาหลักธรรมมาอ้างอิงยืนยันยืนยันกับพฤติกรรมพฤติการณ์ของพวกเราจริงๆสำเร็จ นี่คือสิ่งที่อาตมาเอามาพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าว่า มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบใด โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ท่านตรัสถึงอรหันต์เลยนะ พิสูจน์ยืนยัน เดี๋ยวจะได้อธิบายต่อ 660324 จอมยุทธ์โลกุตระจบกิจเศรษฐกิจ ด้วย 9เคล็ดวิชา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน