สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน ทำอย่างไรจะเกิดจิตยินดีและหายทุกข์จากการล้างพิษ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.98 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน ทำอย่างไรจะเกิดจิตยินดีและหายทุกข์จากการล้างพิษ _สาระ วาจา....กราบนมัสการครับ ผมอดอาหาร4วันเพื่อล้างพิษ ถึงกลางคืนของวันที่3 เวทนาทางกาย(อาการ32) ทำให้เกิดทุกขเวทนา(อาการ33) ผมไม่อยากอยู่ในอาการ ที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย จึงดูลมหายใจเข้าออก แล้วปรับจิตจากอาการทุกข์ ให้อยู่ในภาวะกลางๆ จากนั้น ก็ปรับจิตให้ยินดี ผมสงสัยว่า จิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหรือ และสิ่งที่ผมทำนั้นถูกหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า...อธิบายอันหลังก่อน สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นก็เป็นการบรรเทาบำบัด มันปวดจนเป็นทุกข์ทางใจก็ต้องทำตามที่คุณทำ จะบอกว่าผิดมันก็ต้องให้คุณทำก่อน เพราะว่ามันทุกข์ ก็ต้องบรรเทาตามที่ทำได้ ก็บำบัดก่อนก็ได้ ถือว่าไม่ผิดอะไร ทีนี้บอกว่าผมสงสัยว่าจิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดโดยอัตโนมัติหรือ (นกกระจอกส่งเสียงดัง) มีได้ทั้งสองอย่าง จิตที่ยินดี ทำแล้วมันเกิดเป็นอัตโนมัติ มันไปยินดีในสิ่งที่ชั่ว มันก็ยังเกิดเลยเป็นอวิชชา นั่นเป็นอัตโนมัติ ถ้าจิตใจที่มีวิชา ยินดีในสิ่งที่ดี แล้วก็ไม่ยินดีในสิ่งที่ไม่ดี มันก็เป็นปัญญาเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราจะยินดีกับอะไร จิตที่ยินดีจะต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมผัส อยู่ดีๆแล้วเราก็เฉยๆแล้วก็ยินดี ดีไม่ดีก็หัวเราะ ดีไม่ดีก็พูดอยู่คนเดียว ยินดีหัวเราะคนเดียว อันนี้เขาก็ว่าบ้า เพราะฉะนั้นเราก็ยินดี คนที่รู้สึกตัวคนที่รู้ดีแล้วว่าอันนี้น่ายินดี ก็เป็นคนที่หัวเราะเป็นคนที่ยิ้ม ยินดีก็รู้ว่ายินดี ยินดีก็รู้แล้ว คำว่ายินดีหมายความว่าสิ่งที่เรารู้ว่า ดี เราฟังว่า ดี เราได้ยินว่า ดี หรือเราเห็นว่า ดี เราได้กลิ่นว่า ดี ก็เท่านั้นเอง ดีนี่ ความหมายนี้ก็ค

อ่านต่อ

ือเหมาะสมกับ กาละ เหมาะสมกับสภาพ เหมาะสมกับประโยชน์ก็เรียกว่าดี ถ้าไม่เหมาะสมก็เรียกว่าไม่ดีเท่านั้นเอง มันก็เป็นกิริยา ใช้พยัญชนะว่าดี จากการได้ยิน คือ ยินดี เห็นดี กลิ่นดี รสดี สัมผัสดี อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าก็สอนในอานาปานสติ เมื่อจิตของเราทำการให้สงบ กายปัสสัมภยัง กายสังขารัง ทำให้มันสงบ พอมันสงบแล้ว เราก็อภิปโมทยังจิตตัง ก็ยินดี กับที่เราจิตสงบได้ก็มีกรรม คือเรายินดีไม่ใช่อยู่ดีๆก็ยินดี มันก็ต้องมีอะไรที่เป็นกรรมเป็น object ให้เราสัมผัส ว่า เรื่องนี้มันน่ายินดีเราก็ยินดี ความคิดเราก็คิดไปได้ เรื่องนี้มันน่ายินดี ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องไปอะไรมาก ก็อาจจะรู้สึกมีอาการยิ้มออกมาในทีก็ได้ ถ้าอยู่กับคน เขาก็มีการตอบรับแสดงออกโต้ตอบกันการยินดีมีการทำหน้ายิ้ม ทำหน้าจนกระทั่งหัวเราะ ก็ใช่ หากเราคนเดียวก็ไม่ต้องทำกับใครก็ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องยิ้ม ก็รู้สึกยินดีแล้วก็จบ หากเราไม่คิดอยู่คนเดียว แล้วก็ยิ้ม ดีไม่ดีก็หัวเราะ มันเป็นอะไรไป มันก็มีสิ่งที่ต้องกระทบ การหัวเราะการยินดี ก็ต้องตอบรับกับคนอื่น ไม่ใช่คนเดียว แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวเราก็ยิ้มได้ มันอาจไม่ถึงกับยิ้ม แต่มันแสดงอาการที่มันเคยตัวเป็นสัญชาตญาณ ยินดีก็ ตัวเองนึกถึงอันนี้มันน่ายินดี มันก็เป็นรายละเอียด พูดแล้วพวกเราก็คงไม่สงสัยคงจะเคยเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย

ผมก็ไม่อยากมีอาการที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย...แล้วมันทุกข์เพราะอะไร อดมาสี่วัน? มันทุกข์เพราะมันหิวมันอยาก ก็ไม่บอกว่ามันทุกข์เพราะอะไร เวทนาทางกายทุกข์ คุณรู้สึกทุกข์ กายมันไม่รู้สึกทุกข์ได้หรอก จิตของคุณต่างหากที่รู้สึกสุขทุกข์ สมมุติว่าคุณอดข้าว คุณก็ลองไม่เอาจิตไปกินข้าว มันก็จะผอมลง จะมีอาหารมาวนเวียนเป็นของเก่า เอาไขมันเอาโปรตีน เอาเนื้อหนังใหม่ๆใช้งานมันก็ผอมลง หากไม่นึกคิดอะไรต่อก็ผอมลงๆ เหมือนพระพุทธเจ้าอดอาหาร ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไร ท่านรู้สึกเจ็บปวดทนไม่ได้ต่อพิษบาดแผล ก็เหมือนเรามีบาดแผลมันไม่ใช่ มันละเอียดเหมือนกันนะตัวนี้ มันเกินที่จะอธิบาย เรามาเรียนรู้เวทนาต่างๆ ความรู้สึกที่ ไม่ต้องทนทรมานอะไรก็ไม่ต้องทน ท่านถึงเรียกว่า อัตตกิลมถะ ก็อยู่กันอย่างสมดุลให้พอดีเท่านั้นก็จบแล้วชีวิต อดทนเอาหน่อย อดอาหาร 3 วัน 4 วันจะต้องอดก็ว่ากันไป ถ้าต่อกันอดไปสามสี่วันแล้วก็กิน อีกวันก็อด แล้วก็กินอีกก็ได้นี่ จะไปอดอาหารต่อเนื่องกันยาวนานจนร่างกายมันเรียกร้องก็จะเกิดความรู้สึกทรมาน คุณเกร็ดดินว่า…เขาก็ให้กินน้ำหรือสารอาหารอยู่แต่ไม่ได้กินอาหารหยาบ พ่อครูว่า..เขาก็มีสารอาหารที่ให้กินเพื่อยังชีพ แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้กินอาหารหยาบ เราก็ไม่ได้อดอยากเสียทีเดียว 610823_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 8 ณ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน