สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน เทวดากับมนุษย์ในสัตตาวาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน เทวดากับมนุษย์ในสัตตาวาส [๑๖๓] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พ่อครูว่า...เอาคำว่าเทวดาและมนุษย์ก่อน ในความเป็นสัตว์ ในวิญญาณฐีติข้อที่ 1 ผู้ที่มีกายต่างกันสัญญาต่างกัน นั้น คนพวกนั้น ใครก็แล้วแต่ที่มีสัญญาต่างกันกายต่างกัน ก็จะมองเทพ หรือเทวดาเป็นอย่างหนึ่งมองมาร หรือสัตว์นรกก็อย่างหนึ่ง มองมนุษย์เขาก็จะมองอย่างหนึ่ง ต่างกันไปหมดเพราะความเห็นเหล่านั้นแตกต่าง การกำหนดหมาย การที่จะเป็นสภาพรูปนามเพราะเรียกว่ากายเป็นสังขารร่างกาย เป็นชีวิตสังขาร ก็จะมองทั้งภายนอกภายใน ต่างกันไปหมด ยกตัวอย่างเช่นคนหลับตา ปฏิบัติจะไม่มีภายนอก เขาก็จะเข้าใจเทวดามนุษย์สัตว์นรกคนละเรื่องกันเลยกับคนที่ลืมตาอย่างพวกเรา เขาจะเข้าใจเทวดามนุษย์สัตว์นรกก็คือจิตวิญญาณของคนเป็นๆ แต่นั่นเขาจะไม่เขาจะเห็นเป็นรูปร่างตัวตนอะไรต่างๆนานาไปเลย มีอุปกรณ์บางอย่างที่หนังละครเรื่องเล่านิยายต่างๆนานาไปเลย เพราะเขาเองเขามีความเข้าใจต่างจากสัมมาทิฏฐิ ความต่างกับความเหมือนก็อยู่ที่สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิเท่านั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิก็จะเข้าใจ กาย ตรงกัน เป็นอย่างเดียวกัน แล้วก็เข้าใจ มีสัญญาการกำหนดหมาย สัญญา 1 ทิฏฐิอีก 1 จิตอีก 1 3อย่างนี้ต่างกัน ทิฏฐิ คือ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจอย่างไรก็จะกำหนดสัญญาอย่างที่ตัวเองเข้าใจ เพราะฉะนั้นทิฏฐิจึงเป็นตัวประธานเป็นเครื่องนำ
อ่านต่อ
ตัวสัญญา ถ้าทิฏฐิมิจฉา สัญญาคุณก็จะมิจฉา ถ้าทิฎฐิของคุณสัมมาอย่างไรก็แล้วแต่จะอธิบายแตกต่างกันเป็นล้านอย่างก็ตามล้านทิฎฐิก็ตาม แต่ว่ามีทิฏฐิเป็นประธานให้คุณมีสัญญากำหนดหมายได้ เมื่อความเห็นความกำหนดหมายของคุณเป็นอย่างไรก็สั่งสมลงเป็นจิต จิตของคุณก็จะเป็นไปตามผลของทิฏฐิกับสัญญาของคุณ เพราะฉะนั้นความวิปริตของทิฐิวิปริตของสัญญาวิปริตของจิตนี้มันก็จะวิปลาสไป เป็นวิปลาส 3 เป็นความคิดความอ่านความเฉไฉออกไป มี 3 นัยยะ ทิฏฐิ สัญญา จิต ถ้าแกนวิปลาส 3 จะมีวิปลาส 4 คุณจะเห็นความทุกข์เป็นความสุขคุณจะเห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง คุณจะเห็นความเป็นตัวตนว่าเป็นตัวตน คุณจะเห็นความไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นไปเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นอีก 4 วิปลาส คุณจะเพี้ยนไปอย่างนั้นเลย อาตมาว่า อาตมาไม่เป็นคนวิปลาส ทั้งวิปลาส 3 และวิปลาส 4 แต่อาตมายังมีสัญญาผิดพลาดบ้าง การกำหนดพยัญชนะกับสภาวะ เพราะอาตมาเป็นคนด้อยในพยัญชนะ เป็นคนเรียนน้อย เป็นคนรู้ภาษาที่เขาจบกันมาปริญญาไม่รู้กี่เล่ม อาตมาไม่มีสักอย่าง อาตมามีสภาวะเป็นหลัก มันก็เลยค่อยๆเก็บภาษามาเรียนรู้ ซึ่งเขาอธิบายมาผิดๆเยอะด้วย ก็ต้องมาตลบก็หาสัจจะ ก็ทำได้ยากมากเลย จนทำได้อย่างทุกวันนี้
สรุป กาย ก็ดี สัญญา ก็ดี ยกตัวอย่าง ในวิญญาณฐีติ หรือสัตตาวาส 9 ข้อ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน ก็จะเห็นความเป็นเทวดา สัตว์นรก หรือเป็นมนุษย์ต่างกันไป รายละเอียดมีอีกเยอะ ข้อ 2 บางพวกมีความเห็นของกายต่างกัน แต่สัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกที่ได้ฌาน ขั้นที่ 1 ปฐมฌาน คือจิตสงบ จิตสงบจากนิวรณ์ 5 เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งหลับตานี้ เขาก็มีทิฏฐิของเขานั่งหลับตา ซึ่งไม่ใช่สัญญานะ ทิฏฐิก็เพ่งให้เกิดกำหนดหมายไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ศาสนาพุทธก็มีฌานที่ไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันแต่อย่างลืมตา ไม่ได้ไปหลับตาเลย แต่รู้จักจิตเจตสิกต่างๆ อย่างใดจิตเจตสิกเป็นนิวรณ์ เป็นกาม พยาบาท ถีนมิทธ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เราก็มีสัญญากำหนดว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เหมือนกับพวกที่นั่งหลับตาเขาก็ไม่มีเหมือนกัน แต่การรับสารนั้นทำให้เขาได้องค์รวมอีกอย่างหนึ่ง ของการลืมตานั้นก็มีองค์รวมของการปฏิบัติแตกต่างกันอีก ทั้งภายนอกภายในก็แตกต่างกันอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ลวงมาก คือเขาไปนั่งหลับตา เขาไม่มีนิวรณ์ เพราะฉะนั้นคนก็ไปเข้าใจว่า กิเลสคือนิวรณ์ 5 ก็เขาทำนิวรณ์ 5 ไม่มีได้นี่ แต่ได้ของเขานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตสามัญ โดยจริงๆแล้วเขานั่ง ปั้นภพ เป็นภพที่ไม่มีนิวรณ์ มันเป็นอุปาทานอย่างหนึ่งด้วยซ้ำไป พวกที่นั่งหลับตาสะกดจิตตัวเองต่างๆนานาก็ทำให้จิตตัวเองมันนิ่ง ไม่คิดอะไร มันก็ไม่มีนิวรณ์ ก็คุณสัญญาว่าจิตคุณไม่มีนิวรณ์ก็จริง แต่วิธีสังคมมันแตกต่างกับเรา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีนิวรณ์เพราะว่ากิเลสนิวรณ์มันหายไปไม่มีในจิต เนื่องจากมันถูกชำระมันถูกเผาด้วยพลังงานฌานอย่างลืมตาเป็นไฟเผาผลาญนิวรณ์ ในข้อ 2 ก็จึงกายต่างกัน แต่สัญญาอย่างเดียวกัน ข้อ 3 บางอย่างกายอย่างเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน อย่างพวกอาภัสราพรหม ตัวอย่างชัดที่สุดก็คือพวกธรรมกาย ธรรมกายนั้นเป็นพวกตาบอดตาใส ใส เขาหลับตาเขาก็ใส เขาลืมตาเขาก็ใสๆๆ เรียกว่า กายอย่างเดียวกัน แต่สัญญากำหนดหมาย วิธีการของเขา การปฏิบัติประพฤติของเขา เขานั่งหลับตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นลืมตา มันสัญญาคนละอย่างกัน ของพุทธเจ้าก็ใสเหมือนกันโปร่งโล่งเหมือนกัน ไม่มีรูปไม่มีร่างไม่มีอะไรติดขัดใสสว่าง โดยไม่ต้องมีภพชาติไม่ต้องมีรูปร่างอะไรเลยมันใส อาภัสราพรหม แถมอีกอัน 4. สุภกิณหา อันนี้อธิบายง่ายๆ สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน อันนี้อย่างเดียวกันทั้งกายทั้งสัญญา การได้องค์ประชุม กายคือองค์ประชุมทั้งนอกทั้งใน กิณหา แปลว่า ดำ มืด พวกหลับตาก็ได้ความดำความมืด เขาก็ได้กาย ได้สภาพปึ๊บก็ได้นิโรธดำมืด เขาก็ได้ เขาก็ว่า สุภะ น่าได้น่ามีน่าเป็น เขาก็ได้ของเขามันก็อย่างเดียวกันกับพวกที่ลืมตาแบบพุทธ ลืมตาก็ได้ความมืดความดับ หลับตาก็ได้ความมืดความดับ โดยสัญญาของผู้ที่หลับตาก็ตาม ถ้าพยัญชนะบอกว่าความมืดความดำ ก็หลับตาสิ ถ้าหากลืมตามันก็สว่าง มันก็เป็นสัจจะที่แท้จริง แต่ไปกำหนดกันที่กิณหา หนึ่งเดียวกัน กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่าสงเดียวกัน ไปกำหนดที่กิณหาอย่างเดียวกัน แต่ของพุทธ ไม่หลับไหลไม่ลงไหล บอกว่าลืมตาก็ลืมตาสิหลับตาก็หลับตาสิ เพราะฉะนั้นการหลับตาของพุทธนั้น หลับตาแล้วก็คือดำ หลับตาแล้วก็คือมืด ไม่มีแสงสว่างหรอก เพราะฉะนั้นแม้คุณหลับตาลง ก็มีแสงสว่าง พวกนั่งหลับตาสมาธิ จะเห็นแสงสว่างทั้งนั้น แสงสว่างสีต่างๆ เล่นแสงสว่างต่างๆนานานั่นคืออุปาทานทั้งสิ้น ของศาสนาพุทธนั้นหลับตาก็มืด ลืมตาก็สว่าง สัจจะของพุทธนั้นจึงรู้กลางวันกลางคืน กลางคืนก็มืด กลางวันก็สว่าง ไม่ได้เป็นคนวิปริต รู้หลับตาหรือลืมตา เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้รู้รอบ ส่วนพวกหลับตานั้นเป็นพวกหลงใหล หลงเลอะ เอาความมืดไปในการหลับตาแล้วทำแสงสว่างในการหลับตาอีกพวกนี้หลงใหล แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้กลางวันรู้กลางคืน รู้ความจริงตามความเป็นจริง สรุปอีก แม้หลับตาลงไปแล้วก็ไม่มีแสง คุณใดคนใดก็แล้วแต่หลับตาแล้วยังเห็นแสงอยู่ คนนั้นยังอยู่ในอรูปภพ จะต้องเรียนรู้อรูปภพ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ จนกว่าจิตของคุณจะลงตัว หลับตาแล้วเห็นแสง แวบวาบได้บ้าง แต่ถ้าหากนอนหลับในที่มืดจริงๆปิดไฟแล้วไม่มีแสงข้างนอก มันจะมืดธรรมดาเลยไม่มีแสงเลย คุณจิตสนิทแล้ว อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ มันจะไม่เห็นแสงสว่างอะไรเลยในที่มืด อาตมาเคยอธิบาย พวกที่หลับตาแล้วยังเห็นแสงสีอะไรต่างๆก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น เมื่อคุณไม่มีแสงสว่าง ก็สัญญากำหนดรู้ ต้องกำหนดรู้ความเป็นจริง กำหนดให้มี อาโลก ก็คือต้องลืมตา แล้วกลางวันมีพระอาทิตย์ คุณลืมตากลางคืนไม่เป็นอาโลก ความตรัสรู้ด้วยปัญญาของพระพุทธเจ้าซึ่งมีองค์ธรรม 5 ยืนยัน จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก(แสงสว่าง) โลกจะต้องเปิดมีพระอาทิตย์มีแสงสว่างมา คุณต้องมีตา มีจักษุ มีหูเปิดรับเสียง มีจมูกเปิดรับกลิ่น มีลิ้นเปิดรับรส นัยละเอียดอีก ลิ้นต่างกันกับเสียงต่างกันกับตาอย่างไรก็มีนัย มีพยัญชนะบาลีอีกเยอะ อาตมาไม่ได้ใส่ใจนัก มันมาก อธิบายให้เข้าใจสภาวะก่อน มีสภาวะแล้วเอาป้ายยาเหล่านี้มาปิด ก็จะไม่ยาก เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรัสรู้จะบรรลุธรรม โดยไม่มีดวงตาไม่มีจักษุไม่มีหูรับเสียงไม่มีจมูกรับกลิ่นลิ้นไม่รับรส โผฏฐัพพะภายนอก แล้วก็ต้องตื่นๆไม่ใช่ไปหลับตาไม่รับรู้ ปิดหูไม่รับเสียงไม่รับรสไม่มีการสัมผัสและตรัสรู้เลยไม่มี ศาสนาพุทธไม่มีแบบนั้น อาตมาถึงพยายามพูดอย่างไม่ไว้หน้าตอนนี้ ตีทิ้งเลยนั่งหลับตา ปิดประตูตรัสรู้ศาสนาพุทธ อาตมาพูดได้แต่ตอนพระพุทธเจ้านั้นท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีใครมาศึกษา ท่านจึงค่อยประนีประนอม ของอาตมาพระพุทธเจ้าท่านเปิดทางให้แล้วแบ่งแยกเดียรถีย์กับพุทธแล้ว 630412_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5