สื่อธรรมะพ่อครู(สติปัฏฐาน 4) ตอน สติปัฏฐาน 4 ไม่มีการพานั่งหลับตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สติปัฏฐาน 4) ตอน สติปัฏฐาน 4 ไม่มีการพานั่งหลับตา พ่อครูว่า...อาตมาเป็นเถระ คือ ผู้ที่เกิดมาในสมัยของพระพุทธเจ้า อาตมายืนยัน คำพูดอาตมาถึงเป็นเถรวาทไม่ใช่อาจาริยวาท ยืนยันที่คำพูดของอาตมาแตกต่างจากเขา เช่นคำว่าฌาน ไม่ได้เกิดจากการนั่งหลับตาแต่เกิดจากจรณะ 15 เกิดจากศีล สมาธิ ปัญญาไตรสิกขา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแบบเดียรถีย์ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านตีทิ้ง สมณะฟ้าไท...เรื่องที่พ่อครูพูดนี้ หากไม่จริง พวกเราก็คงไม่ได้มรรคผล ใช่ไหม แต่พ่อครูพาพวกเราเป็นจริงมาแสดงตัวได้ชัดเจน หากไม่ใช่ของจริงก็จะหนีไปหมดแล้วจะอยู่ให้ลำบากทำไม พ่อครูว่า...นอกจากจะเผ่นหนีแล้ว ทางโน้นก็จะรุก ตีแตก เรายืนหยัดอยู่ไม่ได้หรอก สมณะฟ้าไท...ทำให้เห็นว่าสิ่งที่พ่อครูพาทำเป็นที่เป็นจริงทำได้ พ่อครูว่า...อาตมาได้ตั้งใจว่าจะพยายามอธิบายความ ปฏิสัมพัทธ์ของจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ รวมทั้งหมดสาระแท้ๆอยู่ตรงนี้ ถ้าเข้าใจอันนี้ให้ดีๆ หากเข้าใจไม่ดีไม่มีสัมมาทิฏฐิตรงนี้ก็ ไม่มีมรรคผล ไม่มีเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ต้องถึงพร้อมด้วยศีล เอาสมมุติว่า ได้ไม้มาแท่งหนึ่ง จะเอาส่วนหนึ่งมาทำไม้จิ้มฟัน เหมือนกับเอาศีลมาก้อนหนึ่ง จะเอาจากท่อนไม้ท่อนนี้จรณะ 15 วิชชา 8 จะเอาศีลมาข้อหนึ่ง แต่ศีลมีตั้งเยอะแยะ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาก็พูดไปเขาน่าจะสะดุดว่า เขาไปหลงแต่วินัย 227 ไม่มีศีล ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีศีลแล้ว มีแต่เดรัจฉานวิชาเต็มไปหมดเลย มีแต่การจุดเทียนจุดธูปบูชาไฟ วิธีการรดน้ำมนต์มันไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ให้ศีลเป็นประจำ มีคำสรุปของการให้ศีลว่าศีลจะพาให้เกิดความสุขและมีนิพพาน เสร็จแล้วไม่เกิด ให้ศีลแล้วมีศีล 5 ศีล 8 แต่ไม่ได้เน้นให้เกิดศีลสมาธิปัญญา ไม่ได้อธิบายว่าศีลจะมีปฏิสัมพัทธ์กับสมา

อ่านต่อ

ธิ ปัญญา วิมุติ ไม่ได้ตัดขาดกันเลย สู่แดนธรรมว่า..คนไทยนักปฏิบัติธรรม แย้งพ่อท่านว่า การปฏิบัติธรรมจะมาพูดอะไรเรื่องของการกิน ต้องไปสติปัฏฐาน 4 แต่เรื่องอปัณกธรรม3 คือจรณะ ข้อที่ 2 3 4 พ่อครูว่า..เขาไม่มีสังวรศีล ไปอยู่ในภพนั่งหลับตา ไม่มีการสังวรศีล สำรวมอินทรีย์ ชาคริยานุโยคะก็ไม่มี ไปนั่งหลับตา สำรวมอินทรีย์ก็ไม่มี ตื่นก็ไม่ตื่น แล้วโภชเนมัตตัญญุตามันจะมาจากไหน สติปัฏฐาน 4 ยังไม่ได้กำชับไว้ว่า ถ้าไม่ใช่สติปัฏฐาน 4 แล้วไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า อันนี้กำกับไว้เลยว่าเป็น นี่แหละ ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ เป็น อปัณกะ คือ ไม่ใช่ของพุทธ ของพระพุทธเจ้าต้องมี 3 ข้อนี้ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค เดี๋ยวจะขยายความให้เป็นภาษาพื้นๆ พระพุทธเจ้าให้อธิบายธรรมะโดยใช้ภาษาพื้นๆ ไม่ใช่เอาภาษาวิชาการพูดกันมากเกินไป ให้อธิบายเป็นภาษาพื้นๆที่คนฟังเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นภาษาปวาเกอะญอ ภาษาอะไรก็แล้วแต่ที่คนจะเข้าใจได้เป็นภาษาพ่อภาษาแม่

สามข้อนี้ เข้าใจให้ได้เลยถ้าเผื่อว่าการปฏิบัติธรรมใดๆ ตกไป ไม่อยู่ในกรอบของ 3 ข้อนี้ นั่นไม่ใช่ของพุทธ เพราะฉะนั้นตั้งแต่คุ้มครองทวารอินทรีย์ เป็นภาษาวิชาการ ภาษาแปลมาจากภาษาโบราณ ก็ขอขยายความให้ฟังว่า ทวารอินทรีย์ทั้ง 6 ทวารนี้ คือ ตาหูจมูกลิ้นกายนี้คุณจะต้องระมัดระวัง ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียงจมูกสัมผัสกลิ่นลิ้นสัมผัสรส โผฏฐัพพะสัมผัสกายภายนอก แล้วใจ สัมผัส ร่วมด้วย ปฏิบัติธรรมด้วยการทำเรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปนั่งหลับตาไม่ต้องไปหาสถานที่ ปฏิบัติธรรมที่จะต้องหยุดงานไม่ต้อง คุณอยู่ในชีวิตปกติเลย และคุณก็มีอินทรีย์ทั้ง 6 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจอยู่ตลอดเวลา เมื่อมันผัสสะ เมื่อมันกระทบกับอะไรๆ เรียกรวมๆว่า เครื่องกินเครื่องใช้ โภชนะ ท่านย่นย่อ เครื่องกินเครื่องใช้ ธนบัตรก็เครื่องใช้ อาหารการกินก็เครื่องกินเครื่องใช้ ยาก็เครื่องกินเครื่องใช้ บ้านเรือนก็เป็นเครื่องใช้เครื่องนุ่งห่มก็เป็นเครื่องใช้ ก็รวมอยู่เพียงเท่านี้ในโภชเนมัตตัญญุตา จงมีชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ให้สำคัญอยู่กับสิ่งเหล่านี้คุณอยู่กับมัน แล้วคุณต้องรู้จักใช้คำศัพท์ภาษาโบราณ ที่แปลว่ารู้จักประมาณในเครื่องอาศัย รู้จักประมาณในเครื่องกินเครื่องใช้ พูดกันอย่างนี้ก็เป็นภาษา เหมือนกับที่เขาแปลสัมมาทิฏฐิ 10ว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มันสมัยไหนนะ สมัยพระเจ้าเหา มันก็ไม่รู้เรื่องกัน ยัญพิธีที่บูชาแล้วมันก็ตื้อๆอยู่อย่างนั้น แต่มันคือ วิธีที่คุณได้เรียนรู้ปฏิบัติใช้กันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน โบราณโน้นก็เหมือนกับปัจจุบันนี้ คืออะไร คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขาคือจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้ออกไปนอกกว่านี้ หรือสรุปเข้าไปหามรรคมีองค์ 8 ก็คือ สัมมาสมาธิที่เกิดจากองค์ทั้ง 7 ของมรรค 1.จะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ต้องปฏิบัติ 1. อาชีพ 2. การกระทำ ทุกอย่างคือกัมมันตะ วาจา สังกัปปะ โดย มีความพยายามกับสติ ไม่ว่าจะสัมผัสอะไร เกิด กาย เวทนา จิต ธรรม คุณก็จะต้องพิจารณา แยกกาย แยกจิต แยกเวทนา แล้วก็รู้ธรรมะ รู้ตั้งแต่ธรรมะ 2 ว่า 1 กุศล อกุศล 2. เป็นโลกุตระ คือต้องรู้ว่าเป็นโลกียะหรือโลกุตระ นี่ย่อให้ดู ต้องแยกคู่สอง คือเทวะ มีคู่เปรียบเทียบตลอด จึงจะสามารถรู้ว่า เทวะ คือ เครื่องอาศัยเท่านั้น ศาสนาพุทธนี้ ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว รู้จักเครื่องอาศัย เทวะแต่ไม่ติดเทวะ เทวะสองคือสวรรค์กับนรกคือความโง่กับความฉลาดคือความรู้กับไม่รู้ อวิชชากับวิชชา คือคู่สองทั้งนั้น เปรียบเทียบ เริ่มต้น ตั้งแต่ศีล เกี่ยวข้องกับบุคคลกับสัตว์ ในชีวิตของคนเกี่ยวข้องกับสัตว์และบุคคล นี้สำคัญที่สุด ถ้าหากคุณเข้าใจเนื้อหาสาระสัจจะความเป็นอยู่ของชีวิตเราสัมผัสเกี่ยวข้องกัน กับสัตว์มนุษย์นี่แหละเป็นตัวหลัก สัตว์เดรัจฉานอย่าไปยุ่งกับมัน มันเกิดมาตามวิบากของมันก็ปล่อยมันไปตามวิบากของแต่ละสัตว์ แล้วอย่าไปยุ่งเกี่ยวเอามากินเราก็ไม่ต้องไปกินไปเกี่ยว ไม่ต้องกินสัตว์เลยกินแต่พืช ไม่ต้องไปเกี่ยวกับสัตว์เพราะเราเป็นผู้ที่รู้จักกรรมวิบาก คนที่รู้จักกรรมวิบากจะไม่กินเนื้อสัตว์ หากคนไม่รู้จักกรรมวิบากก็จะกินเนื้อสัตว์ จะไปกินมันทำไม มันมีเยื่อใยของจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งที่จะต้องไปเกี่ยวเกาะมาทำไม กินพืชมีชีวิตก็สมบูรณ์แบบแล้ว เพราะว่าศาสนาพุทธสอนให้กินพืช สอนให้กินเนื้อสัตว์ที่ไหน ประเด็นนี้หากคนเข้าใจก็จะไม่ขัดแย้งเลยว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ไม่กินเนื้อสัตว์ ตรง ประเด็น ชาวบ้านชาวช่องเขา ว่า อเจลกะ ไปตะโกนโหวกเหวก ว่าพระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์ทั้งๆที่รู้ มันให้บริสุทธิ์ด้วยส่วน 3 ก็ไปตะโกนฟ้องชาวบ้านว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ เพื่อดิสเครดิตพระพุทธเจ้า ว่าถ้าหากท่านฉันเนื้อสัตว์ก็ไม่น่านับถือ ล.15 ข้อ102 ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของสีหเสนาบดี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ก็สมัยนั้น นิครนถ์เป็นจำนวนมาก พากันประคองแขนคร่ำครวญตามถนนต่างๆ ตามสี่แยกต่างๆ ในกรุงเวสาลีว่า วันนี้ สีหเสนาบดีฆ่าสัตว์อ้วนพีปรุงเป็นภัตตาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่รู้ทรงฉันอุทิศมังสะที่เขาอาศัยตนทำ ฯ ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปหาสีหเสนาบดีกระซิบบอกว่า พระเดชพระคุณได้โปรดทราบ นิครนถ์เป็นจำนวนมากเหล่านี้ พากันประคองแขนคร่ำครวญตามถนนต่างๆ ตามสี่แยกต่างๆ ในกรุงเวสาลีว่า วันนี้ สีหเสนาบดีฆ่าสัตว์อ้วนพีปรุงเป็นภัตตาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่รู้อยู่ทรงฉันอุทิศมังสะที่เขาอาศัยตนทำ ฯ

พ่อครูว่า..เขาจะทำอาหารเนื้อสัตว์มาก็เป็นเรื่องของเขาแต่พระพุทธเจ้าจะฉันหรือไม่ฉันก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เขาเอาตรงนี้มาตีกิน มันมีเนื้อความว่าเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า แต่พวกนิครนถ์ไปโพนทะนาเพื่อจะติดเครดิตพระพุทธเจ้าว่าท่านเป็นคนฉันเนื้อสัตว์

เหมือนกับที่พระเจ้าพิมพิสารจะทำการกรวดน้ำ พระพุทธเจ้าจะไปห้ามอย่างไร เพราะท่านไปยึดถืออย่างนั้น จะไปห้ามได้อย่างไร มันแก้ไม่ได้หรอก ท่านก็สอนเรื่องใหม่ให้รู้ซะ ผู้ที่รู้แล้วเขาก็จะลดลง อย่างอาตมาจะไปห้ามราชพิธีได้อย่างไร มันเป็นเรื่องล้มล้างไม่ได้หรอก ต้องรู้ความจริงอันนี้แต่ต้องพูดเพราะว่ามันเป็นความผิดก็ต้องพูดว่ามันผิดมันถูกก็ต้องพูดว่ามันถูก จะไปล้มล้างได้ยังไง ก็มีแต่มาตั้งหลักทำสิ่งที่ถูกใหม่ ก็ได้เท่านี้แหละ เท่าที่ได้ ใครอยากจะมาร่วมมาทำของพระพุทธเจ้าให้บริสุทธิ์ก็มา

ปัจจุบันนี้โควิดเป็นตัวร้ายมา แต่ชาวอโศกเดือดร้อนไหมระคายขนหน้าแข้งไหม...ไม่ ก็อยู่กับที่ก็อยู่ได้ ปิดกิจการร้านค้าก็ไม่เป็นไร ไม่กินธนบัตร แต่กินพืชผัก แม้เราค้าขายก็ไม่ได้เอากำไร เราทำงานบริการประชาชนบ้านอย่างเราขายต่ำกว่าทุน เราได้รายได้หลักจากการค้าหรือ ไม่ใช่ เรามาบริการประชาชนต่างหาก คุณไม่ได้คิดค่าแรงงาน เราขาดทุนค่าแรงงานจมเลย การคิดทุนต้องคิดค่าแรงงาน แล้วพวกคุณราคาถูกๆหรือ? ใช่ไหม หากจะคิดราคาตามสังคม แต่ละคนไม่ใช่เป็นคนไม่มีความรู้ความสามารถ หากว่าเราไปทำงานข้างนอกก็จะได้อัตราเท่าไหร่ แต่เราไม่เอาแล้วเท่านี้ ขนาดนั้นเรายังมาขายต่ำกว่าทุนอีก พวกนักเศรษฐศาสตร์ทางโลกไม่รู้หรอกว่าเราทำขนาดไหน มันเป็นคุณวิเศษที่เป็นสัจจะ มันก็น่านะ อาตมาพูด ในหลวงร.9 ตรัส แล้วตรงกันว่ามาจน ท่านไม่ได้ตรัสเล่น แต่เป็นเรื่องจริงพระทัยของท่านแต่ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ต้องพูดแบบท่าน 630415_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำดีด้วยหัวใจสมาธิพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน