620304 หลักธรรมที่ชาวอโศกยึดถือปฏิบัติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
620304 หลักธรรมที่ชาวอโศกยึดถือปฏิบัติ
พ่อครูว่า...ก็ตอบสั้นไปตามลำดับ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนชาวพุทธทั้งหลาย หนึ่งเรียกว่าพระสูตร 2 เรียกว่าพระวินัย แล้วในพระสูตรพระวินัยนี่แหละ จะมีคำความที่เป็นปรมัตถ์ เรียกว่าคำที่ลึกซึ้ง เรียกว่าพระอภิธรรม เพราะฉะนั้นคำที่ลึกซึ้งก็คือพระอภิธรรม ก็เลยมี 3 อย่างใหญ่ๆ พระสูตรก็คือการเล่าเรื่องราวความหมายมีเยอะแยะ แล้วเรียนรู้ตามเรื่องราวพระสูตร อะไรดีอะไรชั่วอะไรถูกอะไรผิดมีเยอะแยะมากมาย อะไรควรอะไรไม่ควร เป็นเรื่องราวที่มาก ต้องเรียนรู้ร่วมกันทั้งหมด พระวินัยนั้นเป็นหลัก อย่าปฏิบัติผิด ศีลก็เป็นหลักแต่ไม่มีการลงโทษ เรียนไปตามลำดับ เรียนได้ก็ทำให้จิตใจของเราเจริญจิตใจเรามีปัญญาพ้นจากโลกีย์ เรียกว่า ศีล สมาธิปัญญาวิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะคือมีปัญญารู้จักความเป็นวิมุต วิมุติ ศีลสมาธิปัญญาทำให้หลุดพ้นจากโลกีย์ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสามเส้า ก็ต้องเรียนรู้ไปเป็นลำดับ ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อใช้อาวุธไม่ทำร้ายคนอื่น วางอาวุธ แล้วก็มีความกรุณาเมตตาเอ็นดู สุดท้าย มีความรู้กับสัตว์ทั้งปวงเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันเป็นเพื่อนทุกข์ มีความปรารถนาดี มีความหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นความละเอียดลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณอย่างมาก ถ้าเราเข้าใจ สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสัตว์เขาเกิดมาตั้งเป็นสัตว์เซลล์เดียว เขาก็จะพัฒนาชีวิตของเขาไปจนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า สัตว์บางตัวไม่ใช่เยอะนะ จะได้เป็นพระพุทธเจ้านั้นมีน้อย เขาก็จะพัฒนาตัวให้สูงขึ้นไปเราก็อย่าไปทำลายชีวิตเขาเกิดมาในแต่ละชาติ เกิดมาได้เป็นสัตว์เป็นจิตนิยาม ในร่างกายได้ชีวิตอะไรมาครบแล้ว แต่ละครั้งไม่ง่าย ยิ่ง
อ่านต่อ
ได้เกิดเป็นคน ยิ่งยากอีก ยิ่งได้เกิดเป็นคนแล้วพบพระพุทธศาสนายิ่งยากเข้าไปอีก ได้พบพระพุทธศาสนาเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิปฏิบัติได้หลุดพ้นยิ่งยากเข้าไปอีก ก็เป็นขั้นตอนไป สรุปแล้วสัตว์แต่ละตัวก็มีวิบากของเขา ถ้าเราไปร่วมวิบากก็จะเสียเวลาไปมีวิบากกรรมแต่ละสัตว์ เพราะฉะนั้นเราสัมพันธ์มีวิบากร่วมกันกับสัตว์ที่น้อยตัวก็ดีแล้ว ยิ่งสัตว์ที่เกิดมาเป็นคนพร้อมในกาละนี้ในพ.ศ. 2500 มาถึง 2600 ก็ 100 ปี เราก็เกิดในช่วง 100 ปีก็มีสัตว์โดยเฉพาะคนนี้เกิดมา ที่เคยมีวิบากร่วมกันแค่นี้ก็เหลือหนักแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับสัตว์มากกว่านี้เลย เพราะฉะนั้นสัตว์แต่ละตัวนี่ ปล่อยให้เขาเกิดไปตามกรรมวิบากของเขา แม้แต่เราเองคนด้วยกัน ก็ยังมีวิบากร่วมกัน รับมือกับคนที่จะมาร่วมกับเราวิบากร่วมกับเรานี้ก็หนักแล้ว อย่าไปหาเรื่องที่จะต้องไปสร้างวิบากกับคนใหม่คนนั้นคนนี้อีกให้มันมากเลย คนที่เกี่ยวข้องกันในชีวิตนี้ เราก็ศึกษา สิ่งที่รวมกันได้เป็นกุศลเป็นผลดี 1. ไม่ทำร้ายกัน 2. ไม่ติดยึดผูกพันกัน ร่วมกันทำงานได้ ถ้าหากติดยึดผูกพันก็มี 2 นัย ถ้าเราสัมพันธ์กันโดยไม่ติดยึดเราก็ทำงานร่วมกันไปได้ แต่ถ้าเราสำคัญในการติดยึด ยิ่งติดยึดในเรื่องของการในเรื่องของคู่มันจะเห็นแก่ตัวจัด เพราะฉะนั้นรวมกันเป็นมวลที่ไม่ต้องเป็นคู่เท่านั้น 2. ไม่ต้องไปสัมพันธ์เชื่อมโยงติดต่อกันแม้กระทั่งเป็นสายเลือดสายสัมพันธ์ จะต้องไปร่วมสร้างตระกูลสร้างลูกเต้าเหล่าหลาน มันก็จะเป็นวิบากเชื่อมโยงไปอีกมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนตั้งตนเป็นคนโสดนี่แหละบัณฑิตแท้ ผู้ใดที่ฝักใฝ่ในเมถุนคือมีคู่จะต้องมีคู่ คนนั้นแม้ชาตินี้ไม่เศร้าหมอง ชาติหน้าก็จะเศร้าหมอง จะต้องโศกสลด ต้องทุกข์ต่อไปอีกเพราะจะมีวิบากอีกเยอะ เพราะฉะนั้นใครตัดได้คนนั้นก็ตัดให้สั้นเข้า เพราะแต่ละคนมีคู่วิบากไม่ใช่แค่คนเดียว คู่วิบากมีเป็นล้านคน แต่ละคนเกิดมานี่ ยังไม่รู้ว่าเกิดมาอีกกี่ล้านชาติ เพราะฉะนั้นคู่วิบากของเราที่เกิดมาในยุคนี้สัก 100 ปี แค่นี้ก็มีคนเกิดมาเป็นคู่วิบากจะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ บางคนก็ไม่มีคู่วิบากก็เป็นกุศลของคุณแล้วเกิดมาในชาตินี้ไม่มีคู่วิบากปฏิบัติให้หลุดพ้นเลยเป็นอรหันต์ให้ได้ในชาติที่มีมีคู่วิบากมาเกิดร่วมนี่แหละ มันเป็นกุศลหนักหนาที่เกิดมาไม่มีคู่วิบาก ถ้าคนที่เกิดมาในชาตินี้ 1. ขี้เหร่ไม่มีคนมาจีบ 2. ไม่สวยไม่มีคนมาจีบอย่าน้อยใจ ให้ดีใจเลย ไม่มีคนมาจีบแต่เราไปจีบเขานั้นซวยคุณเองนะ เป็นการรนหาที่เอง สุขแล้วสบายแล้วเป็นโสดดีแล้ว เพราะฉะนั้นนี่แหละมันลึกซึ้ง สรุปแล้วอโศกศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักการใหญ่เป็นไตรสิกขา เป็นหลักการศึกษาสาม ศีล. สมาธิ. ปัญญาครอบคลุมทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นต้องมาศึกษาให้ดีว่าศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ถ้ารู้รายละเอียดเรานี้ทั้งนั้นคุณจะมีวิมุติ ถ้าเข้าใจศีลสมาธิปัญญาไม่สมาธิที่ไม่ถูกต้องคุณจะปนกันเละ ยกตัวอย่างง่ายๆผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีศีล ยกตัวอย่างศีลข้อที่ 1 ก็เรียนรู้ในการทำศีลข้อ 1 ทำสมาธิในศีลข้อ 1 ทำปัญญาในศีลข้อ 1 มีวิมุตในศีลข้อที่ 1 เป็นลำดับ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติเป็นลำดับก็จะเละไปหมดเลย ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของกับพืช ของก็คือวัตถุที่ไม่มีชีวิต ส่วนพืชนั้นเป็นวัตถุที่มีชีวิต แต่อยู่ในระดับพืช ของจึงจัดอยู่ในพวกของ เพราะพืชนั้นไม่มีวิบากบาปหรือบุญ เราจะฆ่าพืชก็ไม่มีวิบาก รักพืชฆ่าพืชไม่มีวิบากทั้งคู่ แต่ตัวเราแม้รักพืชรักวัตถุก็มีวิบาก เราโง่เองที่ไปยึดถือในเพชรนิลจินดาค่าของ ยึดถือในดินน้ำลมไฟ ก็เรายึดถือเอง พืชไม่เหมือนคนไม่เหมือนสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์คน แค่พืชกับวัตถุ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรอาศัยใช้ได้ทำรายได้ไม่มีวิบากบาป แต่เมื่อเริ่มเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ไปจนถึงสัตว์หลายเซลล์มันยิ่งมีการจองเวรจองกรรม ยุบยิบเยอะแยะ สั่งสมวิบากบาปต่อไปอีกเพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับสัตว์ ไปยุ่งกับพืชกับสัตว์ได้จะเป็นอีกกี่ล้านชาติก็ไม่เป็นภาระ ส่วนสัตว์นั้นปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ไปปรารถนาดีกับสัตว์แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว มีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นต้น ขยายความศีลสมาธิปัญญาแค่นี้ก่อน ซึ่งมีความลึกซึ้ง แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธกระแสหลักแม้แต่ศีลก็ไม่รู้แล้ว วินัยก็ไม่ให้ผิด เพื่อไม่ให้ได้รับโทษ พระวินัยมีโทษแต่ศีลไม่มีโทษ แต่ศีลนั้นมันใหญ่กว่าวินัย ภาวะสลับไปสลับมานี้ยาก ภาวะสองเรียกเทวะ หรือสลับไปมาเรียกว่าสิริมหามายา