620219_เทศน์กัณฑ์พิเศษเนื่องในวันมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 43 ปี 2562.docx
เนื้อหาในไฟล์
620219_เทศน์กัณฑ์พิเศษเนื่องในวันมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 43 ปี 2562 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1ozOwGfcah7wp6p0iPxyC6RO15kw8snhnW7eQyJwuxRo/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1bIy9xb9rUBO13Id-14wibIy2enEp8vHE
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันมาฆบูชา มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนมามากเหมือนงานพุทธาภิเษกก็คงจะทำให้เป็นเหตุปัจจัยให้พ่อครูอายุยืนขึ้น ...ก็ใช่ _ถือว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณของลูกโลกต่ออาตมา ได้ไหมคะ พ่อครูว่า...ได้ จะเป็นการตอบแทนพระคุณต่อต่อมาก็ได้ ทันที นักกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ อ.เป็นต้น นาประโคน แม่ครูหนูก็เสียชีวิตแล้ว กำลังเอาศพเดินทางมาฌาปนกิจที่บ้านราชฯ
สดุดีนักสู้จากแม่ฮ่องสอน สุดเหนือสู่ลุ่มเจ้า พระยา บุกเดี่ยวเที่ยวแสวงหา อโศกไซร้ ครูหนูสุกัญญา สตรีโสดาสาวเหนือ ข้ามสะพานแผ่นไม้ หมู่บ้านทรงไทย
ฝังชีวิตฝากไว้ ในกรุง ช่วยพ่อเพิ่มเผดิมผดุง เผด็จแท้ สันติอโศก ฝูงยุง ดุกว่าเสือดง เก่าคร่ำคร่า ชราแล้ว ง่อมแล้ว อำลา
มรดกตกทอดให้ ล้านหา ปากพูดมือล้างพราง แนะเจ้า สืบทอดอย่าละวาง คุณค่า แม่เอย เสียงรุกเสียงปลุกเร้า สืบเชื้อ บรรพชน
พึ่งเกิดแก่เจ็บแล้ว พึ่งตาย สิ่งที่พ่อท่านหมาย สืบสร้าง ดึงพุทธกลับอโศก กลายคืนสู่สามัญ ร้อยรักอโศกห่อนร้าง สืบรู้ ริปูสลาย 19 ก.พ. 2562 อ.เป็นต้น นาประโคน
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน ดับเทวะพาพ้นทุกข์อาริยสัจจ์ พ่อครูว่า...พวกเราก็ ที่เอามาอ่านนี้ก็เป็นเนื้อหาของพฤติกรรมมนุษยชาติ พฤติกรรมของสังคมชาวอโศกเราจริง แต่ละคนก็มีแนวทาง ศีลสามัญญตาทิฏฐิสามัญญตา
อ่านต่อ
ถือศีล ถือพรตแบบนี้ มีสัมมาทิฏฐิเดียวกัน ซึ่งต่างจากที่อื่นนะ ชาวอโศกถือศีลก็ต่างจากที่อื่น ปฏิบัติให้เกิดสมาธิก็ต่างจากที่อื่น ยิ่งปัญญาแล้วยิ่งต่างจากที่อื่นชัดเจนที่สุดเลย ปัญญานี้ต่างมากต่างจากที่อื่นเขาชัดเจนมาก เพราะว่าเป็นความรู้ในระดับโลกุตระ ปัญญานี่ ความรู้ที่เรียกว่า โลกุตระ โลกุตระคืออะไร ต่างจากความรู้ที่ไม่ใช่โลกุตระคือโลกียะอย่างไร โลกียะก็เป็นความรู้ของเทวนิยม เป็นความรู้ วนเวียนแค่ระดับ ดี-ชั่ว พยายามปฏิบัติตนให้ดีที่สุด ดีที่สุดแล้วก็ หลงเหลิงแล้วก็ตกนรกใหม่ วนอยู่อย่างนี้มีแต่ดีกับชั่ว ความรู้ของชาวโลกียะหรือเทวนิยมไม่รู้จักเรื่องสุขเรื่องทุกข์ นี่แหละเป็นประเด็นหลักประเด็นสำคัญมาก โลกุตระนี้ให้รู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ คนเราติดสุขติดทุกข์ ดีนี้ไม่เท่าไหร่ แต่ติดสุขติดทุกข์ หายใจก็แสวงหาความสุขใส่ตัว ไม่ใช่แสวงหาความดีนะ มีศาสนาพุทธศึกษาสุขทุกข์ และรู้ความจริงสูงสุด ตรงที่ว่า แม้สุขนี้ ก็ไม่ใช่ความจริงเป็นความหลอก เป็นสิ่งที่มนุษย์หลงติดยึดแล้ววนเวียนอยู่ในโลกียะอยู่ในโลก มีอัตภาพไม่สูญสิ้น เพราะไม่มีความรู้จริงในเรื่องของการยึดมั่นถือมั่น ความเป็นตัวตน ในอัตตา ในอัตตนียา ศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้ อย่างชัดเจน ทะลุทะลวง จึงสามารถที่จะ ลบล้างหมดความยึดถือในสุขได้ เป็นผู้ที่มีอาการในจิตที่เรียกว่าผู้ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกศัพท์ว่าอุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุข ซึ่งเป็นความสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของมนุษยชาติที่มีจิต บริสุทธิ์ สามารถทำให้จิตเจตสิกของตนเอง เกิดคุณสมบัติ เกิดบรรลุธรรม ทำจิตให้มีอาการ อาการของความไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละได้ ใครสามารถรู้จักอาการนี้ในจิตของตัวเองบ้าง ลองยกมือขึ้นสิ (มีคนยกมือ) ทดสอบต่อมาก็คือ เรารู้แล้วไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างนี้ แล้วต่อมาถามว่า ใครสามารถลดสุขลดทุกข์นี้ได้ บ้างแล้ว(ยกมือมาก) ลดทุกข์ลดสุขได้แล้วบ้าง ระดับที่ 1 เราเรียกว่าโสดาบัน ในเรื่องในโลกที่เราต้องเกี่ยวข้องในเบื้องต้นเราเรียกว่าอบายมุข ขั้นต่ำที่สุดเราเคยติดยึด ต้องสุขต้องทุกข์ตั้งแต่ หาอะไรมาบำเรอใจตัวเอง ในแต่ละวันแต่ละวัน เราติดหนัก ติดมาก เราก็สามารถเรียนรู้แล้ว ปฏิบัติละล้างได้ จนจิตเราในอบายภูมินี้ไม่มีแล้ว จิตกลางอุเบกขาอทุกขมสุข ทั้งที่ในโลกก็มีความสุขอยู่อย่างการปรุงแต่งกันจัดจ้านกว่าเก่าด้วย ปรุงแต่งมาหลอกล่อคนในสังคมหนักหนาจัดจ้านขึ้น แต่เราก็หลุดพ้นมาได้ อยู่อย่างอุตระ เป็นโลกุตระอยู่เหนือมัน มันทำอะไรเราไม่ได้ มันไม่เกิดจิตที่ต้องเสพสุขทุกข์กับมันอีกแล้ว นี่คือ ขั้นตอนของโสดาบัน ผู้เป็นโสดาบันนี้ต้องรู้สังโยชน์ 3 รู้ว่าจิตที่ยึดตัวตน สักกายะ มันยึดอย่างนี้ ความติดความยึด บำเรอตัณหาแล้วก็เป็นสุขทุกข์เป็นเวทนาสุขทุกข์ เรารู้สภาวะเหล่านี้แล้วก็มีวิธีปฏิบัติ ปฏิบัติด้วยการ ปหาน 5 วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน ปฏินิสรณปหาน พ้นไปจนถึงขั้น สกิทาคามี ก็ค่อยๆ คลายเบาบางลง จนกระทั่ง ข้างนอกกระทบสัมผัสอย่างไรก็ไม่รู้สึกอยากได้ไม่รู้สึกลำบาก สามารถมีฌานมีความสามารถเผากิเลสได้ แต่แม้ก็ยังเหลือในจิตเรียกอนาคามีภูมิ รูปราคะ อรูปราคะ ยึดถือในมานะ อุทธัจจะ เราก็สามารถอ่านรู้อาการในจิตได้ เราก็มาล้าง สิ่งที่เหลือในอนาคามีภูมิเป็นอรหันต์ ผู้ที่ล้างสิ่งที่เราเคยติดสัมผัสในโลก มาเป็น สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เราก็รู้จักอาการของ อรหัตตผล ในเรื่องที่เราติดเยอะ เป็นอรหัตตผลในเรื่องนั้น แต่ก่อนนี้ กินหมากพลู สูบบุหรี่ สูบยา เล่นไพ่ที่เป็นอบายมุข เราอ่านอาการนั้นออก แล้วเราก็อยู่กับโลกที่มีสุขมีทุกข์อยู่ แต่ก่อนเราเคยเสพสิ่งนี้ จนเราหลุดพ้นอยู่ในโลก เราก็เฉยเหนือมันได้ นี่เป็นตัวอย่างเป็นโครงสร้างที่การปฏิบัติของพุทธเจ้ามีเป็นไปตามลำดับ โสดาบัน สูงขึ้นมาก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้หยาบ เป็นสิ่งที่เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นสกิทาคามี ลาภยศสรรเสริญ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ เราก็ไม่ต้องเสพเมื่อสัมผัสอีกได้ ทำได้ตามโครงสร้างที่เราเคยได้ วิกขัมภนะ แปลว่า กดข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติ ไม่มีใครปล่อยให้กิเลสราคะ โทสะ โมหะ มันออกมาเพ่นพ่านหมด ตามสัญชาตญาณ แม้คนไม่รู้ธรรมะก็เป็นสามัญธรรมดามีการ กดข่ม ยิ่งรู้ว่าต้องข่มมากกว่าแต่ก่อนก็ยิ่งข่มได้ ก็จะข่มไว้มาก แต่ข่มมันไม่ถาวร มันก็ได้ ยิ่งกดข่มได้นาน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงของไม่จริง เป็นกิเลสยั่วยวนกวนคน เราไปยึดติดมันก็ทุกข์แล้วก็หลงว่ามันเป็นสุข เมื่อไม่ได้เสพสมใจ ก็เป็นทุกข์ เป็นธรรมะ 2 เป็นเทวะ คู่ ศัพท์ทางวิชาการว่าเทวะ แปลว่า 2 สุขทุกข์ ปีนี้อาตมาหยิบมาฉีกหน้าเทวะ ประกาศอธิบายไม่ใช่น้อย ซึ่งอาตมาก็พึ่งจะตื่นเรื่องนี้เหมือนกัน เห็นว่าในโลกเป็นเช่นนี้ ทั่วโลก เทวะนี้ครองโลกอยู่ มีชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิ มีอโศกที่ปฏิบัติเลิกล้างดับความเป็นเทวะ นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญดับความสุขความทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ก็เป็นบุคคลที่ คำว่าสุขคำว่าทุกข์นี้บังคับให้คน ร้าย คนเลว หรือแม้แต่คนดีสุขทุกข์ก็บังคับ แต่เมื่อปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าแล้วมันไม่บังคับให้เราเลว แล้วเราจะมีปัญญาความรู้ว่าสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติให้ดีงาม ตามสมมุติโลก แม้ที่สุดตามปรมัตถ์ เราก็ปฏิบัติได้ชัดเจน จนสูงสุดได้ ชุมชนใดที่เขาบอกว่าไม่ทำบาปทั้งปวง แล้วละชั่ว ประพฤติดี ที่จริงนี่ก็ยังไม่ใช่แกนของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนอกจากไม่ทำบาปทั้งปวง สัพพปาปัสสะอกรณัง คือไม่มีบุญแล้วเมื่อบาปไม่มีบุญก็ไม่ต้องมี เพราะบาปบุญ เป็นคู่ของเทวะเป็นคู่ แต่ตัวบุญเองเป็นเดี่ยว เป็นธาตุวันเวย์ เอกังสะที่จริงบาป อกุศล ทุจริต ถือว่าเป็นคำใช้แทนกัน คำว่าบุญถ้าอาตมาไม่เกิดมาขยายความแล้ว จะไม่รู้เลยที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ปุุญญปาปปริกขีโณ คนไม่เข้าใจ ทำไมพระพุทธเจ้าตรัสเช่นนั้น พระอรหันต์ทุกองค์ก็เช่นกัน ท่านเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป แต่เขาจะเข้าใจว่าบุญต้องสะสม สุดท้ายไปชอบบุญ เอาบุญเป็นสมบัติหลอกล่อกัน คนไหนยังสร้างพลังงานให้เป็นบุญอยู่คนนั้น ยังซวย ต้องหมดบุญแล้วไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว จึงสูงสุดเป็นอรหันต์ เมื่อเข้าใจผิดไปหลงว่าบุญเป็นของสะสม หมดท่าเลย ศาสนาพุทธเลยไม่มีเครื่องมือล้างกิเลส คำว่าบุญกลายเป็นกุศลหมดเลย ก็เป็นการสะสม ไม่ได้เกี่ยวกับสุขทุกข์ บุญคือกำจัดกิเลสที่ทำให้สุขให้ทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านเอาทุกข์มาล้างเหตุแห่งทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุทั้งหมด ตั้งแต่อวิชชา เป็นโสดาบันก็รู้จักสังขารวิญญาณนามรูปอายตนะเวทนาตัณหาอุปาทานภพชาติ ก็เรียนรู้ลดเหตุที่มันจะมาปรุงแต่งสังขารระดับอบาย แล้วก็ส่งขึ้นไปเรื่อย วิญญาณก็สะอาดขึ้น เพื่อปฏิบัติด้วยการรู้จักนามรูป ธรรมะคู่ แล้วปฏิบัติด้วยเกิด ผัสสะ อายตนะ ถ้าไม่มีผัสสะอายตนะไม่เกิด ไม่มีรูปนามสัมผัสกันขึ้นมา อายตนะก็ไม่เกิด และไม่เคยมีในที่ใดๆ เลย มีอยู่ในช่วงปัจจุบันที่รูปนามสัมผัสกันขึ้น จึงจะเกิดอายตนะ เมื่อเลิกสัมผัสแล้วอายตนะก็ไม่ตกค้างไม่สะสมที่ใด อันนี้เป็นสิ่งละเอียด และถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่เกิด เวทนา ก็ไม่มีแดนที่จะปฏิบัติ มนสิการ ไม่มีสัมภวะหรือปภวะ แดนที่จะปฏิบัติการเกิดการตายของกิเลส เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการมีภพชาติ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ ที่มันเกิดจริง สัมผัสแล้วเกิดจริง ก็ต้องอ่านอาการในจิต ไม่ใช่เอาความจำขึ้นมาดับ เพราะฉะนั้นทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้หลับตาปฏิบัติ เพราะหลับตาไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน มันไม่มีธรรมะปัจจุบัน ที่จะพร้อมทั้งทวารนอกและทวารใน ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนจนไปปฏิบัติมนสิการผิด เอาแต่ไปนั่งหลับตา แล้วจิตจะตกผลึกลงเป็นสมาธิ เขาก็เข้าใจเป็นเรื่องสมถะ นิ่งหยุดเป็นก้อนเป็นแท่งติดผนึก ตกผลึกแข็ง ด้าน มันเลยสลายยาก มันเลยยิ่งติดยึดหลงไปใหญ่เลย ตรงกันข้ามกับที่สามารถละล้างออกไปทีละส่วน แต่ยิ่งแข็งอัดแน่นผนึกเข้าไป มันตรงข้ามกันเลยศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงน่าสงสารมาก อาตมาทำงานมา 49 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2513 ปีนี้ 2562 ก็ 49 ปีเข้าไปแล้ว นี่มาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 43 มาฆบูชาจัดในงานนี้วันใดวันหนึ่งปีนี้ปีที่43 ก็มีคนอยู่ร่วมฟังประมาณนี้ นี่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ มีคนเปิดดูกี่เจ้า แต่ที่เขาฮิตกันเป็นล้านวิว ของเรา 50 วิว แค่นี้ก็เส้นตื้นนะพวกเรา (ไมค์มันดับไป) มันยืนยัน อาตมาทำงานมา 49 ปีเกือบครึ่งศตวรรษ ปีไหน้าก็ 50 แล้ว ก็พอได้รู้ได้เข้าใจ อาตมาจึงเห็นใจจังเลย ผู้ที่จะกอบกู้ศาสนา เอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คืนมา ที่เป็นโลกุตรธรรม ไม่ง่ายเลย มันไม่ง่าย แต่ไม่ง่ายก็ต้องทำ เพราะมันไม่มีอะไรดีกว่านี้ในความเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่านี้ในความเป็นมนุษย์ ไปทำความเข้าใจกับประโยคนี้เอาเอง คุณจะไปได้ลาภยศสรรเสริญ ได้ความเทิดทูนยกย่องแบบโลกคืออะไรอย่างไร มันก็วนเวียนอยู่ไม่เที่ยง แต่โลกุตระมันเที่ยง มันเที่ยง เพราะมันรู้กิเลสและลดกิเลสได้จนกิเลสดับสนิทไม่เกิดอีกถาวรยั่งยืน เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มีหลักฐานจากพระพุทธเจ้า อาตมาเอามาพูดบ่อย พูดนิดหน่อย นิจจัง พวกเราก็อสังกุปปังแล้ว เพราะว่ามันติดหูคล่องปากขึ้นใจ ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ทำตนให้เป็นคนที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คนที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แบบโลกุตระไม่ได้หมายความว่าเราไม่รู้จักโลกีย์ที่หมายถึงสิ่งที่เขาถือว่ากันว่าเป็นความดี ความไม่ดี ความดีความไม่ดีคือความไม่เที่ยงอย่างถาวรไม่เที่ยงอยู่ตลอดกาล นาน และสมมุติไม่ตรงกันด้วย คนกลุ่มนี้เผ่านี้สมมุติอยู่อย่างนี้ว่าดีอันนี้ไม่ดี ไปอีกที่หนึ่งที่นี่บอกว่าไม่ดีที่นี่บอกว่าดี เขายึดถือกันอีกแบบหนึ่งอย่างนั้นจริง เขายึดกัน เอาง่ายๆที่ิอาตมาพาเป็น คนส่วนใหญ่ยึดว่ารวยดี แต่คนของเราบอกว่า รวยไม่ดี มาจนดีกว่า ซึ่ง เป็นปัญญาเป็นความรู้ความเห็นเป็นจิตใจของเราที่เห็นเช่นนั้น จนกระทั่งเห็นจริงแล้วมาทำตนเป็นคนจน เป็นคนจนที่หมดเนื้อหมดตัว แล้วก็อยู่กันอย่างสบาย องค์ประกอบของพระพุทธเจ้ามีหมู่กลุ่มมีเสนาสนะ มีอาหารเครื่องอาศัยมีบุคคลมีธรรมะ ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองทรัพย์สมบัติสบายไม่ต้องยึดต้องติด ไม่ต้องไปดูแลรักษา ไม่ต้องคอยระมัดระวัง อยู่กับหมู่นี้สบายอย่างสุขสงบ สุขแบบอุเบกขาสุขสบาย สุขที่ไม่ต้องดูแลรักษาไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์ วันๆก็มีกินมีอยู่ข้าวมีกินดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างทำ พวกเราทำพวกเรารู้เข้าใจแล้วทำให้สำเร็จ ตามบารมีแต่ละคน มีธรรมะระดับโสดาบันสกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในอรหันต์ซึ่งยากจะระบุว่าคนนี้เป็นอรหันต์ ในระดับของอนาคามี พวกเรายังพอรู้ แต่พอเป็นอรหันต์แล้วจะยาก เพราะมีอรหัตตมรรค อรหัตตผล แม้ยังเหลือเศษอยู่มีโลกจินตา ยังมีสิ่งที่ปรุงแต่งใหม่ หลายอย่างมีแง่เชิงมีนัย เราเคยติด ลองดูสิน่าจะดูดี เป็นเกิดจากเหตุปัจจัยในโลก จะไปสรุปว่าเป็นอรหันต์ อย่างใดที่แท้ เจ้าตัวเราผู้นั้นจะเป็นผู้เกิดปัญญาเฉลียวฉลาดที่จะเข้าไปรู้ว่า โลกคืออะไร อัตตาคืออะไร ที่สุดของโลกคืออะไร จนนไม่สงสัยไม่ลังเลแล้ว ว่าที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ชัดเจนว่า มีที่สุดเป็นอย่างนี้เองโลก สมมุติว่า สิ่งหนึ่งที่เขาสร้างขึ้น เอาง่ายๆ เสื้อผ้าหน้าแพร ทุกวันนี้เขาหยุดปรุงแต่ง เขาหยุดดีไซน์มั้ย ไม่หยุด แล้วเขาไม่มีหยุด แต่พวกคุณหยุดได้ เพราะโลกมันนิยม พวกที่จบได้คืออรหันต์ พูดถึงเสื้อผ้า คุณอรหันต์เรื่องเสื้อผ้าได้ พวกเราเข้าใจ อรหัตตผลคืออย่างนี้ในโลกมีของปรุงแต่งเหตุปัจจัยที่อยู่อาศัยยารักษาโรคเสื้อผ้า เครื่องบริขาร แม้เครื่องใช้ประกอบเราก็รู้ว่านี่คือบริขาร เราก็ไม่ติดยึดอะไรเราก็ใช้ประโยชน์ แม้โลกปัจจุบันจะสร้างเครื่องใช้บริการ ปัจจัย 4 เราไม่ติดยึดแล้ว บริขาร ที่ยึดกันเราก็ไม่ติดยึด เราก็เป็นอรหันต์ เกินกว่าบริขาร เราชัดเจนแล้วจะไปติดยึดมันทำไม สิ่งที่เราจะต้องใช้อะไรเป็นประโยชน์ สร้างประโยชน์คุณค่า เพื่อประโยชน์ตนเอง บางทีประโยชน์ตนก็ไม่ใช่มีแต่ทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่มันก็ต้องใช้ อย่างอาตมาเป็นต้น ต้องใช้เครื่องมือต้องเขียนอ่าน ต้องใช้ไมโครโฟน เป็นบริขารเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อไป เราก็รู้ตัวเราเองแม้บริขาร แล้วก็ไม่ติดยึด มีเท่าที่ได้เราก็อาศัย แล้วก็ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ไม่ใช้ก็หยุดจบเลิกไม่ต่อแล้ว ก็จบ ไม่โหยหาอาวรณ์ อยากได้อยากมีอยากเป็นมันก็เป็นอรหันต์แล้ว อ รหันต์จริงๆนั้นไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตราบใด โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ยุคนี้ก็ไม่ว่างจากอรหันต์ ถ้าเข้าใจดีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พวกเราก็มีอรหันต์เยอะไป แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็นอรหันต์ พูดไปนี่อรหันต์เยอะเลย อ้อ เราเป็นอรหันต์แล้วหรือ อ่านดีๆ ถ้าอนาคามี อาตมาว่า พวกเราไม่ต้องพูดทำได้เข้าใจได้ แต่อรหันต์ตัดรอบยาก เพราะโลกทุกวันนี้มีเหตุมาก ยกตัวอย่างเสื้อผ้าหน้าแพร อย่างอาหารนี้หยุดปรุงแต่งหรือยัง อย่างบ้านก็ต้องอย่างนี้ๆ ดีไม่ดีสร้างบ้าน ผัวจะเอาอย่างนี้ เมียก็เอาอีกอย่าง ส่วนมากสร้างไม่เสร็จ เช่น เรือ ผัวจะเอาอย่างนี้เมียจะเอาอย่างนี้ หนักเข้าก็หั่นกันแบ่งกันคนละครึ่ง นี่มันมีมาแล้วนะ เวรจริงๆคนเราเนาะ มันมีสารพัดให้เราเอามาพูด มันก็มีมาให้มาพูด ไม่ใช่มุข แต่เป็นเรื่องจริง ถ้าเข้าใจสุขทุกข์ก็เข้าใจเทวะ ตีแตกเทวะ เราก็อาศัยเทวดา เราไม่มีเทวแต่เราก็มีเทวอาศัยได้ เราก็มีธรรมะสอง รูปนาม มีสมมติสัจจะปรมัตถ์สัจจะ เราก็อยู่อาศัยมันไป เรารู้แล้ว ว่า ณ บัดนี้อย่างนี้ ใช้ขนาดนี้เราก็อาศัยก็ไม่เกิดอุปายาสะ ไม่เกิดโทมนัส ทุกข์ อุปายานะ เพราะว่าเรามีวิชชา ผู้มีวิชชาบริบูรณ์ก็ไม่มี โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ผู้ยังมีอวิชชาอยู่ก็ต้องเหลือเศษของ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ อาการโศก คือหยาบกว่าเพื่อน โศกเศร้า พวกโรคซึมเศร้าคือพวกตัวโศกแท้ๆ โรคนี้มันเกิดหนักยุคนี้ แต่โบราณไม่มีโรคซึมเศร้านะ ยุคนี้มันมีโรคซึมเศร้า ตลก คือโศก ปริเทวะ แปลว่า โศกมันควรพอแล้วแต่ไม่รู้จักตัดไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักพอ แหง่ๆๆ ทุกข์คือผสมรวมกันไปหมดเลย ความไม่สบายทั้งนอกและใน หากมีแต่ภายในเรียกโทมนัส เหลือส่วนที่ไม่ได้เรียนรู้เหลือเศษอีกเรียกอุปายาสะ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ คือส่วนของความทุกข์โศกทั้งหมด ที่เราจะต้องเรียนรู้แล้วไม่ให้มีเลย จิตใจไม่มีความ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ก็เป็นวิชชา เป็นคนมีแต่อภิปโมทยังจิตตัง มีจิตใจเบิกบานร่าเริงอยู่ แต่เราไม่ได้ติดยึดในอภิปโมทยังจิตตัง ว่าเป็นเราเป็นของเราแต่เป็นฐานอาศัยเป็นอัตภาพอาศัยให้เราได้อาศัยอยู่ อย่างอาตมานี่พูดไปอาตมาเอาของตัวเองมาพูด ใครเคยเห็นอาตมา โศกะบ้าง ใครเคยเห็นอาตมาปริเทวะบ้าง หรือ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ รู้เปล่า อุปายาสะคืออะไร? อาตมาไม่มี พูดขึ้นมาเหมือนอวดดีอวดรู้อวดอุตตริมนุสสธรรมเพื่อเป็นการศึกษา อยู่ด้วยกันมาตั้งนานเกี่ยวข้องสัมผัสกันอยู่ให้รู้ มีหรือไม่มี พวกคุณต้องรู้เองรู้จริง ชีวิตเป็นแล้วมันก็ได้ถาวรอยู่ที่ไหนมันก็สบาย ไม่ต้องร้องเพลงเบิร์ด สบายๆ แต่สุขสำราญเบิกบานใจ อภิปโมทยังจิตตัง ทำอย่างถาวรได้ คนที่ไม่ต้องมีคู่ให้จิตมีสุขมีทุกข์ มันมีแต่ความไม่สุขไม่ทุกข์ กลางๆ สบายๆ มันก็ไม่มีพลังที่จะต้องไปกระทบใครไปเบียดเบียนใคร ไปแย่งเอาจากใคร ไปทำให้คนอื่นเขาถูกกระทบทุกข์ร้อน ที่เราต้องไปแย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ทางกามทางอัตตาก็ตาม เราก็ไม่ได้ไปแย่งกับเขา เป็นแต่เพียงว่าเราอยากจะให้เขาพ้นทุกข์ พ้นทุกข์อริยสัจ หรือพ้นสุข ที่คุณไปหลงติดยึดอยูนี่แหละ สุขทุกข์มันไม่ได้แยกกันหรอก ทำให้เขา ช่วยเขา การช่วยเขา คือการไปบอกเขาว่าเขากระทุ้งให้เขารู้ความจริงว่าคุณยังมีตัวก้อนทุกข์ ก้อนเทวะ ก้อนสุข คนที่ติดยึด จะต้องได้อย่างนี้เป็นอย่างนี้มีอย่างนี้แล้วมันไม่ได้ มันก็เลยทุกข์มาก คนที่พอได้มาบำเรอลดทุกข์ไปได้บ้าง ได้สุขมาบำเรอนิดหน่อย ก็จะเป็นก้อนทุกข์ ลดลงๆๆ ทีนี้คนที่ไม่เข้าใจก็ไม่รู้ว่าคุณลดความสุขได้แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าเขาได้แล้วเขาจะต้องเลิก เขาอยากได้เพิ่มขึ้นอีก เช่น เขาต้องการรวยเท่านี้ เขาก็เลยได้รวยมาเท่าที่เขาต้องการ เขารวยมา 10 ล้านเขาก็อยากได้อีกเป็นร้อยล้าน เขาก็พยายามแย่งชิง แม้จะสุจริตก็ตาม ไม่ถึงกับทุจริต แทนที่คุณจะหยุด มันไม่หยุดนะความโง่ของคน มันยิ่งตะกละเพิ่มขึ้นใช่มั้ย ยิ่งสามารถยิ่งมีความสามารถการได้มามากเพิ่มเติมขึ้น ยิ่งย่ามใจ ก้อนสุขคุณได้เพิ่มขึ้นคุณนึกว่าคุณได้เพิ่มแต่คุณมีก้อนทุกข์เพิ่มขึ้นด้วย เป็นอาสวะเป็นอุปาทานที่คุณยึดติดเราเสพอย่างนี้ได้ เราเคยเสพเคยเป็นเศรษฐีร้อยล้าน ถ้ามันเสื่อมไปในลาภยศสรรเสริญ เป็นไง ก็ทุกข์ พวกเรา หลายคนดีไม่เป็นเศรษฐีร้อยล้านมาก่อน หลายคน เป็นเศรษฐีร้อยล้านก็ทิ้งไม่ออก อาตมาเคยถาม มีเกิน 100 ล้านไหม..(เขาตอบ) มี...ยากพระพุทธเจ้าท่านมีสมบัติเกินร้อยล้านท่านทิ้งมาหน้าตาเฉยเลย แม้แต่อาตมาอยู่ทางโลก อาตมาก็น่าจะมีร้อยล้านนะ อาตมาหาเงินได้ตั้งแต่หนุ่มๆ ก้าวหน้าเกินกว่าใครใช้ได้ อาตมาเป็นคนขี่รถติดแอร์คันแรกของประเทศไทย ฟอร์ดคอร์แซร์ แอร์ต้องเอามาประกอบใส่รถ อาตมานี่ทำเป็นคันแรกของประเทศไทยนะ อาตมาเอาคันนี้แหละ ขี่รถติดแอร์ แล้วไดนาโม มันไม่สมบูรณ์แบบ แบตมันหมด ไดนาโมปั่นไม่ทัน อาตมาก็ต้องไปเข็นรถกลางถนน อาตมาเทศน์มา บรรยายธรรมะมาเกือบ 50 ปีแล้ว อาตมาว่าอาตมาหมุนวนเวียนอยู่ในโลกุตระซ้ำซาก จนน่าเบื่อซ้ำซาก ทุกคนเบื่อบ้างไหม ...ไม่เบื่อ เช้าก็บวชชี กลางวันก็กินบวชชี เย็นก็กินบวชชีเบื่อบ้างไหม ? หรือกลางวันใส่เกลือมากหน่อย พอตอนเย็นเติมน้ำนมแมวหน่อย อะไรอย่างนี้หลายรสหลายกลิ่น มันก็มีเล็กๆได้น้อยเพิ่มเติมขึ้นแล้วคนรู้จักอันนี้เป็นธรรมรส แล้วก็ไปสู่วิมุติรส คนเข้าใจสารัตถะไม่เบื่อหรอก คนที่ฟังธรรมโลกุตระไม่รู้เรื่องหาว่าบ้าๆบอๆ ก็ด่ามาเยอะ พูดอะไรก็ไม่รู้ อรหันต์สไลเดอร์ ทั้งๆที่ ทำสไลเดอร์เป็นเครื่องข้างเคียงเล็กๆน้อยๆ แทนที่อาตมาจะสร้างวัด สร้างอะไรให้คนเข้ามาเพื่อที่จะมาปฏิบัติธรรม มาสัมผัสสัมพันธ์มาซึมซับกับสิ่งที่ดี ทางวัดต่างๆเขาก็มีบันเทิงเริงรมย์ มีการจัดงานฝังลูกนิมิต จัดงานพระเครื่อง เรียกคนเข้าวัด อาตมาก็จะทำลำธารแม่น้ำภูเขาน้ำตก นกร้อง ให้มีสไลเดอร์ เด็กๆเล่น ผู้ใหญ่ก็อาจจะเล่น ถ้าไปแย่งเด็ก เด็กก็อาจจะมองหน้า เพื่อจะให้เขาใช้พักผ่อน ไม่ได้ทำเป็นเครื่องมือหาเงินเลย สร้างเพื่อทำประโยชน์ให้แก่คนได้อาศัยใช้สอย ทุกวันนี้ดี คนก็มากันยิ่งเป็นวันพักผ่อน อาตมาก็หากระต๊อบมาให้นั่ง ปลูกหญ้าให้นั่งสบาย ก็สนิทสนมกันให้ประโยชน์แก่กันและกัน แทนที่จะจัดงานวัดอย่างบันเทิงเริงรมย์มีเดรัจฉานวิชชา อาตมาก็มาทำอย่างนี้แต่เขาเข้าใจไม่ได้ ไม่ออกนอกรีตไม่เป็นเดรัจฉานวิชาไม่เป็นไสยศาสตร์ไม่เป็นเรื่องสามัญธรรมดาธรรมชาติ อาจไม่ดูดดึง เท่ากับบันเทิงรื่นรมย์ เป่าปี่ตีกลอง เสกเป่าน้ำมนต์ จะได้บุญใหญ่ งานฉลองนี้ อาตมาไม่ได้ทำอย่างที่เขาออกนอกรีตนอกทาง คนไม่เข้าใจก็น่าสงสาร ตำหนิอาตมาหาว่า ไม่ทำอย่างพระอื่นเขาทำ จะบ้าหรือ อาตมาไม่ทำอย่างพระนอกรีต อาตมาตำหนิก็ต้องแก้คืน ที่เขาเป็นจารีตประเพณีติดยึดกัน เอาง่ายๆวัดไหนไม่จุดธูปจุดเทียนมีไหม ไม่มี!! วัดไหนไม่มีน้ำมูกน้ำมนต์ จุดธูปจุดเทียนเขาก็เลิกไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันยากมากเลย พูดแล้วเขาก็หาว่าเขาทำกันเต็มบ้านเต็มเมืองเอ็งมาพูดอยู่คนเดียว ก็ไปตรวจให้ดี หลักฐานในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าก็สอนทั้งนั้น ซึ่งอาตมามีสิ่งที่เขาผิดต้องตำหนิกัน ผิดจนไม่เหลือความถูกเลย แล้วจะปล่อยให้ผิดไปเรื่อยๆ ใช่ไหม? ให้เน่าหนักขึ้นไปอีกเท่าไหร่ อาตมาก็ใจดำตายเลย มันไม่ได้ มันไม่มีทางเลี่ยง มันต้องทำ ไม่รู้จะทำอย่างไร สัจธรรมพระพุทธเจ้าผ่านมา 2500 กว่าปี มันมีแต่เรื่องที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นจารีตประเพณี กลายเป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติกันนอกรีต นอกจากนอกรีตแล้ว เอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่ควรทำ เป็นเรื่องมอมเมา เป็นโทษภัยมาทำให้เสียหาย อาตมาก็ต้องทำงานแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้องพยายามแก้กลับ เหนื่อยเท่าไหร่ก็ต้องทำ ยิ่งเห็นว่าได้ผลอยู่ พอเป็นไปได้แม้ยาก ก็เลยพยายามรักษาขันธ์ ให้อยู่นานๆ เพื่อที่จะได้รื้อฟื้น ช่วยเหลือกอบกู้ มนุษยชาติ กอบกู้พุทธศาสนิกชนขึ้นมาบ้าง คนเต็มเลยนะ ตอนแรกกระพร่องกระแพร่ง อาตมานี่ก็แปลก เทศน์ใหม่ๆคนไม่ค่อยมี แต่เทศน์จนจบคนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆแทนที่คนจะถอยหลังออก อันนี้เป็นเรื่องจริง แสดงว่าผู้ที่มารับธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ยังสามารถที่จะแสดงโลกุตรธรรมให้รู้ได้ ก็ไม่รู้นะ ขณะนี้ทางโทรทัศน์หรือทางอินเตอร์เน็ต มันมีเพิ่มขึ้นไหม เมื่อกี้นี้ 57 ตอนนี้ 81 คนแล้ว มันยาก พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่ท่านตรัสว่า พระพุทธเจ้าจะมีมาฆบูชา เราก็จะมีพระอรหันต์ จำนวนที่มา ก็จะมีจำนวนตามจริง เป็นเครื่องวัด ว่า ยุค พระพุทธศาสนาเสื่อมคนรับได้ยาก ในยุคของพระสมณโคดมเป็นยุค ท้ายสุดในภัทรกัปป์ ที่เป็นศาสนาพุทธที่มีคนนับถือมีมาฆบูชาครั้งเดียว 1,250 องค์ น้อยที่สุดแล้ว เศษหนึ่งส่วนสี่ของหมื่น
_มีปัญหามา...ถ้ามีคนมาล้อเราว่าเราชอบพี่คนนั้น ว่าเราชอบพี่คนนี้ แต่เราบอกพี่เขาไปแล้วว่าเราไม่ได้ชอบ แต่พี่เขาก็ไม่หยุดหนูควรทำอย่างไรดีคะ พ่อครูว่า..ก็เฉยๆ เขาว่า แต่ก่อนโบราณว่า ถ้าเขาว่านี่เอาห้าหาร ถ้ามันไม่ลงตัวมีเศษก็ทิ้งไปเลย ถ้าห้าหารลงตัว อย่างหลวงปู่นี่เขาก็ว่า เขาไม่รู้ ก็เลยตำหนิ จะไปห้ามเขาได้อย่างไร ถ้าหากเราไม่มีสิ่งที่เขาว่านั้น เขาก็ว่าเราไปชอบพี่คนนี้ ส่วนหลวงปู่นี่ประเด็นคือไปเทศน์ว่าสิ่งนี้ผิดสิ่งนี้ถูก แล้วสิ่งนี้เป็นธรรมะ ธรรมะที่เป็นขั้นโลกีย์ขั้นโลกุตระ เขาก็หาว่า เทศน์ไปตำหนิไปว่าคนนั้นคนนี้ ที่มันต้องตำหนิเพราะความผิดมันหนัก มันเยอะไปทั้งหมด มันไม่เหลือ พูดเมื่อไหร่ก็ผิดเลยต้องไปตำหนิทั้งนั้นเพราะมันผิดหมด มันก็เลยต้องตำหนิหมด เมื่อชมเข้า ก็ชมตัวเอง หมู่ตัวเองอีก จริงๆ ที่พูดนี้ไม่ได้แกล้งพูด เป็นเรื่องจริง จะไปชมก็ไม่ค่อยได้เพราะว่าจะกลายเป็นชมตัวเอง ก็เลยต้องตำหนิให้มากเขาจะได้รู้ตัว ถ้าชมก็เลยต้องชมตัวเองพวกเราก็จะเหลิงอีกยิ่งเสีย ก็ต้องชมหน่อยๆนิดๆ อธิบายสัจจะความจริง ว่าอาตมาจำนน แสดงธรรม เผยแพร่ธรรมะยุคนี้ มันต้องอย่างนี้สุดยากจริงๆ ยาก อาตมาก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive