651014 ตอบปัญหาผ่าสิทธิอุกกาบาตชนของศาสนาพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
651014 ตอบปัญหาผ่าสิทธิอุกกาบาตชนของศาสนาพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52653.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1N6zutvTwC6-jPxWSUqHRerTs9JCEZjDqamymp-ZgQ5w/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Bmwr_D61v5YwqBwjrrA1pP9kKTeS3Xit/view?usp=sharing
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/P56a6BKjdaI และ https://fb.watch/g95l5j55vT/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เกิดเป็นคนแล้วหากไม่ได้โลกุตระย่อมเป็นโมฆะบุรุษเสียชาติเกิด พ่อครูว่า... วันนี้วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 4 ค่ำ เดือน11 ปีขาล ชีวิตเราก็เจริญธรรมะ ศึกษาธรรมะ เรียนรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ชีวิตเจริญธรรม ชีวิตพัฒนาไปจนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมได้จริง เป็นชีวิตที่ไม่สูญเปล่า เกิดมาเป็นคน ส่วนผู้ที่เกิดมาแล้วไม่เรียนรู้ธรรมะปล่อยชีวิตให้สูญเปล่า ไม่ได้พัฒนาจิตวิญญาณให้ลดละกิเลสเลย มีแต่กิเลสหนักหน้าไปตลอดๆๆ ทุกกาละ ทุกเวลา ทุกวินาที เป็นคนโมฆะ เป็นคนล้มเหลว เป็นคนที่เสียชาติเกิด แต่ละชาติๆ นี่ไม่ได้พูดใส่ความนะ แต่พูดด้วยสัจจะความจริง เพราะงั้นคนที่สนใจ รู้จักสัจธรรม โดยเฉพาะรู้จักธรรมะโลกุตระ แต่แม้ว่าจะใส่ใจในเรื่องแค่ศึกษาธรรม ที่เป็นโลกียะ ที่พยายามจะพัฒนาตัวเองให้มันเป็นความดี ดีคืออะไร ตามสมมุติโลกเขาก็พยายามทำให้ดี ไม่ให้ตกต่ำ ไม่ให้ชั่ว ก็ยังเป็นโลกียะที่ดี ยิ่งเป็นโลกุตระบุคคลแล้ว ทำทั้งดีตามโลกียะให้ได้ด้วย แล้วรู้จักโลกุตรธรรม รู้จักสุขรู้จักทุกข์ และดับสุขดับทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้สมบูรณ์บริบูรณ์ ชีวิตก็จบ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อจบแล้ว จะเกิดอีกในวัฏสงสาร _สู่แดนธรรม.. พยายามตั้งใจฟังว่าพ่อท่าน
อ่านต่อ
จะสื่อออกไปในทางใด ก็พอเดาได้ว่า เมื่อศึกษาโลกุตระ ทำกิเลสตนให้จบแล้ว จบสิ้นความสงสัยในตน ไม่มีตัวกีดกั้นการทำความดี นิวรณ์หมดไป ถ้าแม้จะมาเกิดอีก เพื่อที่จะบำเพ็ญกุศลความดีที่ชาวโลกต้องการ ก็มีหลักประกันว่า เกิดมาอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่ตกต่ำ ไม่ไปทำความชั่ว พ่อครูว่า...ไม่ทำอกุศล ไม่ทำบาปอีกแล้ว ถ้าเป็นอรหันต์ ไม่ทำบุญอีกเลย มีแต่กุศล เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ระดับ 5 ขึ้นไปแล้วไม่ทำบุญอีก เพราะว่าบุญคือเครื่องกำจัด เครื่องชำระกิเลส เมื่อชำระกิเลสหมด บุญก็หมดบาปก็หมด ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาปพระอรหันต์ขึ้นไปหรือพระพุทธเจ้า เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป มีพยัญชนะยืนยันเลย มีพยัญชนะมีบัญญัติยืนยันในพระไตรปิฎก แต่คนเข้าใจไม่ได้ ทุกวันนี้คนเข้าใจคำว่า บุญ ไม่ได้ แม้เข้าใจคำว่า กาย ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ คำว่า บุญ ก็ยังมิจฉาทิฏฐิ คำว่าฌาน คำว่าสมาธิ คำว่าวิมุติ ก็ยังมิจฉาทิฏฐิกันอยู่ทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะ ที่สังคมพุทธที่ไม่รู้จักปรมัตถธรรม แยกปรมัตถธรรมเป็นโลกียะ โลกุตระไม่ได้ ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าใจธรรมะ ที่เป็นขั้นตอน จิตเจตสิกต่างๆ ปรมัตถธรรมต่างๆที่เป็นสัจธรรม ขั้นตอน เป็นระดับ มีระดับ พระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่ศึกษา ศึกษาแล้วเป็นผู้ที่เป็นอภิภู หรือเป็นผู้ที่จะรู้จักลำดับ ขั้นตอน ขั้นชั้น สุพรรณะ ทุพรรณะ ปริตตัง อัปปมาณาภา แยกแยะอาการของจิตเจตสิกต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน มีลิงคะ มีอิตถีลิงค์ ปุงลิงค์ จะแยกอาการเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่แยกไม่ได้ ยิ่งสายเถรวาท ที่เป็นสุดโต่ง จะไม่รู้เรื่องการแยกพวกนี้เลย จะไม่มีความตรัสรู้ คือไม่มีโพธิ เป็นสัตว์ที่ไม่มีโพธิ นั่นคือไม่เป็นโพธิสัตว์ ไม่มีความรู้เรื่องโพธิสัตว์ ก็จะไปเข้าใจว่า จะไปเอาแต่อรหันต์ โดยไม่รู้ภาวะที่แตกต่างกันพวกนี้ มันจึงยาก ยากที่จะตรัสรู้ยากหรือสามารถบรรลุธรรมได้ แล้วยิ่งไม่เข้าใจโพธิสัตว์จับตีทิ้งโพธิสัตว์เลยด้วย บอกว่าโพธิสัตว์คือปุถุชนเท่านั้น ยังไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นขั้นนั้นขั้นนี้ได้เลย ว่าอย่างนั้น บอกว่าโพธิสัตว์เป็นปุถุชนอย่างเดียว จะบำเพ็ญอย่างไรก็เป็นปุถุชน จะไม่รู้ขั้นตอนว่าโพธิสัตว์มีระดับตั้งไม่รู้กี่ชั้น เช่นบารมี 10 ทัศ บำเพ็ญโพธิสัตว์ อย่างแม้แต่พระพุทธเจ้าปางสุดท้าย 10 ชาติสุดท้าย ก็เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เป็นสุเมธดาบสอะไรพวกนี้ ซึ่งบำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ต่างๆ สายอรหันต์สุดโต่ง คือไม่เข้าใจความเป็นอรหันต์ ไม่เข้าใจขั้นชั้นต่างๆของธรรมะเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ จะไม่รับโพธิสัตว์ จะไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ แล้วดูถูกโพธิสัตว์ด้วย เพราะตัวเองไม่มีความรู้ก็เลยยากก็เลยช้า อีกนาน กว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่จะเป็นโสดาบันก็แยกชั้น สกิทาคามีก็แยกชั้น ได้แต่พยัญชนะแต่สภาวะจริงๆไม่ได้ เพราะแยกกายไม่ออก สักกายทิฏฐิ ยังเข้าใจไม่ได้ไม่ดี คำว่ากาย ก็ไม่สัมมาทิฏฐิ อาตมาพยายามจะเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความ ในสิ่งที่มันเสื่อมในยุคนี้มันเสื่อมไปมาก คำว่า กาย เป็นคำสำคัญ แม้อาตมาก็นานกว่าจะนำคำว่า กาย มาขยายความนานหลายปี ตั้งแต่มาทำงานศาสนา ภูมิธรรมขั้นละเอียดพวกนี้ยังไม่ออก ก็เลยบอกยังไม่ได้ พูดไม่ได้ อาตมาแยกแยะคำว่ากาย ปีไหนก็ไม่รู้ ไม่นานมานี้ คำว่า บุญ ก็ตาม คำว่าฌาน คำว่าสมาธิก็ตาม คำว่า กาย คำว่า บุญ คำว่ากาย พึ่งมาแยกแยะเมื่อไม่นานมานี้ แต่บุญก็แยกมาหลายสิบปีแล้วล่ะ แต่คำว่ากายนี้พึ่งมาแยก _สู่แดนธรรม... ช่วงที่พ่อท่านเอาคำว่ากายมาขยายความ คือ ธรรมกายกำลังมีปัญหาครับ พ่อครูว่า... ถ้าไม่รู้จักคำว่ากายจึงทำตนเป็นนิกาย โดยไม่กลัว ผู้ที่ทำตนเป็นนิกายนี้เป็นอนันตริยกรรม น่ากลัว เป็นกรรมที่หนัก ซึ่งจะต้องกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นความเป็น กาย คำนี้ เป็นคำแรกของสังโยชน์ข้อที่ 1 ถ้าเข้าใจคำว่ากายนี้ไม่ได้ เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรก ที่นักศึกษาธรรมะของศาสนาพุทธ ผิด ไปไม่ออก เพราะฉะนั้นเมื่อกระดุมเม็ดแรกผิด ต่อๆๆๆไปก็ผิด ที่พูดไม่ได้เป็นการใส่ความหาเรื่อง แต่เป็นการพูดทางวิชาการ พูดธรรมะที่ดีๆที่ถูกต้องให้ฟัง เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังดีๆ แล้วจะบรรลุ แล้วจะเข้าใจปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมได้ในชาตินั้น ไม่ใช่เสียชาติเกิดกลายเป็นปทปรมะบุคคล ไปเป็นชาติ ซึ่งน่าสงสาร มีเยอะ ในเถรสมาคมมีเยอะเป็นปราชญ์ แต่ยังเป็น ปทปรมะ ปทปรมะ หมายถึง ผู้ที่เรียนธรรมะพุทธเจ้ามาก สะสมความรู้มาก ท่องจำได้มาก เข้าใจได้มาก เข้าใจตามภาษานะ สอนอยู่ก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรมเลย ไม่ได้บรรลุธรรมไม่ได้หมายความอย่างตื้น แต่ลึกซึ้งมาก ตั้งแต่หลงว่าตัวเองบรรลุธรรม เพราะตัวเองได้บัญญัติภาษาเยอะนึกว่าตัวเองได้บรรลุธรรมที่จริงแล้วไม่ใช่ง่าย ในการบรรลุจิตเจตสิก แล้วก็รู้จักคุณธรรมระดับเข้ากระแสโสดาบัน โลกุตระ สามารถที่จะแยกแยะอาการกิเลสจริงๆ เวทนาในเวทนาเป็น มโนปวิจาร 18 กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็รู้ได้แต่ตั้งแต่ หยาบ หยาบที่สุดก็ตั้งแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกระทบรูปหูกระทบเสียงดังๆ แล้วมันปรุงแต่ง ไปเป็นรส เป็นรสของโลกธรรม เป็นรสของลาภ เป็นรสของยศ เป็นรสของสรรเสริญ เป็นรสของสุข แล้วยังเป็นรสของ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของมันเองอีก เป็นขั้นๆ ซึ่งเขาไม่รู้หรอกไม่รู้ง่ายๆ เสพติดอยู่ ไม่รู้ง่ายๆ ซึ่งอาตมายกตัวอย่างมหาบัว เป็นต้น ตาสัมผัสรูปอันนี้มันหยาบมาก หูสัมผัสเสียงกลิ่นรส กินหมากกินพลูอยู่อันนี้หยาบเผ็ด มันจัด เป็นรสเป็นชาติหยาบมาก ก็ยังไม่รู้ตัวเองเสพกาม ไม่รู้ว่าตัวเองติดกาม ส่วนสภาพของการติดยึดในเรื่องสรรเสริญ ในเรื่องยศศักดิ์ ในเรื่องของขั้นชั้นของนามธรรมขึ้นไปหน่อย ที่พอรู้แล้วว่า รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกาม พอจะรู้ก็ยังค่อยยังชั่ว แต่มันซ้อนมันลึกละเอียดเนียนมาก อันนี้กินหรือกินนาน อย่างกามนี้รู้หยาบเลิกก่อน แต่เนียนไปหาอัตตา ลาภยศสรรเสริญสุข อันนี้ดูได้ยากกว่า ก็ต้องศึกษากันจริง อาตมาได้แต่พูดว่า พุทธศาสนากับวัฒนธรรมในยุค 2,500 ขึ้นไปนี้ มันเสื่อมสิ้นหมดแล้ว อาตมาก็บอกตัวเองว่าเป็นผู้ที่จะเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไป แล้วก็ทำจริง ทำไปจนกว่าจะตาย ออกมาตั้งแต่อายุ 36 จนป่านนี้แล้ว อายุ 88 ย่าง 89 แล้ว ก็ทำไปจนตายจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีอื่นที่จะดีกว่านี้ที่อาตมาจะพึงทำ
sms _เยาวลักษณ์ วัฒนเสรีกุล · กราบนมัสการพ่อครูและท่านสมณะท่านสิกขมาตุที่เผยแพร่หมุนกงล้อพระธรรมจักรแปลภาษาบาลีของพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง ซึ่งโยมฟังธรรมะของมหาเถระมาเยอะก็ไม่มีที่ไหนที่พ้นทุกข์ เหมือนวัดชาวอโศกที่พูดภาษาบาลีเยอะมากๆและแปลอธิบายให้หมู่มวลมนุษย์ที่ดวงตาเห็นธรรมได้ฟังแล้วนำไปปฏิบัติธรรมได้จริง ไม่ใช่นั่งสมาธิ แต่ถือศีล 5 ลดละกิเลส รัก โลภ โกธร หลง ติดยึดความสบาย ให้แล้วสูญ เสียสละ ซึ่งโยมนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามลำดับ หมดทุกข์หมดโศก ไม่สุขไม่ทุกข์ ได้จริง เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... คนที่เข้าใจธรรมะสภาวะธรรมตามที่คุณเยาวลักษณ์พูดมานี้ ก็รู้สึกพอใจที่เราพูดบรรยายไปแล้วไม่เสียหลาย มีคนเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วพูดของตัวเองออกมาถูก อาตมาฟังแล้วเข้าใจว่าคุณเข้าใจถูกแล้วล่ะ เข้าถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไปตามลำดับตามบารมีของแต่ละคน
_Uamphon Aoi Bringsoe (เอื้อมพร อ๋อย บริงโซว์) · พ่อครูเคยพูดว่า ในอนาคตเมืองไทยจะมีพระอรหันต์เป็นนายก วันนั้นมาถึงแล้วใช่ไหมคะ? พ่อครูว่า...ใช่ อาตมาพูดไปแล้วคนไม่เข้าใจ อรหันต์เขาคิดว่าเป็นพวกหนีโลกไป ไม่มาร่วมอยู่กับโลกคือพวกเดียรถีย์ แต่พวกที่เป็นพุทธแท้ๆแล้วอยู่เหนือมัน เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เป็นโลกเขา ทั้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อรหันต์สุดยอดอย่างนั้น เอาน่าศึกษาไป มันเข้าใจไม่ได้เข้าใจผิดเป็นคนละเรื่องก็ต้องค่อยๆกอบกู้คืนมา
_จรรยา ประเสริฐ · พ่อบอกว่าเป็นไปแล้ว เรื่องอรหันต์ ไม่คิดว่า ที่พ่อพูดมาก็นานแล้ว ว่าจะมีอรหันต์เป็นนายก ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ คิดว่าอีกนาน อีกหลายภพหลายชาติกว่าจะเห็น หรือ เราไม่มีโอกาสได้เห็นเลย ยังคิดว่า เป็นไปได้หรือ????? แต่ก็เกิดขึ้นเป็นจริง ไม่น่าเชื่อเลย ทำให้เห็นว่า อรหันต์ ทำงานการเมือง มีหลายคนเลย มีลุงจำลอง อ.สมเกียรติ คุณชวน เปลวสีเงิน หมอเขียวด้วย และอีกหลาย ๆ คน อรหันต์ ในภาพเรานึกว่าต้องวิเศษ จับต้องไม่ได้ ไม่มีมาให้เห็นในยุคนี้ ก็คงเป็นบุญ บารมีเราที่เราได้มาศึกษาในชาตินี้ และเข้าใจตามลำดับ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...ดี จะยังไม่ขยายความ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เป็นอรหันต์แล้วจึงเป็นโพธิสัตว์ไปตามลำดับ _สงกรานต์ สติมา · เมื่อวันที่๑๐ตค. รายการตุ้มตะลุ่มตุ้มม้ง พ่อท่านเทศน์ว่า อรหันต์ดูเหมือนจะแคบกว่าโพธิสัตว์ พ่อครูว่า...ดีจังเลย คนที่ฟังธรรมที่อาตมาเทศน์ไปแล้ว พูดภาษาคำว่าเป็นอรหันต์กันเฉยเลย ไม่รู้สึกว่าอรหันต์คือสิ่งที่อยู่ในหอคอยงาช้าง อยู่ในที่ที่ไม่สามารถแตะต้องได้เลย แต่นี่อยู่กับคนนี่แหละแตะต้องได้ ค่อยๆเข้าใจ แม้จะค่อยๆเข้าใจอรหันต์ ไม่สมบูรณ์แบบ อรหันต์ที่เป็นอรหันต์ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ หรือ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อรหันต์มหาโพธิสัตว์ อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า สูงสุด ก็จะรู้ลำดับของขั้นตอนพวกนี้ไปอย่างชัดเจน ผู้ที่ไม่เข้าใจชัดเจนก็จะปฏิเสธขั้นตอนอย่างนี้ พูดเหมือนตัวเองมั่นใจรู้จริง แต่ตัวเองตีไม่แตกแยกไม่ออก ก็เลยตีขลุมไปอย่างนั้น _สงกรานต์(ต่อ) ผมก็เคยได้ฟังพ่อท่านพูดไว้นานแล้ว ทำนองว่า อรหันต์และโพธิสัตว์ เป็นเหมือนเหรียญคนละด้าน คือ มีทั้งสองสภาวะในท่านเดียวกัน ไม่ขาดจากกัน (พ่อครูว่า...อันนี้ถูกต้อง) และโพธิสัตว์แท้ ก็ต้องมีภูมิเป็นอรหันต์เป็นหลักประกัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นโพธิสัตว์เก๊ และในทางกลับกัน โพธิสัตว์ทำงานก็เป็นการทดสอบความมีจิตมั่นคงของอรหันต์แท้เช่นกัน ในเมื่ออรหันต์ โดยเฉพาะอรหันต์ในอรหันต์ แม้จะเกิดมาอีกก็ไม่มีความทุกข์ในระดับอริยสัจแล้ว ทำไมจะไม่เกิดมาช่วยเพื่อนมนุษย์คนอื่นเล่า ? และหนึ่งในพุทธคุณ๓ ที่อรหันต์ก็ต้องมี คือ มหากรุณาธิคุณ ก็ยิ่งสนับสนุนว่า อรหันต์ส่วนใหญ่ น่าจะมาบำเพ็ญโพธิสัตว์ต่อ ขอถามว่าที่ผมเข้าใจมานี้ เป็นสัมมาทิฏฐิไหมครับ ขอสัมมาทิฐิจากพ่อครูด้วยครับ พ่อครูว่า...ถูกต้องอาตมาเคยพูดเคยย้ำแล้วว่าผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เรื่องโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์โพธิสัตว์ไป พอตัวเองบรรลุแล้วก็จะรู้ว่า อ๋อ.. ตัวเองได้ความหลุดพ้น ก็ได้แล้ว มันก็ไม่ทุกข์แล้วนี่ สบายแล้วนี่ เรื่องจะตายก็รู้แล้วนี่ ตายก็ตาย ก็ไม่มีปัญหา เกิดมาก็ต่อ จะตายสูญก็ได้ จะต่อก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เราได้ของดีที่สุดของพระพุทธเจ้าแล้ว ทำไมเราก็จะต้องไปแพร่สืบทอดต่อจากพระพุทธเจ้าแล้วเป็นของดีที่เราต้องแจกคนอื่น แจกก็ไม่เสียหายเราเองเลย ไม่มีหมด แจกก็ไม่หมดเลยด้วย เรื่องอะไร มันก็เป็นสิ่งดีเป็นคุณค่าแท้ๆ เป็นการย้ำยืนยัน คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโพธิสัตว์แต่เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองควรจะต่อภพภูมิไปอีกเยอะ นอกจากว่าอรหันต์ สมสีสี หรือ อรหันต์ที่ไม่เอาจริงๆ เป็นคนที่มักน้อยสันโดษจริงๆ เมื่อเป็นอรหันต์แล้วขอตาย สูญ ไม่เข้าต่อภพภูมิก็ไม่มีปัญหา มีสิทธิ์ทำได้อยู่แล้ว
_สัมมาบัณฑิตคนหนึ่ง · ผมเข้าใจเจตนาของพ่อครูครับ... ท่านต้องการเชิดชูคนทำความดีให้เป็นที่เคารพยกย่องของสังคม... เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนเคารพบูชา... แต่ผมมองว่าคนเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดไม่ได้... ถ้าท่านพูดว่านายกตู่เป็นพระโพธิสัตว์มาช่วยเหลือสังคม... เป็นรัฐบุรุษที่ควรเคารพยกย่องในยุคนี้... คนจะเข้าใจได้และเชื่อถือในสิ่งที่ท่านพูด... แต่การไปบอกว่าเป็นระดับพระอรหันต์... คำว่าพระอรหันต์ของคนทั่วไป...มันหมายถึงไม่มีกิเลสเลย... เป็นสิ่งที่เขาเข้าใจไม่ได้ และเขาจะมองว่าพ่อครูพูดเพ้อเจ้อไปเอง... ทำให้คำพูดของท่านดูด้อยค่าลงไป...
พ่อครูว่า...ก็ถูกของคุณที่คุณติงอาตมา อาตมาก็อธิบายไปได้หลายนัยยะ ก็มี แต่คนเข้าใจยังยากอยู่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆทำความเข้าใจไปตามลำดับ
SMS วันที่ 12-13 ต.ค. 2565 _เอื้อมพร อ๋อย บริงโซว์ · กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ เมื่อหลายปีก่อนได้ยินพ่อครูพูดว่า ในหลวงร.๙ทรงงานด้านรูปธรรม ส่วนพ่อครูทำด้านนามธรรม ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ กราบสุดเศียรค่ะ พ่อครูว่า...ผู้ที่อธิบายเรื่องนามธรรมให้ละเอียดละออ ก็ต้องรู้ละเอียดลออลึกซึ้ง ซ้อน ผู้ที่เข้าใจแล้วยังรวมๆเป็นรูป แยกก็ไม่ค่อยออกตีไม่แตกแยกไม่ออก ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของบารมีหรือของภูมิ ที่จะค่อยๆเพิ่มบารมี เพิ่มภูมิไปเรื่อยๆ
_Channarong Jindatham (ชาญณรงค์ จินดาธรรม) · ท่านติกข ท่านจันทร์ อาริยะสงฆ์แห่งยุคกึ่งพุทธกาล ท่านทั้งสอง...สุดยอดเลยครับ กราบนมัสการแทบเท้าครับ พ่อครูว่า...ผู้ที่พูดนี้อาตมาเชื่อว่าพูดจากใจจริง เขายอมรับว่าเป็นอาริยะกันได้ ในยุคนี้เขาไม่ยอมรับพระอาริยะกันแล้ว โสดา สกิทาคามี ไม่มีหรอก อย่าไปพูดถึงอรหันต์เลย ผู้ที่เข้าใจนี่หมู่นึง อีกหมู่หนึ่งเข้าใจอรหันต์แต่เป็นอรหันต์เก๊ อรหันต์ไม่จริง ก็มีอีกหมู่นึงเหมือนกัน แต่นั้นหมู่ใหญ่จริงๆ จะไม่เชื่อว่าเป็นอรหันต์กันได้ง่ายๆหรือจะเป็นอาริยะกันได้ง่ายๆ แม้แต่โสดาบัน เขาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นได้ เขาเข้าใจคุณธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเข้าใจไม่ได้เลยก็หมดสิ้น หมดสิ้นอริยะ 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ไม่มีแล้ว เพราะเขา เข้าใจไม่ได้ ก็เป็นไปไม่ได้ ต้องเข้าใจแล้วเชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ ปฏิบัติอย่างนี้จะได้หรือ แล้วเขาก็ปฏิบัติได้ ผู้เข้าใจได้จริงๆและปฏิบัติได้จริงๆจะได้จริงๆ ทำสัมมาทิฏฐิให้ได้เถอะ ค่อยๆศึกษากันไป
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความจริงของพระยาธรรมิกราชผู้มาฟื้นฟูศาสนาพุทธ _พันธุ์ พอเพียง · หากแม้นแค่ศรัทธาและเชื่อฟังในคำสอนของพ่อครู บอกว่าในหลวง ร 9 เป็นพระยาธรรมิกราช ก็คงจะเชื่อฟังเพราะพ่อครูช่วยยืนยัน แต่เมื่อได้เปรียบเทียบคำสอนของทั้งสองท่าน ในคำสอนที่ใกล้กัน และกระผมเองก็เคยสัมผัสสภาวะ นั้นด้วย แม้น้อยก็ตาม ความลังเลสงสัยก็หมดไป เหลือเพียงแต่การเดินตามทางที่ท่านทั้งสองได้อบรมสั่งสอนไว้เท่านั้น กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า...คำสอนของพระพุทธเจ้า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ธรรมะของท่านลึกซึ้ง รู้เห็นตามได้ยากจริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ผิดไปจากความจริง มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว มันต้องเป็นเช่นนี้ มันไม่ได้ประหลาดอะไร อาตมาทำงานอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไร ยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไปว่า มันจริงทั้งนั้นเลย ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัสด้วย สัจธรรมต้องเป็นเช่นนี้ด้วย จริงทั้งนั้นไม่มีปัญหา อาตมาเกิดมาต้องถูกด่าบรรยายไปนี้ต้องถูกด่าจริงมันต้องจริง ไม่จริงก็ไม่ใช่ ถ้าหากอาตมาพูดความจริงออกไปแล้วไม่ถูก แสดงว่าในยุคนั้นไม่เสื่อม เขารับได้ แต่อาตมาพูดความจริงไปแล้วเขารับไม่ได้แล้วเขาก็ด่ามา มันก็จริงก็เขายืนยันอยู่แล้วว่ามันเสื่อมมันรับไม่ได้ นอกจากว่าอาตมานี่แหละเป็นคนเอาความจริงมาพูด เขาจริงเขาถูกต้องเขาเป็นอาริยธรรม เขาบรรลุธรรม สังคมนั้นก็มีมนุษย์อาริยะ มีอริยชน มีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ แล้วคุณว่าในยุคนี้มีไหม มันก็ต้องชัดแล้วมันใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเถรสมาคมหรือว่าสงฆ์ส่วนใหญ่เขายังมี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ถ้าหากอาตมายืนยันถูก พวกนั้นก็ต้องผิด มันต่างกัน คนหนึ่งต้องผิด คนหนึ่งต้องถูกแล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นมันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมดสิ ไปด้วยกันมาด้วยกันสามัญตากันหมด
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การทำงานของ ปสาทรูป กับ โคจรรูป ในรูป 24 _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ทวาร5 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต่างจากปสาทรูป5 อย่างไรคะ และรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ต่างจากโคจรรูป5 อย่างไร ลูกยังไม่ชัดเจนค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...ตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 นะทีนี้ ปสาทรูปกับโคจรรูป โคจระ แปลว่าดำเนินไป ปสาทะ แปลว่าประสาท ประสาททางตาเห็น ประสาททางหูได้ยินประสาททางกลิ่นได้รับกลิ่น ประสาททางลิ้นได้รับรส ประสาททางกาย ได้รับสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เมื่อมีประสาท ประสาทไม่เสีย ประสาทไม่ตาย ประสาทอื่นประสาท โคจระ ดำเนินไปทำงานมีสติสัมปชัญญะ มีความรับรู้ร่วมไปหมดเลย เวทนา สัญญา สังขาร ทำงาน แต่ถ้าคุณดับคุณหยุด กดหรือว่า ไม่ให้เวทนา สัญญา สังขาร มันทำงาน ไม่ให้อาการของเจตสิก 3 ทำงาน คุณก็มีประสาทแต่เพียงเฉยๆ โคจระ ไม่ดำเนินอะไรออกมาเลย มันก็ไม่รู้เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเป็น วิสยะหรือ เป็นวิสัยของคนสามัญที่ตื่นอยู่ หรือไม่ตื่น เขาก็จะรับรู้สัญญาภายใจ แต่ถ้าตื่นออกมาทางทวาร 5 ก็จะรู้ เป็นวิสัยสามัญ ของประสาทกับโคจระ ประสาทกับการดำเนินงานของประสาท ทำงานสัมผัสกัน กระทบกัน ตื่นรู้ ก็จะรู้จัก รูป ที่ตา มีประสาทตา กระทบกับสิ่งหนึ่ง เสียง ก็มีอีกสิ่งหนึ่ง เข้ามากระทบประสาทหู โคจระรับกันได้ ก็เกิดวิสยรูป ตามวิสัยของมัน จมูกก็เหมือนกัน ลิ้นก็เหมือนกัน กายสัมผัส โผฏฐัพพะเหมือนกัน มันก็จะทบสัมผัสแล้ว สติตื่นเต็มรู้อยู่ มันก็จะรู้ตัว เพราะฉะนั้นอย่าไปดับมันทิ้ง พระพุทธเจ้าสอนให้รู้และละเอียดแยกแยะ ว่า มันร่วมปรุงแต่งกันอยู่แล้วมันมีตัวปลอมตัวเก๊ ตัวผี มีตัวไม่จริงมาแทรก เรียกว่า กิเลส คือผีหรือมารก็แล้วแต่เรียกได้ ไอ้ตัวนี้อาการอันนี้ ให้เรามีปัญญาให้ได้ ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา มันมาหลอกมาหลอนเรา มันเป็นตัวแฝงมา เป็นอาคันตุกะเป็นแขกมาจากไหนก็ไม่รู้ มาทำทีเป็นเจ้าของ มาทำทีเป็นตัวเรา นี่แหละคือตัวปัญญาที่จะต้องรู้ชัดแล้วรู้ทัน รู้อย่างมีพลังของปัญญา นั่นคือการทำลาย คือการกำจัด คือการประหาร ปัญญามีวิธีจะประหารความโง่ ประหารความไม่รู้ ประหารความงมงาย มันจะทำลายไปเลย พูดเหมือนกับภาษาโลก มันฆ่า มันฟัน มันเผา มันผ่านก็แล้วแต่ ไอ้ตัวรู้ที่รู้ยิ่งรู้จริง มันรู้สิ่งที่มันเป็นตัวหลอกตัวปลอม มันจะสลายไปในตัว _สู่แดนธรรม.. ปสาทรูปกับโคจรูป คือวิสัยของคนที่มีสติตื่น แต่ที่ผมไปฟังมิจฉาทิฏฐิเขาบอกว่าพระอรหันต์ต้องทำตัวเหมือนประสาทชาด้าน ไม่รู้สึกเลย โดยเขายกย่องพระอรหันต์ต้องนั่งสมาธิแล้วไม่รู้สึกอะไร ผลักให้ล้มก็ล้ม เจ็บป่วยก็ไม่รับเวทนา รู้สึกอะไรเลย พ่อครูว่า... มันจะดับมันไม่ได้หรอก สภาวะมันเจ็บมันปวดมันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่อันนี้เป็นเรื่องของเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกที่เลี่ยงได้พระพุทธเจ้าสอนเป็นทุกข์อริยสัจ 4 ทุกข์ที่เกิดตามกิเลสคือความโง่ ต้องแบ่งให้ได้ว่า ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ พระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าทุกข์ที่เลี่ยงได้นี้ เป็นทุกข์ที่จะต้องเรียนด้วย ผู้ฉลาดที่ไปโง่ให้มันทุกข์ พระอรหันต์ดับทุกข์นี้ได้แล้วขันธ์มันก็เป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงไปตามธรรมชาติและมีปัญญามีความรู้สุดยอดว่า คุณไม่ให้มันเกิดอีก ถ้าตายแยกขันธ์แยกธาตุไปจริงๆเลย ตายอย่าง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน มันก็จบ ก็เลิก ไม่ต้องมีอะไรเลย แม้โลก ที่เป็นสังขารโลกในยุคนี้ เราก็พิสูจน์ได้ไปตามลำดับ โลกอบาย ที่เราเคยร่วมปรุงแต่งเราก็เลิกแล้ว มันก็มีอยู่ในโลกนี้และโลกอบาย ตั้งแต่หยาบ กาม ปรุงแต่งแย่งกันเป็นชาวโลกจะเป็นใหญ่เป็นโตเป็นผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ นานาสารพัด เราก็รู้แล้วก็เลิกมาจนกระทั่งโลกลดลง ๆ _สู่แดนธรรม... สรุปแล้วพระอรหันต์ก็คือคนเข้าสู่ภาวะธรรมดาๆ ที่รู้จักเหนื่อย พ่อครูว่า... ธรรมดาๆ ที่ไม่ต้องไปแย่งเลยไม่ต้องปล่อยเขา แล้วก็อยู่อย่างสบายช่วยคนอื่นให้เขาพ้นทุกข์พวกนี้ แต่ก่อนเราก็หลงแบบนั้น บ้าๆบอๆมา เพราะฉะนั้นจนกว่าจะรู้สิ่งเหล่านี้ หลายผู้หลายคน เป็นมาหมดแล้ว เป็นเจ้าใหญ่นายโต เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้บริหารใหญ่โต เป็นผู้ที่รวยเยอะแยะ เป็นมานับชาติไม่ถ้วน เราจำไม่ได้ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ต้องผ่านสัมภาระวิบากเยอะๆนี้จะระลึกได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีบารมี ก็แน่นอน วาสนาไม่ได้เป็นคนที่รวยมาก อำนาจมาก อยู่ในภพชาติต่ำๆ ตามวาสนาบารมีของเขา ซึ่งมันละเอียดละออเยอะแยะ พูดไปก็หลากหลายมากมาย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะอุตสาหะวิริยะ จนกระทั่งได้เป็นเศรษฐี ได้เป็นผู้ใหญ่มีอำนาจ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอธิบดี เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันก็มีตลอดกาลนานอยู่ในมหาจักรวาลเป็นไป เพราะฉะนั้นศึกษาดีแล้วจะรู้สิ่งเหล่านี้ว่าเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายเราก็จะเอามาแบก คุณมีอำนาจก็แบกอำนาจ คนมีเงินก็แบกเงิน คุณมีเกียรติมียศก็แบกเกียรติยศสรรเสริญ คุณมีสรรเสริญก็แบกสรรเสริญ คุณมีสุขคุณก็แบกสุข _สู่แดนธรรม... ทั้งทั้งที่ของเรานี้มันเสื่อมได้มันไม่เที่ยง พ่อครูว่า... ไม่เที่ยง แปรปรวนทั้งนั้น ไม่ต้องไปอยากได้ ไม่ต้องไปอยากมี อยู่กันตามมีตามได้ ไม่ต้องไปอยากได้อยากมี แต่อยู่อย่างตามมีตามได้ สบายๆ ได้เท่านี้ก็พอได้เท่านี้ก็จบ ได้เท่านี้ก็สูญ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะจริงๆแล้วคนเรามันไม่โง่ สัตว์เดรัจฉานมันยังสามารถยังชีพของมันได้ แล้วเป็นคนยังชีพไม่ได้ก็โง่ตายไปซะ โง่กว่าเดรัจฉาน มันไม่เป็นไปได้หรอก ผู้ที่จะบรรลุอรหันต์หรือพระอริยะชั้นสูงแล้ว แค่รู้การจะยังชีพก็อยู่ได้ ขาดตกบกพร่องสิ่งที่จะยังขันธ์ให้อยู่รอด ขาดธาตุนั้นธาตุนี้ก็รู้ เข้าใจก็หามาใส่ สัตว์เดรัจฉานมันยังหามาใส่ได้ มันมีปฏิภาณนะ สัตว์มันป่วยมันก็ยังไปหายากินเลย ไปกินใบไม้อย่างนั้นอย่างนี้ มันมีปฏิภาณของมัน
_แดง สารคาม · ดิฉันได้อ่านหนังสือลำธารชีวิตแล้ว ขอขอบคุณโลกนี้ที่มีพ่อครูมาเกิดแล้วสอนธรรมะที่พุทธะสอนไว้ค่ะ คนนี่ยิ่งคนยิ่งยุ่งจริงๆค่ะ ดิฉันเกิดมาเสพกามคุณ 5 เต็มๆเลยค่ะ ดิฉันอยู่กับผีมาตลอดเลยค่ะตั้งแต่จำความได้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ พ่อครูว่า...เข้าใจให้ได้ศึกษา เรื่องกามคุณ 5 คนธรรมดาเขา ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสธรรมดา แต่นี่อย่างมหาบัวเอาหมากมาเสพ บำเรอตัวเองไปแล้วหลง ทำให้คนอื่นหลงตาม หลงว่ามหาบัวเป็นอรหันต์ มันซวยสุดๆเลย อาตมาจึงจำเป็นจะต้องเปิดเผยความจริงกับความเท็จ เอาเท็จ มายืนยันหลอกคนอื่นเขา มันบาปมหาศาล อาตมาไม่อยากจะให้คนหลงผิดไปก็พูดอย่างสงสารกัน อย่างมหาบัว สงสารอย่างไรก็ไปช่วยเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาหลงผิด หรือ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive