650309 ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
650309 ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/51172.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1C7cc-vRJPW1TyLjUqzPAIodaeR_6Zzmi84cCa9c01Q0/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/16lKLykMCUnisckzIqab1KZxKLTB00cQ0/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/bEkGjotwUR/ และ https://youtu.be/D1l9IWXz5EU
สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็ขอโอภาปราศัยกับ SMS ก่อน SMS วันที่ 7 มีนาคม 2565
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ศาสดาของศาสนาพุทธเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยก _Danuthum Virulhsirikul (ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล) : นมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ..วันศุกร์ที่ 4 ผมรอฟังเทศน์ พ่อท่านเหมือนเดิม..แต่ไม่มีรายการ..ผมคิดว่า"พ่อท่าน" คงไม่สบาย.. แต่มาทราบทีหลังว่า"พ่อท่าน" ไปฉีดวัคซีน.. แต่แปลกครับ..อยู่อยู่ผมก็นึกถึง"พระอานนท์"ที่ได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะดับขันธ์ปรินิพพานว่า..ถ้าพระองค์ตถาคตไม่อยู่แล้ว.. จะให้ใครเป็น"พระศาสดา" แทน พระพุทธเจ้าได้ตอบกับพระอานนท์..ว่า.."พระธรรม"คำสั่งสอนของพระองค์...จะเป็นตัวแทน..สืบต่อไป....ทำให้ผมนึกถึง"พ่อท่าน" ว่าใครหนอ.. ที่จะมีสยังอภิญญาแบบพ่อท่าน.... ทุกวันนี้พระวัดอื่นอื่นจะดังแค่ไหนหรือไม่ดัง.. ผมก็เลิกฟังหมดแล้ว.. เมื่อมาฟัง"พ่อท่าน" มันคนละเรื่องกัน... ตอนนี้ก็มีพระทำแต่เรื่อง"เสื่อมเสีย" เป็นรายวัน.. พระที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน หลงแต่ลาภยศตำแหน่งกันอย่างเดียว..เกินการแก้ไขแล้วครับ พ่อครูว่า...จะให้อาตมากระหน่ำต่อหรือไง ขอว่า
อ่านต่อ
กันหน่อย มันเสื่อมตามจริงๆยุคหลัง 2,500 ปีผ่านมาแล้ว ศาสนาพุทธได้เสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ว่าความเสื่อมจะเกิดขึ้น ความเสื่อมนี้ไม่ได้เอาอะไรมาวัดให้ยากเย็นเลย ความเสื่อมของศาสนาพุทธก็คือ โลกุตรธรรมได้เสื่อมไปจากผู้ที่ถือว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนาพุทธจากพระพุทธเจ้านั่นแหละ คือพระภิกษุนั่นแหละ ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่รู้จักโลกุตรธรรม ไม่ได้สอนโลกุตรธรรม ก็ได้แต่สอนโลกียะธรรมเหมือนศาสนาอื่นเขา ดีไม่ดีเละเทะกว่าศาสนาอื่นเขาด้วย ศาสนาอื่นเขายังอยู่ในคำสอนของพระเจ้า ชัดเจน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง แต่ของพุทธนั้นออกเละเทะไป อะไรก็ไม่รู้ เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นไสยศาสตร์ เป็นเทวนิยมน้ำเน่า พูดไปแล้วเหมือนไปใส่ความใส่ไคล้หาเรื่องหาราวเขา มันไม่เคยเห็น ไม่เคยมีก็มีในวงการศาสนาพุทธ แล้วก็ปล่อยกันไปให้ปู้ยี้ปู้ยำแล้วก็บอกว่านี่แหละ พุทธๆๆ ดีไม่ดีแต่งตัวเลียนแบบพระพุทธเจ้า เลียนแบบภิกษุ โอ้ มันเสื่อมได้ขนาดจริงๆยุคนี้ ทีนี้ อาตมานำเอาโลกุตรธรรมมาพูดขึ้น ประกาศขึ้น อธิบายขยายความ อ้างอิงยืนยันตามพระไตรปิฎก ผู้ที่มีปฏิภาณดี มีธุลีในดวงตาน้อย มีบารมีพอจะรับฟังได้ ว่า ใช่ๆๆ เหมือนอย่างคุณดณุธรรมนี้ คนเรามีนะ คนที่มีเซ้นส์ ว่า เออ อย่างนี้ อย่างอื่นไม่ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว มันออกนอกทาง มันชัดเจน มันง่ายในการที่จะแยกแยะตัดสินว่า อันนี้เป็นธรรมะพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธถ้าไม่มีโลกุตตรธรรมแล้วมันจะไปแตกต่างอะไรกับศาสนาอื่น มันก็จะเป็นศาสนาเทวนิยมที่แข่งกัน ต่างคนต่างใหญ่แข่งกันอยู่ในโลกเท่านั้นเอง ก็เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งแบบเทวนิยมแข่งกัน แต่นี่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เลย แยกออกมาต่างหาก ไม่ได้แข่งกับศาสดาอื่น ศาสนาอื่นจะแข่งกันจะเป็นเรื่อง magical เป็นเรื่องลึกลับเพ้อฝันไป แม้แต่พระเจ้าเขาก็ยังลึกลับทุกวันนี้ ตามหาพระเจ้าก็ยังสัมผัสไม่ได้ แล้วก็มีคำสอนสืบทอดมา คนนี้ศาสนานี้ศาสดานี้ของเทวนิยม ไม่ต้องไล่ชื่อเขา เขาก็ว่าศาสดาของเขาถูกต้องจริงของเขา ศาสนานี้ศาสดาองค์นี้ก็ว่าของเขาถูกต้องจริง อันนี้ก็ถูกต้องจริง พูดชัดๆเลยก็ได้ ใหญ่ๆอย่างศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ศาสนาบาไฮ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนายิว ศาสนายูดาย ศาสนาอะไรอีกเยอะแยะเลย แข่งกันอยู่นั่นแหละ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่แข่งกันเลย พระพุทธเจ้ามีองค์เดียว องค์ใดๆตรัสรู้ก็สอนเหมือนกันหมด สัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มีแย้งกันเลย มีนิพพานอันเดียวกัน บรรลุแล้วไปในทางทิศเดียวกัน เอเสวมัคโค นัตถัญโญ มีทางเดียว ไม่มีทางอื่น ตรงกันหมด ไอ้ที่ไม่ตรงก็ไม่ตรง เช่น ขณะนี้อาตมานำธรรมะโลกุตระมาประกาศว่าอย่างนี้ ทางอื่นไม่กล้าแย้ง ไม่กล้ามาเถียงว่าของเขาก็โลกุตระ ยังไม่มีใครกล้าแย้งเป็น 2 เลยทุกวันนี้ เขาก็ว่าของเขาถูกเท่านั้นแต่ไม่กล้าบอกว่าเป็นโลกุตระ นอกจากอาตมาจะยืนยันว่านี้เป็นธรรมะคำสอนพระพุทธเจ้ามีความหมายอย่างนี้ ขยายความให้เข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างนี้ๆ พวกคุณฟังเข้าใจแล้วก็มาปฏิบัติตามอย่างนี้ อ้อ ปฏิบัติตามศีล ศีลข้อ 1 แล้วก็จะมีเมตตา จนกระทั่งเห็นประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องทำร้ายทำลายเบียดเบียนสัตว์ เข้าใจลึกซึ้งไปถึงขั้นกรรมวิบากที่เป็นอจินไตย การมากินเนื้อสัตว์ หรือแม้ที่สุดก็จะไม่เลี้ยงสัตว์ ไม่ไปเอาสัตว์มาผูก มาประเหลาะให้มันมาหลงเราอีก ไม่ มันก็อยู่ตามประสามัน มันจะเชื่องก็ด้วยตามสัญชาตญาณ ไม่ได้ด้วยเราประเหลาะ อย่างพวกเราสัตว์ต่างๆรอบตัว มันเชื่องด้วยสัญชาตญาณ มันไม่กลัว แต่มันไม่ให้ใกล้ ไปจับมันไม่ได้ เราก็ไม่ไปจับมัน เราไม่ได้เที่ยวไปทำอะไรกับมัน มันก็รู้ว่าพวกนี้ไม่ทำอะไรมันหรอก ก็เหมือนกับในป่า สัตว์ตัวไหนที่รู้ว่าสัตว์ใหญ่สัตว์น้อยอยู่ร่วมกันไม่ทำอะไรมันมันก็อยู่ร่วมกันไป ดีไม่ดีนกต่างๆมันก็ไปขี่หลังขี่หัววัวควายอะไรไปเฉยๆอะไรอย่างนี้ มันก็อาศัยกัน เรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องของวิบาก อันนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ท่านยืนยันว่าเป็นอจินไตย เรื่องกรรมวิบากนี้ เป็นเรื่องที่สุดยอด อจินไตย มี 4 ข้อ 1.พุทธวิสัย นี้ยกไว้ คนผู้ใดผู้หนึ่งที่จะมีความรู้ถึงขั้นเป็นพุทธ สุดยอดจริงๆ เป็นชื่อว่าเจ้าของธรรมะเป็นธรรมะสามี ยกไว้เลย 2. ฌานวิสัย เป็น อจินไตย ที่พูดกันยังไม่รู้เรื่อง
_วันชัย สหมโนธรรม : ผมกินอาหาร"มังสวิรัติ"มากว่า ๔๐ ปี ผลไม้กับข้าวถั่วงา ก็ไม่ค่อยป่วย แถมบริจาคโลหิตทุกสามเดือน โลหิตก็ไม่จาง ผมว่าส่วนใหญ่ป่วยน้อยกว่าคนกินเนื้อสัตว์แน่นอนครับ.
_ลูกไม่ใกล้พ่อ.. เมื่อเช้าดิฉันกำลังเก็บฟืน มีคนตะโกนชมว่า "มหัศจรรย์จริงๆนะเดี๋ยวนี้" ก็บอกเขาว่า ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะทำได้ เมื่อก่อนดิฉันทำงานอยู่บนหอคอย ใช้สมองไม่เคยไปลงมือทำงานกับใคร
_สตาร์แอร์ ทุ่งคอก : ขอให้พ่อท่านหายจากอาการไอ โดยเร็ววันครับ🙏
_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ทุกครั้งที่เห็นพ่อครูไอลูกรู้สึกทุกข์ใจ ยิ่งพ่อครูไอแรง ลูกก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ฟังพ่อครูว่ายิ่งสอนคนมาก ๆ ก็ยิ่งมีผลอันตรายถึงลำคอและกล่องเสียงมาก ลูกก็เป็นอีกคนที่ยังโง่ พ่อครูสอนอะไรก็ยังเข้าใจยากเป็นเหตุให้พ่อครูต้องสอนมาก ลูกรู้สึกผิดค่ะเป็นแต่เพียงลูกยังไม่เคยล้มเลิกการปฏิบัติตามพ่อครู กราบขออภัยพ่อค่ะ เกี่ยวกับนาคนั้น เมื่อพิจารณาในอนุปัสสี ๔ ผู้ซึ่งได้ภูมิอนิจจานุปัสสี แต่ยังไม่ได้วิราคานุปัสสี คือจับกิเลสได้แต่ยังทำกิเลสให้จางคลายไม่ได้ ท่านผู้นี้จะเป็นนาคไหมคะ พ่อครูว่า... ก็เป็นนาคอีกระดับหนึ่ง นาค ด้วยความหมายกว้างๆโดยความหมายชัดๆก็คือ เป็นผู้จม จมอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนที่ หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น จมอยู่กับอันเก่า เท่ากับพวก สีลัพพตปรามาส หรือ สีลัพพตุปาทาน ไม่ได้พัฒนา งอกงามไพบูลย์ขึ้นไปตามลำดับ
_รำไพ นักผูก : ถ้าไม่มีบุญจริงคงไม่ได้บวชเป็นพระ เพราะไม่ได้ฟังธรรมจากพ่อท่าน โยมเห็นส่วนมาก จะบวชเป็นนาคกันทั้งนั้นและวัดทั่วไปก็จะมีแต่สัญลักษณ์พญานาคทั้งนั้นเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ไม่ผิดนะ ถูก อาตมาว่า ทุกวันนี้เขาเข้าใจพระป่าพระกรรมฐานคือพระปฏิบัติ ถ้าจะปฏิบัติศาสนาพุทธจะปฏิบัติธรรมบรรลุนิพพานบรรลุอรหันต์บรรลุฌานบรรลุสมาธิ ก็ต้องนั่งหลับตานี่แหละ ถ้าไม่นั่งหลับตาก็ไม่เรียกว่ามีสมาธิหรือไม่มีฌาน บรรลุวิมุติ ไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ โอ้โห! มันน่าสังเวช น่าสงสารจังเลย ซึ่งอาตมาก็ว่าหลับตานั่นแหละหมดทางที่จะได้ ต้องมาลืมตาเรียนให้สัมมาทิฏฐิ จรณะ 15 วิชชา 8 นี่ต่างหากล่ะที่จะได้ มาหลับตากันทุกวันนี้ก็ยืนยันอยู่ แม้แต่สายพระบ้านที่เรียนปริยัติกันเยอะ ก็ยังนึกว่าการปฏิบัติจริงๆที่จะได้มรรคผลต้องนั่งหลับตานะ ทั้งๆที่เรียนปริยัติ เรียนบัญญัติ เรียนเปรียญ เรียนดอกเตอร์ ไปได้ดอกเตอร์มาจากมหาวิทยาลัยเทวนิยมด้วย ด็อกเตอร์ทางพุทธศาสนามา เวรจริงๆเลย แล้วกลับมายิ่งใหญ่อยู่ในเมืองพุทธ มันทำไมมันถึงได้พิกลพิการ กันไปถึงขนาดนั้น กลับหัวเป็นหาง กลับฝาเป็นหม้อ กลับหม้อเป็นฝา
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ฌานวิสัยคือผู้มีสติเต็มร้อยปัญญาเต็มรู้ _(166) ตำนานต่างๆของ“พญานาค”เท่าที่อาตมาพอรู้ มาพูดถึง“ตำนานพญานาค”กันเท่าที่อาตมาพอรู้นะ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอน-ท่าหลับ เป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้น ลัทธิยึดท่า“หลับ”คือ “หลับตา”ปฏิบัติจึง“มีจริง” ซึ่งเป็นลัทธิหลับตา ก็คือ ศาสนาหรือลัทธิเดียรถีย์ ที่เป็นลัทธินอกพุทธนั่นแหละ ยังมีมาก ครองโลกอยู่ด้วยซ้ำ 2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ“หลับตา”ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา”ปฏิบัติมาใส่ลงไปในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด คนปลอม ที่เอา“ของปลอม”เข้ามาในศาสนาพุทธ ก็ได้บาปแน่ เพราะพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมี“อปัณณกปฏิปทา 3”ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่โต้งๆ ถ้าการปฏิบัติใดไม่มี“อปัณณกปฏิปทา 3”การปฏิบัตินั้นก็“ผิด”ไปจากศาสานพุทธ ก็ชัดแจ้งแดงแจ๋อย่างนี้ หรือถ้าผู้ใดยืนยันยึดมั่นถือมั่น ว่า “การหลับตาปฏิบัติ”นี่แหละเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด(อปัณณกปฏิปทา)”ของศาสนาพุทธ ผู้นั้นก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”ตัวแท้ ซึ่งมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธอยู่โทนโท่ แท้ๆ ชัดๆ “อปัณณกปฏิปทา 3 (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ)”ก็คือ การปฏิบัติที่มี“ศีล”เป็นหัวข้อหลัก แต่ละข้อให้ปฏิบัติ แล้วจะต้อง “สำรวมอินทรีย์ 6-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ” อันเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ 3 ข้อ”ที่มียืนยันอยู่อ้างอิงได้ใน“พุทธคุณ 9”ของพระพุทธเจ้า”แท้ๆชัดๆ ใครจะบังอาจปฏิเสธ อปัณณกปฏิปทาข้อ[1] “สำรวมอินทรีย์ 6” ที่มีตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”เห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจมูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสกันเองของใจกับในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป ซึ่งมี “ภาวะ 2”คือ“มี“ภายนอก”ด้วย มีภายใน”ด้วยอยู่ตลอดการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทาข้อ[2] “โภชเนมัตตัญญุตา” ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ พ่อครูว่า...การมีชีวิตอยู่กับของกินของใช้ ก็อย่าให้เกิดกิเลส ใช้คอมพิวเตอร์ ของใช้ก็อย่าให้เกิดกิเลส มันติดกิเลสเยอะเลยนะ ในคอมพิวเตอร์ ถ้าโง่กับมัน มันเอาไปกินหมด พวกใช้คอมพิวเตอร์เช่นพวกใช้ Facebook เอาไปกินรวยเละเลย นายมาร์ค หรืออะไรอีกหลายอย่างแย่งกันไปแบ่งกันไป แต่นายมาร์คมันคว้าได้ก่อนรวยเละเลย อายุ 30 กว่ายังไม่ 40 เลยรวยระดับท็อปเท็นของโลก _อปัณณกปฏิปทาข้อ[3] “ชาคริยานุโยคะ” ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกัน การหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา 3” มันผิด“วิธีปฏิบัติของพุทธ” แม้ภาษา“อปัณณปปฏิปทา” ก็ยืนยันอยู่โต้งๆ ชัดๆอีกปานฉะนี้ ก็ยังไม่ยอมรับความผิดนี้ พ่อครูว่า...แม้คุณมาลืมตาทำงานอยู่ มันก็ไม่ได้มีสติแววไวรับรู้ เช่น อันนี้รับรู้หน่อยอันนี้รับรู้ต่างๆ มันไม่แข็งแรงเต็มที่ ถ้าสติเต็มร้อยของคนที่มีสติเต็มที่ท่านบอกว่า สติเป็นอธิปไตยแปลว่าพลัง หรือแรงอธิปไตย สตินี่ มันจะมีพลังอำนาจรู้ แววไว เท่าทัน ฉับพลัน รู้หมดทุกอย่างเลยสติเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นคำว่า ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิคือ ฌานลืมตาที่เต็มไปด้วยสติแววไวไม่เคยหรี่ไม่เคยหลับไม่เคยตก จะรู้ความจริงว่าคุณหลับตา คุณจะนอน คือนิทรา คุณก็จะหลับ หลับคุณก็จะปิดไม่ให้สติที่มันทำงานกับความเป็นอาโลก มีปัญญา มีวิชชา มีญาณ รู้ร่วมอย่างเต็มที่อยู่ ตอนนี้พักยกก็รู้ความจริง เท่านั้นเอง ไม่ได้หลงใหลหลับใหลไม่ได้เลอะเทอะอะไร เพราะฉะนั้นการมี ฌานวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น คือเป็นผู้มีสติเต็ม เป็นผู้ที่มีฌาน มีปัญญา มีสติเต็มรู้แล้วปัญญาเต็มร้อย ตื่นเต็มรู้ มีปัญญาหรือมีความรู้ ธาตุรู้ เต็มร้อย เรียกว่าผู้มีสติเต็ม เป็นฌานวิสัย เพราะฉะนั้นจะหลับ นิทรา จะหลับก็หลับก็รู้ว่าพักไม่ให้มีสติไม่มีปัญญา นอนพัก ถ้าสายสมถะก็นอนพัก หลับดับเฉย เงียบนิ่ง ถ้าสายปัญญานอนหลับ ก็มีแต่ธรรมะ แจ่มใส รู้ธรรมะ ไม่ได้กินเรี่ยวแรงอะไรเลย เป็นเทวดาคุยกันสามัญ ตื่นนอนก็เหมือนธรรมดา เต็มที่เหมือนทางสมถะเขานอน แต่ทางปัญญา นอนหลับ 5 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงเท่ากันกับสมถะ แต่ปัญญา มีธรรมะมีความรู้ทั้งได้ทบทวนทั้งได้มีของใหม่เหมือนพระพุทธเจ้าบอก โอ้! วันนี้เทวดาสว่างไสวมาคุยกันเต็ม ข้อมูลหลักฐานขึ้นมาเต็มเรื่อยๆ เอามาสอนภิกษุ เอามาสอน เอามาประกาศต่อโลกต่อไปๆ อย่างนี้เป็นต้น ความรู้นี้หาที่สุดไม่ได้หรอก ละเอียดซับซ้อนลึกซึ้งไปเรื่อยๆ แล้วไม่ต้องไปค้นไม่ต้องไปคว้า ไม่ต้องเที่ยวไปแสวงหาตามตัวหนังสือ มันจะเป็นสัจจะ อย่างทุกวันนี้อาตมาไม่ได้เป็นนักอ่านตำรับตำรา แม้แต่พระไตรปิฎกก็อ่านเพื่อยืนยันหลักฐาน ตัวเองไม่ค่อยได้อ่านหรอก คิดจะอ่านอะไรอื่นก็นิดๆหน่อยๆ ไม่ได้เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียรจะไปอ่านอะไรมากมาย แค่เท่าที่อาตมามีอยู่ บรรยายไป อาตมาก็ว่า มันเยอะแล้วนะ มันละเอียดลออ มันวิจิตรพิสดาร ไม่ใช่เรื่องน้อยๆ ซึ่งไม่มีคนเอามาขยายความ ขยายความถึงความเป็นโลกุตระของความเป็น กาย ความเป็นโลกุตระของคำว่า บุญ ความเป็นโลกุตระของคำว่า ฌาน ความเป็นโลกุตระของคำว่า วิชชา ความเป็นโลกุตระของคำว่า สมาธิ ความเป็นโลกุตระของคำว่า ปัญญา
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเป็นโลกุตระของปัญญา 8 ประการ _พ่อครูว่า... ความเป็นโลกุตระของปัญญา ปัญญา 8 อาตมาเอามาพูดซ้ำซาก คนก็อาจจะบอกว่าพูดซ้ำซากวนเวียนไม่ไปไหน ที่จริงแล้วเขาไปตั้งลึกซึ้งเท่าไหร่แล้ว คนที่ได้ความลึกซึ้งก็จะได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฟังอันเก่านี้มันก็ลึกซึ้งขึ้นไปอีก มีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ ใครจำได้บ้าง 1 ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2 เข้าใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่เข้าใจได้แล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3 หมดความลังเลสงสัย (กังขัง วิหนติ) 4 ความรู้ความเห็น ความเข้าใจความรู้ถูกตรง คุณว่าคุณรู้ตรงแล้วคุณก็ตรง แต่ตรงเป๋อยู่ พอยิ่งฟังธรรมะที่เป็นโลกุตระ ผู้ที่เป็นปราชญ์จริงๆมาพูด ตรงเป๋ก็จะตรงเป๋งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5 ที่ฟังก็ยิ่งชื่นใจ (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๐๒)
ในพระไตรปิฎกปัญญามี 8 ชั้น ปัญญาคือความรู้โลกุตระ ปัญญาคือความรู้ที่เป็นอื่นจากคนโลกเขารู้กันจากศาสนาเทวนิยมเขารู้กัน ปัญญานี้นอกเหนือจากความรู้ของศาสดาที่ประดามีของเทวนิยม เป็น อัญญธาตุ เป็นอันอื่นจากศาสดาทั้งหลายที่เขารู้ ฟังถึงความแตกต่างที่พิเศษไปจากที่สามัญปุถุชน พุทธชนโลกียะ หรือเทวนิยมเขารู้กันให้ได้ชัดๆ ปัญญาจึงไม่ใช่ความรู้อะไรที่เอามาใช้เป็นปัญญาไปหมด ความรู้โลกๆโลกีย์ก็เรียกว่าปัญญาไปหมด ที่จริงมันแค่ เฉโก บาลีกำกับตัวเดิมเป็นความรู้ความฉลาดพวกนี้ เฉโก มาจากทวารทั้ง 6 นี่แหละ ฉ แปลว่า 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัส เหมือนกัน แต่เขาก็ได้แค่นั้นอย่างเดียว เฉกะหรือเฉโก ได้อย่างนั้นแหละไม่มีอย่างอื่น พอมาเป็นปัญญามันไม่ใช่ที่คุณรู้จักเท่านั้นทั้งหมดที่คุณสัมผัสเหมือนอย่างมนุษย์ที่มีทวารทั้ง 6 แล้ว แต่ไม่เหมือน มีพิเศษจริงๆ ความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นความรู้เดิมเป็นความรู้ที่จำนวนต่ออัตตา จำนนต่อจิตวิญญาณ จำนนต่อธาตุรู้หรือว่าความเป็นจิตนิยาม คุณก็จะต้องจำนนต่อความเป็นจิตนิยาม จำนนต่อความเป็นวิญญาณ จำนนต่อความเป็นอัตตา อยู่กับอัตตานั่นแหละนิรันดร ออกจากอัตตาไม่ได้ เน้นคำว่าไม่ได้ สู่แดนธรรม... ปัญญานี้จะต้องเป็นความฉลาดที่เห็นกิเลสเหลือน้อยลง น้อยลงจึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะปัญญาคือเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นกิเลสเหลือน้อยลง ซึ่งเป็นความจริงที่คนที่ปฏิบัติตนต้องการ ก็เห็นสิ่งที่โลกปรุงแต่งกันไม่ควรเรียกว่า ปัญญา เป็นมายาเป็นแค่ความฉลาดทั่วไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั่วไปปรุงแต่งแล้วก็เป็นสังขาร พ่อครูว่า... แล้วก็เป็นสังขาร ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้สอนลงไปอีกว่าใช่มันเป็นสังขาร แต่สังขารมันเป็นเพียงองค์ประกอบปรุงแต่งเท่านั้น จริงๆมันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเลย มีไหม มี แต่ที่จริง เป็นไง ไม่มี แล้วที่คนพูดอยู่นี่มีไหม มี แล้วไม่มี อนัตตาแล้ว ทำไมยังไม่ตาย มาร จึงบอกให้ตาย ตรัสรู้แล้วตายเลย มารทั้งนั้นแหละ เพราะว่ากลัวจะขยายความจริง มารมันครองอยู่ แสดงว่า มารนี้คืออัตตา มารคือ ปรมาตมัน มารคือ พระเจ้า แต่เขาไม่รู้ตัวว่า เขาเป็นมาร เพราะเขาเป็นอัตตา เป็นปรมาตมัน เป็นอัตตาที่ยิ่งใหญ่นิรันดรไม่มีสูญด้วย ไม่มีอนัตตา เห็นไหม จริงๆแม้จะมี ศาสดาของเทวนิยมก็ตาม แม้จะมีอัตตา มีวิญญาณ ก็ต้องทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณดีเป็นโลกียะ เอาแต่ความดีเป็นสมมติสัจจะ ใช่ ถ้าเป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้เป็นอัตตาอยู่ก็ต้องทำวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เป็นอัตตาให้ดีสิ ดีตามสมมุติ ชาติโน้น ก็ยืนยันว่าเขาสมมุติอย่างนั้น พวกปาปัวนิวกินีก็สมมุติของเขา พวกแอฟริกันก็สมมุติของเขา มาฟากทางตะวันออกกลาง ก็สมมุติของเขา มาทางเอเชียก็เป็นสมมติของเขา มาทางอินเดียก็เป็นสมมติของอินเดียอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ได้เหมือนกันทีเดียวเลย จริงทั้งนั้นแหละเป็นสมมติสัจจะทั้งนั้น จริงของแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ เราก็อาศัยสมมุติให้อยู่ด้วยกันไป เป็นหนึ่งเดียวมันก็สอดคล้องกันก็อยู่กันอย่างสงบ ตายจากกันไปแล้วแล้วเราก็เป็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของแต่ละเผ่า ไม่มีปัญหาเลย แต่ของพระพุทธเจ้ารู้ จบ รู้ต้นรู้กลางปลาย รู้เกิดดับตามปัญญาข้อที่ 8 นั่นแหละสรุปจบเป็นปัญญาข้อที่ 8 รู้จักความเกิด รู้จักความตั้งอยู่ รู้จักความดับไป ของรูป เกิดขึ้นเป็นรูปตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เวทนาเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สัญญาสังขารวิญญาณเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้ความจริงของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วปฏิบัติให้ดับไปได้อย่างนิรันดร ศาสนาพุทธทำได้ แยกธาตุจิตธาตุวิญญาณออก ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลิกเลย ไม่มีธาตุจิตแล้วกลายเป็นดินน้ำไฟลมเด็ดขาดเลย อันนี้ ในยุคนี้ที่อาตมาพูดถึง ดีที่มีหลักฐานอยู่ในมูลสูตรข้อที่ 10 ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ถ้าไม่มีหลักฐานนี้อาตมาคงไม่มีพยัญชนะไปพูด ก็คงได้แต่อธิบายสภาวะไปพยัญชนะไม่มีสภาวะ คนก็จะรู้ยาก ทีนี้ อาศัยพยัญชนะแล้วมีสภาวะให้คนรู้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานให้รอบถ้วน และเป็นที่สุดท้ายเลยสุดท้ายอย่างไร ก็มันไม่มีแล้ว ทีนี้ ไม่มีอัตตา ไม่มีปรมาตมันไม่มีพระเจ้า ไม่มีธาตุรู้ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เป็นดินน้ำไฟลมไปเสร็จ หายไปเลยหมดแล้ว อยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่ในเอกภพมหาจักรวาลนี้ไม่มีแล้ว อัตตาผู้นี้ วิญญาณผู้นี้ ปรมาตมันยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีนิรันดร ไม่มีหักล้างนิรันดร ที่มีอยู่นิรันดรเป็นไม่มีนิรันดรคนละขั้วเลย หักล้าง ความมีอัตตาอยู่นิรันดร อันนี้ไม่มีเลยนิรันดร ไม่ต้องตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าตรัสสั่งให้ลงนรกจะให้อยู่สวรรค์ด้วยกันก็เป็นเรื่องของพระเจ้า คุณก็มีนรกสวรรค์ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ ไม่มี นรกสวรรค์เป็นของเก๊ของปลอมอยู่ทั้งนั้นแหละ สวรรค์ 6 ชั้นก็เป็นสวรรค์เก๊ หลงกันอยู่นั่นแหละ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... พ่อครูตอนเริ่มเทศน์เหมือนจะเสียงแหบไม่ค่อยมีแรง พอเทศน์ไปพลังมาเต็ม
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร _ปัญญาสูตร ล 23 ข 92 [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน พ่อครูว่า... ลัทธิของศาสนาเทวนิยมต่างๆ เช่นพระเยซูพระบาไฮ เป็นความรู้ของท่านเองทั้งนั้นแหละ ท่านไม่รู้กรรมวิบาก ท่านไม่รู้สัมภาระวิบากของท่านที่สั่งสมมา ของท่านเอง พอมาได้รู้ขึ้นมา ก็เลยนึกว่า โอ้โฮ! เรารู้ได้ขนาดนี้เชียวหรือไม่เชื่อตัวเอง ก็เลยฝากไว้ว่าเป็นความรู้ของพระเจ้า เพราะว่าไม่เชื่อว่าเป็นความรู้ของตัวเอง เพราะมันเป็นความรู้ยิ่งเหมือนกัน ของพระพุทธเจ้านั้นรู้ทั้งหมดจบด้วย รู้ทั้งความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เลิกล้มเลยได้ด้วย ความตั้งอยู่นิรันดรก็รู้ รู้อย่างสว่างนะ ไม่ใช่รู้อย่างเป็นความหลงด้วย จะอยู่นิรันดรเหมือนพระอวโลกิเตศวรก็อยู่ได้ จะช่วยคนให้หมดโลก ให้คนทั้งโลกรู้หมดเป็นพระอรหันต์ก่อน ตัวเองจะปรินิพพานปริโยสานเป็นคนสุดท้าย ก็ได้ แต่ว่าอาตมาไม่เอาอย่างพระอวโลกิเตศวร จะมาหาว่าอาตมาเจาะช่องน้อยแต่พอตัวก็ว่า ไม่ไหว อยู่ขนาดนั้นมันนิรันดรเกินไป เพราะฉะนั้น อาศัยพระศาสดา… ไม่มีสิทธิ์ที่ใครจะรู้เอง รู้ได้โดยบอกว่ารับบัญญัติจากพระเจ้า พระเจ้าก็คือตัวเอง แต่ความไม่รู้อันนี้เลยลึกลับ ของพระพุทธเจ้าไม่ลึกลับ เราเป็นธรรมะสามี สมณะฟ้าไท... ศาสนาพุทธรู้ทั้งหมด พ่อครูว่า... จะให้มีก็อยู่ได้ตลอดมี จะให้ไม่มีก็ทำได้นี่มันจบเลย เป็น อนุปคัมมะ เราก็ไม่ปฏิเสธว่าเรายังมี เราจะเป็นอะไรก็ได้ เราก็ไม่ได้ข้างในเพราะมันต้องมี 2 อย่างอยู่ในโลกของ เทวะ มีกับไม่มี เราก็รู้หมดครบทั้งมีและไม่มี เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ปฏิเสธว่า เรามี แต่เราไม่มี เป็นแต่เพียงว่าเรายังไม่ทำความไม่มีเป็นที่สุด ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสุดยอดปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นคนพิสูจน์เลยว่าพระเจ้าอย่ามาทำเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเลย เราต่างหากสามารถแยกธาตุวิญญาณของตัวเองได้เลย เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย พระเจ้าที่เคยมีทะเบียนคนนั้นคนนี้อยู่ ตรวจสอบแล้วก็บอกว่าทำไมมันหายไปไหน ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ทำไมมันไม่ไปหาพระเจ้า ตายแล้วทำไมไม่มาหาพระเจ้า หรือเขาจะรับสิทธิพิเศษจากใคร ไม่ใช่พระเจ้าแน่ พระเจ้าที่ยืนยันเป็นเจ้าของอัตตาทุกอัตตา สิ่งนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่เอามาไขความอยู่ทุกวันนี้ ยังไม่มีใคร มาไขความ อาตมาเขียนขยายความอยู่ทุกวันนี้ ทำให้เห็นว่าศาสดาของเทวดานิยมทุกองค์ยังรู้ไม่จบ ยังรู้ไม่ครบ ยังรู้ไม่ถ้วน ศาสดาของพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นผู้ที่บรรลุอรหันต์ทุกองค์ก็รู้ความจบว่า จิตวิญญาณคืออะไร จิตนิยามคืออะไร สุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ทุกองค์ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วอรหันต์ทุกองค์ รู้ที่จบยิ่งกว่าศาสดาของศาสนาเทวนิยม รู้ที่จบของจิตวิญญาณ รู้ที่จบของอัตตา รู้จักอนัตตา พูดไปแล้วดูเหมือนยิ่งใหญ่แต่ไม่ใช่หรอก มันเป็นความจริง เป็นเรื่องสามัญเป็นความจริง ไม่มีใครไปใหญ่กว่าใครหรอก เป็นความจริงที่เป็นจริงที่ทำได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นภิกษุที่จะรู้เรื่องนี้ รู้โลกุตรธรรม รู้จิตวิญญาณเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ผู้รู้นั้น รู้เองไม่ได้ เกิดเป็นจิตวิญญาณเป็นจิตนิยามแล้ว จะรู้เองไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกับศาสดาเขายืนยันของเขาว่า ศาสดาไม่ใช่เจ้าของความรู้ ความรู้คือของพระบิดาของพระเจ้า พระเจ้าอยู่ไหนก็ไม่รู้ อาตมาก็พิสูจน์แล้วว่าตัวศาสดานั่นแหละเป็นพระเจ้า เป็นพระบิดา เป็นพระบุตร ตัวเองนั่นแหละสั่งสมกรรมวิบากมาก็มีความรู้ ของศาสดาองค์นี้ก็มี ศาสนาอเทวนิยมอีกศาสนาหนึ่งก็เป็นอีกองค์หนึ่งก็ขัดแย้งกัน ก็แข่งกันใหญ่ ก็มีศาสดาหลายองค์ แต่ของพระพุทธเจ้าองค์เดียวไม่ขัดแย้งกันเลย ไม่มีพระพุทธเจ้า 2 องค์ ไม่มี แต่เป็นผู้รู้ระดับศาสดา จริงๆยิ่งกว่าศาสดาเพราะพระอรหันต์ทุกองค์นั้น สลายจิตนิยามได้ ศาสดาสลายจิตนิยามไม่ได้ ศาสดาเทวนิยมทุกองค์สลายจิตนิยามตัวเองไม่ได้ แต่อรหันต์ทุกองค์นี่แหละเป็นศาสดาที่สลายจิตวิญญาณได้ ไม่มีใหญ่ไม่มีเล็กหรอก แต่รู้จักจิตนิยาม รู้จักจิตวิญญาณ รู้จักอัตต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive