แยกแยะธรรมะโลกียะกับโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกแยะธรรมะโลกียะกับโลกุตระ เพราะฉะนั้น อาตมายืนยันตัวเองว่า อาตมาเป็นผู้ที่สัมมาทิฏฐิ เป็นผู้นำธรรมะที่เป็นโลกุตระอันเสื่อมไปแล้วจากสังคมศาสนา ที่เป็นของศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตระ ฃไม่ใช่ศาสนาโลกียะธรรมดาเท่านั้น แยกให้ฟังอีก โลกียะกับโลกุตระ ประเด็นที่มันต่างกันสำคัญคืออะไร โลกียะนั้นไม่สามารถที่จะรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นจึงแยกเจตสิกที่เป็นเวทนาในเวทนาต่างๆไม่ได้ แยกเวทนาคือเป็นอารมณ์หรือเป็นความรู้สึก ไม่มีสัญญาเพียงพอที่จะกำหนดรู้ ไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะสามารถมีธัมมวิจัยสมโภชฌงค์ หรือมีโพชฌงค์ 7 จนกระทั่งมาปฏิบัติเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ได้ ไม่มีทาง เทวนิยมไม่มีทาง แม้แต่ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิสอบเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์ทางศาสนาพุทธได้ บัญญัติภาษาที่อาตมาพูด โพธิปักขิยธรรม 37 ท่านคล่องปริ๊ด พูดเหตุผลด้วยตรรกะอะไรชัดเจนหมด แต่ท่านไม่ได้แม้แต่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ท่านมีวิริยะแต่ไม่เป็นสัมโพชฌงค์ เป็นวิริยะเดียรถีย์ เพราะว่าท่านจะหลงผิด จนกระทั่งถึงขั้นว่า ถ้าจะทำสติให้เต็มนั้นจะต้องนั่งหลับตาแล้วก็ทำตนเองให้เป็นผู้ที่มีสติตื่นเต็มอยู่ในการหลับตานั่นแหละ เก่ง ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมจริงๆแล้ว เมื่อกิเลสออกไปจากจิตจริงแล้วไม่ต้องไปนั่งหลับตาแล้วทำให้สติตื่นเต็มอยู่ในจิตหรอก ปฏิบัติลืมตาตามจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละ กิเลสจะหมดไปจริง หมดไปจริง เมื่อกิเลสหมดไปจริงแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์มีสติในการหลับตากับสติในการลืมตาเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตาทำให้สติตื่นเลย คนที่นั่งหลับตาสติเต็มร้อย ตื่นเต็มร้อยตามที่เขาหมาย เขาจะหมายถึงว่าสติเต็มร้อยแบบไหน ก็เป็นแบบที่หลับตาอยู่ในถ้ำ หลับตาอยู่ในเบอร์มิวด้า หลับตาอยู่ในแด
อ่านต่อ
นมืด เขาก็สว่างอยู่ในที่มืด จริงๆแล้วสว่างกับมืดมันอันเดียวกันไหม..ไม่ เพราะฉะนั้นเขาจึงสร้างความสว่างในที่มืดแบบสร้างนิรมานกายขึ้นมา เป็นอุปาทานทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นความจริงเลย เพราะฉะนั้นคนที่หลับตา ทำสมาธิหรือสร้างสติในการหลับตานั้น หลับตาเข้าแล้วไม่มืดจะมีแสงสว่าง เป็นแสงสว่างนิดๆหน่อยๆ วอบแวบๆ เป็นแสงสว่างสีเขียว สีม่วง สีแดงหรือถ้าไม่สว่างเป็นอาภัสรา สว่างในที่มืด เป็นเรื่องเก๊ทั้งนั้นเป็นอุปาทานสร้างขึ้นเอง คนหลับตาก็มืด คนลืมตาก็สว่าง ถ้าเป็นกลางวันมีแสงพระอาทิตย์ ถ้ากลางคืนมืดๆเดือนแรม 15 ค่ำด้วย หลับตามันก็มืดตึ๊ดตื๋อ มันไม่มีแสงอะไรแม้แต่แสงพระจันทร์ก็ไม่สะท้อนเข้ามา มันก็มืด เห็นความจริงตามความเป็นจริงแบบ สุภกิณหา กิณหา แปลว่าดำ แปลว่ามืด ผู้สัมมาทิฏฐิก็จะมี สุภะ รู้จักความจริงตามความเป็นจริง สัมมาทิฏฐิเข้าใจว่าความมืดก็คือความดำมืดของแสง นิโรธคือนิโรธ จะไม่หลงผิดว่าความดำมืดเป็นนิโรธ เพราะนิโรธเป็นการละกิเลส แต่ความดำมืดเป็นเรื่องของรูปธรรม เป็นเรื่องของวัตถุธรรมเท่านั้น ไม่ใช่จิตไม่ใช่กิเลส อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการสำคัญผิด กำหนดหมายผิด สำคัญมั่นหมายผิดหรือมีสัญญาผิดพวกนี้แหละ จึงเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่บรรลุธรรม เพราะนามธรรม 5 ของเขาไม่บริบูรณ์ นามธรรม 5 ในการปฏิบัติธรรมคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ พวกที่มิจฉาทิฏฐิหลับตาไม่มีผัสสะภายนอก เขาจึงทำใจในใจผิด นั่งหลับตาจึงเป็นพวกเดียรถีย์ นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมไม่ใช่จรณะ 15 วิชชา 8 ตีทิ้งได้เลยนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมไม่ใช่ของพุทธ ฌานก็เป็นฌานเดียรถีย์ เขาไปยึดถือว่าฌานคือทำจิตให้ไม่มีอาการของนิวรณ์ทั้ง 5 ให้ได้ เขาหลับตาสะกดไว้ไม่ให้จิตมันไปคิดไปนึกอะไร มันก็นิ่งๆๆ มันก็ไม่รับรู้อาการ ตาก็ไม่ได้กระทบรูป หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่ได้กระทบ ไม่กระทบมันก็ดีแล้วเหลือแต่จิต เขาก็ทำจิตให้เป็นนิ่งอีก แข็งแรงตั้งมั่นเขาก็ได้ ได้ประโยชน์แบบนั้น ซึ่งมันเป็นโทษที่มิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณก็จมอยู่ในอวิชชาอย่างเก่า ไม่โงไม่เงยเพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิที่จะฟื้นขึ้นมาปฏิบัติลืมตา ปฏิบัติรู้ความจริงตามความเป็นจริงให้ได้ หลับตานอนหลับ คุณจะหลับตาลงไปแล้ว ประโยชน์ของการหลับตามี 1.พักผ่อน 2. ทบทวนธรรม 3. ทำเตวิชโช 4. เอาไปเล่นฤทธิ์เล่นเดชบ้าๆบอๆได้ นั่นแหละการหลับตา เพราะฉะนั้นรู้จักใช้ประโยชน์ พักผ่อน ทบทวนธรรม หรือจะใช้เตวิชโช ส่วนที่จะไปเล่นฤทธิ์เดชบ้าๆบอๆ พระพุทธเจ้าท่านบอก พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) สัจธรรมที่อาตมาอธิบายไปทั้งหมดคือการรื้อฟื้น เอาความถูกต้องเอาสัจธรรมที่ถูกต้องเข้ามาสถาปนาลงไปในความผิดพลาด ในความเสื่อม แล้วอาตมาไม่ได้พูดผิด อาตมาไม่ได้อวดตัวอวดตน ไม่ได้เบ่งอะไร แต่เป็นคนกอบกู้ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา มีไหวพริบ เข้าใจที่อาตมาพูดก็จะรู้ว่าใช่จริงๆ คนนี้ก็เจริญแน่ แต่คนใดที่ยิ่งฟังอาตมาเหมือนอย่างที่คุณอะไรต่ออะไร SMS 660508 ตอบปัญหา ใครคือเผด็จการ ใครคือประชาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #21 ราชธานีอโศก