เมื่อธรรมะเจริญ การเมืองก็เจริญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เมื่อธรรมะเจริญ การเมืองก็เจริญ เหลือเวลาอีกเล็กน้อย อาตมาก็อยากจะแวะไปถึงเรื่องการเมือง การเมืองที่จะพูดเมื่อมีผู้ที่เขาแย้งมาเมื่อกี้นี้บ้างใน sms ว่า พระอะไรมายุ่งกับการเมือง อันนี้แหละเป็นความเห็นที่น่าสงสารมาก เพราะคนเป็นสัตว์สังคม เป็นพลเมืองของเมือง ไม่ใช่พวกเดียรถีย์พวกเข้าใจผิดว่า คนไม่เกี่ยวกับสังคม คนจะต้องปลีกตัวเดี่ยวออกไปเลยเหมือนพวกเชน หนีออกไปอยู่เดี่ยวอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำ อยู่เดี่ยวๆเลย ไม่เอาอะไร ไม่มีอะไรมันสุดโต่ง มันไม่ใช่ มันเกินไป คนคือสัตว์สังคม พลเมืองสังคม ที่จะต้องรู้ความสังเคราะห์กันสังขารกัน ทำงานร่วมกัน ปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งอย่างทำลายกันหรือปรุงแต่งอย่างดูดกันเกินไป หรือปรุงแต่งอย่างขัดเกลาส่วนที่ควรขัดเกลากันออก จนรู้ที่จบว่า ขัดเกลากันออกขนาดนี้อยู่ในภาวะถ้าจะให้เกิดก็เป็น cyclic order อยู่ในภาวะที่หมุนวนอยู่ในขณะนี้ได้สัดส่วนสมดุล ก็จบแล้วสมดุลแล้วพอแล้ว ถ้ามันมีอะไรมากไปน้อยไปก็ปรับกันให้อยู่ในความสมดุลให้ได้ซึ่งมันไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สังคมเที่ยงมันแก้ไม่จบ แก้ปัญหาให้ไม่เดือดร้อนกันคุณจะทำยังไงให้คนที่มันมีกิเลส ให้ทุกคนหยุดเดือดร้อนนะ คุณก็ได้แต่ออกกฎหมายมาบังคับเขา แล้วเขาก็ทำอย่างละเมิด ดีไม่ดีกดดันมากๆมันก็บ้าเลย ละเมิดกฎหมายตายเป็นตาย แล้วมันก็ตายกันไปเยอะแล้ว มันไม่สมควร มันไม่เสร็จหรอก ใช้หลักเกณฑ์กฎหมายกดข่มพวกนี้ มันไม่จบ อิสรเสรีภาพให้คนเกิดปัญญารู้พอดีและอยู่กันอย่างประนีประนอม ปรองดองกันมากน้อยแล้วแต่ ให้พออยู่ได้ มันแรงไปก็เอาลงมา มันน้อยไปก็เพิ่มขึ้น โดยอยู่กันอย่างยืดหยุ่นอนุโลมปฏิโลม อยู่อย่างนี้กันไป เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่ของวัฏสงสารก็อยู่กันอย่างไม่ได้หยุด
อ่านต่อ
หรอก มันก็จะเป็นอย่างนี้ อนุโลมมากบ้างน้อยบ้าง ถ้ามันเป็นระบบเป็นลำดับ เราจะมีมวลของสังคมที่เรารับผิดชอบ ร่วมรับผิดชอบดูแลกันช่วยเหลือกัน แล้วเราก็ทำให้เกิดความสงบ สงบไม่ใช่อยู่นิ่งแข็ง ความสงบเป็นความคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวมีเรี่ยวมีแรง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ความมิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่า ความสงบคือหยุดความเคลื่อนไหว กายกรรมก็ไม่ต้องทำอะไรแรงมากมาย นิ่งได้ สงบ วจีก็ไม่พูดมาก จิตก็ให้หยุดเลยไม่รับรู้แข็งทื่อไปเลย อย่างนั้นมันเป็นมิจฉาทิฎกของเดียรถีย์สามัญ ไม่ใช่ความสงบแบบนั้น ความสงบคือปัญญา ความสงบคือธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่รู้เหตุแห่งความไม่สงบคือตัวกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด เอามาบำเรอตัวตนเป็นหลัก อย่างนั้นต่างหาก ล้างกิเลสพวกนี้ให้ได้ตั้งแต่เราเกี่ยวข้องกับสังคม กว้างได้เท่าไหร่ก็เอาประมาณเท่านั้น แล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราประมาณจำนวนคนเท่านี้เราดูแลกันหรือช่วยเหลือกัน ทำให้อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นสงบสบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ลงท้ายด้วย ใจเกื้อกูล และทุกคนก็หมดตัวตนเสียสละไม่มีความเห็นแก่ตัว เพิ่มพูนเสียสละ นี่เป็นตัวจบที่ยิ่งใหญ่ คนที่ไม่มีตัวตน คนที่อยู่อย่างมีพลังงานมีแรงงาน มีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลเสียสละให้แก่คนอื่นๆอยู่มันเป็นสุดยอดแห่งความเป็นคนแล้ว นอกจากเสียสละแล้วยังไม่นึกไม่คิดที่จะไปยึดเอาการเสียสละนั้นเป็นเราเป็นของเรา อย่างที่อธิบายการทานเมื่อกี้นี้ไม่ยึดจริงๆ จิตทำไปโดยสบาย เป็นประโยชน์แล้วก็จบในประโยชน์ของมันเอง สัปปายะ แปลว่า ประโยชน์ แล้วมันก็จบในตัวของมันเอง ไม่มีต่อ ไม่มี สาเปกโข นี่แหละสุดยอดแห่งความเข้าใจแล้ว ทำใจของเรา ทำใจในใจของเราให้ถูกต้องตรงตามที่เราเข้าใจ ทำได้สำเร็จ ทำได้จนเป็นอัตโนมัติ ทำได้จนไม่ต้องไปบังคับ มันทำโดยตัวมันเองเลย จัดการตัวมันเองเลยนี่คือสูงสุด เพราะฉะนั้นเราก็ทำได้ไปตามสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง โลกน้อย โลกใหญ่ โลกกว้างไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงโลกกว้างออกไปถึงขั้นต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้พวกเราไม่อ้าขาผวาปีกไปถึงขนาดนั้น เราก็ทำไปตามลำดับแล้วมันจะขยายตัวขยายผลไปตามลำดับเอง ไม่ต้องอยากได้ผล แต่ต้องทำเหตุให้เต็ม คุณทำเหตุเต็มนั่นคือผลเกิด แล้วก็รู้จักผลโดยไม่ต้องไปติดยึดผลว่านี้เป็นของกู ผลนี้เป็นของเรา ไม่ต้อง ผลนี่คือสิ่งที่เกิดดีแล้ว ให้แก่โลกให้แก่สังคม ให้แก่มนุษยชาติ ผู้ที่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูด แล้วก็ทำได้จริงตามที่อาตมาพูด ผู้นี้คือผู้ช่วยโลก อนุเคราะห์โลกอยู่ โลกานุกัมปายะ ทำได้มากเท่าใดก็ทำให้เกิดสังคมมีประโยชน์ พหุชนหิตายะมากเท่านั้น ทำให้คนเป็นสุข พหุชนสุขายะ สุขคำนี้คือ ว่างนั่นแหละดี โดยพยัญชนะสูงสุด ไม่ได้แปลว่าสุขคือเสพโลกียะ เสพติด. แต่เป็น วูปสโมสุขหรือปรมังสุขัง สุขเพราะสงบจากกิเลสไปเรื่อยๆ มันไม่มีพยัญชนะก็ต้องไปยืมพยัญชนะอื่นมาใช้ อาตมาไม่ได้แปล ปรมังสุขัง ว่าสุขอย่างยิ่งแต่ อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข ที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้าไม่รู้จักสุขจักทุกข์ เพราะพระเจ้าเป็นสุขนิยม พระเจ้ายังเป็นลัทธิติดสุขอยู่ ถือว่าเป็นผู้ประทานสุข ไม่ได้เข้าใจความสุขความทุกข์ เขาศึกษาแต่ความดีและความชั่วเป็นโลกียธรรมเท่านั้นเอง เทวนิยม จะเรียนมาตำราไหน เป็นดอกเตอร์หรือ Post Doctor มากี่ใบก็แล้วแต่ ก็ไม่ได้เรียนสัจจะอันนี้ แม้จะเรียนศาสนาทางเทวนิยมมาก็ตาม อย่าว่าทั้งนั้นเลย แม้แต่ในเมืองไทยเอง พุทธศาสนาก็ยังเพี้ยนไป ไม่เป็นโลกุตระ เป็นแค่เทวนิยม บางทีก็อาจจะพอมีสัมมาทิฏฐิขึ้นมาตามลำดับๆๆ เขาก็ศึกษากันอยู่ ผู้แสวงหา ผู้ไม่มีอคติก็จะได้สัจจะความจริงอันนี้ขึ้นมาตามลำดับ ๆๆ เมื่อธรรมะเจริญ การเมืองก็เจริญ เพราะมันแยกกันไม่ได้ระหว่างคนกับการเมือง แยกกันไม่ได้ เพราะการเมืองคืองานของพลเมือง การคืองาน งานของพลเมือง เราเป็นพลเมืองคนหนึ่งของเมืองหรือเปล่า เราไม่ได้เป็นคนหนึ่งของคนเถื่อนคนป่า แต่เราเป็นคนหนึ่งของเมือง ของพลเมือง เป็นกำลัง พละคือกำลัง เราเป็นคนไม่ดูดายไม่ปล่อยปละละเลยต้องช่วยเหลือกันด้วยเจตนาดี ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน สุดย อดเลย ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน ทำเพื่อที่จะให้คนดีให้สังคมดีสงบดีไปด้วยกัน 660503 ปลุกพลังเงียบช่วยกันทำให้การเมืองเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก