สภาคือที่ๆมีคนสงบที่กล่าวธรรมอยู่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สภาคือที่ๆมีคนสงบที่กล่าวธรรมอยู่ _Thiwakon Chumcheed ทิวากร ฉ่ำจิต · แต่ก่อนผมก็ไม่ชอบการเมืองครับ และไม่ใช่เรื่องของเรา และคิดว่านักบวช พระไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ใน โขมทุสสสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อที่ 724-725 พระพุทธเจ้าเดินเข้าไปธรรมสภา ตรัสสอนธรรมกับคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ด้วยพระคาถาว่า ในที่ใดไม่มีคนสงบ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าคนสงบ คนสงบละราคะโทสะ และโมหะแล้ว กล่าวธรรมอยู่ ฯ สาธุครับ พ่อครูว่า... อันนี้นี่นะ ผู้มีปัญญาถึงปัญญาข้อที่ 7 ในปัญญา 8 จึงจะเป็นผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงขั้น ความสงบของคนสงบชนิดนี้ได้ อาตมาก็เลยอยากจะเอาหลักฐานของพระพุทธเจ้ายืนยันอธิบายที่เป็นสาระสำหรับอันนี้ว่า ความสงบของคนสงบ มีฐานะของแต่ละคน ฐานะของคนที่มีความสงบ เป็นคนสงบที่มีความสงบ แข็งแรง มีจิตตั้งมั่น ก็จะทนต่อแรงกระทบภายนอก จะทำงานกับสังคมที่จัดจ้าน จัดจ้านไปด้วยความเข้าใจผิด ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอวิชชาได้สูงขึ้น มากขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างแท้จริง ส่วนคนที่ไม่มีความสงบในจิต ราคะ โทสะ โมหะอย่างมาก มาทำอะไรกับสังคมที่เขายังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่นั้นจะรบกัน ทะเลาะกัน ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะเป็นโทษเป็นภัยต่อสังคม เพราะฉะนั้นสังคมที่มันจะไม่มีความสงบอยู่จริง เพราะราคะ โทสะ โมหะ นี่แหละ จึงต้องอาศัยคนที่สงบและมีคุณธรรม สงบจากราคะ โทสะ โมหะ จริง จะมาช่วยได้ อย่างที่เห็นที่เป็นจะช่วยได้ เป็นสัจจะ คนที่ไม่รู้มองไม่ออก ก็ไม่มีปัญหาอะไร คนที่รู้และมองออกอย่างอาตมาไม่มีปัญหาหรอก เรื่องนี้ อาตมาทำเท่าที่ควร อาตมาไม่ได้ไปอ้าขาผวาปีกที่จะไปทำอะไรกว้างไกล จนอวดดิบอวดดีไปตอแยกับ

อ่านต่อ

พวกที่ไม่ควรตอแย อาตมาไม่หาเรื่อง อาตมาเป็นคนหัวไม่มีเหา และไม่เคยไปหาเหามาใส่หัว อาตมาเข้าใจและฉลาดพอที่จะเป็นคนไม่มีเหา ไม่ไปหาเหามาใส่หัวตัวเอง อาตมาอยู่อย่างสะอาดได้เสมอ ใน พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 725 โขมทุสสสูตรที่ ๑๒ [๗๒๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมชื่อว่า โขมทุสสะของเจ้าศากยะ ในแคว้นสักกะ ฯ ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังโขมทุสสนิคม ฯ สมัยนั้น พราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ประชุมกันอยู่ในสภาด้วยกรณียกิจบางอย่าง และฝนกำลังตกอยู่ประปราย ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังสภานั้น ฯพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า คนพวกไหนชื่อว่าสมณะโล้น และคนพวกไหน รู้จักธรรมของสภา ฯ โขมทุสสสูตร [๗๒๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ด้วยพระคาถาว่า ในที่ใดไม่มีคนสงบ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าคนสงบ คนสงบละราคะ โทสะ และโมหะแล้วกล่าวธรรมอยู่ ฯ พ่อครูว่า... สงบแบบไม่เคลื่อนไหว ไม่มี อิญฺชนาติ(การเคลื่อนไหว) ไม่ได้เป็นคนที่สงบจากกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ คนที่สงบจาก ราคะ โทสะ โมหะ เช่น พระอรหันต์เป็นต้น จะมี กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีความคล่องแคล่วว่องไวของกายของวาจา เพราะจิตเป็นประธาน จิตแคล่วคล่องว่องไว จิตมีพลังกำลัง มีความรู้ความสามารถ และจะเป็นจิตตั้งมั่นที่สูงส่ง จะแสดงออกซึ่งมันตรงกันข้ามลักษณะพาซื่อแบบเดียรถีย์ ที่บอกว่าคนสงบคือคนที่นิ่งไม่เข้าสังคม ไม่ยิ้มไม่รับไม่แตะไม่ต้องไม่เข้ากับใครในสังคมเพราะว่าสู้ไม่ได้ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่เป็นฌาน เป็นสมาธิแบบศาสนาพุทธหรือเป็นโลกุตระ ไปปฏิบัติแบบฌานฤาษี ฌานแบบดาบส เดียรถีย์ ต่างๆ มันก็เลยมีมรรคมีผลกันคนละอย่าง คนสงบแบบนั้นไม่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่มีประโยชน์ต่อตนที่แท้ เป็นการดูเหมือนว่าได้ประโยชน์เพราะตัวเองสงบ ก็แต่ละชาติบรรเทาไป แล้วก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนแบบ เดียรถีย์ ไม่ใช่สิ้นทุกข์แบบโลกุตระ สิ้นทุกข์ดับทุกข์ได้ชั่วคราวแบบกดของแบบ เดียรถีย์ เท่านั้น เสร็จแล้วก็ไม่ยั่งยืนเปลี่ยนแปลงพลังงานสงบชั่วคราว แล้วมันก็จะขึ้นมาใหม่ ทนได้เท่าที่มีแรงสะกดได้ยาวได้นานแล้วก็ไม่เที่ยงแท้ ไม่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ถาวรเที่ยงแท้ยั่งยืนมันจะเวียนกลับ มันสังกุปปัง เวียนกลับตลอด แม้จะบรรลุเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม เป็นเจ้าศาสนาเลยก็เวียนกลับตกนรกใหม่ จิตมีกิเลสอีกอย่างเก่าเกิดตายตายเกิด แล้วก็ลืมไปไม่แน่นอนไม่มั่นคงไม่ได้ล้างกิเลสอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนน้ำยิ่งขุ่น ยิ่งกดแน่น เหตุปัจจัยมันไม่ได้หายมันไม่ได้หมดเชื้อ ความสงบแบบนั้นไม่เที่ยงแท้ ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่จบกิจ เป็นคนไม่จบกิจ [๗๒๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น พ่อครูว่า... อาตมาก็จุดไฟแล้วคนที่ไม่มีจักษุอย่างไรก็ไม่เห็นแสงอาตมาจะพูดอย่างไรเขาก็จะมืดอย่างผู้ที่ไม่มีจักษุนั่นแหละ พวกข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงท่านพระโคดมผู้เจริญกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมทรงจำพวกข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ฯ พ่อครูว่า... เหมือนพวกคุณเห็นอาตมากล่าวธรรมแล้วก็เข้าใจก็จึงเข้ามา มาปฏิญาณเป็นพุทธมามกะ จนกระทั่งได้เป็นพุทธบริษัท พุทธมามกะก็เข้ามาขออยู่ในวงนี้หน่อย เสร็จแล้วก็มาอยู่ไปก็ปฏิบัติธรรมได้ ก็บรรลุธรรมเป็นพุทธบริษัท 4 คือ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่แม้แต่จะเป็นพุทธมามกะเขาก็เลยไม่เข้ามา เขาก็เลยจะท่อง พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ แต่เขาไม่มาขอตั้งใจที่จะเอามาเป็นที่พึ่ง อย่างที่ท่านเป็นกันนี่แหละเอามาเป็นที่พึ่งเขาก็ยังไม่มา เขาก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชนอยู่นอกนอก ก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นพุทธบริษัทเลย เข้าใจพุทธศาสนิก พุทธมามกะและพุทธบริษัทได้ดีแล้วนะ นี่เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นพุทธบริษัทที่มีสมณะ 4 เหล่า ส่วนคนที่เขายังเป็นพุทธศาสนิก ตามทะเบียน ตามตระกูล ตามจารีตประเพณีมีเยอะมากเลยในยุคนี้ พุทธศาสนิกเยอะ แค่บางคนก็ไปพูด ไปเปล่งกล่าว ไปวัดไปวา พระท่านก็พากล่าว พุทธังสะระณังคัจฉามิ เขาก็กล่าวตาม ฆราวาสเขาก็ไม่กล้าออกเสียงเหมือนกับพระที่ใส่สำเนียงอย่างเท่ห์ๆหรอก เขาก็กล่าว พุทธังสะระณังคัจฉามิ พระก็ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ ลากเสียงยาวกว่านี้ อาตมาละอายหน่อยๆก็เลยไม่ลากยาว ลากยาวก็เป็น อาตมาเป็นนักร้องเก่า ก็ไม่เอาแล้ว ฆราวาสเขาก็รับตามไป ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ ก็ได้แต่ไปกล่าวรับกันเฉยๆเป็นอัตวาทุปาทาน ยึดได้แค่วาทะกล่าว เป็นอัตตาอยู่อย่างเก่านั่นแหละ ไม่ได้แก้ไขความเห็น ไม่ได้แก้ไขจิตวิญญาณ ไม่ได้แก้ไขตามศีลตามพรตอะไร เพราะฉะนั้นก็ได้แต่ อัตตวาทุปาทาน ทิฏฐุปาทาน กามุปาทาน ก็อย่างเดิม แม้แต่เช่นพระชื่อดังที่กำลังดังตอนนี้ ทั้งโกงเงินตั้ง 180 ล้าน ทั้งเสพเมถุน ดัน เมถุนก็เป็นการเสพผิดเพศอีก พวกวิตถารอีก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็อย่างนี้เต็มเละกันอยู่ในวงเถรสมาคม ซึ่งอาตมาก็จำเป็นจะต้องบวชอยู่ในประเทศไทยที่มีสงฆ์ บวชเสร็จแล้วก็ไม่ไหว เราจะอยู่ต่อก็ไม่ได้ก็เลยต้องประกาศนานาสังวาสขอแยกออกมาบริหารเอง ไม่ไหวอยู่ด้วยไม่ไหว มันปนเละหมักหมมเน่าใน นี่เป็นสัจจะตามเรื่องจริงที่มันผ่านมาแล้ว อาตมาประกาศ นานาสังวาส สงฆ์หมู่ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่อง นานาสังวาส จัดการกับอาตมาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นบาปของท่าน เพราะท่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักธรรมวินัย มาจัดการกับอาตมา ก็เลยได้บาปซ้ำบาปซ้อนอะไรต่ออะไรกันไป อาตมาก็ได้แต่สมเพชเวทนา ไม่รู้จะทำยังไง มันสุดวิสัยที่จะแก้ ที่จะช่วย จนป่านนี้แล้ว ยิ่งเป็นหัวหน้าผู้ที่นำพา นึกว่าตัวเองเป็นผู้รู้ แสนรู้ นำหมู่ออกมาจัดการกับอาตมา ป่านนี้ท่านจะสำนึก ท่านจะรู้สึกว่าเราผิดแล้วหรือยังหนอ ก็ยังไม่รู้ได้ ก็น่าสงสารไป ส่วนอาตมานั้น อาตมาไม่มีปัญหาเลย อาตมาอยู่อย่างไรก็รอดตัว อยู่ยังไงก็อยู่ได้ อยู่ได้แม้แต่ในที่ร้อนขนาดไหนอาตมาก็สบายเย็น เพราะมีภูมิคุ้มกัน มีสิ่งที่ตัวเองสามารถที่จะคุ้มกันตัวเองได้ ไม่ละลายไป ไม่เสื่อมไป ไม่เพี้ยนไม่เปลี่ยนไปตามเขา เป็นผู้ที่มีทั้งเจโตและปัญญาที่พร้อมแล้ว 660508 ตอบปัญหา ใครคือเผด็จการ ใครคือประชาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #21 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน