สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เจโตสมาธิกับสัมมาสมาธิต่างกันไฉน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เจโตสมาธิกับสัมมาสมาธิต่างกันไฉน ในมหาจัตตารีสกสูตร มาคั้นเอาผลของจิต คือสมาธิ อย่างสัมมาสมาธิ ซึ่งแตกต่าง จากสมาธิที่ทำแล้ว จะได้มิจฉาทิฏฐิ 62 สมาธินั่งหลับตา เรียกโดยศัพท์ว่า เจโตสมาธิ ผู้ที่ทำเจโตสมาธิทั้งหลาย ที่นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป เรียกว่าเจโตสมาธิ ไม่ใช่สมาธิที่เกิดปัญญา สมาธิที่จะเกิดปัญญา กับสมาธิที่จะเกิดเจโตสมาธิ สมาธิที่จะเกิดเจโตสมาธิ คือนั่งสะกดจิตแล้ว เข้าไปอยู่ในภพ คุณก็ไม่มีปัจจุบัน คุณก็จะมีแต่อดีต กับจิตใจที่ปั้นอนาคต เป็นภพชาติ ใช้แต่สัญญา จะไม่มีทางเป็นปัญญาได้เลย การเรียนผิดๆ ว่านั่งสมาธิ สงบจิตในภพ แล้วปัญญาจะเกิด ไม่ได้หรอก มีแต่สัญญา ความจำเกิด แล้วระลึกรู้ หรือคิดเอง เรียกว่า ตักกะ ตรีกไตร่ตรอง สร้างไปเอง มีแต่อดีตกับอนาคต ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เรียนรู้กันมา อย่างไม่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า เสื่อมไปจน ยิ่งหลงว่าตนเองเจริญ แต่แท้จริงยิ่งเสื่อม เสื่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 นั่งหลับตาสมาธิ ที่จะเกิดทิฏฐิ 62 เท่านั้น ทั้งหมดไม่มีอย่างอื่นเลย จะเกิด ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ แล้วนอกนั้นก็จะมี อปรันตกัปปิกาทิฏฐิ 44 มีปัจจุบัน 5 ในนั้นด้วย กาม ฌาน 1-4 ซึ่งถ้าปฏิบัติผิด ก็คือปฏิบัติหลับตา ฌานก็เป็นฌานหลับตา กามก็เป็นกามหลับตา คือปิดทวารทั้ง 5 แต่ดันฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งให้เกิดรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสใน ภพ ปัจจุบัน หากเราได้รสอร่อยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง 5 ทวารเป็นรสเก๊แล้วยังดันนั่งหลับตา ไปสร้างรสเก๊ในจิตอีก มันเก๊ซ้อนเก๊อีก คนที่ตายไปแล้ว ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ตายไปแล้ว เขาก็มีกามเหมือนกัน ตายไปแล้วไม่มีองคาพยพภายนอก มีแต่จิตวิญญาณแท้ๆ จิตวิญญาณก็ยังหลงกาม ก็จะหลอกลวงไปใหญ่โต อย่างคนฝัน ในฝันมันซ้อนลงไป เราจะไ

อ่านต่อ

ม่รู้ตัวเลย เราจะไม่รู้สึกว่าเราเกี่ยวข้องกับอันอื่นๆ ก็จะยิ่งเป็นลักษณะของจิตแท้ๆ ไม่มีอะไรแบ่ง เอาความรู้สึกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นความรู้สึกเต็มๆในจิต จะยิ่งมีอุปาทาน กิเลสยิ่งรวมตัว เต็มที่ด้วยความหลง ความไม่รู้ด้วยอวิชชา อาตมาจึงพยายามอธิบาย ตั้งแต่ทำงานศาสนา จนถึงทุกวันนี้ ก็ย้ำเรื่องสมาธินี้ แค่นี้ให้เข้าใจ ให้รู้สึกกันว่า นั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ แต่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ปฏิบัติเป็นอุปการะ นั่งสมาธิหลับตา มีอุปการะอะไรบ้าง ๑. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก ๒. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ มันฟุ้งซ่านไปเป็นกาม พยาบาท หรือง่วง ถีนังมิทธัง ตกลงไป จะเรียนรู้จิต หรือเรียนรู้สะกดจิต ให้เป็นหนึ่ง ลงไปแบบเจโต ๓. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เอาสัญญามาตรวจสอบเหมือนวัวเคี้ยวเอื้อง ตรวจสอบเตวิชโช เราผ่านอะไรมา รู้ทันกิเลสเกิดหรือไม่อย่างไร เรามีกิเลสไปในกรรมกิริยา หรือกำลังระวัง เกิดแล้วคว้าทัน หรือไม่ทันไปออกฤทธิ์ออกเดชอย่างไร ก็ตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมาก่อน ตรวจดูว่า กิเลสมันเกิด กรรมกิริยามันเกิด โดยเฉพาะมีกิเลสเกิดร่วม ขณะทำการงานอาชีพ ขณะทำ ขณะพูด ขณะคิด มีกิเลสปรุงแต่งหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วทุกขณะ ไม่มีกิเลสเกิด คนเป็นอรหันต์แล้ว ตรวจสอบตลอดเวลา ขณะเรามีชีวิตประจำวัน กิเลสเราก็ไม่เกิดเลย ในทุกๆผัสสะ กรรมกิริยาทุกความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งดินน้ำไฟลมวัตถุ ไปจนกระทั่งวัตถุผู้คน การแสดงออก แม้เชิงคิด กระทบสัมผัสอยู่ กิเลสก็ไม่เกิดเลย พระอรหันต์ ก็เป็นคนอย่างนั้น ตรวจสอบได้ว่า อาสวะเราสิ้นแล้ว กิเลสไม่เกิด มีชีวิตในแต่ละวันๆ กระทบสัมผัส เกี่ยวข้องกับอะไรทางโลก นั่นคือผู้มีฌาน มีสมาธิสมบูรณ์ ได้ฝึกเพ่งเผากิเลส ฌานไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตเป็นแท่งก้อน แล้วหยุดแข็งทื่อ เป็นพรหมลูกฟัก แบบนั้นไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่สมาธิ แต่ต้องอ่านเข้าไปในจิต แล้วทำให้สะอาด เราใช้ทั้ง เวทนาสัญญาสังขาร เจตสิก 3 สัญญาคือสิ่งที่เราต้องฝึก ให้มันกำหนดรู้ มีหน้าที่ กำหนดรู้ สร้างกำหนดหมายนิมิตหมาย สั่งให้จิตมันสัมผัสกับอะไร ก็พยายามตรวจสอบ รู้ให้ได้ว่า อะไรคืออะไร ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ในจิตเจตสิกต่างๆ เวลาจะตรวจสอบอะไร ก็ตรวจสอบที่ สังขาร กับเวทนา สังขารคือจิตมันรวมปรุงแต่งออกมา เป็นองค์รวมของการปรุงแต่ง ออกมาปุ๊บ ก็เกิดเวทนาปั๊บ เวทนากับสังขาร มันปรุงแต่ง กายสังขาร วจีสังขาร ปรุงแต่งก็ออกมาเป็นอารมณ์ อารมณ์อย่างนั้น จะเป็นการปรุงแต่งอย่างเร็ว คน ไม่ได้ศึกษา ก็จะรู้ไม่ทัน ชอบหรือไม่ชอบ สุขหรือทุกช์ ผลักหรือดูด ทันทีขึ้นมา คนที่รู้สังขาร วิจัยสังขารออกมาเป็นเวทนา ในกระบวนการของเวทนา ถึงได้แยกออกไป ถึงร้อยแปด เวทนา เป็นกรรมฐานหลัก ของศาสนาพุทธ แต่มันได้ผิดเพี้ยนไป ในความรู้นี้แล้ว โบราณอาจารย์ได้บอกว่า กรรมฐานมีกสิณ 40 ซึ่งเป็นการสะกดจิต แต่ที่จริงแล้ว จะเอาเกินกว่า 40 ก็ได้ เอาชมพู่เป็นกสิณ เอาลูกแก้วเป็นกสิณ ในกสิณ 40 ไม่มีลูกแก้วนะ ในกสิณ 40 ของพุทธโฆษาจารย์ไม่มี แต่ธรรมกายใช้ลูกแก้วเป็นกสิณ อาตมาเห็นชมพู่ ก็หยิบชมพู่มาเป็นอุปกรณ์อธิบายธรรมะ ใช้ชมพู่เป็นกสิณก็ได้ อะไรก็ตาม ที่ใช้เป็นเครื่องมือ ให้จิตจดจ่อให้นิ่ง นั่นคือวิธีรวมจิต สะกดจิตก็ได้ ใช้อะไรเป็นสื่อ กสิณคืออะไร ที่ทำให้เราจดจ่อจดจ้อง แล้วรวมจิตให้นิ่ง ไม่มีพลังงานอะไรออกไป อย่างเดียว ถ้านิ่งอยู่นั้นเขาเรียกว่า ฌาน หรือมีผลเป็นสมาธิ เขาเรียกโดยศัพท์ว่า เอกัคคตาจิต ที่นิ่งเป็นหนึ่งอย่างเลิศ ความจริงแล้ว ของพระพุทธเจ้านั้น ลืมตา มีกสิณเป็นเวทนา อ่านจิตให้ออก โดยเฉพาะ เวทนาที่สำคัญมาก คือ มโนปวิจาร 18 ซึ่งเป็นแกนกลาง ที่จะปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้ลืมตาปฏิบัติ ต้องเข้าใจ มโนปวิจาร เนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา ว่าจิตใจเรา มันปรุงแต่งไปเป็น เคหสิตเวทนากลายเป็นรสโลกีย์ แล้วเรารู้ทันวิจัย มีฌาน คือเพ่งรู้แยกแยะกิเลสออก ในสังกัปปะ 7 อาการในกาม พยาบาท ที่ปรุงแต่งในจิต จัดการอาการกามได้ หยุดอาการกาม ด้วยกดช่ม วิขัมภนปหาน ว่าเอ็งอย่ามาหลอกข้า เอ็งเป็นผี เอ็งอย่ามาหลอกข้า เอ็งไม่ใช่ตัวจริง เป็นของหลอก เรียกว่าผี ไม่ใช่สิ่งดีเลย คือสิ่งโง่ พูดเหมือนกับคนละชิ้น แต่ที่จริงแล้ว เป็นจิตตัวเอง รู้กามพยาบาท ว่ามันไม่ใช่ของเที่ยงแท้ มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ วิหิงสาคือกามพยาบาท ที่เหลือเป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไป ทำให้อย่างหยาบ โอฬาริกอัตตา ตาหูจมูกลิ้นกาย ล้างกามในจิตออกไปก่อน กระทบสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเกิดกิเลสสองตระกูล คือ กาม กับ พยาบาท หรือโลภกับโกรธ อ่านอาการจิต ว่ามันเป็นเช่นนั้น อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วทำให้อาการนั้น มันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นจาก กาม พยาบาทได้ เรียนรู้ในชีวิตสามัญ เอากิเลสออกได้เรื่อยๆ จิตใจก็สะอาดขึ้น ตกผลึกเป็นสมาธิ ทำให้สะอาดขึ้น ท่านเรียกว่า ทำฌาน ไฟฌาน เป็นพลังงานที่ไปล้าง ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทำให้จิตสะอาดตกผลึกขึ้น เป็นสมาธิอย่างแท้จริง ลืมตาทำนี่ศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตาทำนั้น ไม่ใช่วิธีของศาสนาพุทธ ก็คงพูดจนตาย เรื่องนี้

600409_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน