สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุดยอดของมนุษย์คือการให้(1).docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุดยอดของมนุษย์คือการให้ พ่อครูว่า...ในหลวงท่านตรัส ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ ก็บอกว่า ฟังแล้วไม่ใช่ พูดอย่างนี้ได้อย่างไร ตามที่ในหลวงท่านตรัส คือในหลวงท่านตรัส อย่างจริงพระทัย ท่านเป็นคนจริงจังและตรงๆ ไม่เหมือนลีลาอาตมา อารมณ์ท่านเป็นอารมณ์จริงๆจัง แต่อารมณ์อาตมามีอารมณ์เล่นๆ แต่แสดงธรรมะจริงจัง แต่เวลาธรรมดาสามัญ อาตมาจะอีกแบบ การแสดงการกระทำ ก็คือกรรม การกระทำนั้น ถ้ามันเสีย ไม่ใช่เสียหายนะ เสียสละไป นั่นแหละเราได้ นี่คือความหมายจบ กรรมทุกกรรมที่ทำไป คือกรรมเสียสละ แต่ทุกอัน นั่นแหละคือคุณได้ ทุกอัน สรุปจบอย่างนี้ อาตมาก็เน้นขยายอีกที ขอขยายที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า การเสียสละไป คือการให้ผู้อื่น การให้แก่ผู้อื่นนี่แหละ เป็นเรื่องความดีสุดยอดที่สุดแล้วในมนุษย์ มนุษย์ใดที่ทำการให้ ด้วยจิตสุดยอดตรงที่ ให้แล้วไม่มีอะไร หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ประเสริฐ เอกบุรุษ จบ มนุษย์ใดที่ทำอะไรก็แล้วแต่ได้แต่ให้ กับไม่มีจิต ต้องการอะไร ตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ เรียกว่าอะไร ทำได้ตลอดเวลาเรียกว่าอรหันต์ ทำได้ยังไม่ตลอดเวลา ก็เป็นอนาคามี ทำได้แย่กว่าอนาคามี ก็เป็นสกิทาคามี ทำได้บ้างก็เป็นโสดาบัน ทำไม่ได้เลย ก็เป็นปุถุชนธรรมดา เพราะปุถุชน แม้จะทำให้แก่ใครก็แล้วแต่ จะไม่คิดว่า จะไม่คิดหวังว่า เราจะได้อะไรตอบแทนก็ตาม แต่ถ้าพูดขึ้นมา ก็ยังอยากจะได้อะไรตอบแทนอยู่ นั่นแหละในปุถุชน แต่ผู้มีจิตจริง อ่านอาการจิตตนจริง ถ้าเข้าใจจุดนี้ ก็คืออรหันต์ ในบารมี ๑๐ ทัศ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ในบารมี ๑๐ นี้ ผู้บำเพ็ญคือบำเพ็ญในการเป็นผู้ให้ แล้วจิตก็จะเป็นเมตตากับอุเบกขา จบหัวท้า
อ่านต่อ
ย พระอรหันต์คือ ผู้ที่มีจิตใจเป็นตัวให้ กับมีเมตตากับอุเบกขา ผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นเสขบุคคล คือต้องมี ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เสริมหนุนให้ให้ได้สำเร็จ จนจิตหมดกิเลส ไม่มีตัวตน เหลือเป็นพระพรหม มีเมตตากับอุเบกขา เมตตาคือหัว อุเบกขาคือท้ายของอุเบกขา กรุณา มุทิตาคือการกระทำ แต่เขาแปลว่า เมตตาคือต้องการให้คนพ้นทุกข์ กรุณาคือต้องการให้คนเป็นสุข ไม่ใช่ เมตตาต้องการให้คนพ้นทุกข์ หรือมีสุขแบบวิเศษ เป็นวูปสโมสุข กรุณาคือลงมือช่วย เมื่อต้องการให้เขาเป็นสุขแล้ว อย่าเฉยเมยเอาแค่ในใจ ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ ต้องการให้เขามีสุข แล้วเมื่อไหร่จะช่วย กรุณาคือการลงมือช่วย มุทิตาคือ อนุโมทนาที่คุณพ้นทุกข์ คุณเป็นสุขแล้ว แล้วก็ อุเบกขาคือใจวางเฉย เมื่อทำได้สำเร็จแล้ว ไม่ต้องไปจำหรือทวงบุญคุณอะไร ศาสนาไหนก็ต้องการแบบนี้ แต่จะมีทฤษฎีที่สอน จนกระทั่ง จิตใจสามารถเปลี่ยนแปลง เป็นจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจมีการเสียสละ มีการให้อย่างเป็นรูปแบบ เป็นจิตใจของพรหมวิหาร 4 เรียกว่าอัปปมัญญา 4 เป็นจิตยิ่งใหญ่ เป็นพระพรหมที่แท้จริง ส่วนแบบเทวนิยมนั้น จะทำให้จิตใจเป็นพระพรหม แบบเทวนิยม นั่งหลับตาก็ได้ พรหมอรูปพรหมในภพ ไม่ได้เรียนรู้ลดละกิเลส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ที่ไปเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินตามกิเลส ก็จะไม่รู้จัก เมื่อไม่รู้จักก็ไม่รู้ว่า โลกธรรมคืออะไร ลาภยศสรรเสริญกามารมณ์ ก็ไม่รู้เรื่อง เมื่อไม่รู้เรื่อง ตัวเองก็กลายเป็นคนติด จึงมีอรหันต์ที่ติดหมากติดพลู ติดลาภยศสรรเสริญ ติดแม้กระทั่งรถเบนซ์ จนจะถูกยกเป็นผู้ใหญ่ที่สุด ในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจึงสิ้นไร้ไม้ตอก นอกนั้น ก็มีศาสนาพุทธที่คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา เป็น learned man เอาคำสอนพระพุทธเจ้า มาธิบายให้เก่ง ก็เรียกว่าเจริญ แต่ถ้าเก่งในทางตำรา แล้วสัมมาทิฏฐิ ก็จะปฏิบัติตน จนเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มารื้อขนสัตว์ ไม่ใช่เก่งแต่ในตำรา แต่ไม่สามารถทำหมู่กลุ่ม ชัดเจน พากันมาพ้นมิจฉาอาชีวะ พ้นกุหนา ลปนา มีอาชีพที่ดีขึ้นตามลำดับ พ้นเนมิตกตา พ้นนิปเปสิกตา มีสัมมาอาชีพจนพ้นลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ถ้าไม่สามารถมีรูปธรรมอย่างนี้ได้ แม้จะเก่งในรูปธรรมอย่างไร ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ มีแต่พระที่มาปฏิบัติธรรมเป็นหมู่ใหญ่ พากันนั่งหลับตา กุหนา ลปนาก็พอรู้เลาๆ บอกให้เลิกได้ แต่ก็ไม่เกิดหมู่กลุ่มที่ขนาด ในหมู่กลุ่มนี้ ไม่มีคนที่ กุหนา ลปนาเลย แต่กลับมีแต่สังคมที่เกิดความหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม เหมือนธรรมกาย แต่ถ้าสังคมที่ทำถูกพุทธแล้ว จะไม่มีกุหนา ลปนาเลย ธรรมกายนั้นหลอกลวง ฝากเงินรับของโจร ใช้คำหว่านล้อม ซับซ้อนในวาทกรรมต่างๆ จนคนหลงโง่ ตามไปเป็นเหยื่อเต็มไปหมด ในศาสนาในกลุ่มหมู่ชุมชนพระพุทธเจ้า จะไม่มีแบบนั้น มีแต่ในชาวอโศก จะพ้น กุหนา ลปนา อาจจะมีเนมิตกตา คือปฏิบัติธรรมไปตามขั้นตอน ลดละไปตามลำดับ ได้แล้วก็ไม่ไปมอบตนในทางผิด ไม่ไปรับใช้พวกขี้โกงทั้งหลาย แม้แต่นายทุน ก็ไม่ไปรับใช้ แต่ก็จะมีบ้างที่ไป ที่มาเป็นอย่างนี้ มีให้เห็นเป็นรูปธรรม แม้แต่มาทำงานฟรีได้ ก็ไม่มีสำนักไหนมาพูด หรือแม้แค่มิจฉาอาชีวะ 5 ก็ไม่เห็นสอนกัน ทั้งที่มีในพระไตรปิฎก แม้แต่มิจฉากัมมันตะ 3 คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดผัวเขาเมียใคร มีแต่อโศกที่สอนให้พ้นได้ พ้นถึงขั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็อ้างว่า ฆ่าสัตว์มาเพื่อกิน แต่ที่นี่กินพืชผักผลไม้ได้ ไม่ต้องฆ่าสัตว์ แม้เขาเอาเรื่องอาตมาจนตอนนี้ เขาหยุดเอาเรื่องแล้ว อาตมาไม่ได้หยุดทำนะ ไม่หนีอย่างธัมมชโย ทำอย่างออกอากาศ ทางโทรทัศน์เลยนะ ต่างกับธัมมชโย ที่หนี ไม่รู้ไปอยู่รูไหน ไม่กล้าไม่อาสโภเลย มีแต่อสุรกาย ต้องตั้งชื่อสำนักว่าเป็นสำนักอสุรกาย แต่กลับไปเอาชื่อ ธรรมกายมาตั้ง เราเน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น ไม่เอาแบบสะเก็ด เอาแบบแก่นเนื้อ แม้จะลากมายาก เดินหน้าได้อยู่ แม้จะถอยกลับบ้าง เดินหน้าบ้าง แต่อัตราก้าวหน้าได้มากกว่า เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น ไม่มียอมแพ้ เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น อาตมาถึงทำอย่างจริงจัง ไม่เหยาะแหยะ จึงเป็นบุคลิก ที่คนอาจจะรับไม่ได้ ทำไมพูดธรรมะ จึงต้องเน้นต้องจริงจัง ก็มันเป็นของจริง จะไปเหยาะแหยะได้อย่างไร ไม่ทำอย่างลูบคลำเหยาะแหยะ คนที่จะมาปฏิบัติกับอาตมา ถึงต้องเป็นคนที่กล้า และเอาจริงเอาจัง
600118_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก สังคมคนจนที่ขาดทุนแบบผู้เจริญ