581229 ข้อสอบอัตนัย(ข้อเขียน)ว.บบบ.ครั้งที่ 4 สำหรับผู้สอบรับเข็ม 4.docx

โฟลเดอร์ข้อสอบรุ่น๔
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข9 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ข้อสอบอัตนัย(ข้อเขียน)ว.บบบ.ครั้งที่ 4 สำหรับผู้สอบรับเข็ม 4 (เฉลย) คำชี้แจงข้อ 1-15 ให้เติมคำตอบอย่างสั้นกระชับได้ใจความที่สุด(ข้อละ 1 คะแนน) คำถามสำหรับข้อ 1-15เมื่อตามองเห็นทุเรียน หรืออาหารที่ชอบกิน แล้วจิตก็เกิดอาการอยากกินถามว่า....... อะไรคือ รูปกาย.. องค์รวมของตาที่กระทบรูปทุเรียนแล้วเกิดวิญญาณ อะไรคือ นามกาย.. องค์รวมของญาณปัญญาของเรา(จิต)ที่รับรู้อาการของวิญญาณที่เกิด ภาวะธรรมะสองที่เกิดคืออะไร.. เกิดเคหสิตเวทนาสุขและทุกข์ จงอธิบาย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของรูปกาย….. ทุเรียนมีรูปสีกลิ่นรสต่างๆ ต่างจากกล้วย เห็นแล้วเราก็กำหนดหมายว่าคือทุเรียนเลย จงอธิบาย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของนามกาย. อาการอยากกินทุเรียนนี้ต่างจากอาการอยากกินกล้วย ต่างจากอาการไม่อยากหรือเฉยๆ มันมีความแรงเบาต่างกัน กำหนดรู้ได้ จงบอกอธิวจนสัมผัสโสของรูปกายที่เกิด. ทุเรียน จงบอกอธิวจนสัมผัสโสของนามกายที่เกิด. .ความอยากกินทุเรียน จงบอกปฏิฆสัมผัสโสของรูปกายที่เกิด. ตากระทบรูปทุเรียน จงบอกปฏิฆผัสโสของนามกายที่เกิด. จิตเราอยากกินทุเรียน จงบอกรูปกายของโลกียะที่เกิด .องค์รวมของตาที่กระทบรูปทุเรียนแล้วเกิดวิญญาณ จงบอกนามกายของโลกียะที่เกิด . อาการอยากกินต้องเอามากินให้ได้ด้วยวิธีใดก็ตาม จงบอกรูปกายของโลกุตระที่เกิด .องค์รวมของตาที่กระทบรูปทุเรียนแล้วเกิดวิญญาณ จงบอกนามกายของโลกุตระที่เกิด. อาการอยากนี้มันเป็นทุกข์ ทำการกำจัดเหตุคือกามตัณหา+ภวตัณหา ให้หมดไปตามลำดับ จนกระทั่งสิ้นตัณหาในภพ เป็นวิภวตัณหาหรือหมดสิ้นตัณหาในภพเป็นสุญญตา ปุถุชนที่ชอบกินทุเรียน กับพระอนาคามี ได้กินทุเรียนเหมือนกัน แต่ละคนจะมีความรู้สึก(เวทนา)เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร..... ..ปุถุชนและอนาคามีก็รับ

อ่านต่อ

รู้รสของทุเรียนที่มีความหวาน มีกลิ่น มีความเย็นร้อนอ่อนแข็งเหมือนกัน(รูปกาย) แต่ต่างกันที่นามกายของปุถุชนจะมีได้ทั้งเคหสิตโสมนัสเวทนาหรือเคหสิตโทมนัสเวทนาหรือเคหสิตอุเบกขาเวทนา ส่วน อนาคามีจะมีแต่อาการจิตที่หมดกามราคะเหลือแต่รูปราคะหรืออรูปราคะที่เป็นเนกขัมสิตโสมนัสหรือโทมนัสเวทนาหรือเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ท่านเข้าใจ ที่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียว และ สัจจะไม่มีในโลก หมายความว่าอย่างไร? สัจจะนั้นมีหนึ่งเดียว หมายความว่า ความจริงมีอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่๒ไม่มี ส่วนสัจจะไม่มีในโลกนั้น หมายความว่า ผู้ที่ยึดสัจจะว่าของตนเท่านั้นถูกต้องเป็น๑เดียว สามารถปล่อยวางความยึดของตนได้ เป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในภาวะนั้นโดยตนเอง จึงเป็นไปเพื่อร่วมกับหมู่หรือผู้อื่นได้ด้วยดี ผู้นี้จึงเข้าถึงความไม่มีตัวตน สบายไป สัจจะไม่มีในโลกจึงคือความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสัจจะนั้น ๆ หรือไม่ไปมีสัญญายึดสัจจะนั้น ๆว่าเที่ยงอีกต่อไป คำชี้แจงข้อ 16-20 ให้บรรยายคำตอบให้ได้ใจความที่สุด(ข้อละ 7 คะแนน) จงบอกสมถะวิธีและวิปัสสนาวิธี ในการตัดกิเลส พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ตรวจตามวิจารณญาณของผู้ตรวจ... อัตตาคืออะไร ท่านมีวิธีจัดการกับอัตตาของท่านอย่างไรพร้อมยกตัวอย่างประกอบ อัตตา คือจิตใจเราที่ถือดี ถือตัว ยึดเป็นเรา เป็นของเรา(อัตตนียา) หรือที่เรียกันว่าเป็น “ตัวกู- ของกู” หลักการศาสนาของศาสนาพุทธเหนือกว่าศาสนาใดๆ อยู่ตรงที่มีการลดอัตตา ทำลายอัตตา จนหมดความเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าแยก “อัตตา” เป็น ๓ชนิด คือ ๑ . โอฬาริอัตตา คืออัตตาที่หลงยึดข้าวของเงินทอง วัตถุภายนอกใหญ่โตหรูหรา เป็นตัวกู - ของกู ๒ . มโนมยอัตตา คืออัตตาที่เกิดจากจิตปั้นสวรรค์วิมานหรือรูปต่าง ๆขึ้นมาเองได้สำเร็จ ๓ . อรูปอัตตา คืออัตตาที่หารูปมิได้ เช่น ยึดทิฐิ ( ทฤษฎี ) ยึดความเก่ง ยึดหัวไอ้เรือง เป็นอัตตา วิธีลดอัตตา ทำได้หลากหลายวิธี เช่น ให้มีความอ่อนน้อม - ถ่อมตนเป็นคนรับใช้ น้อมรับคำตำหนิ ติติงจากผู้อื่น ยินดีที่จะเป็นคนเล็กคนน้อยที่จะลดค่าลดความสำคัญของตัวเองไปสู่ศูนย์ รูปนามคืออะไร ท่านพิจารณารูปนาม ในชีวิตของตัวเองอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ “รูป - นาม” คือสภาพของ ตัวรู้ และ ตัวถูกรู้ เช่น มีกายเป็นรูป มีจิตเป็นนาม หรือมี จิตหรือเจตสิกเป็นรูปแล้วมีปัญญาของเราเองอีกแหละเป็นนาม เราเอารูป - นามมาปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันได้รู้ โดยการเรียรู้ความติดยึด ในรูปนามที่เกิดขึ้น ขณะมีกระทบสัมผัส แล้วทำความจักรู้แจ้งรู้จริง ในความเป็นจิตของตน ที่มีอาการเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในภาวะที่ตนเคยติดยึดนั้นๆ ลาภยศสรรเสริญ สุข เป็นอันตราย อันแสบเผ็ด ในชีวิตของท่าน หรือไม่?เพราะอะไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ลาภยศสรรเสริญ สุข ไม่ได้เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดต่อชีวิตของเราเท่านั้น ยังเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดต่อพระอรหันต์ ได้อีกด้วย ที่ว่าจะเป็นอันตรายต่ออรหันต์ ก็เพราะอรหันต์จะต้องทำงานกับสังคม ซึ่งมีโอกาสทำผิดพลาดได้ เพราะถูก – ผิด เป็นสมมุติสัจจะ คนดีๆนี่เมื่อมีเรื่องเสียหายย่อมแสบเผ็ด นอกจากคนหน้าด้าน แต่อรหันต์นั้นไม่หน้าด้าน แม้อรหันต์ก็มีอันตรายอันแสบเผ็ด อรหันต์บางองค์ก็ทำผิด ก็แสบเผ็ด เพราะทำงานไปก็เกิดลาภยศสรรเสริญ หากไม่ระวัง ลาภยศสรรเสริญมันจะแว้งทำให้เราเสียหายได้ ท่านทำฌาน เป็นหรือไม่? ในชีวิตจริงๆ ทำอย่างไร? พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ตรวจตามวิจารณญาณของผู้ตรวจ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน