ผมมีแฟน ผิดหรือเปล่าครับ แล้วผมควรจะทำอย่างไร
เนื้อหาในไฟล์
ผมมีแฟน ผิดหรือเปล่าครับ แล้วผมควรจะทำอย่างไร (ผมรักเขามากเสียด้วย) (เสียงหัวเราะ)
อ้า! คนที่ไม่รู้จักสัจธรรมก็ย่อมไปหาทุกข์ใส่ตัวยังงี้แหละ คนมีแฟน ถ้าแฟนนอกใจนี่จะเสียใจไหม ถ้าคนไม่มีแฟน แล้วคนนั้นไม่ใช่
แฟน เขาไปนอกใจเรานี่จะเสียใจไหม ก็เฉยๆ ก็เราอยากไปมีแฟนมาเอง ก็หาเรื่อง ถ้าเขาไม่รักเรา เราก็เสียใจ เป็นแฟนนี่น่ะ ไปนอกใจก็เสียใจ ไปรักเขาก็ห่วงหาอาวรณ์อะไรต่างๆ เมื่อเช้านี้อาตมาพูดไปแล้วด้วยเรื่องรัก
ในแบบกามมันก็ทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรักก็รักอย่าง
เอ้อ อย่างคุณธรรม รักอย่างเมตตา เกื้อกูล ปรารถนาดีกัน ซึ่งการรักเมตตาปรารถนาดีนี้ ก็ที่จริงก็ยังไม่ได้สุดหรอกนา ก็ไขต่อเมื่อเช้า ไปรักอย่างเมตตาเกื้อกูลนี่นา บางทีเราก็รักห่วงเขามาก อยากให้เขาดีๆ ปรารถนาดีๆ ไม่เห็นแก่ตัวหรอก แต่มันก็ห่วง เหมือนอย่างกะพ่อแม่รักลูกนี่แหละ อยากให้ลูกได้ดี มันก็ห่วง ไม่ได้รักมาเห็นแก่ตัวหรอก มีอะไรก็อยากให้ทั้งนั้นแหละ แต่มันก็ยังไม่สุดทีเดียว มันก็ยังทุกข์ เพราะฉะนั้นการรักของพระพุทธเจ้าจึงไม่มี ในศาสนาพุทธจึงไม่มีรัก ที่ไหนมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ (เสียงตอบทุกข์) เอ้… รู้เหมือนกันนะ
พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ถ้ามีรักร้อย ทุกข์ (เสียงตอบ)ร้อย มีรักเก้าสิบ (เสียง) มีทุกข์เก้าสิบ มีรักแปดสิบ ทุกข์ (เสียง) แปดสิบ มีรักห้าสิบ ทุกข์ (เสียง) ห้าสิบ มีรักสิบ ทุกข์ (เสียง) สิบ มีรักห้า(เสียง) ทุกข์ห้า มีรักสี่ (เสียง) ทุกข์สี่ มีรักหนึ่ง (เสียง) ทุกข์หนึ่ง มีรักศูนย์
(เสียง) ไม่มีทุกข์เลย ทุกข์ ใช่ ศาสนาอื่นที่มีความรักอยู่อย่างนั้น ยังไม่สมบูรณ์หรอก ยังทุกข์ แต่ว่าอาตมาพูดเมื่อเช้านี้ พูดไปขั้นตอนหนึ่ง รักอย่างมีประโยชน์ รักอย่างใดถึงไม่บาปเท่านั้นเอง แม้รักเป็นบุญ บาปบุญยังไม่ใช่นิพพาน นิพพานน
อ่านต่อ
ี่เหนือบาปเหนือบุญ นิพพานนี่ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ แล้วก็วางใจอีกชั้นหนึ่งเลยว่าแม้บุญนี่ก็ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา ทำบุญฟรี ทำบุญไม่ต้องหลงใหลว่า นี่เป็นบุญของเรา นี่เป็นของของเรา นี่เป็นบารมีของเรา นี่เป็นความดีของเรา ไม่ยึดถือ ใครจะมาลบหลู่ความดี ลบไปซี เราไม่ถือเป็นของเราแล้ว เราจะไม่ทุกข์ร้อน เราจะไม่เดือดร้อนอะไรเลย นี่เหนือบาป เหนือบุญ เพราะฉะนั้นถ้ายังรักก็อย่าไปถือเอาว่านั่นเป็นของเรา อยากจะให้เขาได้ดี เหมือนพ่อแม่ว่าลูกของเรา อยากให้ลูกของเราได้ดี ปรารถนาดี ไม่ต้องการมาให้เรา เราต้องการให้ลูก แต่ก็ยังห่วงหาอาวรณ์
เพราะฉะนั้นเราทำเท่าที่ควรทำ ทำให้ดีที่สุด ได้เท่าที่ได้แล้วก็แล้วไป แล้วก็ตัด ได้แล้วก็ตัดๆ วางเป็นของธรรมดา อะไรเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าได้ศึกษาจนกระทั่งถึงตัวเรานี่นะ แม้แต่เนื้อแต่กาย แม้แต่ร่างกายนี่ ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา แม้
แต่จิตวิญญาณที่ดีที่สุด อย่างพระพุทธเจ้านี่ มีจิตวิญญาณที่ดีที่สุด จิตวิญญาณที่ดีที่สุดพระพุทธเจ้าก็ต้องวาง ที่จริงก็ของท่านนั่นแหละ ท่าน โอ้โฮ! พัฒนาจิตวิญญาณมา จนกระทั่งถึงสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ท่านก็ต้องปล่อย แยกธาตุแยกขันธ์กันไปหมด ไม่ดึงดูดมาเป็นเราอีกเลย จึงจบปรินิพพานได้ พระอรหันต์ก็ต้องวางจิตวางใจอย่างนี้เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น ในลักษณะของสภาพที่ว่า เราจะรัก มันจะเป็นทุกข์อย่างนี้
ทีนี้คนที่บอกว่ารัก มีแฟนผิดหรือเปล่า ถ้าจะพูดถึงเรื่องปรมัตถ์ ในเรื่องสัจธรรมชั้นสูง มันก็มีความผิด หาความทุกข์ให้ตัว มันผิดนะ ก็ถามแต่ต้นแล้วไง ว่ามีแฟนแล้ว ไปข้องใจ แล้วผิด รู้หรือเปล่าทุกข์ ก็หาเหาใส่หัว ลดกิเลสสิ แล้วบอกว่า ผมรักเขามาก นั่นแหละ ระวัง นี่รักมากเป็นไง (เสียงหัวเราะ) ยิ่งทุกข์มาก ระวังเหอะ ฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ ทำดีกันไป โอ้โฮ ตราตรึงใจกันไปชาติแล้วชาติเล่าเลย แหม วาสิฏฐีกะกามนิตไปด้วยกัน ถึงสวรรค์ไปอีก ที่จริงสวรรค์ลวง สวรรค์สร้างปลอมๆ ไม่มีจริงหรอก มันจะผูกพันกันไปอย่างนั้นแหละ และอุปาทานนี่มันก็ติดยึดจริงๆ ข้ามชาติเลยนา ข้ามไปอีก ได้เหมือนกันอีกนะอุปาทานนี่ แต่ล้างอุปาทานได้หมด ล้างอุปาทานได้หมดจึง
เห็นว่าอุปาทานนั้นไม่ใช่ของจริงมันสูญได้ แต่ในฐานะที่เราหลงนี่มันมีจริงๆนะ มันมีจริงๆ อุปาทานนี่มีจริงๆ เป็นตัวเป็นตนเป็นโอ้โฮจริงจังเหลือเกิน อื้อฮือ ดูเหมือนจริงจัง เหมือนยังงี้อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างเรากินของอร่อยนี่ ใคร ใครอร่อยอะไรนี่นะ จะให้ว่ามันอร่อยไม่มีไง กินทีไรมันอร่อยทุกที ไหนว่าอร่อยไม่มีไง กินทีไรมันก็อร่อยทุกที นั่นแหละอุปาทาน มันอร่อยจริงๆ แต่เรามาปฏิบัตละจางคลายเข้าจริงๆ มันจะ ความอร่อยนี่ค่อยๆลดลงๆ จนกระทั่ง เออ! มันไม่เห็นอร่อยเอร่ยอะไร พิจารณาด้วย เห็นจริงด้วยว่ามันไม่ใช่ จริงๆมันไม่ใช่หรอก มันก็ยังงั้นแหละ มันหวานก็หวาน ยังงั้นแหละ ไปหลงมันอร่อย มันขม บางคนชอบขมก็อร่อยนะ คนกินของขมๆอร่อยนี่ บางคนบอก แหม! ได้กินโอยัวะแก่ๆ ไม่ต้องใส่น้ำตาล โอ้ย! ขมจะตาย ถ้าใครไม่เคยไปซัดเข้าดูซี รับรองพรวดเลย ขมนา กาแฟยังงี้แก่ๆด้วยนา ขม ไม่ได้เรื่องนะ แต่เขาก็อร่อย เป็นอุปาทาน เพราะฉะนั้นแล้วแต่ใครจะไปติดไปยึดอะไร คนกินเผ็ดไม่ได้ ไปกินพริกเข้าดูซี รับรอง เอ้อ พรวดเลย แต่คนที่กินเผ็ดได้ โฮย (ซี้ด) อร่อย (ซี้ด) อร่อย ทั้งๆที่จะตายนา (ซี้ด) อร่อยๆ จะตายนะนา ทรมานจะตายแล้วบอกอร่อย นี่อุ
ปาทานทั้งนั้นน่ะ คิดดูซิ แล้วมันดูเหมือนจริงๆนะ
อาตมามีน้องสาวคนหนึ่ง ชอบส้มตำแล้วต้องเผ็ดๆด้วยนะ เผ็ด กินทีไร เป็นลมทุกที แต่พอเขาตำมาทีไร อดไม่ได้กินทุกที นี่ กิเลสมันแรงถึงขนาดทั้งๆที่รู้ว่ากินแล้ว เสร็จแล้วก็เผ็ดแล้วมันก็ร้อนตัวเองแล้วมันก็เป็น ก็เป็นลม เผ็ดแล้วก็ต้องเป็นลม เป็นลมไปก็ทุกข์ แต่พอหายแล้ว พอเห็นอีก อดไม่ได้ แหม มันน่ากิน อร่อยอีก กินอีก ก็เป็นลมอีก ขนาดนั้นจริงๆนะ คนเรานี่ อุปาทานมัน กิเลสมันแรงอย่างนี้ ฟังไว้นะ รักนี่ก็เหมือนกัน จะรักแฟน รักใครก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น เราพยายาม ถามอาตมาๆ ก็ต้องบอกให้เลิกนั่นแหละ ให้หาทางที่จะ
จะไปเลิกนั่นแหละ แต่อย่าไปเลิกกันอย่างโหดร้ายเลย ประเดี๋ยวก็ยิงกันฆ่ากัน เดี๋ยวจะหาว่าอาตมายุนะ ค่อยๆพูดกันดีๆ ค่อยทำให้ อย่าไปมองสิ่งที่มันติดตาตรึงใจ เป็นความปฏิพัทธ์ มันเป็นกาม ไอ้โน่นก็น่ารัก แหม ไอ้นี่ก็น่าใคร่ อะไรงี้ ถ้ายังงี้แล้วละก็พัง แบบนี้ไม่คลายหรอก ต้องมองหาจุดไม่น่ารัก ผู้ชายมองผู้หญิงให้เหมือน "ถุงขี้ผูกโบว์" (หัวเราะ) ผู้หญิงมองผู้ชายให้เหมือน "หนังควายหุ้มขี้" (เสียงหัวเราะ) นี่สูตรของชาวอโศกเรา มองให้เห็นเลยว่า ไอ้ถุงขี้ผูกโบว์ เอ๊ย ข้างในมีแต่ของเหม็นมาผูกโบว์เอาไว้ ทำเป็นมาตบมาแต่งส่วน
นั้นส่วนนี้ โอ๊ะ ถุงขี้ผูกโบว์แท้ๆ เหม็นจริงๆแต่ไปหลงใหล ของเหม็น ก็หอมได้ด้วยนะคนเรา แล้วจริงๆมันเหม็นนา แล้วผู้หญิงก็มองผู้ชาย (หัวเราะ) มองเหมือนอะไร เมื่อกี้บอกแล้ว (เสียงตอบ) หนังควายหุ้ม
ขี้ มองแล้วพิจารณาให้เห็นจริง มันไม่ได้น่ารักอะไรหรอก ในตัวนี่ตั้ง
แต่หัวยันเท้านี่ขี้ทั้งตัว ขี้ทั้งตัว ตั้งแต่ขี้หัวยันขี้เท้า หยาบๆก็ขี้ตีนนะ ขี้หมดทั้งตัวแหละ ขี้หัว ขี้ไคล ขี้โน่น ขี้นี่ ขี้หู ขี้ตา ขี้สารพัดขี้ ข้างในยังมีขี้อีก ในท้องเรายังมีขี้อีก จริงๆเป็นเรื่องที่น่าเกลียดไม่ใช่พูดเล่นนะ พิจารณาให้เห็นจริงๆ อย่าไปนั่งหลงใหลเลย พระพุทธเจ้าท่านสอนเรานี่ ถ้าเผื่อว่าท่านเบื่อหน่ายคลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็โกหกเราใช่ไหม แต่พระพุทธเจ้าท่านพิจารณาจริงๆ เบื่อหน่ายคลายได้ แล้วท่านก็มาสอนลูกศิษย์สาวก ลูกศิษย์สาวกก็เบื่อหน่ายคลายได้แล้ว รู้ความเบิกบาน รู้ความสงบ รู้ความไม่มีกิเลส เออ มันเป็นสุขยัง
งี้ สุขสงบเนี่ยเรียกว่า วูปสโมสุข สุขที่เป็นสุขอย่างโลกีย์ สุขัลลิกะ ที่อาตมาอธิบายไปเมื่อเช้านี่ เป็นสุขตอแหลน่ะ นั่นแหละ สุขอย่างโลกๆ เราหลงใหลสวรรค์หอฮ้อ สมมุติเทพยังงั้นน่ะ
แต่สุขสงบระงับนี่เป็นสุขอย่างไม่มีรส ไม่มีอร่อยอะไรยังงี้ หมด
อัสสาทะนี่ วู้ มันสงบใจ มันไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องอร่อย แต่จะเบิกบาน ร่าเริง อาตมาจะถามอย่างหนึ่ง ติดเหล้าไหม ไม่ติดเหรอ ไม่ติดใช่ไหม แล้วไม่ได้กินเหล้านี่เป็นสุขไหมแล้วไม่ได้กินเหล้าเนี่ย เป็นทุกข์ไหม ไม่เป็นทุกข์ ไม่ได้กินเหล้าก็เป็นสุข แล้วไม่กินเหล้านี่สุขก็ไม่มีใช่ไหม ทุกข์ก็ไม่มีใช่ไหม ไม่ได้กินเหล้า เอ๊ะ ทุกข์ก็ไม่มี ไม่ได้กินเหล้า สุขก็ไม่มี ไม่ได้กินเหล้าก็สุข ไม่ได้กินเหล้าก็ไม่ทุกข์ นี่แหละมันว่างๆ จิตสุขยังงี้ แล้วเป็นยังไง อารมณ์ไม่ได้กินเหล้าเป็นยังไง มันอยากหนีจากความเป็นคนไหม มันก็สบาย มันยังงี้ มันก็ว่าง เราไม่ได้ทุกข์ได้สุขเพราะเหล้านี่ คนไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วมันจะอยู่ได้ เพราะว่าคนเราไปติดว่า เอ้อ! มันต้องสุข มันต้องมีอะไรมาบำเรอใจ มันถึงจะอยู่ได้ จริงๆไม่ใช่ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ก็อยู่ได้ ว่ายังงี้ เราไม่สุข เราไม่ทุกข์เพราะเหล้า เอ้! เราก็ไม่เห็นเป็นไร เราก็อยู่เงี้ย เราไม่สุข ไม่ทุกข์เพราะว่าได้ใส่เสื้อสวย อ้า เราก็อยู่ยังงี้ ไม่เห็นเป็นไร เราไม่สุขไม่ทุกข์เพราะได้กินอาหารอร่อย กินก็กินซี เพื่อไปเลี้ยงร่างกาย
ให้แข็งแรงแล้วก็อยู่ได้ มีกำลังวังชา เอามาทำงาน นี่ อาตมาก็กำลังทำงาน ก็อยู่ยังงี้ เป็นสุขยังงี้ ไม่ต้องไปอร่อยอาหาร ไม่ต้องไปอร่อยเสื้อผ้า ไม่ต้องอร่อยว่าได้ทรัพย์สินเงินทองได้เพชรนิลจินดามาค่อย อร่อย ไม่ได้แล้วไม่อร่อย ก็ไม่มีเพชรนิลจินดา ก็อยู่ยังงี้ ก็สบายๆ ก็ ลองดู เลิกโลกีย์ สุขทุกข์อย่างโลกๆนี่ดู แล้วเราจะรู้ว่า เราไม่มีทุกข์อย่างโลกๆนี่ ไม่อ้างว้างไม่ว้าเหว่ จะอยู่ยังไง ว่างๆว้างๆยังไง ว้าเหว่ตายเหรอ ไม่หรอกเบิกบานร่าเริงตลอดกาลเหมือนอย่างอาตมาหยิบ
เอานี่ คุณก็ไม่ชอบเหล้า คุณก็ไม่สุขเพราะเหล้า คุณก็ไม่ทุกข์เพราะเหล้า แล้วเมื่อไม่ทุกข์ไม่สุขเพราะเหล้า แล้วเป็นยังไง จิตไม่สุขไม่ทุกข์เพราะเหล้า เวิ้งว้างยังไง ไม่เวิ้งว้างอะไรนี่ เหล้าก็อยู่ส่วนเหล้า เราก็อยู่ส่วนเรา ไม่เห็นมีอะไร อื่นๆก็เหมือนกันหมดแหละนะ เอ้า นี่ตอบยาวนะนี่
ผมมีแฟนนี่ผิดหรือเปล่า ตามธรรมผิด เพราะมันทุกข์นาแต่ตาม
โลกของคุณ คุณอยากไปทุกข์ คุณก็ไปเชื่อโลกเขาเถอะ อาตมาไม่อยากพูด ประเดี๋ยวไปทะเลาะกันนะ
ตอนที่พ่อท่านมีแฟน เอ ทำไมมีแต่เรื่องแฟนๆเยอะนาตั้งหลายแผ่น หยิบขึ้นมาก็แฟนต่ออีกแล้ว
_ตอนที่พ่อท่านมีแฟน แฟนพ่อท่านสวยไหมครับ?
แน่! ทำไม ทำไมลางเนื้อชอบลางยา คนที่เขาชอบว่าเนี่ยสวย มันก็ต้องคนนั้นไปชอบยังงั้นนั่นแหละ ไปกำหนดว่ายังงี้สวย ฉันชอบยังงี้ คนนี้ก็ชอบสวยยังงี้ มันกำหนดกันคนละคน มันกำหนดอาจจะไปพ้องกันบ้าง ใกล้เคียงกันบ้าง แต่มันก็ไม่ไปเหมือนกันหมดหรอก ถ้าขืนเหมือนกันหมด ตายพอดีเลย ชอบเหมือนกันหมด แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน แย่งผู้ชายคนเดียวกัน ตายเท่านั้นในโลกใช่ไหม อาตมาเอง จริงๆ อาตมาไม่ได้ไปติดในเรื่องสวยอะไรมากมาย เพราะว่าอาตมาก็รู้ พวกคุณก็คงรู้ เรื่องสวยมันไม่ได้ดีเด่นอะไรเท่ากับคุณธรรมของคน
คนใช่ไหม คนมีคุณธรรม มันก็ดีกว่าความสวยอีก เพราะงั้นก็ไม่ได้ไปเพ่งเรื่องนี้นา ก็อาจจะเป็นได้ว่าอาตมาเองไม่สามารถไปจีบคนที่สวย
ได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ไปเคย แหม เราจะต้องไปจีบนางสาวไทย ต้องไปจีบคนที่สวยที่สุดคนนั้นคนนี้ ก็ไม่เคยได้กระดี้กระด๊าอะไร ไปถึงขนาดนั้น ก็จีบไปตามที่เราคิดว่า เออ คนนี้ถ้าจะ แต่ก่อนนี้ก็เหมือนคนโลกๆ อาตมาก็หลง เออ เราก็ควรจะมีคู่รัก ควรจะมีแฟนแล้วเราก็คงจะต้องแต่งงานกัน คงจะอยู่กันอย่างโลกๆ นี่เป็นค่านิยมของโลก
ธรรมดา แต่ก่อนยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็คิดยังงั้น ก็มองเล็งคนที่เขาจะ
เป็นแฟน หรือเป็นอะไรก็ควรจะอยู่ด้วยกันได้ อะไรไปยังงั้นน่ะ ไม่ได้สวย แต่ก็ไม่ขี้เหร่จนเกินไป ตามประสาเรา ตามบุญบารมีเรา ก็ไม่ได้แฟนสวยอะไรมากนัก นี่ตอบแค่ว่าสวยหรือไม่สวยแต่ตอบเสียตั้งยาว นี่ตอบกลางๆ ก็จบไปตั้งนานแล้วหนอ สุดแล้ว อธิบายบ้างนิดหน่อย