โมโหผู้ใหญ่บ่นจู้จี้ จะทำอย่างไรดี

โฟลเดอร์พ่อครูตอบปัญหาการศึกษาบุญนิยม พ่อครูตอบปัญหาเด็กนักเรียน เด็กถามพ่อครูตอบ มีอะไรบ้าง
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์5.03 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

โมโหผู้ใหญ่บ่นจู้จี้ จะทำอย่างไรดี

สื่อธรรมะพ่อครู(การศึกษาบุญนิยม) ตอน นักเรียนสัมมาสิกขากับห้องเรียนวิชาโลกุตระ

_การมาอยู่สัมมาฯของหนูได้ 1 ปี 1 เดือน ก็ได้พัฒนาทักษะการทำงาน ฝึกถือศีล 5 ทำงานได้ดีขึ้นและเป็นงานมากขึ้น ส่วนข้อเสียของหนูคือการต้องมาฟังผู้ใหญ่บ่น จู้จี้เกินไปเลยเกิดอารมณ์โมโหค่ะ หนูจะพยายามปรับปรุง.. นี่เด็กม.2

พ่อครูว่า...โรงเรียนสัมมาสิกขาของเราเป็นโรงเรียนที่เด็กข้างนอกไม่ได้เรียนรู้อย่างนี้ เอาแค่ว่า มีผัสสะ ไปข้างนอกเขาจะรู้เรื่องหรือว่าภาษาคืออะไร เขาจะบอกว่าอะไร ไปผัดอะไรผัสสะ ผัสสะทำไม เขาจะไม่รู้หรอกแม้แต่คำว่าผัสสะเขาก็ไม่รู้ แต่เด็กของเรามีภาษาธรรมะอะไรเยอะแล้วรู้ความหมายอะไรไปในตัว อย่างน้อยก็ซึมซับความรู้ ธรรมะ โดยบัญญัติก็ตาม ที่จริงไม่ได้แค่บัญญัติเด็กของเราจะได้สภาวะ ขอยืนยันว่าอยู่ในนี้มันคือการปฏิบัติธรรม การอยู่กับสังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีการอยู่ที่นี่แหละคือการปฏิบัติธรรมจริงๆแล้ว การไปอยู่ในหมู่ชน ที่มีบวรจริงๆ มีบ้านวัดโรงเรียน โดยเฉพาะมีฆราวาสที่เป็นนักปฏิบัติธรรมด้วยกันคิดดูให้ดีๆ พบทุกวันนะ อยู่กันเป็นปกติทุกวันตื่นเช้าจนถึงนอน ทุกวันตลอดเวลา แล้วมันได้ฝึกฝนอบรมตลอดเวลา ใช่ไหม พวกเรา ซึ่งมันเป็นกำไรชีวิต ที่ไปคิดดีๆเถอะ สถานที่นี้เป็นสถานที่สัปปายะ ครบ คือ สถานที่จัดไว้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และมีบุคคล มีคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมตั้งแต่พระอรหันต์ไปเลย ที่อยู่นี่สอนทั้ง อรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันและแม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ทั้งนั้นเลย

นอกจากบุคคลสัปปายะแล้วก็มีอาหาร อาหารคือเครื่องอาศัยต่างๆ ทั้งกวฬิงการาหาร คือคำข้าวที่กินเข้าไปเลี้ยงขันธ์โดยตรงนี่เรียกว่า อาหาร อันหนึ่ง

ผัสสาหารคือ ผัสสะที่จะได้ร

อ่านต่อ

ับในการปฏิบัติธรรม หากไม่มีภาษาไม่มีการกระทบสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้างนอก รวมใจก็รับต่อเนื่องกัน หากว่าไม่มีการสัมผัสหรือผัสสะก็จะไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมนี้ โมฆะ ของศาสนาพุทธ อาตมาพูดอย่างไม่เกรงใจ อย่างตีทิ้งเลย ไม่อนุโลมแล้ว พระพุทธเจ้าเมื่อประกาศศาสนาใหม่ๆจึงต้องอนุโลมเพราะว่าคนทั้งหลายหลงผิดกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ที่คนหลงผิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลับตา ในยุคพระพุทธเจ้าเขาก็หลงผิดเป็นนักปฏิบัติธรรมแบบหลับตาเต็มป่า-ออกป่าด้วย ศาสนาพุทธไม่ต้องออกป่า มีมรรคมีองค์ 8 มีการทำงาน สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ และมีการปฏิบัติองค์ทั้งสี่ ทั้งอาชีพ คิด พูดทำไปพร้อมกัน โดยมีสัมมาสติกับสัมมาวายามะไปด้วยกันเลย แล้วก็มีสัมมาทิฐิเป็นประธานปฏิบัติให้ได้ให้รู้กิเลสแล้วลดกิเลสไปในตัว โดยไม่ใช่หลับตากดข่ม แต่เรียนรู้กิเลสพิจารณาให้เห็นว่ากิเลสมันเป็นของไม่เที่ยงมันเป็นของที่พาให้ทุกข์ อย่ามาลอยหน้าลอยตา เอ็งอย่ามาอยู่กับข้า ให้เองไปเสีย เอ็งเป็นตัวทุกข์ มันไม่เที่ยง เอ็งไม่มีตัวตนแท้จริง ตัวเองแหละไปมีตัวตน ตันเองน่ะแหละโง่ไปมีตัวตน ก็ต้องรู้ตัวนี้ตัวที่มันหลอกเรามันเป็นผี มันไม่มีตัวตนแต่ผีหลอกเรา เราเองและเป็นผีหลอกเราเองจิตใจเราเองเป็นผีหลอกเราเอง เป็นผู้ที่รู้จักผีรู้จักมารและมีปัญญาขจัดตัวนี้ออกไปได้ นี่แหละศาสนาพุทธมีอยู่เท่านี้ เท่านี้จริงๆ

ลดกิเลสได้เท่านี้นอกนั้นก็อยู่กับโลกเขาก็จะเริ่มสบายอยู่กับโลก เพราะจะเข้าใจโลกียะ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข หากว่าเราไม่มีกิเลสตัวที่เป็นโลกโลกียะ เราก็จะอยู่กับเขาโดยไม่ได้เป็นพิษภัยอะไรกับเขา ไม่ได้แย่งชิง ไม่ขี้โลภ ไม่ขี้โกรธ อยู่ตามมีตามได้อย่างที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้ไม่เห็นจะต้องรู้สึกว่าเสียเปรียบอะไร เรารู้สึกว่าเสียสละนั่นแหละดี เราเข้าใจถูกหมดเลย เราเป็นคนเสียสละเราได้เป็นคนมีประโยชน์เราเป็นคนได้ให้ผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ดีไหมล่ะ

การไปเอาของคนอื่นขี้โลภดีไม่ดีมีเล่ห์เหลี่ยมหาทางเอาเปรียบมาเป็นของเรามันฉลาดหรือโง่ ก็โง่ แล้วคนส่วนใหญ่เขาทำอย่างโง่หรือฉลาด ...โง่ คนส่วนใหญ่ทั้งโลกอวิชชาจึงทำอย่างอื่นเขาไม่ฉลาดก็ต้องศึกษาให้ฉลาดและทำให้ชัด จนกระทั่งเราชัดเจนแล้วเราก็ฝึกฝนตนเองจนไม่มีเหตุปัจจัย คือจิตเราที่มีอกุศลจิต มันจัดการสั่งการเรา เราก็เลิกโง่จากมัน มันก็มีแต่วิชชาที่สั่งการแต่สิ่งที่ดี

คนที่ทำอย่างนี้ได้อย่างที่อาตมาพูดคร่าวๆนี่ คนที่ฝึกจะทำอย่างนี้ได้นี่แหละคือคนที่เจริญเรียกว่า อาริยบุคคล นี่คือบุคคลเจริญ มันก็ ศิวิไลซ์ เจริญที่ตัวอย่างแท้ๆเลย นี่แหละเป็นตัวสุดยอดแห่งความเจริญ นี่ พวกเราทำได้ นี่สุดยอด จนเป็นพระอรหันต์ได้ พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจมีตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปก็รู้แล้ว สกิทาคามีก็หลากหลายต้องอนุโลมปฏิโลมสิ่งนั้นสิ่งนี้อีกเยอะ อนาคามี ก็สัมผัสกับภายนอก ที่จะต้องสุขทุกข์กับสิ่งภายนอกก็ไม่มีสุขทุกข์แล้ว สิ่งใดเห็นควรทำก็ควรทำ สิ่งใดเห็นควรสร้างก็สร้าง เป็นคนที่ไม่มีการเสียหายมีแต่เสียสละมีประโยชน์คุณค่าเป็นคนที่เจริญ

คนที่ไปขี้โลภกักตุน แล้วเอาไปออกดอกผลไปหาประโยชน์ซับซ้อนอีกนี่ก็โง่ไม่เสร็จ ก็เป็นคนไม่เจริญ ดีไม่ดีมีอำนาจบาตรใหญ่เบ่งทำให้เขากลัวอีก นั่นคือคนเสื่อมคนตกต่ำคนบาป

การเป็นคนที่ลดกิเลสอย่างนี้ ก็เป็นคนที่ทำให้สังคมเจริญได้ทำให้บ้านเมืองเจริญได้ประเทศเจริญ อาตมาภาคภูมิใจที่ชาตินี้ไม่ได้ทำงานอื่นแต่ช่วยสังคมประเทศชาติให้เจริญ อาตมาไม่ค่อยมีบารมีทางด้านต่างประเทศ ก็ดี ก็มีคนไทยเป็นหลักเป็นฐาน อาตมาไม่เสียเวลาเปล่า ทำให้เจริญบรรลุธรรมอย่างพระพุทธเจ้าให้เป็นอาริยธรรม เป็นความเป็น Civilization ที่แท้จริงเป็นความเจริญแท้ อาตมาทำงานนี้มาแล้วเกือบจะ50ปี

อาตมามาเปิดเผยแสดงตัว ประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ คนก็มาว่าอาตมาออกนอกรีตนอกทาง ก็มีคนเอาหลักฐานมาว่าอาตมาไม่ได้ออกนอกรีตนอกทาง

หลักฐานที่ 1 การทำสมาธิอาริยะ ที่พ่อครูส่งเสริมให้คนในชุมชนทำ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญให้ปฏิบัติธรรมแบบเปิดตาลืมตา เปิดทวารทั้ง 6 เรียกว่า อาริยะสมาธิขันธ์ จะมีศีลขันธ์อันเป็นอาริยะ สมาธิอันเป็นอาริยะ ปัญญาอันเป็นอาริยะ พวกที่นั่งหลับตาไม่ใช่อาริยะ ไม่มีทางบรรลุสเป็นอาริยะ น่าสงสารจริงๆ อาตมาไม่รู้จะทำยังไง จะกระเตื้องขึ้นมาไหม จึงไม่เสียเวลาไปจมอยู่ด้วย ขอย้ำว่านั่งหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ของพุทธ ๆ อย่าไปเสียเวลางมงาย จะนั่งหลับตาก็ใช้สำหรับการเตวิชโช ใช้ความรู้เก่าระลึกตรวจสอบดู ตรวจสอบสัญญา นั่งหลับตาไม่มีปัญญามีแต่สัญญา ปัญญาเกิดในการหลับตาไม่ได้ ปัญญาจะต้องเกิดครบทวารทั้ง 6 ลืมตา ปัญญาจะเกิดได้ต้องอย่างนี้ ปัญญาในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า ปัญญาจะเกิดเป็นปัญญาที่เจริญขึ้นเป็น ปัญญินทรีย์ แล้วเกิดเป็นปัญญาพละได้

จะต้องมีสัมมาทิฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีองค์มรรค มัคคังคะ ต้องมีมรรคมีองค์ 8 แล้วปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ โดยมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก ที่จะต้องมีวิจัยวิจารณ์ วิตก ไตร่ตรองตรวจตรา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน