651205 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 5 พ่อครูพบ อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร.docx
เนื้อหาในไฟล์
651205 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 5 พ่อครูพบ อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร https://www.boonniyom.net/52629.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1O0gPp-Csc2DoLfEFxoBjnpeP01Zm9ATh7JdFZV8WQdE/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Y81iK1FWHuL6gXEiVJ9cpQ7RYK8d7-eB/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/8GtfXgk0ets และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/579521997268996
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รูปและนาม ทศพิธราชธรรมของในหลวงร.9 พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 12 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล ปรับทุกข์ ปลุกธรรม วันจันทร์ วันนี้มีแขกพิเศษมาพบกับเราก็คือ อาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร จะมีอะไรเดี๋ยวก็คงจะได้สาธยายกัน อาตมาทำงานศาสนา ก็คือทำงานการเมืองของประชาชน ฟังให้ดีนะอาตมาพูดถูกไม่ได้พูดผิด การทำงานศาสนาก็คือการทำงานการเมืองให้แก่ประชาชน ในระบบของพระพุทธเจ้า การเมืองในระบบของพระพุทธเจ้า ซึ่งคนไม่เข้าใจหรอก ก็นึกว่า ธรรมะ อ้าว ก็ธรรมะนั่นแหละ คนก็ต้องมีธรรมะ คนไม่มีธรรมะได้อย่างไร การเมืองที่สูงสุด การเมืองที่เยี่ยมยอดที่สุด ผู้บริหารการเมืองได้ดีที่สุดและต้องเป็นหน้าที่ของท่านผู้นี้ด้วย ก็คือ พระเจ้าแผ่นดิน และพระเจ้าแผ่นดินนี่แหละ จะบริหารการเมือง พระพุทธเจ้าก็บอกไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องมีธรรม มีธรรม 10 ประการเรียกว่า ทศพิธราชธรรม พระเจ้าแผ่นดินที่มีทศพิธราชธรรม เป็นผู้ที่มีธรรมะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 10 อย่างประมาณนั้น มี 10 อย่างนี้ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินเต็มสภาพ สมบูรณ์แบบแล้ว คือมีพระทัย มีจิตใจที่สุดก็คือไม่สะสม สละออกเต็มที่ เป็นผู้ซื่อตรง เป็
อ่านต่อ
นผู้สุภาพอ่อนโยน แม้ท่านจะเหลือกิเลสบ้าง ก็เป็นผู้พากเพียรเผากิเลส เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มีการเบียดเบียน อดทน ไม่ประพฤติผิดธรรม สุดท้าย อวิโรธนะ เป็นผู้ไม่ประพฤติผิดธรรม ซึ่งท่านก็ถ่อมตนนะ บอกว่า The King can do No Wrong ถ่อมพระองค์ บอกว่า ไม่ใช่หรอก พระเจ้าแผ่นดินก็ผิดได้ท่านว่าอย่างนั้น บอกว่า The King can do No Wrong นั้นมันไม่ใช่ เมืองไทยเรา มีพระเจ้าแผ่นดิน มีทศพิธราชธรรมที่แท้จริง 70 พรรษาท่านก็ได้แสดงออกเต็มที่ อาตมามีข้อมูลน้อยๆข้อมูลหนึ่งว่า ตอนที่ท่านต้องไปพำนักที่ศิริราช ทอดพระเนตรมาทางพระแกลที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านก็รำพึง ว่า เราไปทำอะไรให้เขาหนอ เขาถึงมาทำอะไรกับเราถึงขนาดนี้เพียงนี้ เราไปทำอะไรให้เขา ให้เขาลำบากให้เขาโกรธ แต่ท่านไม่ได้ว่ายาวอย่างนี้หรอก มีคนว่าอย่างนี้ ไปได้ฟังท่านรำพึง มาอย่างไรก็ไม่รู้ ท่านก็คงจะทรงไปเปรยๆกับใคร ก็เลยมีเล็ดลอดออกมา อาตมาก็ไม่ได้เพ้อไป ไม่ได้ปั้นเรื่องสร้างเรื่องขึ้นมา ก็ได้ยินอย่างนั้นจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ผ่านพ้นไปแล้ว 70 ปี ที่เห็นพระจริยวัตรของท่าน คนทั้งโลกได้เห็นได้รู้ วันนี้ก็ลองมาคุยกันดู อาจารย์ยักษ์นี้ได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์มาไม่ใช่น้อย ก็จะได้รู้พระจริยวัตรต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง ยืนยันสู่กันฟัง ว่ามีอะไรที่น่าจะได้มาเปิดเผยอธิบายในนัยยะละเอียด เท่าที่ท่านจะมีพระกิริยาจริงๆ ที่อาจารย์ยักษ์ก็คงจะได้รู้จริงๆ ส่วนอาตมาก็จะได้ขยายความพระกิริยานั้นๆว่า นี่มันหมายถึงธรรมะอะไร โดยเฉพาะธรรมะที่ท่านมี ธรรมะที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านมีแล้วท่านแสดงออก มันเป็นโลกุตรธรรม คนไม่ค่อยรู้ คนไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็รู้โดยปฏิภาณ สามัญสำนึก ว่า มันของดีทั้งนั้น ของเจริญทั้งนั้น เป็นโลกุตระนะ แม้แต่เทวนิยม องค์กรต่างชาติ สหประชาชาติ UNESCO อะไรก็แล้วแต่ ที่ให้ถวายรางวัลท่าน เขาเป็นชาวเทวนิยมนะ ศาสนาหรือว่าความรู้ทางธรรมแบบโลกียะ แบบที่เขาไม่รู้ โลกียะต่างกับโลกุตระอย่างไร ประเด็นสำคัญ โลกียะไม่รู้จักสุขทุกข์ โลกียะไม่ประสีประสากับสุขกับทุกข์ ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ ไม่ได้จัดการให้พ้นทุกข์พ้นสุขจนเป็นนิพพาน อธิบายอย่างเดียวนี้ครบโลกุตระแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีลัทธิเทวนิยม ลัทธิของศาสนาพระเจ้าทั้งหลายทั้งหมด จึงไม่มีการบำบัดทุกข์และก็บำบัดสุข ไม่ใช่บำบัดทุกข์บำรุงสุข การบำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นภาษาของโลกีย์ ทั้งโลกเขาจะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขแล้วก็ไปหลงสุขหลงสวรรค์จนกลายเป็นครุฑ กลายเป็นพญาครุฑ เป็นเจ้าโลก แต่มีเล็นมีหมัด แอบเสพกามอยู่ในกากีของพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตก็คือเจ้าโลก อย่างนี้เป็นต้น อาตมายังไม่ขยายความอันนี้ ขยายความได้แต่มันลึกซึ้งละเอียดไปถึงปรมัตถ์ ก็ผ่านไปก่อน มีประเด็นอะไรบ้าง ที่อาจารย์ยักษ์อยากจะยกตัวอย่างให้ทันสมัย เหมาะสมกับยุคนี้ จนกระทั่ง เพราะท่านได้ทรงพระจริยวัตรนั้นมา พระกิริยานั้นมา จึงตกทอดอิทธิพลมาถึง คนยุคนี้ จนกระทั่งถึงนายกประยุทธ์ อย่างนี้เป็นต้น
อ.ยักษ์ ว่า... ฟังพ่อครูแล้วก็ตอบยากมาก ออกข้อสอบยาก แล้วก็ให้เวลาน้อย แต่ว่าจะขออนุญาตจำแนก เป็นสัก 3 เรื่องภายในเวลาอันจำกัด สักระยะสั้นๆก่อน แล้วค่อยได้ฟังพ่อครูอธิบาย ถึงในทางจิตวิญญาณ เรื่องที่ 1 คิดว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้หรือพระประมุขของประเทศพระองค์นี้ ซึ่งในโลกเหลือประมุขที่เราเรียกว่ากษัตริย์อยู่ 28 ประเทศเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นรูปแบบอื่นๆ เป็นประธานาธิบดี ประมุขพระองค์นี้ มีความไม่ปกติ ไม่เหมือนคนปกติ พ่อครูว่า... พูดอย่างนี้ฟังทะแม่งๆนะ Supranormal ไม่ใช่ Abnormal อ.ยักษ์ ว่า... เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ คือมีศีลถึง 10 ข้อไม่ใช่เรื่องธรรมดา อันนี้ถือว่าไม่ปกติ เพราะว่าคนทั่วไป ยิ่งประมุขหรือผู้นำประเทศ จะมีศีลถึง 10 ข้อ ตอนผมเป็นเด็กวัดยังจำได้ ทาน ศีล ปริจาค อาชวะ มัธว ตบะ อโกรธ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ ผมเห็นทุกอิริยาบถครบทั้ง 10 ข้อ พ่อครูว่า... อาตมาก็ว่าอย่างนั้น ทางนามธรรม อาตมามองเห็น อ.ยักษ์ ว่า... อยากจะจำแนกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ผมคิดว่า พระองค์ท่านคิดไม่เหมือนคนธรรมดา เพราะฉะนั้นความคิดหรือที่เรียกว่า พระราชาดำริหรือพระราชดำริ จะยกตัวอย่างในเรื่องที่ 1 พระราชดำริ คือ ท่านคิดไม่เหมือนคนทั่วๆไป ผิดเหนือไปจากคนทั่วๆไป เรื่องที่ 2 คือการดำเนินชีวิตของพระองค์ท่าน ท่านก็ดำเนินชีวิตไม่เหมือนประมุขทั่วๆไปในโลก เห็นชัดเจน แม้ว่าผมไม่ได้รู้จักท่านมาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ จริงๆการครองราชย์ก็พร้อมๆกับการตั้ง UN ของโลก เพราะว่าท่านครองราชย์ยาวนาน ที่สุดในโลก จนหลังจากสวรรคตแล้วก็มีประเทศอังกฤษที่มีพระราชินีที่ครองราชย์ ยาวนานกว่าท่านนิดหน่อย นอกนั้นท่านก็อันดับหนึ่งครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกอยู่แล้ว เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องชีวิตของท่าน อาจจะมีบางมุมที่คงจะเล่าไม่ครบในวันนี้ เรื่องที่ 3 ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก คือเป็นเรื่องงาน หลายคนมาบอกว่า ท่านคิดได้อย่างไร ท่านพระราชทานพระราชดำริอะไรมากมายขนาดนั้น พ่อครูว่า... อย่างทำฝนตกมาให้คน คิดได้อย่างไร ไปบังคับฝนมาให้ตก ยิ่งกว่าพระเจ้า อ.ยักษ์ ว่า... และไม่ใช่คิดเฉยๆ ไม่ใช่ทุ่มเทวิจัยดำเนินชีวิตเฉยๆแต่ทำผลงานออกมา จนทำให้ฝนตกได้ คือ ทฤษฎีการดัดแปรสภาพอากาศ เป็นภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็มี 3 ทฤษฎีใหม่ พูดถึงทฤษฎีใหม่ในโลก คนมักจะคิดถึงเกษตรกรรม มีที่ดิน 15 ไร่แบ่งเป็น 30 30 30 10 ที่จริงอันนั้นเป็นทฤษฎีที่ 20 กว่า ทฤษฎีใหม่ๆที่สร้างขึ้นไว้ มีตั้ง 40 กว่าเรื่อง 3 เรื่องแรกเป็นทฤษฎีที่สร้างเมฆขึ้น พื้นที่ใดที่มีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 60 %ขึ้นไป หมายความว่าบ้านใดที่มีต้นไม้แล้วก็มีหนองน้ำธรรมชาติ ฝนตกและก็มีที่เก็บน้ำ เมื่อถึงหน้าแล้งต้นไม้ก็ดูดน้ำจากใต้ดินขึ้นไปเป็นความชื้นอยู่ที่ 60% เรียกว่า ความชื้นสัมพัทธ์ ท่านสามารถทำวิจัย ทำให้เกิดเมฆได้นี่เป็นทฤษฎีที่ 1 อันนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ทฤษฎีที่ 2 ก็คือ เลี้ยงเมฆให้อ้วนขึ้นๆ ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงต่อวัน นี่คือทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีที่ 3 ก็คือหมายความว่า มันอ้วนพอ มีน้ำหนักมากพอมันกดลงต่ำระดับหนึ่ง ท่านก็โจมตี มีวิธีการทั้งโจมตีข้างบน ข้างล่างเรียกว่า แซนวิช อันนี้เป็นทฤษฎีใหม่ 3 ทฤษฎี จนเกิดเป็นหน่วยงานเล็กๆขึ้นมาชื่อว่า หน่วยทำฝนหลวง และเดี๋ยวนี้พัฒนาจนเป็น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เมื่อยุคที่ผมถูกขอร้องให้ไปทำหน้าที่กระทรวงเกษตร เขาให้ดูแลกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เขาก็พัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น ขณะนี้แม้แต่ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 50% เขาก็สามารถทำเป็นฝนได้แล้ว แล้วก็กำลังไปสอนสมาชิกทั่วโลกที่เขาเดือดร้อน แต่ว่าทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีใหม่ ของเดิมโลกตะวันตกเขาก็ทำเป็นอยู่แล้ว แต่เขาสร้างฝนแบบคนรวย เขามีเมืองหิมะตกแล้วเขาก็ทุ่มเทใช้ แต่พระองค์ท่านทำแบบคนจน คือเอาเกลือทะเล มาบดเป็นแป้ง แล้วก็ขึ้นไปโปรยบนฟ้าเท่านั้นเองครับ หรือไม่ก็ใส่เครื่องยิงระเบิด เหมือนเครื่องยิงเครื่องบิน ปืนต่อสู้อากาศยาน ยิงขึ้นไปแล้วให้ไปแตกที่เมฆ มันก็ไปผสม สังเกตตอนผมเด็กๆ พ่อค้าไอติมที่โรงเรียนมักจะเอาเกลือมาโรยไว้รอบๆถังไอติม ก็ทำให้เกิดความเย็นขึ้น นี่ก็เป็นการทำความเย็นวิธีง่ายๆที่ทรงเลือกเอาเกลือทะเล ไปขึ้นยิงบนฟ้าแล้วก็ทำให้เกิดฝนนี่เป็นทฤษฎีใหม่ 3 อย่างที่ทางโลกเขาให้รางวัลเป็นนักสร้างนวัตกรรมทฤษฎีใหม่ ซึ่งทรงใช้ความเพียรมาก มีทศพิธราชธรรม เพียรทำอยู่ 11 ปี ทำวิจัย เสด็จพระราชดำเนินไปอีสาน เห็นว่า มันเมฆมันผ่านชาวนาไป แล้วมันก็ไม่ตก แล้วข้าวมันก็งามจนจะออกรวงแล้ว แต่เนื้อมันยังไม่เต็ม พอฝนหยุดตก มันก็แห้ง ไม่คุ้มที่จะไปเกี่ยว ท่านก็คิดอยู่ 11 ปี คิดไปอ่านหนังสือไป ทำวิจัยร่วมกับคนไทยนี่แหละ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ทำวิจัยอยู่ 2 องค์นี้แหละ จนได้เรื่องราวขึ้นมา จนได้รางวัลไปทั่วโลกเลย 3 รางวัล ตอนก่อนสวรรคต ซัก 4-5 เดือน ทางสภา 2 สภาก็ตั้งทีมขึ้น รวบรวมทำหนังสือ งานของพระองค์ท่าน แล้วก็เขาขอร้องให้ผมไปทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ เราก็เลยรวบรวม 20 กว่ารางวัลที่ทั่วโลกเขาเอารางวัลมาให้ รางวัลผลิตอาหารให้แก่โลก รางวัลนั้น พระองค์ท่านทรงไปประทับอยู่ท่ามกลางชาวนา เขาถวายรางวัลท่าน ท่านก็เอารางวัลมาทำเป็นเหรียญแจกจ่ายคนที่ช่วยทำงานให้กับท่าน คือรางวัลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องอาหารการกิน รางวัลที่ 2 ก็คือรางวัลหยุดการชะล้างหน้าดิน เพราะว่าดินที่อุดมสมบูรณ์มีท๊อปซอย พระองค์ก็มาอธิบายเขียนเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับท็อปซอย คนก็ทึ่งมากว่า พระองค์ท่านเป็นนักบินรบ แต่ทำไมสนพระทัยเรื่องดิน เรื่องการขุดหนองน้ำ เรื่องการทำที่อยู่ให้ธรรมชาติให้มันมีความอุดมสมบูรณ์ ทำระบบการเกษตรกรรมให้มันมีทุกอย่างประกอบกับชีวิตมนุษย์อยู่รอดได้ อันนี้เป็นความมหัศจรรย์มากในหมู่พวกเราที่ประเมิน เพราะว่าคนทั่วไปมองว่าคนเป็นทหาร คนเป็นนักบินกว่าจะมาใส่ใจเรื่องพวกนี้ ก็น่าจะมีน้อยมาก อันนี้ก็ถ่ายทอดมาจนถึง ขออนุญาตที่จะพูดภาษาสามัญว่า รัชกาลที่ 9 ทรงถ่ายทอดทุกอย่างลงไปจนถึงรัชกาลที่ 10 ถึงลูกของท่าน จนทุกคนที่เข้าไปสัมผัสก็จะมหัศจรรย์มาก เพราะสิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดไปสู่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ได้อย่างไร ผมได้มีโอกาสไปถวายงานหลังจากรัชกาลที่ 9 ท่านสวรรคตแล้ว รัชกาลที่ 10 ท่านก็ทรงเลือกให้เข้าไปถวายงานบางส่วน โดยเฉพาะเรื่องโคกหนองนาแห่งน้ำใจ และความหวัง โครงการอารยะเกษตร ที่จะพระราชทานให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ พูดถึงอารยะประเทศ แม้จะเป็นนักเรียนนอก ท่านก็ใช้ภาษาได้ดี เมืองไทยเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่เหนือกว่าโลกตะวันตกทั้งปวง ท่านก็ถามข้าราชบริพารในห้องส่วนพระองค์ของท่าน มีอยู่ 40 ชีวิตที่นั่งกัน ก็ถามว่า ประเทศไทยมีอะไรเหนือกว่าโลกตะวันตก ทุกคนก็เงียบหมดรวมทั้งผม ผมก็เงียบด้วย ท่านก็ไขปัญหาว่า เรามีอารยธรรม เรามีวัฒนธรรมที่ใจบุญสุนทาน การใช้คำนี้ เรียกว่าอารยธรรม เราก็ต้องรักษาอารยธรรมอันนี้เอาไว้ให้ได้ พ่อครูว่า... ปริจาคะ คือใจบุญสุนทาน อ.ยักษ์ ว่า... พระราชทานโครงการให้แก่ทุกเรือนจำ ตั้งศูนย์ฝึกเพื่อจะใช้โคกหนองนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ใช้ศิลปะในการบำบัดให้คนกลับมาเป็นพลเมืองดี ทุกปี เขาจะส่งหนังสือให้พระองค์ท่านลงพระราชพระปรมาภิไทย ให้พระราชทานอภัยโทษ แต่พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยซึ่งทั่วโลกก็คล้ายกัน ก็จะมีบทบัญญัติว่า ด้วยอำนาจของประมุข บ้านเราก็เขียนบทบัญญัติอำนาจประมุข บ้านเราไว้ 3 เรื่องหลักๆคือ เรื่องพระราชทานให้คำปรึกษาหรือจะเรียก ครม. มาถวายรายงาน เมื่อมีเหตุจำเป็น ตัวสำคัญที่สุดตัวที่ 3 ก็คือ เรียกว่า อำนาจวีโต้ ประมุขทุกประเทศในโลกโดยเฉพาะประเทศไทยเรานี้ เป็นระบบที่เราเรียกว่า Constitutional Monarchy ระบบรัฐธรรมนูญที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรียกว่า Constitutional Monarchy ท่านก็ใช้พระราชอำนาจในการที่จะไม่เซ็นชื่อ แล้วท่านก็ทวงถามหรือพระราชทานท้วงติงกฎหมายที่ท่านไม่ลงนามว่า ถ้าปล่อยออกไปแล้ว เขาจะไปทำอะไรกิน สถานการณ์ covid คนธรรมดา วิศวกร นักบิน ทุกคนตกงานกันหมด แล้วนักโทษจะไปทำอะไรกินในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นขอให้หาโครงการอะไรที่ฝึกให้เขาหากินหาอยู่ได้ เหมือนที่พ่อท่านทำให้พี่น้องชาวอโศกเรานี่ หาอยู่หากินได้โดยไม่ต้องไปรับจ้างหาเงิน ก็เกิดโครงการขึ้นในเรือนจำ และก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ภายใน 1 เดือนเกิดศูนย์ฝึกขึ้นในเรือนจำ 137 ศูนย์ฝึก แล้วก็ผลิตคนออกไป ฝึกคนออกไปแสนกว่าคนต่อปี อันนี้ก็เป็นโครงการที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ซึ่งปกติ โดยเฉพาะนักโทษยาเสพติด ปล่อยออกไปแล้วก็จะวนกลับไปหายาเสพติดเหมือนเดิม ไปค้ายาเสพติด แล้วก็กลับมาใหม่อีก ปีที่ 1 ประมาณ 17% ปีที่ 2 ประมาณ 25% ปีที่ 3 ประมาณ 33% แต่โครงการพระราชทานของท่าน โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง มีคำว่าน้ำใจและความหวังบวกเข้าไป เมื่อสอนไปแล้ว 14 วันหลักสูตร นักโทษเขาจะกลับไปแล้วไม่กระทำความผิดซ้ำ มีอยู่ 5 แห่ง ที่หลังจากฝึกอบรมไปแล้ว ไม่มีการกระทำความผิดซ้ำอีกเลย 5 ศูนย์ฝึกหรือ 5 เรือนจำ ที่เหลือกลับมาวนทำความผิดซ้ำแค่ 6% เท่านั้นเอง ได้ผลดีมากในปีที่ 1 ช่วงนี้เป็นช่วงปีที่ 2 เมื่อเข้าปีที่ 2 ทางกระทรวงศึกษาธิการก็อยากได้โครงการประเภทนี้บ้าง อยากให้เด็กๆของเขาไม่ติดยาเสพติด เพราะว่าเด็กนักเรียนเดี๋ยวนี้ทั่วประเทศ เด็กเกิดมาปีละ 5 แสนกว่าชีวิต รุ่น Baby Boomer ยังพวกประเทศผมนี้เกิดปีละล้านสอง เย็นนี้เกิดปีละ 5 แสนกว่าชีวิต เด็กก็มีปัญหามากมายในระยะหลังๆ สุดท้ายมีปัญหาครอบครัวก็โอนไปปัญหายาเสพติด เด็กก็ต้องไปต้องโทษอะไรมากมาย เขาก็เลยขอพระราชทาน ท่านก็พระราชทานแต่ให้ชื่อใหม่ ให้ชื่อว่า อารยะเกษตรสืบสานรักษาต่อยอด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วย โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง อันนี้ก็เป็นโครงการที่ผมคิดว่า พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิด แล้วก็ดำเนินชีวิตเสด็จพระราชดำเนินทุ่มเทพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพ 38 ปีแรก เสด็จพระราชดำเนิน ไม่มีใครเห็นด้วยกับท่านเลย ขนาดท่านเป็นกษัตริย์นะครับ แต่ท่านขึ้นครองราชย์พระชนมายุน้อย ตอนนั้นพูดง่ายๆ คณะราษฎร์ก็เพิ่งยึดอำนาจไปใหม่ๆ แล้วก็เอากษัตริย์มาเป็นกษัตริย์เท่านั้นเอง ไม่ได้ให้อำนาจอะไร เงินก็ไม่ได้ให้ อำนาจก็ไม่ได้ให้ ย้ายใครสักคนก็ไม่ได้ ท่านก็ทำงานไป หาเงินเอง จะทำอะไร จัดตั้งโรงเรียนกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่อนุญาต จะตั้งโรงพยาบาลให้คนคุดทะราด นิ้วกุด ทำทั้งที่เรียน ทั้งที่รักษากระทรวงศึกษาก็ไม่อนุญาต กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่อนุญาต สุดท้ายท่านก็ทำเอง แล้วหาตังค์เอง ใช้วิทยุอส.เป่าปี่ เล่นดนตรี โฆษณาหาคนมาร่วมมือ ก็สร้างโรงเรียนจนเดี๋ยวนี้ ไม่มีโรค ไม่มีคนป่วย โรงเรียนนี้ก็ทำหน้าที่เป็นปกติ เขาจะยุบโรงเรียน ท่านก็บอกว่า จะยุบไปทำไมในเมื่อไม่มีคนป่วยแล้วก็ให้เป็น โรงเรียนของคนธรรมดา อย่างนี้เป็นต้น แล้วสุดท้าย 38 ปีครับ รัฐบาลถึงได้เห็นคุณค่าของงานที่พระองค์ทำ ขนาดเป็นกษัตริย์นะครับ ผมจึงเห็นว่า ธรรมะที่ท่านเพียร ทรหด อดทน ทำงานโดยไม่ปริปาก ไม่บ่น ไม่ตัดพ้อต่อว่าใครเลย ทำก้มหน้าก้มตาทำ จนรัฐบาลทนไม่ได้ พลเอกเปรมจึงได้ตั้งสำนักงานขึ้น จึงได้รับการยอมรับมาก่อน แต่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือในช่วงพลเอกเปรมมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตั้งสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือที่เรียกย่อๆว่า กปร. ตั้งสำนักงานแล้วก็มีเงินงบประมาณสนับสนุนท่านไปปีละ 400 ล้านสมัยนั้น ผมยังจำได้ ผมก็ถูกคัดเข้าไปอยู่ในโครงการนั้นด้วย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งทำให้งานของพระองค์ท่าน ชีวิตพระองค์ท่านเสด็จพระดำเนินขึ้นดอยมากที่สุด เพราะว่าปัญหาภาคเหนือนี้ มีพื้นที่เกิดโครงการถึง 1,100 กว่าโครงการในภาคเหนือ นี่คืองานของพระองค์ ภาคอีสานก็เยอะพอสมควร ประมาณ 1,000 โครงการ 900 กว่าถึง1,000 ภาคกลางนี้น้อยน้อยประมาณ 800 ภาคใต้ก็ประมาณ 800 โครงการเกษตร รวมทั้งหมดประมาณ 3,700 กว่าโครงการ โครงการหนึ่งมีมากกว่า 10 เรื่อง ถ้าเอา 10 เรื่องคูณก็ประมาณ 47,000 กว่าเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนบอก คิดได้อย่างไร คนธรรมดาคิดไม่ได้ แต่ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ แล้วท่านทำได้อย่างไร ทรงเสด็จพระราชดำเนินไป ไปเยี่ยม ไปดู ไปตรวจเอง เมื่อสักครู่ช่วงเช้านั่งคุยกันมากับท่านรองอธิบดีกรมชลฯ ท่านเป็นอดีต เกษียณแล้ว โครงการใดที่ไปตรวจเองจะสำเร็จ แต่ถ้าสั่งไปแล้วไม่ไปมอนิเตอร์ไม่ไปติดตามประเมินผล มันก็ไม่สำเร็จ พระองค์ท่านก็เสด็จดำเนินไปตรวจเอง ผมจำได้แม่นยำ พระองค์ท่านมักจะอารมณ์ดี ไม่เคยเห็นท่านโกรธเลย อโกธะ ชัดเจน ขนาดเราทำผิดนะ ท่านก็ไม่ตำหนิ ท่านก็ชี้ให้เห็นว่าผิดนะ แล้วก็บอกว่าที่ถูกมันคืออย่างไร นี่ก็เห็นชัดเจน อีกอันหนึ่งผมคิดว่า ข้อแรกคือ ทาน ชัดเจนมาก ก่อนครองราชย์ครบ 60 ปี เขาก็ไปสร้างสวนหลวงร. 9 ทุกคนก็รับภาระมี 9 ห้อง แต่ละห้องก็แบ่งภาระกัน สำนักงานผมไปรับภาระเอางาน 4,700 กว่าโครงการที่ทำกันทั่วประเทศ เอาย่อส่วนมาไว้ในห้องเดียว อีกส่วนหนึ่งก็เป็นห้องส่วนพระองค์ ทุกคนก็ไปขอเสื้อผ้า ขอเครื่องใช้ไม้สอย ขอแผนที่ ขอปากกา ขอดินสอของท่าน ท่านก็ให้หมด ให้จนแบบในห้องทำงานของท่าน ไม่มีเครื่องมือจะทรงงาน ขนาดดินสอสั้นๆด้วนๆ เขาขอท่านไปโชว์ ที่ห้องทรงงาน 9 ห้อง ที่สวนหลวงร.9 ท่านก็ตรัสอารมณ์ดีมากเลย นี่เอาไปหมดเลย แล้วจะเอาอะไรไปทำงาน น่าจะเอาองค์จริงไปตั้งตรงนั้นเลยจะได้ไปทำงานที่นั่น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อารมณ์ดี ไม่ได้รู้สึกว่า ทำไมมาเอาของฉันไปหมด แล้วห้องทรงงานก็ไม่มีอะไรมีแต่พื้น หลายท่านคงเคยเห็นแล้ว พ่อครูว่า... เห็นรับแขกนักข่าวต่างประทศ มานั่งพื้นคุยกันเฉยๆ นักข่าวนั่งชันเข่าด้วย อ.ยักษ์ ว่า... พระองค์ท่านก็ใช้ภาษาได้เหมือนเด็กต่างประเทศ ใช้ภาษาได้ 8 ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพราะท่านเกิดที่อเมริกา ท่านเสด็จไปที่อเมริกาท่านก็ไปตรัสกับคนที่นั่นว่า ท่านกลับบ้าน ฉันเกิดที่นั่นแล้วไปโตที่สวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นถูกขอร้องแกมบังคับให้มาครองราชย์อายุ 9 พรรษา คณะปฏิวัติก็จะจัดที่เรียน จัดครูไปถวายท่านอย่างทรงพระเกียรติที่เมืองไทย อย่างสมพระเกียรติ สอนพระองค์เดียว สมเด็จย่าก็ไม่ยอมอยากให้ท่านมีชีวิตเหมือน คนธรรมดา ก็ให้ไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ ไปเรียนที่โลซาน ท่านก็มีโอกาสได้เรียนทุกวิชา อาจารย์ท่านเก่งทั้งโลกเสรีนิยม ทุนนิยม เก่งทั้งโลกคอมมิวนิสต์ โลกคอมมิวนิสต์พวกผมไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เรียนรู้ได้น้อยมาก การเมืองการปกครองคือผมเรียนรัฐศาสตร์ เรียนยุทธศาสตร์การพัฒนา เรื่องการเมืองการปกครองของโลกตะวันออก โลกเสรีตะวันตก ได้เรียนเยอะมากโดยเฉพาะอังกฤษ อเมริกาเป็นผู้มีอิทธิพลเขียนตำรานักศึกษาไทย ต้องไปอ่านตำราของเขา แต่โลกคอมมิวนิสต์ มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้น้อย ไม่ว่าจะจีน เขาก็ปิดประเทศ แล้วเราก็ไม่ค่อยรู้ภาษาจีนหรือแม้แต่รัสเซีย เขาก็ปิดหลังม่านเหล็ก ยุคของผมคนจะได้ ไปเรียนรู้น้อยมาก แต่พระองค์ท่านได้เรียนรู้ว่าโลกทุนนิยม โลกเสรีนิยม เขาปกครอง เขาจัดการระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคมระบบการศึกษาเขาทำอย่างไร อันนี้ท่านได้ศึกษาได้เห็นได้เรียนรู้ แล้วก็โลกสังคมนิยม ท่านก็ได้เรียนรู้ แม้กระทั่งทฤษฎีใหม่ๆ มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่อศาสตราจารย์อูแลช เป็นผู้ก่อตั้งสำนักทฤษฎีใหม่ขึ้นในมหาวิทยาลัยโลซาน ที่ท่านไปเรียน ท่านเข้าไปลงทะเบียนเรียนถึง 7 วิชา มีอาจารย์รัฐศาสตร์ไทย ทำวิจัยเรื่องนี้รู้อย่างลึกซึ้งเลยว่าท่านไปลงทะเบียนเรียนวิชาอะไรบ้าง ศจ.อุแลช ท่านได้เรียนรู้ หลังจากเป็นกษัตริย์แล้วก็กลับไปเรียนเหมือนคนธรรมดา แล้วสิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นมากเลย ผมได้ตามเสด็จไปในพื้นที่ต่างๆ ก็เสด็จพระราชดำเนินไปหาชาวบ้านเหมือนคนธรรมดาไปประทับยืนกับชาวบ้านก็ยืนคุยกับท่านเหมือนคนธรรมดา เขาก็ใช้ราชาศัพท์ไม่เป็นท่านก็ไม่เคยถือ เสด็จพระราชดำเนินไปถามชาวบ้านว่า ดินแถวนี้เปรี้ยวไหม ชาวบ้านตอบว่า ไม่เคยชิม ก็หันมาหัวเราะ ก็ขำ ไม่ถือองค์ พูดภาษาชาวบ้านว่า ท่านไม่ถือตัว อ่อนน้อมถ่อมตน มัทวะ ผมไม่ทราบว่า ในคำว่า มัทวะ ทางจิตวิญญาณ มีอะไรลึกซึ้งแค่ไหน พ่อครูว่า... อธิบายนิดนึง สุภาพ อ่อนโยน มัทวะนี้ ใครว่า อาตมานี้สุภาพไหม อ่อนโยนไหม คนข้างนอกเขาไม่ได้ว่างั้นหรอก เขาว่าโอ้โห โพธิรักษ์นี้ไม่สุภาพ ไม่อ่อนโยนเลย มีแต่ยิงๆๆ เปรี้ยงๆๆๆๆ นี่ อาตมาพูดเป็นรูปธรรม ให้เห็นชัดๆก่อน เพราะฉะนั้น การสุภาพอ่อนโยน มันไม่ได้หมายความถึงสภาพของรูปธรรมดื้อๆ แต่มันหมายถึง สภาพที่ สุภาพ ภาษาพยัญชนะแปลว่า ภาวะที่ดี สุ ดี ภาวะที่ดี เป็นภาพที่ดี ไม่ได้แข็งกระด้าง มัทวะ อ่อน อ่อนไม่ใช่อ่อนป้อแป้ปวกเปียก ไม่ใช่ อ่อนแล้ว มันก็มีสภาพต่อเนื่องไป อ่อนแต่มีกำลัง อ่อนแต่มีพลัง อ่อนโยน อ่อนๆนะ แต่โยนไปได้ไกล โยนไปได้ให้ เป็นประโยชน์ โยนไปได้มรรคได้ผลเป็นเนื้อเป็นหนัง ไม่ใช่โยนไปแล้วหายไปเลย ไม่ได้เรื่องไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นภาวะนามธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อน เพราะฉะนั้นเมื่อมาเป็นพยัญชนะเป็นภาษารูปธรรมแล้ว มันดูแข็งๆหยาบๆ แต่ในนัยยะ ความเป็นจริงของนามธรรมทางจิตวิญญาณ มันบริสุทธิ์ลึกซึ้ง สุภาพก็ดี อ่อนโยนก็ดี _สู่แดนธรรม... มาจากคำว่า มุทุ คำเดียวกันไหมครับ พ่อครูว่า... คำว่า มุทุ นี้รวมทั้ง ความแน่น แข็งแรง เต็มสภาพ อาตมาเคยเปรียบเทียบว่า มุทุ เหมือนสภาพที่เป็นลูกข่างที่หมุนเร็วมาก แล้วนิ่งมาก ยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง ยิ่งมีแรง แข็งแรงสุดๆเลย เพราะฉะนั้น สว่าน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยิ่งไม่รู้สึกเลย เพราะมันแรงมากด้วยนี่เป็นพลังงานที่ซ้อนๆมีประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นจะรู้สึก มันเนียนไป เหมือนเป็นรูปธรรมดูหยาบๆ แต่มันละเอียดลึกซึ้ง เนียนไปโดยไม่รู้ตัว เมืองไทยในหลวงทรงงานมา 70 ปี ทำสิ่งที่ไม่เรียบร้อย สิ่งที่มันยังติดขัด เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ เรียบร้อยขึ้น จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ เรียกภาษาง่ายๆว่า กินบุญเก่าของท่าน ประเทศไทยทุกวันนี้ กินบุญเก่าของท่าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านใดๆ สรุปทางเศรษฐศาสตร์ ทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะทางรัฐศาสตร์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รัฐศาสตร์โลกุตระของประเทศไทยในสมัยของ 2 ธรรมิกราช พ่อครูว่า... ทางรัฐศาสตร์หรือเรียกกันว่า การเมืองนี้ ทุกวันนี้การเมืองของไทยนี้ เรียบร้อยที่สุด ที่อาตมาเคยพูด เคยบอกว่า เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก ในหลวงท่านตรัส รวมเอาไว้ว่า เมืองไทยนี้สงบมั่นคง จึงเอามาอ่านแล้วของในหลวง เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก “…ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มี ความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้ หาได้ยากแล้ว ท่านตรัสทั่วโลกเลย ในโลกนี้หาได้ยากแล้ว เราทำ เป็นประเทศที่สงบ เป็นประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามี ความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลก นั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…” (พ่อครูว่า สบาย คือ สัปปายะ คือพร้อมบริบูรณ์สมบูรณ์ในตัวมันเอง มี อาหารสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ ) พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ณ ศาลาดุสิด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive