651121 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 พ่อครูพบ ดร.สุริยะใส กตะศิลา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข5 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

651121 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 พ่อครูพบ ดร.สุริยะใส กตะศิลา https://www.boonniyom.net/52636.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1KbH2ZtO7u9Hjw4k7JnfJrq_Ca4ezX_-tB7vAUxQz1to/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1veW52gi5n9QrZbpgfqZ1s-JITx7SNQWA/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/5gxmGGcRoNw และ https://fb.watch/gXbCMSNJli/

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การเมืองโลกุตระกับการเมืองโลกียะ พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 อาตมาไม่ได้จำว่าครั้งที่เท่าไหร่ ก็ทำการปรับทุกข์ปลุกธรรมกันมา 52 ย่างเข้า 53 ปีแล้ว วันนี้มีแขกพิเศษที่จะมาร่วม ปรับทุกข์ปลุกธรรมกับเรา ดร.สุริยะใส กตะศิลา เป็นแขกรับเชิญสำหรับวันนี้ อาตมาก็ยินดีมากเลยที่มีผู้ที่เข้ามาโอภาปราศรัย เสมอสมาน ครั้งที่ 1 มีทนายนกเขากับจตุพรมา ครั้งที่ 2 เป็นหมอเขียว ครั้งที่ 3 นี่ ดร.สุริยะใส เราจะโอภาปราศรัยประเด็นอะไร อาตมาก็คิดว่าคุยได้ด้วยทุกประเด็น เพราะฉะนั้นคุณสุริยะใส จะมีอะไรล่ะ จะให้คุยประเด็นอะไร คิดว่าควรจะคุยกันเริ่มต้น แล้วค่อยๆขยายยาวยืดออกไป ก็ลองปล่อยๆดูซิ นี่แสดงว่าสดมากเลยนะรายการเรา ไม่ได้เตรียมกันเลย _ดร.สุริยะใส ว่า... ผม ขออนุญาตเรียนพ่อท่านอย่างนี้นะครับ ว่าผมได้เคยเข้าไปสนทนากับพ่อท่านในช่วงที่มี ปัญหาบ้านเมือง เราก็ได้พูดคุยได้ถกแถลงกัน โดยเฉพาะในช่วงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นะครับ ผมก็คิดว่าน่าจะได้สนทนาในเรื่องของ การบ้านการเมือง ที่มันจะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เป็นการเมืองที่พึ่งพาได้ เป็นการเมืองที่สร้างส

อ่านต่อ

ันติภาพ เป็นประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ผมก็คิดว่า อยากฟังความเห็นพ่อท่านหรือสมณะอื่นด้วย ว่าในแง่ประชาชนด้วยกันไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหน คิดแตกต่างกันอย่างไร ได้เวลาที่จะพูดคุยกันบ้าง หันหน้ามาคุยกันในเรื่องใดๆ หรือว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปตามกรรม น่าจะเป็น 2 เรื่องหลักๆ ที่ผมอยากจะขออนุญาตฟังความเห็น ขออนุญาตสนทนากับทางพ่อท่านด้วยครับ พ่อครูว่า... เอาอย่างนี้ เรื่องการเมืองก่อน เรื่องการเมืองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาตมาจะต้องคุย จะต้องพูดจะต้องสาธยายอะไรอีกเยอะเลย เรื่องการเมืองนี้อาตมา เข้าใจการเมืองดีด้วย เข้าใจการเมือง 2 ชนิด การเมืองชนิดที่ 1 คือการเมืองแบบโลกๆ ทั่วไป แบบคนโลกีย์ทั่วไป ที่เขามุ่งอยู่ที่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ความเป็นใหญ่ เป็นเจ้าโลก นี่คือการเมืองแบบโลกีย์สามัญ ส่วนการเมืองอีกแบบหนึ่งนั้น เป็นการเมืองโลกุตระ การเมืองนี้มีอยู่ในประเทศไทยประเทศเดียวในโลกขณะนี้ อาตมาขอใช้คำนี้ก่อน ที่จริงก็เริ่มจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว การเมืองชนิดที่จะมีความเป็นไปได้ หรือว่าความเริ่มต้นจากโลกียะ ขยับออกมาจากกรอบของโลกียะ ที่มันไม่ออกนอกกรอบได้เลย เป็นcyclic อยู่อย่างนั้นมานานแสนนานแล้ว โลก 2,500 ปีนี้ พระพุทธเจ้าตอนนี้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไป 2,500 ปีผ่านมาแล้ว อาตมามาทำงาน 50 กว่าปีมานี้ มันเป็น อจินไตย ที่เกิดในโลกในสังคม อาตมาก็มองได้ว่า ขณะนี้มีจีนแผ่นดินใหญ่ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กำลังเริ่มจะมี อัญญธาตุ หรือธาตุ โลกุตระจิต เริ่มจะมีความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระเรียกว่าปัญญานี้ มันกำลังจะเกิดขึ้นในมวลมนุษยชาติจีน เขายังไม่ประสีประสาหรอก แต่เขาก็มีผู้นำ หรือมีคณะของผู้บริหาร เขาเข้าใจเรื่องนี้และเริ่มต้นแล้ว ในโลกมันมีตัวอย่าง เพราะฉะนั้น การเมืองของเมืองจีน จึงเป็นการเมืองที่กำลังเริ่มต้น มี อัญญธาตุ อัญญะ แปลว่า ธาตุอื่น ที่แตกต่างจาก ธาตุ คือ ธาตุของจิตวิญญาณ ความรู้ความฉลาด มีความรู้ความฉลาดที่จะออกนอกกรอบของโลกียะมา เข้ามาสู่โลกุตระ เมืองจีนเริ่มแล้ว เริ่มนิดนึง แต่เขามีมวลมนุษยชาติเยอะ เขามีมวลประชาชนเยอะ แล้วเขาก็อยู่ในระบบที่เขาจะต้องเชื่อฟัง เป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน เขาจะต้องเชื่อฟังผู้นำ เขามีสภาพที่ใช้เผด็จการในที คอมนิวนิสต์มีเผด็จการโดยที มีเผด็จการของผู้บริหารควบคุมจัดการ มันซับซ้อนอยู่ ความรู้พวกนี้มันซับซ้อนอยู่ แล้วเขาก็ค่อยๆปรับตัวขึ้นมา ด้วยความเรียบร้อย ด้วยความสงบ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้มีอยู่ ฐานะก็ดีอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยดี แล้วมวลมันเยอะ มันก็เลยทำได้ มันก็เลยนำมาในโลกปัจจุบันนี้ ทางจีนกำลังนำ สภาพของ จะเรียกว่าการเมือง จะเรียกว่าสังคมเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ในพยัญชนะที่จะแยกความแตกต่างในมิติอะไรเพิ่มเติมหรือองค์ประกอบต่างๆเพิ่มเติมอีกบ้าง ก็ขยายความไปได้ สรุปแล้วสั้นๆก็คือ โลกขณะนี้ มีเมืองไทยเริ่มต้น มีโลกุตรธรรม ตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงบริหารประเทศ 70 พรรษา แล้วท่านก็สวรรคตไป พระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็เคยพูดเคยบอกแล้วว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มาทำงานให้แก่โลกยุคนี้ แล้วท่านก็เปิดโลกขึ้นมาในเรื่องของการบริหารประเทศ บริหารประชาชน การบริหารประเทศของท่าน ท่านบริหารด้วยระบบโลกุตระ ไม่ได้บริหารประเทศแค่ด้วยระบบโลกียะ คนยังเข้าใจระบบโลกุตระไม่ได้ในโลก มันเป็นโลกเทวนิยม ความรู้ทางรัฐศาสตร์ก็เรียนมาจากตะวันตก เรียนมาจากพวกเทวนิยมทั้งนั้น ส่วนทางด้านโลกุตระ แม้แต่ประเทศไทย ศาสนาพุทธมันก็เสื่อมจากโลกุตระมาแล้วตั้ง 2,500 กว่าปี อาตมาเป็นผู้ที่จะสาธยาย ทั้งความหมายของธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม ทั้งจะนำพาสร้างมวลมนุษย์ มาเป็นตัวอย่าง มาเป็นสังคมมนุษยชาติที่จะเป็น พฤติกรรมแบบโลกุตรธรรม เกิด 1 คน 2 คน 5 คน 100 คน 1,000 คน 10,000 คนขึ้นมา เกิดเป็นชุมชนหรือเป็นหมู่กลุ่มบุคคล ที่เป็นบุคคลอารยธรรมที่เป็นโลกุตระ เป็นบุคคลอาริยะที่เป็นโลกุตรธรรม คือชาวอโศก เกิดขึ้นมาในยุคเดียวที่ในหลวงท่านยังทรงงานอยู่ อาตมาก็ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่ก่อนนี้อาตมายังเป็นฆราวาสยังไม่ได้เริ่มเรื่องนี้เลย พอมาบวชก็มาทำงานเรื่องนี้มาตั้ง 50-60 ปี ก่อนอาตมามา เกือบจะ 20 ปี ในหลวงทรงงานมาเป็นรูปธรรม อาตมาก็เอานามธรรมมาสถาปนาลงไปในโลก ในมนุษยชาติ 52 ปีได้รูปร่าง ได้รูปรอยของคนโลกุตรธรรมที่ถึงแก่นแกนของศาสนาพุทธอยู่คือ สามารถนำพาบุคคล มีเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ขั้นสาธารณโภคี คือ ขั้นที่ คนทุกคนอยู่ในสังคมนี้เสียภาษี 100% ทุกอย่างเป็นของสาธารณะส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน ทุกคนมักน้อยสันโดษ ไม่มีใครเอาเปรียบเอารัดกัน มีแต่คนเสียสละ แล้วก็ช่วยกันเสียสละ สร้างสรรค์ให้แก่มวลชนข้างนอกออกไป ตั้งแต่มวลชนระยะใกล้ รอบตัวที่ใกล้ จนกระทั่งไกลออกไปเรื่อยๆ ก็ได้ทำมาเรื่อยๆ มันก็ได้ประมาณนี้ ยังไม่กว้าง ยังไม่ไกลนัก แม้แต่ความรู้ที่จะแพร่กระจายไปให้คนรู้ก็ยังแคบ หรือพฤติกรรมที่มีการสร้างสรรค์ แล้วมีผลผลิต มีแรงงาน มีคุณธรรม มีความรู้ ที่จะกระจายออกไปก็ยังยากยังช้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็เป็นไปตามลำดับ สรุปอีกทีนึง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี การเมืองก็ดี สังคมศาสตร์ก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี รวมแล้วเป็นแบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วก็อาตมามาทำเรื่องนามธรรม ด้วยความรู้ของธรรม สาธยาย แจกแจงธรรมะต่างๆจริงๆเลย ละเอียดลออ ในหลวงก็ทรงรูปธรรม ทำจริง ได้ขึ้นมาจนกระทั่งเข้าตาพวกสากลเขา ก็เขาให้รางวัลมาตั้งแต่พ.ศ. 2540 สหประชาชาติให้รางวัล ในหลวงท่านก็เข้าใจใช้ศัพท์ของท่านว่า ความพอเพียง มีรัฐมนตรีเกาหลี ได้มาถามเรื่องการบริหารประเทศของในหลวง ร.9 ท่านก็ตรัสว่า บริหารประเทศแบบคนจน ประเทศเกาหลีเป็นแหล่งที่รับอารยธรรมแบบโลกุตระนี้ได้แล้ว มีหลักฐานที่ว่า เกาหลีรับอารยธรรม หรือความรู้แบบโลกุตระได้แล้วก็คือ ถึมีมูลนิธิแมนเฮ มองเห็นอาตมาว่า อาตมาได้ทำเรื่องของโลกุตรธรรมขึ้นมาให้แก่โลก โลกจะสันติภาพด้วยโลกุตระ เขามองเห็นว่า โลกจะสันติภาพด้วยโลกุตระ ด้วยโลกียะนั้นมันเป็นสันติภาพผี เป็นสันติภาพหลอก เป็นสันติภาพไม่จริง มันมีแต่สันติภาพแบบเปลือกปากเปล่า แต่จิตจริง ต่างคนต่างจะเป็นเจ้าโลกกันทั้งนั้น ไม่ว่าเจ้าโลกในประเภทใด เจ้าโลกในอำนาจ เจ้าโลกในวัตถุ ในอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่จะปั๊มธนบัตรกระดาษเปื้อนสีออกมากระจายทั่วโลก ตั้งค่าไว้ให้สูงแล้วก็ใช้แทคติกต่างๆ เพื่อที่จะให้ธนบัตรที่จะเรียกว่าเป็นแบงค์ Note เป็นตัวแทนเป็นค่าเงินทองพวกนี้ ให้มันมีค่าสูง ให้มันมีฤทธิ์เดชที่จะสามารถ แทนค่า แล้วก็ซื้อหาแลกเปลี่ยนต่างๆนานา ได้เปรียบอะไรมาได้ ได้วัตถุอะไรมาได้ต่างๆนานา อย่างเช่น ประเทศอเมริกาทำดอลล่าร์ออกมา จนกระทั่งไม่มีใครสามารถเช็คได้เลยว่ามีหลักสำคัญ ใช้ทองคำเป็นหลักประกัน อเมริกาจะมีเท่าไหร่เขาเช็คไม่ได้ แต่ว่าดอลลาร์เต็มกันหมดทั่วโลกแล้วตอนนี้ อเมริกานั้นซับซ้อน ตอนนี้อเมริกา ดอลลาร์ก็ชักแย่แล้วล่ะ อีกหน่อยเขาก็จะได้รู้ความจริงกัน มันจะยาวไปอีก

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การเมืองไทย ในขณะนี้รุ่งเรืองที่สุด พ่อครูว่า... เข้าสู่การเมืองในเมืองไทยในขณะนี้ ในเมืองไทย อาตมาเห็นว่ารุ่งเรืองที่สุด อาจจะขัดแย้งกับใสนะ ขออภัย อาตมาขอเรียกด้วยความสนิทสนมก็แล้วกัน ว่า อาตมามองอย่างไรว่า รุ่งเรืองที่สุด ก็ขอบอกความเห็นของอาตมาสู่ฟัง จะขัดแย้งกับคุณก็ได้ แน่นอน เชื่อว่าขัดแย้ง อาตมามองเห็นว่า ตอนนี้เป็นเรื่องจริงๆ เป็นเรื่องพฤติกรรมจริงของนายกประยุทธ์ นายกที่เขาเรียก ลุงตู่ กันทั่วบ้านทั่วเมืองไทย มันเป็นความสนิทใจนะเรียก ลุงตู่ เป็นเรื่องลึกซึ้งของจิตวิญญาณ ขณะนี้ลุงตู่เอง ได้ประพฤติปฏิบัติมาบริหารประเทศมา 8 ปี เป็นการยืนยันครบเทอมตามกฎหมาย มีอะไรต่างๆนานา แล้วพฤติกรรมก็ยังไม่ได้ลดหย่อน พอมาถึงเอเปค ก็ยิ่งชัดเจนใหญ่เลยว่า ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยง ประเทศมี 21 ประเทศนั่นแหละ เชื่อมโยงในวิถีของสังคม วิถีของมนุษยชาติ อาตมาก็เห็นว่า ได้รับความสำเร็จ แม้แต่ยุคของทักษิณก็มีการประชุมเอเปค จัดไปแล้ว คราวนี้ของประยุทธ์นี้ได้ผลมากกว่ากัน ได้ผลที่มีการเชื่อมโยงได้สนิท ที่จะเริ่มต้นมีการทำงานร่วมกัน ประสานกันกับประเทศต่างๆเข้ามา ในกลุ่มเอเปคนี้ ซึ่งเมื่อกลุ่มเอเปครวมกัน มันจะเป็นพลังงานสร้างสรรค์ ทางวัฒนธรรมเข้าไปอีก มันจะลึกซึ้งซับซ้อนอย่างนี้ มันจะเริ่มดำเนินขึ้นมา เริ่มตั้งแต่กลุ่ม 20 กว่าประเทศนี้ จะพัฒนาขึ้นมาเกิดปรากฏการณ์ แล้วในยุคนี้เป็นยุคที่เร็วด้วย เพราะสื่อสารสนเทศต่างๆมันเร็วมาก และมันมีประสิทธิภาพไม่ช้าเลย ประสิทธิภาพและมีเนื้อหาด้วย มันจะเกิดผลขึ้นมาทีเดียว ฉะนั้นตอนนี้เราจะพูดไปก่อน อาตมาก็ไม่อยากจะพูดไปก่อน แต่อาตมามองเห็น ตามประสาตามภูมิปัญญาอาตมามองเห็นว่า เออ.. มันเริ่มต้นแล้ว คนเขาจริงใจที่มาร่วม ไม่ใช่มาเสแสร้ง ตอบตรงสำคัญตรงนี้ เมื่อประเทศต่างๆที่มีความรู้โลกียะ เมื่อมาสัมพันธ์กับเมืองไทย มาใช้เมืองไทยเป็นจุดร่วมเป็นสถานที่ตรงนี้ ไทยจะดำเนินโลกุตระ ไทยเป็นหลักของโลกุตรธรรม ออกจากตัวคุณประยุทธ์นี่แหละ โลกุตรธรรมออกจากพลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์ดำเนินรอยตามศาสตร์พระราชา แล้วคุณประยุทธ์ก็เป็นโลกุตระธรรมคนหนึ่งด้วย เป็นคนไทยที่มีราก มี root ของโลกุตรธรรมอยู่แล้ว ก็จะนำพากันออกไป จะเชื่อมโยงกันออกไป กฎหมายเขาจะตัดคุณประยุทธ์ก็ตาม ถึงอย่างไรคุณประยุทธ์ก็ยังทำงาน แม้จะไม่ได้ทำงานที่เป็นนายกอีกต่อไป ก็ยังอยู่ในตำแหน่ง อย่างน้อยก็มีตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่แล้ว ก็ทำได้ต่ออย่างนี้เป็นต้น คือพฤติกรรมไม่ได้ขาดหรอก แต่เรื่องของกฎหมายหลักเกณฑ์มันอาจจะขาด ไม่ลงตัวทีเดียว แต่พฤติกรรมไม่ขาด อาตมาไม่เชื่อว่า คุณประยุทธ์จะวางมือจะไม่ช่วยประเทศแล้ว อาตมาไม่เชื่อ คุณประยุทธ์จะต้องอยู่ดูแลประเทศ ช่วยประเทศอยู่ ตราบใดที่ยังสนองราชการ หรือสนองกิจของในหลวงของเรา เพราะพลเอกประยุทธ์นี้เทิดทูนสถาบันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันไม่หยุด มันไม่จบหรอก สรุปอีกทีหนึ่งก็คืออาตมามองเห็นว่า ไม่ได้สะดุดเลย การพัฒนาหรือที่พัฒนาการของประเทศไทยไม่ได้หยุด โดยเฉพาะลักษณะอารยธรรมแบบโลกุตรธรรม ที่ไม่เหมือนโลกียะของชาวโลกทั้งโลก อาตมาเกริ่นไปแล้วว่าเมืองไทยมีแก่นแกน มีรากของโลกุตระ วันนี้เริ่มต้นมีประเทศจีน ที่มีกระแสของ อัญญธาตุ กระแสของธรรมะโลกุตระกระจายขึ้นไปที่เมืองจีนบ้างแล้ว สีจิ้นผิงเขาก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นโพธิสัตว์เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่โพธิสัตว์ทำงานอย่างนี้ไม่ได้ ทำงานจนคนจีนไว้ใจ ก็อยู่ไปเลยจะอยู่กี่ปีกี่ปี ก็เป็นประธานาธิบดีไปอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ แสดงถึงเมืองจีนประชาชนจีนเขา เขาก็มีตัวราก หรือความรู้โลกุตรธรรมหยั่งลงไปแล้วเหมือนกัน เขาจึงยกให้สีจิ้นผิง เอาไปเลยอะไรอะไร อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าพฤติกรรมอันนั้นเข้าตาเข้าใจในใจของประชาชน อาตมามองแบบความรู้ของพระพุทธเจ้า จึงไม่ได้มองแบบความรู้ตะวันตกแบบเทวนิยม ความรู้ของชาวศาสดาเทวนิยมที่เป็นความรู้ ที่มันไม่ครบสมบูรณ์ อาตมาขยายธรรมะนี้อยู่ว่า มันยังไม่เป็น 2 แบบ ที่เป็นปฏิสัมพัทธ์กัน จนกระทั่งจากผู้เดียวกระจายออกไปจนถึงประมาณไม่ได้ เขายังไม่เข้าใจปฏิสัมพัทธ์ตรงนี้ หรือว่าเป็นอิทัปปัจจยตาหรือปัจจยาการของมัน เขายังเข้าใจไม่ได้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลอันนี้ เพราะเหตุอันนี้จึงเกิดผลอันนี้เขายังไม่รู้ถึงวันนี้ เป็นการเชื่อมต่อกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ยิ่งใหญ่ มันไม่ขาดจากกันหรอก มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป ใครจะอยู่ในที่แคบ วนอยู่ในที่แคบ หรือ วนอยู่ในกรอบความรู้ที่กว้างขึ้น แล้วก็มีคนที่จะมีความรู้ทะลุออกมาจากกรอบเดิม กว้างขึ้นไปอีก ทะลุออกมาจากกรอบเดิมกว้างขึ้นไปอีก มันจะเป็นอย่างนั้น ความรู้ของคนมันจะขยายความรู้ที่เจริญขึ้นพัฒนาขึ้นวิวัฒนาการขึ้นไปอย่างนี้ สรุปอีก อาตมาว่าเมืองไทยเป็นรากเหง้าของจิตวิญญาณมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองรัฐศาสตร์หรือว่าด้านเศรษฐศาสตร์หรือไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมศาสตร์ อาตมาพูดไปประมาณนี้ก่อน ใสจะว่ายังไงมีอะไรเป็นประเด็น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นายกฯประยุทธ์ควรเป็นนายกฯต่อไปในกาละนี้ _ดร.สุริยะใส ว่า... ผมคิดว่ามีอยู่ 2-3 ประเด็นสำคัญที่พ่อท่านได้พูดถึงเมื่อกี้นะครับ คือเรื่องของโลกียะ โลกุตระ ผมคิดว่ามันเป็นโจทย์ที่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า ก็รู้สึกว่าบางครั้งมันไปไม่ถึงความต้องการความคาดหวังของผู้คน เหมือนเมื่อครั้งสมัยเราเคลื่อนไหวในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทุกวันนี้ผมจำได้ตอนเข้าไปกราบพ่อท่าน แล้วได้สนทนากับพ่อท่าน คำหนึ่งที่เราพูดกันตอนนั้น คือเรื่องการเมืองใหม่ สร้างการเมืองที่มีคุณธรรมขึ้นมา พ่อท่านท้วงผมเลย ว่า ใส การเมืองใหม่มันไม่ได้ใหม่หรอก มันคือการเมืองที่เราเอาของเก่าดั้งเดิมกลับมา เพราะว่าการเมืองดั้งเดิมถูกทำลายล้าง ถูกลบ ถูกครอบงำจากการเมืองที่มีแต่การเลือกตั้ง การเมืองที่มีผลประโยชน์ มันบังตาเข้ามาทำลาย ทำให้เรา การเมืองดั้งเดิมคือการเมืองที่มีคุณธรรมนำหน้า การเมืองที่เป็นจิตอาสา ไม่ได้ไปแข่ง ไปแสวงหาว่าสส.ต้องมีมากเท่าไหร่ ผมก็จำได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ให้สตินำทางผม เราชัดเจนในทศพิธราชธรรม เป็นเรื่องใหญ่กว่าธรรมาภิบาลของตะวันตก แต่เราไปหลงเรื่องที่เขาออกแบบมา เราไปหลง เรื่องที่เขาออกแบบมาที่มันดูเหมือนจริง แต่มันไม่จริง ตอนหลัง ชุมนุม กปปส. ที่มีลุงกำนันเป็นหัวขบวน เมื่อจบจาก กปปส. ผมก็ไปทำดุษฏีนิพนธ์ของปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จบด็อกเตอร์มา ผมก็ไปตั้งแต่หัวค่ำเราพากันไปหลายล้าน ซึ่งผมว่ามันต้องมากกว่านั้น คนที่เคยชอบลุง เคยไม่ชอบลุง ก็ยังออกมา ผมไปสัมภาษณ์กระทั่งญาติคนที่เจ็บ คนที่ตายตั้งแต่สมัยพฤษภาคม สมัยพันธมิตร ผมถามว่าทำไมคนกลุ่มนี้ยังสู้อยู่ ครอบครัวล้มตายก็มี ลูกสูญหายก็มี แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังสู้อยู่แสดงว่าเขาต้องมีอะไรที่ใหญ่กว่าแกนนำพาไป ผมรู้สึกว่ามันคือแก่นแกนของการเสียสละ การต้องการสังคมที่มีธรรมาธิปไตย ไม่ใช่โลกาธิปไตย ไม่ใช่อัตตาธิปไตย แต่เป็นธรรมาธิปไตย ผมก็ตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่าเป็น moral democracy เป็นประชาธิปไตยคุณธรรม ฝรั่งมาอ่านงานของผมก็บอกว่า ไม่มีหรอกประชาธิปไตยแบบนี้ พ่อครูว่า... ตำรานี้ของพวกเขามันไม่มีเลย _ดร.สุริยะใส ว่า... ทำดีมันต้องดี ทำดีต้องไม่รังแกใคร ไม่เบียดเบียนใคร ผมก็เขียนเอามาตำรา เป็นวิถีประชาธิปไตยแบบชาวพุทธตะวันออก ที่ไม่ต้องไป ตามฝรั่งมังค่า ส่วนตัวผมไม่เคยสนทนากับพลเอกประยุทธ์ เมื่อเปรียบเทียบกับนายกท่านอื่น โดยส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะคิดคล้ายกับพ่อท่านคือการที่เขาเป็นคนที่ไม่ส่งสัญญาณ ของการโกง ไม่ส่งสัญญาณของการคอรัปชั่น มีความน่าไว้วางใจเรื่องนี้ แต่ผมอาจจะเห็นต่างจากพ่อท่าน อาจจะเพราะว่าระบบการเมืองที่พลเอกประยุทธ์ ไปสังกัด โครงสร้างการเมืองเป็นแบบโลกียะ มันต้องแลกผลประโยชน์ มันต้องเอาผลประโยชน์ไปติดปากกัน มันต้องปล่อยให้บ้าง มันถึงจะเดิน แม้จะมีความสามารถก็ไม่สามารถไปจัดการได้ทุกอย่าง มีพวกที่หลงเข้ามาหาผลประโยชน์จากช่องว่าง ทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ มันจะต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ จากคนที่ไม่หวังดี มาเกาะกระแสอาสาว่าจะมาทำงานให้ ตามวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเปล่า สภาพรัฐสภากลายเป็นเสียงข้างมาก นำพาทุกอย่าง ความถูกต้องและธรรมจริยธรรม กลายเป็นเรื่องที่มาทีหลังตลอด พอเราจมอยู่ในสังคมแบบนี้เลยเป็นกับดักที่ทำให้เรารู้สึกว่า มาปีนี้มันน่าจะกระเตื้อง น่าจะดีกว่านี้ไหม ก็จะมีความรู้สึกและมีมุมมองที่อาจจะไม่ได้ตรงกับพ่อท่านเสียทีเดียว แต่ก็เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตนายกอีกหลายคน เอาความโกงมาตัดสินกัน พลเอกประยุทธ์ชนะขาด เรื่องเก่าๆวิธีคิดที่มีลักษณะอย่างนี้ทำให้เกิดการปฏิรูปได้หน่อย ส่วนตัวผมรู้สึกว่าอันนี้ไม่ชัด เช่นเรื่องปฏิรูปตำรวจเราก็พูดกัน แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วไม่ขยับ อย่างเช่นขั้นตอนที่ป๋าเปรมท่านก็ยังเคยบอก บอกว่าลุงตู่ใช้กองหนุนมากไปแล้วนะ เป็นประโยคที่คลาสสิค ที่หลายสายว่าลุงตู่เสียแนวร่วม

นายกฯประยุทธ์ควรเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศหรือไม่ เมื่อผ่านประชุม APEC _ ดร.สุริยะใส ว่า... ส่วนพ่อท่านและพี่น้องชาวอโศก ยัง support พลเอกประยุทธ์ ผมไม่มีปัญหาหรอก แล้วหลายเรื่องที่คิดว่า รัฐบาลนี้ก็ดีกว่ารัฐบาลอื่นหลายเท่า รัฐบาลต้องมีหลายเรื่องที่ต้องชำระสะสาง ผมเองก็เข้าใจตั้งใจว่าให้สำเร็จอีกหลายเรื่อง ผมก็เลยรู้สึกอย่างนั้น ถ้าหากท่านจะเป็นนายกสมัยที่ 3 มันต้องคิดอย่างไร เปลี่ยนมุมมองในการจัดการบ้านเมืองอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาเห็นว่านายกประยุทธ์ยังไม่สมควรจะเปลี่ยนวิธี อะไรออกไปหรอก วิธีที่ทำมานี้ดีแล้ว มีความซื่อสัตย์นำหน้า มีการรับใช้ประชาชนจริง มีความตั้งใจเต็มใจและทำอย่างจริงจังและมีปฏิภาณปัญญา ที่เป็นแกนของโลกุตระอยู่ด้วย ซึ่งอาตมาเห็นว่า นายกประยุทธ์มีแกนของโลกุตระ ทั้งของตัวเองและรับถ่ายทอดมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโลกุตระแน่ๆ เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ การเมืองของไทยจึงเป็นการต่อยอด เป็นการทำงานเชื่อมต่อสืบต่อกันอย่างไม่ได้ขาดสายกันไปได้ ถ้าจะตัดไปให้คนอื่น อะไรยังไม่รู้เลยว่าคนอื่น เขาจะทำได้เท่ากับพลเอกประยุทธ์หรือเปล่า ยิ่งการทำงานรับใช้ประชาชนจริงๆด้วย หรือแม้แต่จะมีคณะ ผู้ที่จะร่วม เรื่องซับซ้อนเรื่องคณะ คณะผู้จะมาร่วมงาน มันเป็นเรื่องที่วิจิตรพิสดารมาก ลำบากมากเลย คณะที่จะบริหาร เช่น คณะรัฐมนตรี เป็นต้น คณะรัฐมนตรีไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่เป็นโพธิสัตว์หรือเป็นคนที่เป็นโลกุตระ ส่วนมากเป็นโลกียะกันอยู่ เพราะฉะนั้น พลเอกประยุทธ์จึงจำเป็นจะต้องใช้พลังงาน ที่จะสามารถยืนหยัด ทำให้พวกโลกียะที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพวก สามารถที่จะดำเนินไปตามที่พลเอกประยุทธ์สามารถทำได้ เขาทำได้ พลเอกประยุทธ์ทำได้ มีหลักฐานยืนยัน มีปรากฏการณ์ที่อ้างอิงได้ คือผลงานทำมา 8 ปีนี้ ตัวเอเปคที่เพิ่งผ่านไปนี้ เป็นเครื่องชี้บ่ง ถึงผลว่า พลเอกประยุทธ์ทำได้ และตัวบุคคล ของผู้นำประเทศ ของแต่ละประเทศที่มาร่วม แสดงออกแล้ว เรื่องวิธีการ เรื่องของนโยบาย เรื่องของวิธีการทำงานอะไรต่ออะไรต่างๆ มันเป็นเปลือก แต่แก่นแท้ๆมันคือจิตวิญญาณ อาตมาจะมองเห็นด้วยปัญญาหรือภูมิปัญญาตามมาว่า จิตวิญญาณของคนที่มาร่วมเอเปคนี้ Appreciate กันทั้งเลย รับได้ แล้วยินดีที่จะให้ประเทศไทยเมืองเล็กๆนี่แหละ เป็นแก่นแกน ต่อไปเอเปคจะไปที่อเมริกา อเมริกาไม่ใช่แดนที่จะเอาคุณลักษณะ ที่มาหยั่งลงในประเทศไทยไปหยั่งลงได้ที่อเมริกา ไม่ใช่ ภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณคนละแบบ เพราะว่าอเมริกานั้นเป็นโลกียะ 100% แล้วจัดจ้านด้วย จะต้องเป็นเจ้าโลกให้ได้ จะต้องรุนแรง ฆ่าแกง ฉันไม่กลัว เป็นอย่างนั้น แล้วกำลังล้มเหลวด้วย

อาตมาบอกได้อย่างนี้ล่ะ อเมริกา เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาอยากจะมาพบอาตมานะ เพราะเห็นว่าอาตมาพูดเป็นอย่างไร อาตมาไม่ได้รังเกียจอเมริกา เขาเป็นคนน่าสงสาร แต่อาตมาพูดความจริงว่า เขากำลังล้มเหลวและเขาก็หลงตัวเองอยู่ เขาอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะ 1. ดอลลาร์เก๋ๆ กระดาษแบงค์กงเต็กกับ 2.อำนาจที่สามารถสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ได้เก่ง เขาอยู่ได้ได้เท่านี้เอง อยู่ได้ด้วยแบงค์ดอลลาร์กับอยู่ได้ด้วยอำนาจอาวุธยุทธภัณฑ์ เขาอยู่ได้เท่านี้แหละ นอกนั้นเขาก็ไม่มีอะไรเหลือหรอก อเมริกา พูดอย่างนี้อเมริกาอาจจะร้อน โดนอาตมาว่ากระหน่ำย่ำยี แต่ว่าอาตมาพูดชัดจากความจริงถ้าเขารู้ตัวเสร็จแล้ว แล้วเขาก็ปรับตัวให้ดีขึ้น

หลังประชุม APEC ใครจะเหมาะเป็นนายกฯเท่า พล.อ.ประยุทธ์ อาตมาขอพูดถึง อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ สักนิดหนึ่งว่า โลกจริงๆนั้น อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจริงๆนั้น ต้องเป็นคนที่ให้แก่ผู้อื่นได้ หรือเสียสละแก่ผู้อื่นได้ หรือเป็นผู้แพ้แก่ผู้อื่นได้ นี่คือสัจจะของมนุษยชาติผู้เจริญที่สุด ผู้ให้ได้ เป็นผู้เสียสละได้ เป็นผู้แพ้ได้ ยิ่งคำว่า เป็นผู้แพ้นี้สุดยอดแห่งความรอบรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกุตรธรรม คนที่จะมาเอาชนะคะคานมนุษยชาติ จะเอาชนะคะคานทุกอย่างทั้งทางด้านวัตถุ ทั้งทางด้านอำนาจ แม้แต่ที่สุดทางด้านจิตวิญญาณ จะเป็นผู้ได้เปรียบจะเป็นผู้มีอำนาจจะเป็นผู้ที่ใหญ่กว่า เป็นผู้น้อยกว่าไม่ได้เป็นผู้แพ้ไม่ได้เป็นผู้น้อยกว่าไม่ได้เป็นผู้แพ้ไม่ได้ เขาไม่มีวันชนะหรอกเขาจะทำวนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน เพราะโลกียะไม่มีใครยอมใคร มันมีอัตตามานะ มีกิเลส มันไม่มีใครยอมใครหรอกโลกียะ มีแต่โลกุตระเท่านั้นที่ยอมคนและสงบด้วยจริง โลกียะไม่มีความสงบจริง สันติภาพในโลกียะไม่มีในมหาจักรวาล มีสันติภาพจริงอยู่ในโลกุตระเท่านั้น เพราะว่ายอมหยุด ยอมแพ้ ยอมเสียสละ ยอมให้ เพราะฉะนั้นชีวิตที่มีชีวิตอยู่ ด้วยเมตตาให้อะไรได้ ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอาริยะแล้วไม่สะสมเงินทองทรัพย์สินที่โลกเขา นิยมยกย่องให้เป็นคุณค่าแม้แต่ทองคำเราก็ไม่สะสม แต่รู้จักปัจจัยชีวิต คือข้าว ผ้า ยา บ้าน รู้จักความสำคัญของชีวิต ข้าว ผ้า ยา บ้านที่อุดมสมบูรณ์เท่านี้แหละ ให้ดี ให้อุดมสมบูรณ์จริงๆให้มากจนกระทั่งเผื่อแผ่ไปเป็นอำนาจโลก ไม่ใช่ไปเอาธนบัตรเป็นอำนาจ ไม่ใช่เอาอาวุธปืนเป็นอำนาจ แต่เอาอาหารเป็นอำนาจ เอาข้าว ผ้า ยา บ้านเป็นอำนาจ เผื่อแผ่คนอื่นให้เขา เป็นกองพลาธิการของโลก อันนี้จะชนะอย่างสงบ จะชนะอย่างอบอุ่น จะชนะอย่างสะเด็ด จะชนะอย่างเด็ดขาด อย่าง Absolute เลย เพราะมันจะกินถึงจิตวิญญาณของมนุษยชาติ แล้วมนุษยชาติทุกคนที่จะพัฒนาไปสู่ความสูงสุดทางจิตวิญญาณ ก็จะมาหาโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นเมืองไทยเป็นแกนของโลกุตรธรรมแล้ว ชมพูทวีปจากประเทศอินเดีย ก็ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยแล้ว เมืองไทยมีโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น เมืองไทยที่พลเอกประยุทธ์เป็นตัวหลัก ดำเนินการบริหาร ดำเนินบทบาทในการที่จะ ทั้งให้คนอื่นเข้าใจ ทั้งพาประชาชนคนไทยทำ 8 ปี ได้ผลขนาดนี้อาตมาพอใจ ที่พอใจนี่คืออาตมามองไม่เห็นคนอื่น มองไปดูคนอื่นว่าใครจะมาแทนพลเอกประยุทธ์ อาตมาก็ใช้ภูมิปัญญาของอาตมา ดูทั้ง background ทั้งชีวิตของเขาที่ทำมา ยกตัวอย่าง ตัวบุคคลเลย อุ๊งอิ๊งเหรอ พิธาเหรอ อนุทินเหรอ อาตมาใช้ปัญญาของอาตมาเทียบวัด อาตมาก็ว่า ยังสู้คุณประยุทธิ์ไม่ได้ ตกไปคนหนึ่งก็คือ คุณจุรินทร์ พรรคประชาธิปัตย์ อาตมาก็ว่ายังไม่ควรจะขึ้นมาหรือที่ซ้อนๆกันอยู่ ก็คือให้พลเอกป้อมขึ้นมา อาตมามองกว้างๆอย่างนี้ อาตมาพูดอย่างเปิดเผยใจให้ฟังว่า พลเอกป้อม ก็แน่นอน อยากจะเป็นนายกสักวาระหนึ่งในชีวิต ก็คงอยากจะเป็น ซึ่งพลเอกประยุทธ์เขาก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน