สัจจะมีหนึ่งเดียวคืออาริยสัจ 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.19 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สัจจะมีหนึ่งเดียวคืออาริยสัจ 4 _แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ...มรรคมีองค์ ๘ และ อริยสัจ ๔ พ่อครูกล่าวว่าไม่มีใครแย้งได้....กราบขอความกรุณาให้พ่อครูอธิบายขยายรายละเอียดอีกรอบค่ะ พ่อครูว่า…อันนี้ก็ยังยากเพราะว่ามรรคมีองค์ 8 อริยสัจ 4 มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ในศาสนาอื่นไม่มี ไม่มีความรู้ที่สามารถรู้มรรคมีองค์ 8 อริยสัจ 4 เป็นอันขาด มันจึงเป็นความรู้หนึ่งเดียวที่เรียกว่า สัจจะหนึ่งเดียว ที่ท่านใช้คำว่า เอกังหิสัจจะ สัจจะหนึ่งเดียว คือ สัญญายนิจจานิโลเก อันนี้แหละคือสัจจะ ก็คือการกำหนดรู้ แล้วการกำหนดรู้ ต้องกำหนดถึงสัญญาธาตุ สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธที่จะเป็นตัวกำหนดรู้เป็นตัวสำคัญมั่นหมาย อาการ ลิงค นิมิต เป็นตัวที่เป็นปัจจุบัน เป็นตัวงานทำงานหนักมาก สัญญานี้ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งนิโรธเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ปรินิพพาน สัญญาก็เป็นตัวกำหนดตั้งแต่ต้นจนท้าย เป็นธาตุรู้ที่ทำงานหนักมาก สำหรับปัญญาในจิตนิยาม เป็นเจตสิกตัวสำคัญมาก เพราะฉะนั้นในศาสนาอื่นไม่สามารถจะแยกแยะรู้รายละเอียดของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นพลังงานธาตุรู้องค์รวม แยกย่อยหลากหลายมากมาย ในธรรมะของพระพุทธเจ้า แม้จะแยกเป็นเวทนาก็เป็นเวทนา 108 กระบวนการ ธรรมะของพระพุทธเจ้า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) มันลึกซึ้งมาก รู้ตามเห็นตามได้ยาก ไม่ง่ายเลย พูดไปแล้วก็เหมือนกับดูแคลนศาสนาอื่นศาสดาอื่น แต่ก็หลีกเลี่ยงความจริงไม่ได้ ผู้ใดมีจิ

อ่านต่อ

ตใจโทสะก็ต้องขออภัย มันไม่มีทางหลีกเลี่ยงเช่นนั้นที่จะต้องพูดความจริง ในอริยสัจ 4 ก็มีมรรคมีองค์ 8 อยู่ในนั้น อริยสัจ 4 มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งต้องเรียนกันจริงๆจึงสามารถที่จะค่อยๆเข้าใจ ขนาดชาวพุทธเป็นมาแต่อ้อนแต่ออก เป็นชาวพุทธมาหลายชาติ เกิดมาเป็นชาวพุทธตั้งหลายชาติ มาชาตินี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ศาสดาจารย์เลยนะ เป็นอาจารย์ทางศาสดา ชาตินี้ แม้ในศาสนาพุทธเราก็ตาม ขนาดนั้นเลยก็ตาม ก็ยังไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆในเรื่องของอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ที่เป็นสัจจะ ก็ยาก ขออภัยต้องขยายความ ที่เรียกว่าเป็นสัจจะเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นสัจจะ ถ้าไม่ศึกษากันจริงๆ ผู้ศึกษาและไม่เกิดญาณปัญญา ธาตุรู้ที่เกิดเป็นปัญญาวิเศษจริงๆ ปัญญาเป็นวิชชาความรู้พิเศษที่ไม่ใช่โลกียะ ใครที่ยังไม่ออกจากวงวนโลกียะไม่ได้ไม่มีทางรู้ ต้องมีธาตุรู้ที่สำคัญมากเลย เป็นการเจาะกระเปาะไข่ออกมาจากไข่ นอกนั้นยังอยู่ในกระเปาะไข่อยู่ในวงวนโลกียะทั้งนั้นเลย เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้จะมีธาตุรู้ชนิดใหม่เรียกว่า อัญญธาตุ พระพุทธเจ้าท่านตรัส เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รู้อันนี้ อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ หมายความว่าโกณฑัญญะเป็นผู้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าเกิดธาตุรู้ตัวนี้ขึ้นมา ธาตุที่รู้โลกุตรธรรม เป็นธาตุตัวแรก เมื่อมีธาตุรู้ตัวที่ 2 ขึ้นมามีผู้รู้ร่วมด้วยเป็นเทวะความเป็น 2 ขึ้นมา มันก็จะเริ่มแตกกระบวนการ ผู้ที่ศึกษาจริงๆ แล้วเกิดสัจธรรมจริงๆจึงจะพูดกันรู้เรื่องจริงๆ รู้มากเท่าไหร่ก็จะพูดกันรู้เรื่องมากเท่านั้น ไม่รู้เลยมันก็จะตื้ออยู่อย่างนั้นไปบังคับความรู้กันไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงได้ว่าสัจจะอันนี้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ผู้ที่รู้ด้วยกันเท่านั้นถึงจะดูอันนี้ จึงเรียกว่าเป็นสัจจะเดียวกันในโลก ที่ผู้รู้ด้วยกันนั้นที่จะรู้ ผู้รู้อย่างอื่นนั้นเถียงกันได้หมดเลย อันนี้ผู้รู้ด้วยกันชัดเจนด้วยกันจะหมดการเถียงไม่เถียงกันเลย จึงเรียกว่าอันนี้เป็นสัจจะหนึ่งเดียวไม่เถียงกันแล้ว นอกนั้นเถียงกันหมด หมดของเทวนิยมทั้งหมด ศาสดาเทวนิยมทั้งหมด แม้แต่ในสัญญาของเทวนิยมด้วยกันก็ต่างกันทั้งนั้น ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แย้งได้หมด ยิ่งมาเทียบกับโลกุตระก็ต้องมี 2 เป็นโลกียะนั้น 1 โลกียะ 1 ก็เป็น 2 ต้องมาเป็นโลกุตระ แล้ว ถ้าเป็นโลกุตระที่ไม่ถึงธาตุรู้ที่เป็นอริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8 รู้เฉยๆก็เริ่มรู้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนจนกระทั่งตัวเองจะบรรลุ อย่างน้อยก็เป็นอนาคามีเป็นอย่างน้อยจะไม่เถียงกันแล้ว แต่ถ้ายังเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามีก็ยังจะเถียงกันเพราะยังไม่ครบถ้วนยังไม่ถึง 50% โสดาบัน 25% สกิทาคามี 50% มันต้องไป 75% เลยไปถึงอนาคามี มันชักจะเลย 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแล้ว ก็จะไม่เถียง มันก็จะชัดเจน จนกระทั่งจาก 75 ไปถึง 100 จึงจะสมบูรณ์แบบ จึงเรียกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว บรรลุธรรมะ อาริยสัจ 4 ผู้บรรลุด้วยกันเท่านั้นจึงจะเรียกว่าเป็นสัจจะเป็นหนึ่งเดียว มันแย้งไม่ได้เลย มันเป็นความจริงที่เป็น1 และเป็น 0 รวมเป็น 1 ได้และสุดท้ายก็เป็น 0 ถ้าเป็นจิตนิยามก็แตกเป็นอุตุนิยามได้ ตั้งแต่เป็นๆก็ทำได้ ทำได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆนี่แหละจึงจะตายจริงแล้วแยกธาตุจิตเป็นอุตุธาตุได้จริง จึงได้มาเป็นอรหันต์ จึงปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ มีศาสนาเดียวที่ทำได้ ศาสนาอื่นไม่มี พูดแล้วก็ขออภัยศาสนาอื่น เหมือนเป็นการยกตนข่มท่าน

630918_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พลเอกประยุทธ์เป็นประชาธิปไตยกว่าทักษิณพันเท่า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน