630605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2563.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

630605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2563 https://www.boonniyom.net/49455.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xbsxt6ZEZEmnhEFnCf5b4mTHEKeWeI7-j3LXobjBMds/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1q8qznI0TDdOCB0M1VGJgTUZuE9afFfd4 สมณะฟ้าไท นำพาลูกๆ กล่าวคำบูชาพ่อครู พิธีน้อมกตัญญูบูชาพ่อครู เริ่มด้วย ขอกราบคารวะพ่อครูและหมู่สงฆ์ ด้วยความเคารพอย่างสูงจากนั้น จึงเกริ่นกล่าว ตั้งนะโม (๓ จบ)...ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นแสงสว่างของโลก ผู้ทรงประทานเส้นทาง แห่งความพ้นทุกข์ ให้แก่มวลมนุษยชาติ ด้วยการประกาศอาริยสัจ๔ และมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีสัมมาทิฎฐิ ๑๐ เป็นเข็มทิศนำทาง ไปสู่ความหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวง ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ก้าวพ้นความสงสัย และมีความเชื่อมั่นกันว่า อัตถิ ทินนัง ทานมีผลจริง อัตถิ ยิตถัง ยัญพิธีมีผลจริง อัตถิ หุตัง พิธีปฏิบัติ จนเกิดผลที่จิตมีจริง อัตถิ สุกฏ ทุกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก การทำดีทำชั่ว มีผลดลบันดาลได้จริง อัตถิ อยังโลโก โลกโลกีย์นี้มีจริง อัตถิ ปโรโลโก โลกหน้า คือโลกโลกุตระ มีจริง อัตถิ มาตา อัตถิปิตา แม่และพ่อ ผู้ให้กำเนิด ทางจิตวิญญาณ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย มีจริง อัตถิ สัตตา โอปปาติกา การก่อเกิดทางจิตวิญญาณมีจริง อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้ง โลกนี้ โลกหน้า ด้วยตัวเอง แล้วประกาศ ให้ผู้อื่นได้รู้ตามมีจริง และบัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็ได้มีที่พึ่ง ที่อาศัย ในสมณพราหมณ์ ที่เป็นผู้รู้แจ้ง ทั้งโลกนี้ โลกหน้า ด้วยตัวเอง คือพ่อครู สมณะโพธิรักษ์ ผู

อ่านต่อ

้นำสัมมาปฏิบัติ จนส่งผลให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เกิดแสงสว่างในชีวิต อันมีสัมมาทิฏฐิ ๑๐ และสัมมามรรค สัมมาผล ตามธรรม สมควรแก่ธรรม ในวาระครบรอบ 86 วัสสา ของพ่อครู ในการกอบกู้ ศาสนาที่ผ่านมา พ่อครูได้ทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ ด้วยเลือดทุกหยด และเหงื่อทุกหยาด เพื่อประโยชน์และความสุข ของมวลมนุษยชาติ มาตลอด จวบจนวาระสำคัญในโอกาสนี้ ที่พ่อครูจะมีอายุ ขึ้นปีที่ 87 ข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นลูกๆที่ได้ชีวิตใหม่ ได้กำเนิดขึ้นใหม่ ทางจิตวิญญาณ ขอปฏิญาณตน ร่วมกันว่า... ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะวิริยะอุตสาหะ ตั้งใจศึกษา ให้ถึงพร้อมในไตรสิกขา อันได้แก่ อธิศีล – อธิจิต – อธิปัญญา ฝึกฝนอบรมตน ให้เกิดมรรคเกิดผล ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยความไม่ประมาท ในโทษภัย อันมีประมาณน้อย สัจจาธิษฐาน ที่เป็นปิตุบูชาของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ จะเกิดจริงเป็นจริงได้ ก็เพราะการมุ่งมั่น เอาจริง ของข้าพเจ้าทั้งหลายนั่นเอง สาธุ

คุณค่าของชีวิตที่สุดอยู่ที่โลกุตรธรรม พ่อครูว่า…อาตมาเกิดมาได้ 86 ปี ทำงานมาจะ 50 ปี ก็เห็นความมีค่าของคนโดยเฉพาะค่าของตัวเอง มีค่าของตัวเอง รู้ว่าคนมีค่าคืออะไร ได้รู้ว่าความเป็นคนมีค่าคืออะไร ยิ่งเห็นชัดเจนเลยว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และแน่นอนดวงของท่านจะได้เป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิ ทุกคนรู้ในดวงของท่านนี่แหละ บารมีของท่าน ถ้าท่านอยู่ในโลกครองราชย์ต่อไปจะเป็นได้เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ ยิ่งกว่าจอมจักรพรรดิจิ๋นซี แต่ท่านไม่ได้แยแสที่จะเป็นจอมจักรพรรดิ์ที่จะได้เป็นผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ ที่จะได้อาณาเขต มีอำนาจ เหมือนกับประเทศนักล่าอาณานิคม ท่านไม่แยแสไม่ดีทิ้งออกมา ทิ้งเลย ออกมา รองเท้าทองที่เคยใส่ก็ไม่เอาเลย ออกมาพระบาทเปล่า แล้วก็ทำงานในด้านธรรมะ มันชี้บ่งให้เห็นความสำคัญของธรรมะในความเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์ในโลกอย่างเช่นโดนัลด์ทรัมป์ก็ต้องการความยิ่งใหญ่ในอาณาจักรในอาณานิคมในโลกจะต้องเป็นใหญ่ อเมริกันเฟิร์ส จะต้องเป็นหนึ่งเป็นยิ่งใหญ่ให้ได้ แต่พระพุทธเจ้า ยิ่งเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมสูงเขาจะรู้จักคุณค่าของความยิ่งใหญ่ คือคุณค่าของธรรมะ ลองนึกดีๆนะ ในยุคโน้น ทวีปอินเดียไม่ใช่ทวีปเล็กเป็นทวีปใหญ่ แม้ว่าการคมนาคมจะไม่ต่อเนื่องไปถึงทวีปอื่น แต่แน่นอนถ้าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ทางโลกก็เป็นเจ้าจอมจักรพรรดิทั้งทวีปเลยทวีปอินเดีย ใช่ไหม แคว้นใหญ่อย่างแคว้นโกศล มคธ จะต้องอยู่ในอาณัติของท่านเลย แต่นี่ท่านออกมาทางธรรมแล้ว กษัตริย์ระดับพระเจ้าปเสนทิโกศลพระเจ้าพิมพิสาร ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ที่สุดในอินเดียยุคโน้น ยอมยกให้ท่านทุกอย่างเลย ท่านจะทำอย่างไร ท่านเป็นอิสระไปไหนได้เหมือนมีรัฐอิสระ มีธรรมนูญของตน ใครมาเข้ารีตเป็นหมู่ของท่านไปไหนต่อไหนได้เลย ทั้งๆที่เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินไม่หวงราษฎรแต่ก็ยินดีให้มาเป็นของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าถามพระเจ้าอชาตศัตรู ที่บอกว่าถ้าเผื่อว่ามีข้าราชบริพารรับใช้ใกล้ชิด มหาดเล็กใหญ่ดูแลกินนอนอยู่ด้วย ตื่นก่อนนอนทีหลังอะไรต่างๆนานารับใช้อย่างสนิท สรุปง่ายๆว่าถ้าเขาจะมาบวช มาเป็นคนของพระพุทธเจ้า เขาพอใจที่จะบวชกับพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจะเอาคนของท่านไว้ไหม พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่ามีแต่จะอนุโมทนาสาธุจะต้องหาบริขารให้ท่านไปเลย อย่างนี้เป็นต้นไม่ได้ห่วงเห็นคนของตัวเองเลย เป็นความยิ่งใหญ่ในความสำคัญของธรรมะเป็นความชี้บ่งอย่างนั้นเลย อาตมาตั้งแต่ออกมาทางธรรมะตั้งแต่วันที่ตัดสินใจออกมาแล้วไม่ได้เคยมีความคิดที่จะสงสัยลังเลว่อกแว่ก ตัดขาดกัน คนแค่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ พระพุทธเจ้าก็แน่นอนเต็มบริบูรณ์ขนาดเรายังชัดเจนที่จะออกมา ไม่ต้องอาตมาหรอกพวกเราแต่ละคนที่ออกมาบวชมีตังค์ผู้ชายผู้หญิงที่เป็นชาวอโศกที่เป็นสิกขมาตุ สมณะ หลายคนก็จะมีความรู้สึกนี้ เราออกมาบวชทางนี้แล้วไม่เคยวอกแวก ทางโลกที่จะสงสัยกลับไปอีก นอกจากบางคน ความรู้สึกอย่างนั้นออกมาแต่แรกมี แต่ออกมาแล้วมีวิบากตัดรอน บวชไปไม่รอด จะต้องกลับออกไปอีก ก็แล้วแต่วิบากของใครของมัน แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามาบวชแล้วก็อยากจะถามว่าถามดูใครอยากจะสึกบ้าง? บางคนก็ 30 40 50 ปีแล้วอายุก็แก่แล้วบางคนก็ผมหงอกแล้ว หรืออาจจะมีบางคน นี่เดาๆ อยากสึก แต่มันดูแล้ว สึกแล้วจะไปตั้งต้นอย่างไร อายุก็เยอะแล้ว หมดเนื้อหมดตัวแล้ว ทิ้งมาหมดแล้ว กลับไปจะอย่างไร ก็เลยไม่กล้าสึก จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้อย่างนั้น มีไหม? มียกมือ? แสดงว่าเป็นคนที่เข้าถึงธรรมะเป็นคนที่ได้ธรรมะเป็นที่พึ่งอาศัย พึ่งธรรมะนี่แหละเป็นชีวิตแล้ว แทนที่จะไปพึ่งโลกีย์ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็มาพึ่งพาธรรมะโดยเฉพาะโลกุตรธรรม พูดกันว่าโลกุตรธรรม ที่อื่นเขาไม่มีที่ไหนไม่ว่าสำนักไหนเขาจะเอาไปขยายความ เอามาอธิบาย ให้ผู้ศึกษาธรรมะของพระธรรม รู้จักว่าโลกุตรธรรมมันคืออะไรมันเป็นอย่างไร เรามีไหมเราได้ไหม คุณธรรมอย่างนั้น ที่เรียกว่าโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมอันแรกที่สุดก็คือโสดาบัน มีคุณธรรมโสดาบัน โสดาบันคืออะไร โสดาบันคือคนที่กิเลสในระดับ ความเป็นโลกอบายในกามาวจร กามภูมิ ความเป็นโลกอย่างนั้นเราไม่เข้าไปอีกแล้ว ตัดโลกนั้น มันมีอยู่ในโลก จัดจ้านมาก ไม่ว่าด้านอบายมุข หรือด้านที่ไม่รู้จักกันมันซ้อนอยู่ ในโลกแห่งลาภยศสรรเสริญกามคุณ แต่มันเป็นยิ่งกว่าอบายมุข มันห้ำหั่นฆ่าแกงแย่งชิงเล่เหลี่ยมซ้อน เหมือนหนังกำลังภายในหนักหนาสาหัส เป็นอบายมุขในระดับของเขา อย่างเช่น นักการเมือง เป็นต้น มันเล่นห้ำหั่นกันฆ่ากัน ในระดับซับซ้อนเหมือนผู้ดี แต่เอาให้ตายทั้งเป็นเลย เขาไม่รู้จักความเป็นอบายมุขอย่างนั้น หรือพวกนายทุน นายทุนที่ หาเงินจากสังคมมนุษย์ ได้เปรียบแล้วทำให้ตนเองเสื่อมต่ำ เช่น สร้างอบายมุขเครื่องมอมเมา สร้างที่มองชัดๆเช่นน้ำเมา เอามามอมเมาแล้วก็ร่ำรวยไป ขายน้ำเมา เขาไม่รู้หรือว่าสุดยอดแห่งอบายมุข มหาบาปที่เขาทำ แต่เขาอวิชชา ไม่รู้เรื่องเลย วิบากเขาในอนาคตจะมีเยอะ คนที่ได้รับผลสืบทอดต่อเนื่องจากเพราะการกินน้ำเมา ก็จะไปฆ่าแกงกันไปล้างไปทำลาย ไปทำเลวทรามอะไรอีกมากมาย แต่คนที่ทำน้ำเมาขึ้นมาไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้ว่ากรรมวิบากพวกนี้มันเป็นวิบากบาป เขาก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกย สร้างหลุมนรกขุมอเวจีให้แก่ตัวเอง หรืออย่างการโกงบ้านโกงเมือง ได้โอกาสโกงได้โกงเอา เหมือนอย่างกับทักษิณ อาตมาก็รู้เจตนารมณ์ของเขา เป็นกิเลสเป็นตัณหา เขาเองเขาได้โอกาส เป็นผู้ที่จะบริหารแล้วจะต้องพยายามคอรัปชั่นเอาเงินทองของประเทศ ตั้งแต่เขาเองทำจนกระทั่งถูกขับออกไปโดยพวกเรานี่แหละ เขาก็ตั้งนอมินีขึ้นมาเพื่อที่จะซ้อนเราได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เขาก็เก่งจริงๆ เก่งในการจะทำชั่ว พอสมชายมาต่อ เขาก็ยิ่งโอ้โห พอสมชายบริหารยังไม่ได้โอกาสมากก็เอาน้องสาวมาเป็นนอมินีต่อ เขารีบเลย เร่งกันกับน้องสาวเลย จะเอาให้หมดกี่แสนล้านเห็นไหม ซึ่งยังไม่เคยมีในประเทศไทยเลย เขาจะกอบโกยโกงเร่งทันทีเลย นี่คือจิตใจของทักษิณเป็นมหาอเวจีนรกที่เขาคิด แต่เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นมหาอเวจี เหมือนกับคนที่ทำให้คนแย่แล้วเขาก็ร่ำรวย เขาก็ไม่รู้ว่าเขาเองได้อะไรก็ไม่รู้ อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาพูดถึงสิ่งจริงเหล่านี้ในมนุษย์ในคนไทยเป็นสัจธรรมเป็นธรรมะที่ควรรู้ อย่าไปทำอาชีพที่มอมเมาอย่างนี้หรือเป็นนักการเมือง แม้ที่สุดข้าราชการ ข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน ข้าราชการนี้คือนักการเมืองระดับประจำ ส่วนที่เลือกตั้งไปเป็นข้าราชการการเมืองชั่วคราว อันนั้นเป็นข้าราชการจร แต่ข้าราชการประจำ เป็นนักการเมืองประจำ เป็นผู้รับใช้ประชาชน แต่ความเป็นสิริมหามายา กลายเป็นว่าข้าราชการเป็นนายประชาชน ประชาชนเป็นผู้รองรับอำนาจบาตรใหญ่ของข้าราชการซึ่งมันผิดสัจจะหมดเลย นักการเมืองคือผู้รับใช้ประชาชน นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งคือผู้รับใช้ประชาชนขาจร ส่วนข้าราชการคือนักการเมืองขาประจำ เป็นผู้รับใช้ประชาชนประจำ แต่เป็นที่ไหน พฤติกรรมมันเป็นที่ไหน ผู้ที่เป็นข้าราชการต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องของมนุษย์และเรื่องของสังคม แล้วก็จะได้มีความรู้มารับใช้สังคมได้เต็มที่ พอได้รับกิจการเขามอบให้เป็นผู้มาทำ เอ้อเก่งนี่ รับหน้าที่รับผิดชอบได้ ในระดับตำบล (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะฟ้าไท …

พิสูจน์สัมประสิทธิ์ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า ขายหน้าเลย อาการเกิดในวันเกิด แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็พยายามเลี้ยงขันธ์ให้ยาวยืนไป เพื่อที่จะทำงาน จนมั่นใจหรือสู้ไม่ไหวจริงๆ สุดวิสัยก็แล้วไป แต่ถ้าไม่สุดวิสัยก็พยายาม 1. เจตนาตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองจะอธิบาย ถ้ายังมีสิ่งที่จะขยายความไปได้อีกแต่ละจุดอาตมาจะวนเวียนขยายความไปได้อีก มันมีเรื่องลึกซึ้งอีกเยอะเลย ก็ต้องพยายามเพื่อจะให้ได้มากที่สุดนี่คือเจตนารมณ์ 2. ก็จะพิสูจน์ Coefficient พิสูจน์สัมประสิทธิ์ว่า เราจะมีอายุอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อานนท์เราจะมีอายุถึงกัปหรือเกินกัปได้ เป็นไปได้ ทำได้ แต่ท่านก็พอแล้ว ท่านก็หมดวาระ อาตมาก็ว่าถ้าคุณธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นไปได้ แน่นอนพระโพธิสัตว์จะต้องสั่งสมบารมีเป็นตามลำดับแน่ อาจจะไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า เป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นอาตมาระดับ 7 ก็ควรจะต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้บ้าง ที่อาตมาพิสูจน์ก็เพราะว่าอาตมาจะต้องพิสูจน์ แสดงว่ายังไม่แน่ใจ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอานนท์เราจะมีชีวิตเกินกว่านี้ก็ได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านจะอายุไม่ถึง 200 ปีท่านก็ทำได้ แต่ท่าน 80 แล้วจะปรินิพพานก็เรื่องของท่าน เชื่อไหมว่าท่านจะอายุถึง 200 ปีก็ได้ อย่างอาตมาบอกว่าเอาแค่ 151 ก็ต้องพยายามดู นี่ยังไม่มีคำตอบเลย ถ้าถึงร้อยเมื่อไหร่ น้ำหนักมันจะไม่เบาเลยนะ ที่จริงอาตมาพูดโดยจริงเลย เข้าใจเชื่อมั่นว่าไม่ใช่เรื่องโกหก ไม่ใช่เรื่องมุข แต่เป็นเรื่องพอรู้ตัวเองว่าอาตมาอายุแค่ 72 เองอาตมาก็ต้องตายแล้ว แต่อาตมาตั้งใจ ไม่เอา ยังไม่ยอมตาย ต้องทำงานต่อไปอีก แล้วทำงานไปแล้ว ก็มารู้สึกตัวว่า มันเป็นเรื่องของการเสริมสร้างอายุขัย ต้องใช้การสร้างพลังงานสัมประสิทธิ์ เป็นตัวแปรในสิ่งที่มันจะเป็นเช่นนี้แต่ไม่ให้มันเป็น ให้มันแปรเปลี่ยนไป มันจะตายไม่ให้มันตาย ให้มันต่อ ก็พยายามทำจริงๆ เมื่อมาถึงอายุ 84 ปีก็เกินไป 1 นักษัตร ก็ไม่น้อยแล้ว เมื่อไม่น้อยก็แสดงว่ามีการสั่งสม รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ให้ขันธ์มันเจริญ มันเป็นขันธ์ที่ได้ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ไม่ใช่ปล่อยให้มันชรตา เสื่อม แต่ให้มีการเกิดอีก อุปจยะ มันทำได้ และถ้าทำแล้ว เป็นฐาน ได้มานักษัตรหนึ่ง 12 ปีเป็นฐานที่ตั้ง อีก 12 ปีต่อไป จะต้องมี coefficient ที่ก้าวหน้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้นต่อไปอีก ถ้าได้เป็นรอบที่ 3 อายุ 108 จะยิ่งแข็งแรง ถ้าหากอาตมาไปถึง 108 ได้นี่ 120 เป็นที่หวัง แล้วจะถึง 144 ได้จริงๆเลย มันเป็นพลังงานที่เกิดซับซ้อนและมีโครงสร้าง มีวิธีการสร้าง มันเป็นนามธรรม ไม่ใช่เรื่องพลังงานแบบรูปธรรม มันน่าลุ้นไหม? น่าพิสูจน์ไหม คุณไม่เป็นอาตมา คุณยังน่าลุ้นเลย แล้วเป็นอาตมาล่ะ มันจะน่าลุ้นไหม เห็นมั้ย ลองเอาใจคุณมาใส่ใจอาตมาดู มันน่าลุ้น ลุ้นไปด้วยกันและการลุ้นชนิดนี้ การช่วยกันส่งเสริมกันอย่างนี้ให้อาตมาอายุยืนยาวไปมันไม่ได้เสียประโยชน์เลยอาตมาว่าได้ประโยชน์นะ นอกจากพวกที่สูญเสียผลประโยชน์ ถูกว่าถูกตำหนิ พูดชัดๆก็คือถูกด่า ด่าเช้ากลางวันเย็นกลางคืน นอนหลับ 1:00 น. 2:00 น.ก็ลุกขึ้นมาด่า อาตมาไม่ได้ทำถึงขนาดนั้นหรอกนะ พูดเล่นๆให้มันสนุกไปเท่านั้น เกิดมาทำงานเป็นโพธิสัตว์นี่มันสนุก มันไม่ขึ้นอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สรรเสริญไม่ได้หรอก โพธิสัตว์ระดับอาตมา มีแต่ถูกด่าถูกด่า คนที่มีภูมิปัญญาจะยอมรับสรรเสริญยกย่องซึ่งจะมีจำนวนน้อย คนจำนวนมากไม่ได้สรรเสริญหรอก ยิ่งพวกที่เห็นว่าเป็นคู่ต่อสู้จะเป็นคู่แข่งเขา เขาก็ไม่เอาใหญ่เลย ส่วนคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย เขาเป็นฐานะของปุถุชนเป็นชาวโลกีย์ 100% แล้วอาตมาก็ไปตำหนิติเตียนไปว่า ว่าไปหมด การกีฬา การบันเทิง การค้าขาย ค้าเหล้ายาเบียร์ เครื่องแต่งตัว เครื่องหลอกเครื่องล่อ...ไปว่าเขาไปหมด เขาจะไปชอบหน้าอาตมาได้อย่างไร เขาไม่ชอบหน้าอาตมาหรอก แต่อาตมาก็ยอมให้เขาไม่ชอบหน้า เพราะว่ามันเป็นการทำบาปของเขา อาตมาใช้ศัพท์ว่า อาตมา ด่าเอาบุญ คำว่าเอาบุญหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าด่าเพื่อให้เขารู้จักตัวเอง ว่าสิ่งที่คุณทำนั้นมันเป็นการตกเป็นทาสของกิเลส แล้วให้กิเลสมันมามอมเมาตัวเอง แล้วตัวเองก็สร้างสิ่งมอมเมาเข้ามามอมเมามนุษยชาติ เอาบุญหมายถึงให้เขาเกิดการชำระกิเลส จะได้น้อยได้มาก จะรู้ ถ้าเผื่อว่าผู้ที่สามารถเข้าใจ บางคนมีวิบากดีมีบารมี เมื่ออาตมาเทศน์ไป ถึงขีดหนึ่ง รู้ว่าองค์นี้..เข้าใจธรรมะเลย..รู้ว่าตัวเองทำบาปเหมือนกับองคุลีมาล ทำชั่วอะไรมาหลงใหลได้ปลื้มทางนั้นเป็นทางสุดยอดความรู้ความเก่งความสามารถ จะทำบาปอย่างหน้ามืดตามัว ฆ่าได้แม้กระทั่งแม่ก็จะฆ่า ที่เห็นความยิ่งใหญ่ของเจ้าอวิชชานี้ มันหน้ามืดตามัวไม่รู้เลย แต่ฉลาดมาก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด เท่านั้นแหละ..ฉลาด หยุดทันที เลิกเลย เป็นพระอรหันต์เลย เห็นไหมว่าคน มันมีจุดพลิก จุดเปลี่ยนที่สูงสุด ในอะไรนิดนึง ร้ายสุดๆ ดีสุดๆทันทีเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะงั้น สัจจะที่มีอยู่มันหลากหลายมากมาย สรุปเข้าเป้าว่าเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ มันไม่มีอะไรดีเท่าโลกุตรธรรม ขออภัยที่ต้องใช้คำว่าโลกุตรธรรม ไม่ใช้คำว่าแค่ธรรมะอย่างเดียว ธรรมะมันเป็นของไม่เที่ยง สัพเพธัมมาอนัตตา เพราะว่ามันก็วนเวียนอยู่ระหว่างดีกับชั่ว ธรรมะของโลกีย์มันก็ดีกับชั่ว แล้วก็หมุนเวียนสูงแล้วก็ลงไปต่ำขึ้นสูง ไม่รู้ตัวหรอก วนเวียนอยู่อย่างนี้ ขึ้นได้ไปเป็นศาสดาแล้วก็ตกลงมาเป็นสัตว์นรกอีกอย่างเดิม หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น อย่านึกว่าเป็นศาสดาแล้วจะได้ไปนั่งแท่นอยู่ในทำเนียบ ไม่ตกต่ำ ไม่เปลี่ยนแปลงอีก ไม่ใช่ แม้แต่ในโลกุตระก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอีก ต้องเกิดปัญญาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะต้องเลิกแล้ว ต้องขึ้นไปสู่ฐานสูงกว่านี้ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนกระทั่งไปเป็นพระอรหันต์ ไม่ตกต่ำไป จนเป็นพระอรหันต์ไม่ตกต่ำแล้วสุดยอด ถือว่าอรหันต์สูงสุด เป็นพระโพธิสัตว์สามารถลงมาสู่ที่ต่ำ พระโพธิสัตว์ลงมาสู่ที่ต่ำคืออะไร คือลงมาเกิดในสมมติที่ต่ำ ลงมาเกิดในสมมติที่ต่ำ แล้วก็ทำงานช่วยเหลือมนุษย์ในฐานที่ต่ำ ขอบคุณทุกคนที่มาแสดงความกตัญญูกตเวทีความรู้บุญรู้คุณ อาตมาทำสิ่งที่เป็นคุณ โดยเฉพาะแสดงความเป็นบุญให้พวกเรารู้จักบุญ แล้วก็ได้ทำความเป็นบุญให้แก่ตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสัจธรรมที่ลึกซึ้ง บุญไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดา บุญเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องรู้ว่าพลังงานความเป็นบุญคืออะไร อาตมาพูดไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่รู้ว่าพวกคุณจะเข้าใจชัดเจนดีแล้วหรือยัง แต่คงพอเข้าใจได้แล้วว่าเป็นพลังงานที่จะต้องสร้าง สร้างเป็นพลังงานไฟ บุญนี่แหละ สร้างเป็นพลังงานที่เผาพลังงาน ฌาน เผาอะไร เผากิเลส กิเลส ก็เป็นพลังงานที่ต้องตกผลึก เมื่อเราสร้างพลังงานอันนี้ สามารถมีฤทธิ์ยิ่งกว่ากิเลส สามารถเผากิเลสได้ กิเลสถูกเผาลงไปได้เมื่อใดเรียกคำนั้นว่าบุญ พลังงาน ฌาน ฌานต้องเป็นความรู้พลังงานฉลาดที่สร้างฌานได้ คนจะสร้างพลังงานฌานที่เผากิเลสได้ ถึงไม่ใช่พลังงาน ฌานที่เพ่งให้เย็นสงบ มันไกลจากฌานของพระพุทธเจ้าที่เขาทำกันในโลกเทวนิยมมันคนละขั้วเลย ฌานของโลกียะ เป็นฌานเย็น แต่ฌานโลกุตระของพระพุทธเจ้าเป็น ฌานไฟ ไฟที่ไหม้ถึงขั้นไหม้กิเลสได้ กิเลสมันเหนียวยังกับอะไรยังถูกไฟฌานเผา ก็มันประกอบด้วยปัญญา ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาต้องมีฌาน นัตถิฌานังอปัญญัสสะ นัตถิปัญญาอชายโต คำนี้เป็นความหมายสุดยอด ไม่ใช่มาเล่นนั่งเพ่งจิต ทำให้สงบไปได้นาน ยิ่งนานยิ่งเย็นไม่ใช่เลย แต่เป็นพลังงานยิ่งกว่าปรมาณู เผากิเลสแล้วหายเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน