630531_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สุดยอดผู้นำตลอดกาลต้องบริหารโดยไม่บริหาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
630531_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สุดยอดผู้นำตลอดกาลต้องบริหารโดยไม่บริหาร
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1rMqt3bKUpiS4PE7T-ysqIL1GiD1fgITtOCM-4aK78Kw/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1wGE4Lqb6aH6fjQY5a7EZ8pURSeqlgRqD สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้คนที่เป็นทุกข์คงจะเป็นคนอเมริกา ติดเชื้อโควิดตายมากแล้วยังมีการก่อจลาจลอีกมีการเผาอาคารและรถยนต์มีการปล้นสะดมกันไปทั่วอเมริกา พ่อครูว่า…ก็ก่อนจะพูดsms พูดต่อจากท่านฟ้าไทที่เกริ่นไปแล้ว เราจะศึกษาธรรมะกับทางธรรมะเพื่อประชาชนสังคมมนุษยชาติ ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ธรรมะของศาสนาเทวนิยมใดๆก็เพื่อมนุษยชาติเหมือนกัน ให้อยู่ดีกินดี ใน Concept ของศาสดา ทุกพระองค์ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ให้มนุษยชาติ อยู่ดีกินดีเป็นสุข แต่องค์ประกอบที่จะทำให้สำเร็จนั้นต่างกัน กายต่างกันแต่สัญญาอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นผลที่ได้ โดยสัญญาโดยการกำหนดรู้ด้วยพยัญชนะด้วยทฤษฎี มันก็เป็นทฤษฎีว่าจะต้องเป็นไปเพื่อความเป็นอยู่สุขของมนุษยชาติ แต่ที่นี้คำว่าเป็นอยู่สุขของมนุษยชาติ มันก็มีทฤษฎีมีองค์ประกอบแต่ละทฤษฎีของแต่ละศาสดา ไม่ตรงกันไม่เหมือนกันก็เลยได้ผลต่างกัน ของสหรัฐอเมริกา ทฤษฎีอีกอย่างกับของเมืองไทยเป็นคนละเรื่อง เทียบยอดต่อยอด นำพาโดยพระเจ้าอยู่หัว อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ชัดเจนมาก ว่าเป็นประชาธิปไตยที่บริหารโดยไม่ต้องบริหาร ปกครองโดยที่ไม่ต้องปกครอง ก็อยู่กันอย่างสงบสุขดี แน่นอนก็มีการขัดแย้งกันบ้างมีการทะเลาะกันในช่วงพระชนม์ชีพของท่านตั้ง 70 ปีก็เป็นบ้าง แต่ก็ลงเอยด้วยดีพอสมควร ไม่ถึงขั้นรุนแรงโหดร้ายเหมือนอย่างกับโ
อ่านต่อ
ลกๆเขาเป็นไป เสร็จแล้วมาสังเคราะห์กันผลสุดท้าย ปลายรัชกาล ประเทศชาติก็ลงตัวสำเร็จรูปร่าง อาตมาเห็นว่ามันได้สังเคราะห์กันด้วยทฤษฎีหลากหลาย มีทั้งเรียนมาจากต่างประเทศจากปราชญ์ผู้รู้ของโลก มีนักบริหารต่างๆมาช่วยกันทำ กว่าจะสังเคราะห์สำเร็จลงมาได้ทุกวันนี้อาตมาถือว่าสังคมประเทศไทยนี้ถูกสังเคราะห์มาด้วยดีแล้วลงตัวแล้ว เป็นไปได้ดี นับวันก็ดีขึ้น การมองความเป็นรัฐศาสตร์ก็ตามเศรษฐศาสตร์ก็ตาม มันมองต่างกัน อาตมามองกับนักทฤษฎีของโลกเขามองนั้นต่างกัน มีนัยต่างกัน อย่างเช่นความเป็นประชาธิปไตยทุกวันนี้ โลก ประชาธิปไตย จะมีตัวเงื่อนไขหลักว่า จะต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งมันเป็นรูปแบบชัด เพราะว่าให้คนทั้งประเทศมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งรูปแบบชัดดี ก็เลยเข้าใจกันง่ายแล้วก็เชื่อว่าอันนั้นแหละคือประชาธิปไตย อาตมาว่าอย่างนั้นมันมักง่ายมากเลย มันไม่ได้ดูพฤติกรรมจริงของการบริหาร บริหารพอเป็นไปได้ด้วยดีสังคมก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่ถ้าพฤติกรรมของผู้บริหารไม่ดี สังคมก็เป็นไปได้ ไม่ดี ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ทีนี้ประเทศไทยตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้งพลเอกประยุทธ์บริหารมาตั้ง 5 ปี สังคมสงบเรียบร้อยดีเป็นไปด้วยดี ถ้าจะว่าไปแล้วก็ครบเทอมของผู้เป็นนายกปกติที่เป็นได้ 4 ปี บริหารได้ครบเทอม นี่ต่อมาอีก หลังเลือกตั้งแล้วก็ตาม จริงๆแล้วมันชัดเจนอีก นายกประยุทธ์จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ไม่ได้อยู่ในพรรคไหน จริงๆแล้วทุกพรรคเอามารวมกันโดยวิธีการของรูปแบบระเบียบแบบแผน ก็ได้เป็นนายกขึ้นมา ยิ่งที่จริงแล้ว อาตมาพูดแต่เขาก็ยังงงและไม่รู้เพราะเขาติดยึดเพียงรูปแบบนิดหน่อยเท่านั้นเอง พลเอกประยุทธ์อยู่ในรูปร่างของผบ.ทบ. เป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ แล้วก็บอกว่าผมขอยึดอำนาจ เขาเพียงแต่ติดยึดในรูปแบบว่าเป็นเผด็จการรัฐประหารโดยพลเอกประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์ก็เลยติดชนักตรงนี้ กลายเป็นผู้เผด็จการ การทหาร กลายเป็นผู้ปฏิวัติ ซึ่งความจริงพฤติกรรมของสังคมมันไม่ใช่ มันเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบเกิดจากประชาชนได้ปฏิวัติ รัฐบาลออกไปต่อเนื่องตั้ง 4 รัฐบาล เรียบร้อยแล้วพลเอกประยุทธ์ก็มารับช่วงต่อ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีรัฐประหาร เขาจะต่อต้านอย่างไรก็ไม่ขึ้นตีกะลาตีปี๊บอย่างไรก็ไม่ขึ้น เพราะมันเป็นประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว เป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่เคยมีในโลกว่ามีประชาชนปฏิวัติ แล้วการปฏิวัติของประชาชนไม่ได้ถือมีดถือปืนถืออาวุธเอาไปวุ่นวายก่อความจลาจลด้วยเลย อยู่กันอย่างสงบสุภาพเรียบร้อยดีเอาความจริงมาประกาศแต่อาจใช้เวลา ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปประกาศอธิบายไปเป็นปี อีกหลายปี อีกหลายรัฐบาลเพื่อให้ชัดเจน รัฐบาลนี้ออกไปปฏิวัติมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก็ถูกปฏิวัติอีก ถ้าเป็นรัฐบาลนอมินีก็เป็นถึงสี่รัฐบาล รวมรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เป็น 5 รัฐบาล แล้วเขาก็ไปมองตื้นง่ายๆว่า มันไม่ใช่ประชาชนปฏิวัติ ถ้าหากประชาชนปฏิวัติจะต้องมีประชาชนขึ้นไปเป็นนายกฯเองสิ ใครก็ไม่รู้ขึ้นมาเอง แต่นั่นแหละพลเอกประยุทธ์ออกมา บอกว่าขอยึดอำนาจแล้วมาเป็นหัวหน้าบริหารประเทศ หรือตั้งประชาชนคนใดคนหนึ่งขึ้นมาสิ นายคนนั้นนายคนนี้มาเป็นผู้บริหารมาเป็นนายกฯ เขาก็พาซื่อ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทุกคนก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ไม่รู้เรื่องว่ามันใช่หรือมันเงอะๆงะไม่รู้เรื่อง ทั้งๆที่มันใช่แล้วแต่ก็รับลูกไม่เป็น รัฐบาลก็บอกว่าหรือ ใช่หรือไม่ใช่
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้ _สู่แดนธรรม พ่อท่านเคยบอกว่าเขาจับมายาไม่เป็น อันนี้ใช่หรือไม่ใช่เขาก็ไม่รู้ พ่อครูว่า…เขาจับความเป็นของจริงไม่ออก เรายืนยันอย่างไรเขาก็ยังเข้าใจไม่ได้ เพราะเรายังไม่มีเครดิต แต่เราทำสำเร็จอย่างจริงจัง อาตมาว่าอาตมาเป็นนักการเมืองตัวเอ้ ไม่ได้ออกไปแสดงตัว แต่พยายามทำความเข้าใจกับประชาชน เอาประชาธิปไตย 10 ข้อขึ้นมา งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ นักการเมืองทุกวันนี้เรียนประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งเพียงพอ ในความเป็นประชาธิปไตย อาตมาเข้าใจถึงประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตนเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน . 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ . 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) . . 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน
ความซับซ้อนของประชาธิปไตยเมืองไทยที่อาตมาได้กล่าวไปนิดหน่อยเป็นข้อบ่งชี้ว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะผลของการบริหารตั้งแต่นายกฯประยุทธ์บริหารมา 5-6 ปี สงบร่มเย็นเป็นไปด้วยดี ที่นี่ คนก็มองไปว่าสังคมดูดี แต่เศรษฐกิจแย่ ก็มาเข้าสู่โหมดความเป็นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้ดีมาก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ชัดเรื่องเศรษฐกิจ บอกว่าต้องเอาเศรษฐกิจพอเพียง ฟังก็ได้แต่บัญญัติภาษาคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ยังไงเขาก็บอกว่าต้องให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุด สหประชาชาติก็ขานรับว่าเศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุด แต่ยังไม่รู้ในรายละเอียดจริงๆ ว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร แต่รู้คร่าวๆเลาๆ มีคำว่าพอ Sufficiency มันมีคำว่าพอ ศัพท์คำว่าพอ จุดสำคัญของมนุษยชาติคือมันไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นถ้ามันมีความสำนึกสำเหนียกในคำว่าพอขึ้นมา มันก็เริ่มเป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ใช่ขี้โลภ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวไม่รู้จักพอ ขี้โลภอย่างไม่มีลิมิตไม่ใช่ มันมีความพอนิดหน่อย เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่มีตัวตน มีทรัพย์เท่าไหร่ก็เป็นศูนย์ พอ สุดยอดแล้ว ผู้ที่ไม่มีตัวตนไม่มีตัวกูของกู ไม่มีอัตตา ไม่มีอัตตนียา ตัวเราของเรา เป็นผู้ที่มีความศูนย์ก็พอ แล้วเป็นความศูนย์ก็พอที่รวมกันเป็นสังคม ผู้นี้มีศูนย์แล้วก็พอ อยู่คนเดียวยากเวลาคนเราเจ็บป่วยแล้วไม่มีคนช่วย แต่ก็พออยู่ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่เป็นสูญแล้วมาร่วมกันทำงานขยันมีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นมีผลผลิตมีผลของแรงงานที่จะเป็นสิ่งเลี้ยงตัวเองรอด เป็นแต่เพียงว่าถ้าอยู่คนเดียวเจ็บป่วยแล้วไม่มีใครช่วยดูแล แต่ถ้าเป็นสังคมอย่างชาวอโศกเรา เป็นสังคมส่วนรวม พึ่งพาส่วนกลาง พึ่งกันและกันจริงๆได้ พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ จึงเป็นสังคมสมบูรณ์ จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยก็ตาม จะเรียกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ตาม มันเป็นเพียงบัญญัติเป็นเพียงชื่อของพฤติกรรมสังคมเท่านั้น เกิดมาจากความรู้กับจิตที่เป็นจริง ชาวอโศกมีความรู้และเป็นจิตที่เป็นจริง จึงอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีทรัพย์สินของตัวเองเลยได้ อยู่ได้อยู่รอดจริงๆ ส่วนใครจะมีบ้างนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้อยู่เพื่อจะมาสะสมกอบโกย จะเอาเปรียบเอารัด ชีวิตเกิดมาตายแล้วจะได้มีเงิน 100 ล้านไม่ใช่ บางคนก็มีพันบาท หมื่นบาท แสนบาท ล้านบาทก็เท่านั้น ไม่มีความคิดที่จะเอาไว้มากมีเหลือก็เอาเข้าส่วนกลาง จะเป็นคนมีจุดที่พอและเป็นจุดที่ไม่สะสมตรงตามวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้า เป็นหลักเกณฑ์ที่สุดยอด นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...พ่อครูอธิบายคนที่มีความพอ คนที่สูญแล้วคือคนที่พอสุดยอด นักรบธรรม...ที่พ่อครูว่า นักการศาสนาหากเป็นพระอรหันต์จะเป็นผู้นำได้อย่างสุดยอด ถ้าหากผู้บริหารเป็นนักบวชจะเป็นได้ดีไหม พ่อครูว่า..ยิ่งดีใหญ่เลย นักการศาสนาที่เป็นพระอรหันต์บริหารด้วยและเป็นนักบวช จะดีไหม ก็ยิ่งดีเลยทุกวันนี้ยิ่งทันสมัย คนที่ไม่เข้าใจ อย่างคุณนี่ ว่า มาเป็นนักบวชแล้ว จะไปบริหารประเทศชาติ บริหารคนหมู่ใหญ่ได้หรือ ได้สิ ได้ อาตมาบริหารอยู่นี่ไง อาตมาถึงไม่ออกไปเป็นฆราวาส ถ้าหากว่าอาตมาเห็นว่าไปเป็นฆราวาสธรรมได้ดีอาตมาออกไปแล้ว เพราะอาตมาทำงานทางธรรมะ แน่นอนอัตโนมัติทำงานทางธรรมะคนก็ต้องเชื่อ ทำงานทางธรรมะแล้วบริหาร อาตมาบริหารนะทุกวันนี้ ไม่ได้ไม่บริหาร แต่ว่าอาตมาไม่มีตำแหน่งหน้าที่ อาตมาไม่มียศตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีอะไรที่มาระบุ แต่อาตมาทำงานเต็มที่ของอาตมา อาตมาทำงานบริหาร แต่การบริหารของอาตมาไม่ได้ระบุชื่อไม่ได้ระบุตำแหน่งอะไรเลย แต่อาตมาเอาความเป็นจริงแสดงอาการ ทำงานทั้งการพูดการทำ พูดแล้วทำนี้ ไม่ได้พูดทำโดยไม่มีเจตนาโดยไม่มีจุดมุ่งหมายใดมีเจตนามีจุดมุ่งหมาย ทำกับประชาชนเพื่อประชาชนแล้วก็ให้ประชาชนมาพร้อมกันทำโดยประชาชน ทุกวันนี้ที่นี่จึงเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งเลย เพราะฉะนั้นจึงได้นักประชาธิปไตยประมาณนี้แหละ ก็ได้นักประชาธิปไตยประมาณชาวอโศกนี้ นอกนั้นเป็นนักประชาธิปไตยที่กำลังงมคลำหาทางอยู่ยังไม่มีทฤษฎีเอง พระพุทธเจ้าท่านมีทฤษฎีแล้วสุดยอดแล้ว แต่คนเหล่านั้นยังไม่ได้ทฤษฎีเอกของพระพุทธเจ้า แม้แต่เป็นนักบวชที่เป็นภิกษุจบเปรียญ 9 จบปริญญาเอกทางศาสนาพุทธก็ยังไม่รู้ ทำไม่ได้ ยังไปแย่งลาภยศตำแหน่ง ดีไม่ดียังโกงอยู่เลย มันตลกสุดๆเลย ซึ่งมันไม่ได้เรื่องอะไร
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เศรษฐกิจดีต้องมีวรรณะ 9 สรุปคำว่าเศรษฐกิจที่ดีนี้ จงมาดูตัวอย่างชาวอโศก สรุปง่ายๆ เพราะอโศกมีเศรษฐกิจที่ดี เศรษฐกิจนี้เป็นเศรษฐกิจสำเร็จรูปแล้ว โดยหมู่สมาชิกของผู้ที่มีทฤษฎีนี้ ปฏิบัติตนอยู่ในกฎเกณฑ์หลักเกณฑ์ทฤษฎี จะเรียกว่ากฎเกณฑ์กฎหมาย ธรรมนูญ ก็ได้ ชาวอโศกมีธรรมนูญอย่างนี้ ตามที่เราเป็นอยู่นี้ แล้วผลของสังคมออกมาได้ถึงสาธารณโภคี หมายความว่าเป็นคนที่อยู่ในสังคมกลุ่มนี้แล้ว ทำงานแล้ว มีลาภธัมมิกา ได้ผลผลิตออกมาเอาเข้าสวนกลางเป็นสาธารณโภคี เป็นข้อที่ 4 ของสาราณียธรรม 6 นี่เป็นเครื่องชี้บ่งของคำว่าเศรษฐกิจ ลาภโดยธรรม เอามาเข้ากองกลาง แล้วก็กินใช้ร่วมกัน จึงเกิดสังคม เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ตามหลักเกณฑ์ ศีลสามัญญตา ตามความรู้ความเห็น ทิฏฐิสามัญตา นี่คือสาราณียธรรม6 นี่ ชาวอโศกที่สุดธรรมะพระพุทธเจ้าเอามาทำจนเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดหรือจะเรียกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้ เป็นสุดยอดยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ คาร์ลมาร์คก็ไม่มีทางเทียบ เทียบไม่ได้เพราะนี่เป็นสุดยอด คาร์ลมาร์คไม่ได้สามารถทำให้คนมาทำงานเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ แล้วมีทิฏฐิเสมอสมานกัน ไม่มีลัทธิแปลง ลัทธิแก้ ชาวอโศกไม่มีลัทธิแก้ ผู้จะมาแก้ลัทธินี้ หลุดออกไปจากชาวอโศกมีไหม มี เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมาแก้ลัทธินี้ เพราะฉะนั้นใดเศรษฐกิจดีจึงมีความหมายที่ยากจะเข้าใจ ในหลวงร.9ตรัสไว้ว่าเศรษฐกิจดีคือเศรษฐกิจคนจน เศรษฐกิจต้องอยู่กันอย่างผู้ที่ขาดทุน เป็นความรู้ที่สูงส่งมาก พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ขาดทุน เจริญมาก ผู้ที่อยู่อย่างมีชีวิตเอาแต่กำไร เสื่อมเอากำไรมากๆๆ เสื่อมมากๆๆๆ ฟังแล้วขัดหูไหม มันคนละเรื่องกับที่เขาเข้าใจกันเลยที่เป็น Concept ของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเปลี่ยน Concept เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจองค์รวมของเขา มาเป็นอย่างที่มีเป้าหมายอย่างชาวอโศกเข้าใจ ถ้าเข้าใจได้มากเท่าไหร่ก็จะเกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์และสังคมจะอยู่อย่างเป็นสุข แต่นี่มันยังเข้าใจกันยังไม่ได้ยังไปคนละทิศทาง ยิ่งเป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา อัตตาเต็มบ้อง หมด ประชาธิปไตยดีสุดคือไม่มีอัตตา มีความขยันมีความรู้ความสามารถมีความเสียสละเกื้อกูล มีการสังคหะ มีพลังแห่งสังคหะ มีพลังงานปัญญา พลังงานวิริยะ พลังงานอนวัชชะ มีพลังงานปัญญา มีกำลัง 4 จึงไม่มีภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) . . . 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) . . 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) . , 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) , มีต่อ...
1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) . 4. มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209)
ชาวอโศกไม่มีใครมาเบียดเบียนเท่าไหร่ เพราะเราไม่ไปเบียดเบียนใคร เป็นชีวิตที่อยู่อย่างสบาย อาชีวิตภัย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท …เราไม่ติดโควิดอยู่ที่นี่ปลอดภัยมากเลย พ่อครูว่า...เราไม่กลัวตาย ก่อนตายก็ยิ้ม อาตมาไปดูท่านถนอมคูณก่อนจะตาย ท่านก็ว่า จะวางอย่างไรๆ ไม่ได้ขัดข้องหมองใจเลย ท่านก็บอกว่าวางอย่างไร? คือ เวลามันทำจริงๆมันพร้อมแล้วแต่มันเป็น นามธรรม ที่จริง ก็ยังข้องใจว่าจะถูกหรือเปล่า เอาล่ะก็วางดีทุกอย่าง อาตมาก็อธิบายสู่ฟัง เงียบไปพัก ไม่ได้สะทกสะท้านต่อความตายต่อนรกเลย เพราะพวกเราทำงานไม่มีอกุศลไม่มีนรกอะไร แล้วจะไปกลัวทำไม เรารู้ชัดแล้วก็ไม่ไปทำในสิ่งที่เป็นอกุศล ส่วนคนที่ทำอกุศลแฝงอยู่ก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าใครสะอาดบริสุทธิ์มาแล้วอย่างน้อย 5 ปี 10 ปี 20 ปีไม่ได้ทำอกุศลอะไร มันสบาย ตายแล้วมีแต่กุศลรองรับเบื้องหน้า ถ้าพูดอย่างโลกๆก็มีแต่สวรรค์ตายไปแล้วมีแต่สวรรค์เพราะเราไม่ได้สร้างอะไรให้เรา ทรัพย์ข้างหน้าของเราไม่ได้มีนรก สู่แดนธรรม...อาสิโลกภัย คือภัยที่เกิดจากการตำหนิติเตียน ต้องแยกแยะว่าไม่ใช่ไม่มีการตำหนินะ พ่อครูว่า..ดีอธิบายเพิ่ม ผู้รู้ไม่ตำหนิติเตียนปราชญ์ไม่ตำหนิติเตียน เราอยู่อย่างผู้ที่เลี้ยงง่ายมีวรรณะ 9 สังคมเราเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ตัวบุคคลมีวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่ายเป็นคนบำรุงง่าย คือเป็นคนอยู่กับสังคมนี้จะบำรุงแต่ไม่บำเรอ จะให้เจริญพัฒนาไปให้ดีไม่ยาก เป็นคนว่านอนสอนง่ายรู้จักดีรู้จักชั่ว เป็นคน สุโปสะ เป็นคนมักน้อย คู่กับเป็นคนพอสันตุฏฐิ เป็นคนใจพอแต่เขาไปแปลว่าพึ่งพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อาตมาก็บอกว่าไปถามคุณธนินท์ เจียรวนนท์ว่าเขาพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ไหม ...แล้วหยุดที่จะมีเพิ่มไปอีกไหม อย่างนี้ก็ไม่พอสิตัวเองไม่หยุด มันไม่พอ เพราะฉะนั้นมักน้อยที่สุดแล้วคือคนที่เป็นศูนย์ ไม่มีสมบัติแล้วก็พอ ใจพอ กินดีแล้วอยู่ได้ไหม มีความเป็นศูนย์ได้อยู่ได้ไหม นี่เป็นความท้าทายของมนุษยชาติของสังคม ชาวอโศกเราทำได้ มักน้อยแล้วพอ อัปปิจฉะ คือมักน้อย ต้องการน้อยๆ อาตมาแปลว่า กล้าจน คนจนที่สุดคือคนศูนย์ ใจพอคือสันตุฏฐิ แล้วก็เป็นคนที่ขัดเกลา เรายังรู้ว่าเรายังมีอะไรบกพร่องโดยเฉพาะใจเรายังมีกิเลสก็ขัดเกลากิเลสในใจ สัลเลขธรรม เรียนรู้ เราก็ต้องสังวรระวังตัวเองเป็นคนที่มีอาการน่าเลื่อมใส ปาสาทิโก ขัดเกลาตามหลักพระพุทธเจ้าคือมี ธูตะ วิเคราะห์ปฏิบัติที่สูงขึ้น เคร่งขึ้น หากใส่องค์ก็เรียก ธุตังคะ ก็คือธุดงค์ แต่เขาแปลว่าเป็นการบุกดงทะลุดง ไปโน่น ดง แปลจาก ตังคะ ของบาลี แล้วพอพ้องกับคำว่าดงของไทย ก็เลยบอกว่า พระธุดงค์คือผู้ที่พระเข้าป่าเข้าดง ทะลุดง สู้กับเสือสิงห์กระทิงแรดมาแล้ว เป็นคำสอนของเดียรถีย์ ออกนอกรีตศาสนาพุทธ พระแบบนี้เป็นเดียรถีย์ ที่ไม่ใช่พุทธ ธุตังคะ คือข้อปฏิบัติที่สูงขึ้น เคร่งขึ้น ยิ่งปฏิบัติได้จะยิ่งดี ไม่เคร่ง สบายได้โดยไม่ยากไม่ลำบากศีลเป็นปกติ ศีล 5 8 10 จุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีลได้อย่างไม่ลำบากเลย เรียกว่ามีธูตะ ทำได้อย่างสบายมาก ปกติ คือผู้มีศีล สู่แดนธรรมว่า..เหมือนสมณะเรามีชีวิตเลยไม่ได้ใช้เงินก็เป็นปกติ พ่อครูว่า...ใช่ พระเถรสมาคมทำไม่ได้ แม้แต่ฆราวาสเราก็ไม่ใช้เงินในเรื่องส่วนตัวได้เลยของส่วนรวมก็ใช้เป็นธรรมดา ส่วนเรื่องส่วนตัวอาศัยส่วนกลางได้หมดเลย ไปที่สขจ.ได้เลย เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของชาวอโศก สบาย มีทุกอย่างพร้อมพรัก ปาสาทิกะ คือ อาการที่น่าเลื่อมใส สุดยอด อปจยะ ก็คือไม่สะสม แล้วเป็นไง วิริยารัมภะ ไม่สะสมอะไรเลยแต่ยอดขยัน ขยันไม่หยุด เรียกว่า วิริยารัมภะสุดยอด แต่ไม่เอาอะไรมาเป็นของตัวเอง มีแต่สร้างๆๆ เอาเข้ากองกลาง แล้วเราก็กินน้อยใช้น้อยมันจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีความเหลือเฟือจึงได้สะพัดให้แก่ผู้อื่นได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสังคมกลุ่มใดที่อยู่ในหมวดวรรณะ 9 นี้จึงเป็นสังคมเศรษฐกิจ รวย เป็นเศรษฐีเงินถังแต่สตางค์ไม่มี
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บริหารโดยไม่ต้องบริหารเป็นเช่นนี้ _นักรบธรรม..หากชาวอโศกที่มีพ่อครูเป็นผู้นำ อาตมาพาทำนี้มันสมบูรณ์แล้ว หากมวลมหาประชาชนยอมรับให้พ่อครู นักบวช เข้าไปบริหารประเทศ พ่อครูว่า...ทำไม่ได้หรอก สมมุติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คนที่สมมุติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาถามเขาเรียกว่าโง่ เอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาถามคนเขาเรียกว่าคนโง่ มันไม่ควรถาม เอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มาถามทำไมมันโง่ อย่ามาทำดีกว่าเสียเวลามันไม่ดี เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก่อนจะถามก็รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ก็จะถามไปทำไมเสียเวลา นักรบธรรม...บางประเทศ เขาให้นักบวชไปบริหารประเทศได้ พ่อครูว่า...ฟังอย่างไรไม่ทัน อาตมาบอกไปเมื่อกี้นี้ว่า อาตมาบริหารโดยไม่บริหารอาตมาบริหารสังคมในประเทศไทยมีอย่างพวกเราหลายชุมชนในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์อยู่ในวิถีชีวิต ตามที่อาตมาช่วยพากันทำใช่ไหมล่ะ อาตมาบริหารอยู่เหมือนกับข้าหลวงเหมือนกับนายอำเภอที่มีตำบลมีหมู่บ้าน มีกระจายไปไม่ได้มากองอยู่ร่วมกันเท่านั้น เข้าใจสัจธรรมที่เป็นสัจจะของมวลมนุษยชาติ พูดชัดๆสมมุตินี้ให้ตลก อาตมานี้คือนายกฯที่บริหารโดยไม่มีตำแหน่งแล้วอาตมาก็ไม่มีปลดเกษียณด้วยไม่หมดสมัย เพราะถ้าจะไปเปลี่ยนสมัยเมื่อไหร่ ก็ออกกฎหมายว่าจะเอาแค่สมัย 1 สมัย 2 แล้วอย่าให้เป็นอีก อาตมานี้ได้เป็นนายกอยู่ตลอดพวกคุณเลือกอาตมาอยู่ตลอด เลือกเมื่อไหร่ก็เอาอาตมานี่แหละใช่ไหม เป็นนายกตลอดกาลเหมือนกับสีจิ้นผิง ตอนนี้ชาวจีนเขาให้เป็นผู้นำตลอดกาลจนกว่าคุณจะเบื่อ ตอนนี้กระแสส่วนใหญ่ของประเทศตอนนี้เอาเลยให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯได้เลย อนาคตจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มีพวกกระสันจะเอาอำนาจอยู่บ้างก็เป็นธรรมดา ต้องมีฝ่ายค้าน สมณะฟ้าไท.. พ่อครูว่า...ก่อนจะผ่านตรงนี้ไปก็เขาบอกลักษณะทฤษฎี ที่อยู่กันของมวลชน ลักษณะของมวลชนเป็นอย่างนี้การปฏิบัติของมวลชนเป็นอย่างนี้ เราจะใช้ ชื่อว่าอยู่กันอย่างประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์อยู่กันอย่างสังคมนิยม อยู่กันอย่างทุนนิยม อยู่กันอย่างเผด็จการ อยู่กันอย่างอะไรก็แล้วแต่จะเรียกชื่อกันไป มันก็มีความสำคัญอยู่ที่ จุดสำคัญหรือประธาน ที่เป็นจิตพิสัย ศาสนานี้เป็นเรื่องของจิตพิสัย คอมมิวนิสต์ คาร์ลมาร์ค ตีทิ้งจิตพิสัยเลย แม้แต่เหมาเจ๋อตุง หรือเลนิน ก็ไปหนักในทางวัตถุ วิสัย เขาว่างั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นพวกที่ไม่เอาศาสนา ไม่เห็นแก่เรื่องจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เห็นวัตถุเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ซึ่งมันก็เลยไปกันใหญ่เลอะเทอะไป ไปได้ชั่วคราว ไม่ดี ไปได้ถึงขั้นเรียกว่า แก้ไขเศรษฐกิจได้ชั่วคราวแก้ไขวัตถุ เฉลี่ยวัตถุเล็กๆน้อยๆได้สำเร็จนิดหน่อย แต่จิตที่เป็นฐานเป็นประธาน เป็นตัวพฤติกรรมแท้ที่เรียกว่าอนุสัย จิตมันไม่เอาตามมันจึงเป็นไปได้ยาก มันเป็นการบังคับ เป็นลัทธิ Command เป็นลัทธิบังคับ เป็นอาชญา บังคับข่ม มันจะไปไม่นาน ถึงเป็นผลสำเร็จก็ไปไม่นาน ต้องมาอนุโลมให้มีอิสรเสรีภาพ การข่มไว้มันอยู่ไม่ได้นานหรอก แต่ถ้าให้เขาอยู่อย่างอิสรเสรีภาพให้เขารู้จักมีปัญญาอยู่อย่างเป็นผู้เสียสละอย่างไม่เห็นแก่ตัวเป็นคนมักน้อย มันจะอยู่ได้ แน่นอนต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษยชาติ มันจะต้องมีความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักอนุโลมปฏิโลม ผู้บริหารเองจะต้องเป็นคนเสียสละให้ได้ คนก็จะยอม คนก็จะนับถือ ก็จะปฏิบัติตามบริหารได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจริงๆนั้นมันข้ามพ้นความเป็นคอมมิวนิสต์ ข้ามพ้นจากความเป็นทุนนิยม ข้ามพ้นหมดเลยสำหรับประชาธิปไตย มันสูงกว่า ข้ามพ้นความเป็นเผด็จการนั้นแน่นอนที่สุดอยู่แล้ว แต่จะบอกว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่จิตพิสัย ไม่ได้ จิตพิสัยของนักบริหารที่เป็นหัวหน้าคือผู้ที่ไม่มีกิเลสในจิต เป็นจิตที่มีวิสัยสุดยอด เป็นจิตที่ไม่มีกิเลสไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน มีแต่ความเสียสละนั่นแหละสุดยอดแห่งจิตพิสัย แต่เขาเข้าใจจิตพิสัยอย่างที่ว่านี้ไม่ได้ โดยเฉพาะคาร์ลมาร์ค ไม่เชื่อเลยว่าจิตจะเป็นผลสำเร็จได้ต้องเอาวัตถุก่อน มันไปได้ไม่นานหรอกวัตถุ แต่จิตที่เป็นความรู้เป็นความจริง จนกระทั่งสั่งสมไปเป็นอนุสัย อย่างเมืองไทยนั้นมีอนุสัยของจิตพิสัยที่เป็นนักเสียสละ เห็นแก่ผู้อื่น มาในยุคนี้ โควิด โอ้โห! สนุกเลย เห็นเป็นแฟชั่นเลย สำหรับการเสียสละ เอามาเลี้ยงกัน เอามาประดิดประดอย ดีไม่ดีเอาโลงศพมาทำเป็นตู้ปันสุข เล่นไปเลยอะไรอย่างนี้ มันทำด้วยความเต็มใจพอใจสนุกสนานเบิกบานร่าเริง แม้จะไม่รวย ไม่มีอะไรมากมาย ส่วนพวกรวยๆมีกิเลสมากเขาไม่ทำแบบนี้หรอก เขาถือว่ากระจอก เขาเอง แม้จะสละก็ต้องมีผลได้ ได้คุ้ม จะทำทาน จะบริจาคต้องมีราคา propaganda เขาคิดไว้หมด เสียสละเสียสละไม่จริง จะเสียสละแล้วแต่โทรทัศน์ยังไม่มา ยังไม่ได้วางแผนผังว่าจะทำทานวันนี้ 50 ล้าน 100 ล้าน เขาจะต้องคุ้มค่า พวกนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดอะไรเลย อยู่กันอย่างทฤษฎีพระพุทธเจ้าพาให้เป็นนี่แหละ ในสังคมเขาก็จะเป็นอย่างนี้แหละ เขาไม่ฉลาด เขาไม่รู้หรอก เขาไม่เห็นว่าเป็นความดีก็เป็นของเขาไป ทีนี้มาสู่ sms และกวี
~ ตะวันฉายที่ปลายอุโมงค์ ~
วัยแรกรุ่นอาบน้ำ บ่หนาว วัยเริ่มสู่หนุ่มสาว แกร่งกล้า วัยแก่หง่อมถึงคราว ขึ้นสู่ กองฟอน ต้องผ่านวัยถ้วนหน้า ห่อนเว้นสักคน
โควิดห่อนยกเว้น สักวัย เมื่อไล่ทันผู้ใด ฆ่าม้วย มีอำนาจแค่ไหน อย่าอวด อ้างเฮย ความร่ำรวยนั้นด้วย ห่อนได้ อันใด
ยามแสงอรุณอุ่นหล้า ฟ้าสาง อย่าพร่ำอวดอำพราง ซ่อนไว้ ใครเล่าเชื่อโชคลาง เมื่อพุทธ เพี้ยนแฮ พบแก่นพุทธแน่ไซร้ หมดสิ้นกังขา
ตะวันฉายจากฟ้า สู่ดิน ปลายอุโมงค์เคยถวิล สว่างแล้ว เหมือนฝูงนกโบยบิน ชมพฤกษ์ ไพรเฮย โอ้อโศกดังเพชรแพร้ว ผ่องแผ้วพรรณราย
อาหารเป็นหนึ่งนั้น เนานาน สืบต่อจากโอฬาร แน่แท้ กินอยู่ตราบวายปราณ จากโลก นี้แล เศรษฐกิจพอเพียงแก้ กอบกู้คืนสมัย
………..เป็นต้น นาประโคน 31 พฤษภาคม 2563
SMSวันที่29-30พ.ค.2563 _สมสมัย นันตะโภค : ตอนนี้ฝนกำลังตก เลยไม่ค่อยได้ยินเสียงค่ะ จะตามฟังธรรมย้อนหลังค่ะสาธุ101 _ทวีศักดิ์ อู่ทอง : ยังฟังพ่อครูเทศน์ดีฟังดีเข้าใจดีครับ เคารพอย่างสูงครับ _พรสิทธิ์ เจียรวรรณศิลป์ 18 : กราบนมัสการพ่อครูครับ รบกวนคำถาม 2 ข้อ เกี่ยวเนื่องกันครับ 1) โดยบัญญัติแล้ว อนุสัยกิเลส ไม่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive