150318-B สมาธิจะเกิดอธิจิตต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น ตอน2-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt
เนื้อหาในไฟล์
นี่เราก็มาต่อคราวที่แล้วซึ่งคราวที่แล้วอาตมาได้บรรยายไปแล้วถึงเรื่องของศีลซึ่งเป็นไตรสิกขาบทต้นเรียกว่าเบื้องต้นของไตรสิกขาแล้วก็ได้ย้ำไปแล้วเพียงพอสมควรวันนี้เราจะมาขึ้นต้นสมาธิกันล่ะเรื่องสมาธินี่เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เดี๋ยวนี้เรากำลังมาเพ่งเล็งกันที่สมาธิกันก็แยะนอกจากจะมาเพ่งเล็งกันที่สมาธิเยอะแล้วอาตมากล้าพูดต่อได้เลยว่าเราไม่ได้เพ่งเล็งอยู่แค่สมาชิกเท่านั้นหรอกเราเพลงเล็งกันไปถึงปัญญาและก็ไปหลงผิดปัญญากันอยู่ก็แยะเดี๋ยวนี้ โดยเหตุที่ว่าทิ้งศีลทิ้งสมาธิแล้วก็มางมกันที่ปัญญาจนกระทั่งกลายเป็นว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมหรือผู้ศึกษาธรรมบางคนก็มีความเห็นหลงเพลิดไปว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีความจำเป็นหรอกศีลและแม้สมาธิก็ไม่เป็นความจำเป็นทิ้งเธอก็ได้ไปเอาที่ปัญญาตัวเดียวว่างั้นก็เป็นความเห็นที่หลงเพลิดเรียกว่าได้ทิ้งกันไปเรื่อยๆเช่นเดียวกันกับขณะนี้นักปฏิบัติธรรมในเมืองไทยเราพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเนี่ยได้ทิ้งศีลกันมาเกือบขาดลอยแล้วเดี๋ยวนี้ได้ทิ้งศีลกันมาเกือบขาดลอยแล้วแล้วก็มายึดกันอยู่ที่สมาธิบ้างเป็นขณะนี้กำลัง ในยุคของสมาธินี่แหละเป็นส่วนใหญ่ส่วนผู้ที่ 9 หน้าเพลิดไปประยุทธ์เอาปัญญานั้นก็มีเริ่มมีกันเยอะแล้วพอสมควรเป็นต้นว่าเอาปัญญามาเรียนโดยภาษาปริยัติกันเลยคือเอาตัวปัญญาแท้เรียกว่าอภิธรรมหรือปฏิเวธธรรมที่เราเรียกในพระไตรปิฎกว่าพระอภิธรรมแล้วก็เอาพระอภิธรรมนั้นมาหลงเรียนกันโดยภาษาเรียนกันแล้วก็ค่อยวกกลับไปหาศีลหรือว่ากลับไปหาสมาธิซึ่งบางคนก็กลับไปหาสมาธิทิ้งศีลด้วยแม้เรียนเพื่อเอาไปทำแล้วศีลก็ไม่เอาเอาแต่สมาธิบางคนก็วกไปเอาสมาธิด้วยเอาศีลด้วยแต่บางคนไม่วกไปหาเลยไม่วกไปหาทั้งสมาธิไม่วกไปหา ยึดอยู่แต่ตัวปริยัติตัวภาษาตัวสะกดที่บัญญัติที่ตัวเองท่องได้จำได้นั้นว่าเป็นธรรมะหรือเป็นตัวอ
อ่านต่อ
ภิธรรมแล้วก็เป็นการหลงยึดที่ปิดตัวหลงยึดผิดที่ผิดสิ่งเรียกว่าผิดมักทีเดียวหลงทางที่ไม่ใช่ทางหลงตัวที่ไม่ใช่ตัวลงอัตตาที่ไม่ใช่อัตรามันจึงลำบากมันจะทำให้ตัวเกิดได้มันจะต้องมีการฝึกหัดสิกขาร่ำเรียนและฝึกฝนกระทำกันลงไปมันจึงจะเกิดผลออาตมาได้ย้ำยืนยันมากในเรื่องศีลและก็พูดกันด้วยเปื่อยกันมาหลายต่อหลายคราวหลายครั้งเหลือเกินเพื่อที่จะดึงกันกลับไปหาไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าอย่าทิ้งพระพุทธเจ้าท่านสอนไตรสิกขาไตรสิกขาเราอย่าทิ้งศีลจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่ ศักดิ์ศรีกันแล้วเพราะอาตมามาพูดว่าเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักศีลกันแล้วแม้กระทั่งพระก็หาว่าจะมานี่ไปกล่าวก้าวร้าวไปว่าเปรยเปรียบเปรยใครต่อใครเขาว่าอย่างนั้นซึ่งมันก็เป็นจริงเพราะเห็นว่าแม้แต่โบราณอาจารย์หลายคนพระโบราณรุ่นเก่าของเราก็มายกกันที่อาตมายืนยันว่าพระไม่รู้แม้กระทั่งศีลก็เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้มาสมมุติกันเสียแล้วแล้วก็กล่าวกันติดปากว่าพระมีศีล 227 ข้อพระถือศีล 227 ข้อซึ่งอันคำกล่าวอันนี้แหละเป็นคำกล่าวที่แสดงเข้าไปเลยว่าพระไม่เข้าใจศีลเพราะศีลไม่ได้หมายถึง 227 ข้อนี้ 27 ข้อนี้เป็นวินัยวินัยปาฏิโมกข์ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านมีไว้สำหรับตีรั่วห้ามกันภิกษุที่ล่วงละเมิดหรือที่เรียกว่าจิตใจยังไม่ไม่แข็งแกร่งพอเรียกว่ากฎหมายก็ได้เหมือนกับประชาชนเนี่ยอยู่กันธรรมดานี่ก็ต้องหากฎหมายไว้ควบคุมเพราะฉะนั้นอยู่ในพระอยู่ในวงของพระท่านก็เอากฎหมายขึ้นมายกกฎหมายขึ้นมาควบคุมเช่นเดียวกันถ้าพูดได้ประพฤติผิดกฎหมายผู้นั้นต้องระวางโทษมีโทษปรับมีโทษเรียกว่าจะต้องรับโทษจากความผิดนั้นๆนั้นเรียกว่าผิดวินัยหรือผิดกฎ เรียกว่าวินัยปาฏิโมกข์วินัยมาเกิดยุคหลังเกิดภายหลังที่ศาสนาได้ตั้งขึ้นมาแล้วมีหมู่ 2 แล้วมีพระอรหันต์มากมายแล้ววินัยถึงค่อยเกิดวินัยยังไม่ได้เกิดแต่ก่อนเพราะฉะนั้นคำว่าศีลกับวินัยจึงไม่ใช่อันเดียวกันแต่ถ้าเราจะเรียกว่าวินัยนั้นคือศีลเราเรียกวินัยว่าเป็นศีลอันนึงเหมือนกันได้ไม่ผิดหรอกเราเรียกว่านะอาตมาใช้คำว่าเรียกว่าเราเรียกว่าวินัยนั้นเป็นศีลได้แต่ถ้าใครไปเรียกศีลว่าวินัยนะไม่ได้เลยไม่ได้เลยเพราะศีลไม่ใช่วินัยศีลนั้นละเอียดละออยิ่งกว่าวินัยศีลนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าวินัยศีลนั้นใครทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษไม่ต้องมีใครมาปรับโทษเหมือนกับเราประชาชนทุกคนเนี่ยในขณะนี้มีศีล ศีลโลกศีลโลกียะยกตัวอย่างเช่นว่าผู้ใดไปเรียกว่าผู้ใดไปได้เสียกับผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่งถ้ามีศีลแล้วผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบในการได้เสียกันแล้วก็จะต้องอยู่ครองกันเป็นคู่นะอย่างนี้เป็นต้นอันนี้เราเรียกว่าเป็นผู้นั้นมีศีลเรียกว่ารับผิดชอบแล้วเราก็จะต้องแต่งงานอยู่กันเป็นผัวเมียกันอะไรอย่างนี้นี่เรียกว่ามีศีลแต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่แต่งงานหรอกเราไปได้เสียกันแล้วเราไม่รับผิดชอบเลยกฎหมายก็จะเอากันไม่มีนะกฎหมายว่าจะปรับไหมหรือว่าเอาเข้าคุกเลยทีเดียวยากเหมือนกันนะจดหมายข้อนี้จริงๆแม้แต่ในกลุ่มธรรมดานี่ก็ไม่มีไม่มีหรอก แต่งงานกับฉันกฎหมายไม่มีหรอกนะหรือวินัยของคนก็ไม่มีเหมือนกันแต่ว่ามันเป็นสิทธิ์ทำผิดศีลคนที่ผิดศีลคือคนที่ไม่มีธรรมะเพราะฉะนั้นพวกนี้ผิดศีลถ้าไม่รับผิดชอบก็ผิดศีลเรียกว่าไม่มีธรรมะไม่รู้จักที่เหมาะที่ควรไม่รู้จักฐานะแท้จริงไม่รู้จักการล่วงละเมิดไม่รู้จักว่าไอ้ความพอดีเหมาะสมรับผิดชอบที่ตนเองจะต้องกระทำคืออะไรไม่รู้อย่างนี้เป็นต้นหรือไม่ถ้าเผื่อว่าใครมีลูกมีเต้ามาแล้วก็ไม่เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้านี้เป็นต้นพอคลอดลูกก็เอาไปทิ้งถังขยะเป็นต้นพระพุทธเจ้าที่จริงก็ไม่เอ้อไม่ใช่พระพุทธเจ้าไอ้กฎหมายจริงๆก็ไม่มีหรอกนะต้นไม้จริงๆว่าเอาลูกไปทิ้งทางผมกฎ ผู้ชายไม่มีหรอกจับเข้าคุกไม่มีแต่กฎหมายเมืองนอกบางประเทศก็มีนะเอาเด็กลูกเอาลูกไปทิ้งถังผงแล้วก็จับเข้าคุกมีเหมือนกันนะกฎหมายบางประเทศแต่ประเทศไทยยังไม่ยังไม่ป่าเถื่อนถึงขนาดนั้นจึงไม่มีกฎหมายข้อนี้บ้านเมืองใดที่มีกฎหมายร้ายแรงเรียกว่ามันไม่น่าเลยเนี่ยอย่างขนาดถึงอกออกกฎหมายฆ่าคนที่มีลูกแล้วไม่เลี้ยงมีลูกแล้วเอาไปทิ้งจะต้องถูกตัดสินจำคุกเท่านั้นเท่านี้ฟรีถ้าบ้านเมืองไหนมีกฎหมายถึงขนาดนี้จงรู้ไว้เถิดว่าบ้านเมืองนั้นคดียุบมากแล้วจิตใจต่ำมากแล้วแต่บ้านเมืองไทยเรายังไม่ถึงขนาดนั้นยังไม่จิตใจต่ำถึงขนาดนั้นเพราะฉะนั้นกฎหมายข้อที่ว่าคลอดลูกแล้วเอาลูกไปทิ้งสังคมจะต้องถูกจับทุกจำขังไม่มีแต่ถ้าฆ่าตายแล้วก็มีผิดแน่ถ้าฆ่าตายฆ่าลูกตายมีผิด เอาลูกไปทิ้งถังผงแล้วเอาไปวางไว้ฟุตบาทให้คนอื่นมาเอาไปเลี้ยงอะไรงี้นะถึงแม้จับได้ว่าแม่คนนี้เป็นเจ้าเป็นแม่จริงๆก็ไม่มีกฎหมายเอาผิดในเมืองไทยยังไม่ผิดเพราะว่าเมืองไทยยังไม่อำมหิตถึงขั้นนั้นเมืองไทยยังมีน้อยรายเหลือเกินคนทำแบบนี้น้อยมากและคนทำแบบนี้ถ้าเผื่อว่าคนทำเองก็ไม่กล้าให้ใครรู้เชื่อไหมว่าแม่คนไหนเดี๋ยวนี้นะจะเอาลูกตัวเองที่คลอดมาแล้วไปวางทิ้งตามฟุตบาทให้ใครเลี้ยงแล้วไปทิ้งถังของมีนะไม่มีใครกล้าทำหรอกหน้าอายแล้วจะถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างมากเลยถ้าใครเป็นคนทำจริงๆด้วยคนไทยเดี๋ยวนี้เหยียดหยามมากเลยใครกล้าทำอย่างนี้แล้วคลอดลูกออกมาแล้วไปจริงเนี่ยแต่บ้านเมืองที่เกาหลียุคแล้วเขาไม่อายกันหรอกจึงต้องถึงขั้นมีกฎหมายทำกันอย่างอื่นต้องมีกฎหมายเพราะฉะนั้นในเมืองไทยนี่จะเป็นเมืองที่มีจิตใจสูงยังไม่มีกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ตราขึ้นไว้บังคับคนที่เขามีจิตใจต่ำแล้วสงฆ์ในหมู่ 2 แรกๆบริสุทธิ์พระพุทธเจ้าตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมาพุทธบริษัทขึ้นมาบริสุทธิ์จึงไม่มีวินัยตลอดในตอนแรกจนกระทั่งมันมีคนแก่แล้วขึ้นมาในวงศ์สงฆ์มากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นก่อความเดือดร้อนขึ้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตราวินัยขึ้นมาจึงได้สร้างกฏสร้างวินัยขึ้นมาเพื่อกันไม่ให้คนกระทำผิดไม่ให้คนทำลายศาสนาให้เสื่อมเร็วนักวินัยจึงเกิดมาเพื่อกันไม่ให้กฎหมายก็ไม่ให้วงศ์สงฆ์หรือวงศาสนาเสื่อมเร็วนักเพราะฉะนั้นมีอาตมาย้ำให้ฟังอีกทีว่าศีลกับวินัยนั้นไม่เหมือนกันทีเดียวแต่ เรียกวินัยเป็นศีลพอได้แต่ถ้าใครไปเรียกว่าศีลคือวินัยไม่ได้ไม่เหมือนกันเลยเพราะศีลละเอียดกว่านั้นศีลลึกซึ้งกว่านั้นสินี่จะต้องทำไปจนกระทั่งแม้คำสอนใดๆที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามว่าอย่าทำอย่างนี้นะก็เรียกว่าศีลทั้งนั้นควรทำอย่างนี้นะก็เรียกว่าศีลคือหลักการหรือหลักใจที่เราจะเอามาประพฤติตัวเราเองให้ตัวเรามีธรรมะสูงขึ้นอันนั้นแหละเราเรียกว่าศีลอาจจะบางอย่างต้องควรทำบางอย่างไม่ควรทำเรียกว่าศีลทั้งนั้นเพราะฉะนั้นบางคนแปลคำว่าศรีมาข้อห้ามเฉยๆยังไม่พอข้อห้ามเฉยๆยังไม่พอศีลคือข้อที่ควรประพฤติ ไม่ใช่ข้อห้ามบางอย่างก็ห้ามไม่ให้ประพฤติบางอย่างก็ให้ประพฤติเสียก่อนราศีจึงบอกว่าไม่ใช่ข้อห้ามชั้นตะพึดตะพือไปแต่วินัยสิห้ามเด็ดขาดวินัยห้ามเด็ดขาดแต่ถึงแม้ขณะนั้นในวินัยเองนะที่ไปจับยัดใส่ตอนหลังเนี่ยที่จริงวินัยปาฏิโมกข์นี่มีอยู่ 150 ข้อเท่านั้นน่ะสมัยพระพุทธเจ้าตอนหลังเนี่ยเอามาจับยัดเข้าไปอีกตั้ง 77 77 ข้อมีอายุอริยสัจอีก 2 ข้อแล้วก็มีสีเขียววัดอีก 75 ข้อเสียกิจวัตรนี่คืออะไรสีเขียวไว้ก็คือข้อที่ควรประพฤติเช่นว่ากินข้าวอย่าให้มันดังจับๆๆนะนี่เป็นสีเขียวหวานเป็นข้อควรประพฤติเพราะฉะนั้นก็เป็นศีลเรียกว่าศีลก็พอได้เหมือนกันนะ เรียกว่าเป็นศีลก็พอได้เหมือนกันคือเป็นข้อควรประพฤติเพราะมันแม้แต่วินาทีเองไม่ได้หมายความว่าข้อห้ามใช้ตะพึดตะพือไปเป็นข้อควรประพฤติหรือว่าอย่าทำกินข้าวดังจัดๆๆนั่นเองหรือยังเคี้ยวให้แก้มตุ่ยอย่างเงี้ยเจ๊เขียววัดเดินไปที่จริงเสียชีวิตเดินไปเนี่ยเจอคนกลางทางกลางร่มเดินไปด้วยเขากางร่มเดินกางร่มแล้วก็ถามแล้วก็ใส่รองเท้าเงี้ยแล้วก็เพิ่งถามกับเราเราอย่าเพิ่งพูดด้วยถึงอย่างนั้นนะเสกกี่วันคนที่ใส่รองเท้าอีกคนนึงพูดกับเราเราไม่ได้ใส่รองเท้าเราก็จะพูดกับคนที่เขาใส่รองเท้าถือว่าคนที่เขาใส่รองเท้าเขาไม่เคารพเราหรือคนที่กางร่มแล้วก็พูดกับเราเราไม่มีร่มกางอ่ะก็อย่าเพิ่งพูด คนที่กางร่มเพราะคนที่กางร่มเขาไม่เคารพเราเนี่ยพระพุทธเจ้าท่านให้เสธธีรวัฒน์หนักถึงขนาดนี้คนที่ใส่รองเท้าแล้วพูดกับคนที่ไม่ใส่รองเท้านี่จะถือว่าเราต้องระลึกถึงให้ดีนะเพราะงั้นคนถามนักหนาว่าเวลาจะใส่บาตรต้องถอดรองเท้าหรือเปล่าก็ควรถอดสีไปใส่ทำไมเล่ากับพระท่านเดินไปบิณฑบาตชั้นใส่รองเท้าที่ไหนเล่าก็ยืนอยู่ในพื้นที่ให้มันเท่าๆกันบ้างสิเราไปใส่รองเท้าอ่ะสบายแต่ปล่อยให้ท่านไม่สบายแต่เราไปก็ลบท่านไปเคารพท่านที่เราเห็นท่านไม่สบายคือท่านไม่ใส่รองเท้าแต่เราเองกลับใส่รองเท้าเสียนี่แต่เราไปเคารพคนที่ไม่ใส่รองเท้าเราถือว่าการใส่รองเท้าดีหรือใช้ไม่ใส่รองเท้าดีอ้าวฝั่งคิดดีๆเราต้องถือว่าคนที่ไม่ใส่รองเท้าดีเพราะเราเคารพคนที่ไม่ใส่รองเท้าใช่ไหมแต่เราเองสิ รองเท้าอยู่เรียกว่าเรายังชั่วเพราะฉะนั้นเราต้องทำตัวให้ดีเท่ากับคนที่ไม่ใส่รองเท้าคือถอดรองเท้าซะบ้างแล้วเราก็เคารพจะเรียกว่าให้ความเคารพซึ่งกันและกันนะร้องให้พระพุทธเจ้าท่านถือมากท่านบอกว่าควรอย่างยิ่งท่านถือว่าควรอย่างยิ่งก็คือว่าเราไม่ใส่รองเท้าและการไม่ใส่รองเท้าดีกว่าการใส่รองเท้าอย่างนี้เป็นต้นอาตมาทบทวนสีในฝั่งอาจจะพูดไปอีกเยอะแยะก็ได้ศีลน่าจะประเดี๋ยวมันจะฉ่ำแฉะเกินไปหรือว่ามันจะซ้ำซากเกินไปหากวันนี้เราเองจะพูดกันถึงสมาธิไม่มีข้อถามมาใครจะถามอะไรถามมานะถามจู้จี้จุกจิกถามลึกถามซึ้งยังไงก็ถามมาเถอะไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะถามว่าเธอนี่รู้สึกว่าจะมีคน มีข้อถามที่ลึกๆเข้าไปในตัวเหมือนกันแต่ก็ดีเหมือนกันแหละเดี๋ยวถามมานี่ก็ถามนี่ดูว่าจะถามถึงเรื่องมาพูดธรรมะครั้งแรกเอาหนังสือพิมพ์มาแจกบริการโดยไม่ได้คิดบอกว่ามูลค่าทั้งค่าจ้างพิมพ์อะไรตอนหลังมาบัดนี้เมื่อคนสนใจแล้วก็มีการขายอันนี้อาตมาไม่ต้องพูดหรอกอาตมาเคยพูดก่อนแล้วว่าเรื่องอย่างนี้จะต้องมีคนคิดแล้วก็จะต้องมีคนว่าซึ่งอาตมาไม่ได้แคร์อะไรหรอกก็ไม่รู้เรื่องจริงคนจะคิดยังไงก็ได้แต่อาตมาอายุอาตมาเองว่ามีความบริสุทธิ์ใจเท่าไหร่แล้วอาตมาก็ทำไปตามเท่านั้นอาตมาไม่ได้เดือดร้อนอะไรเออใครจะหาว่าอาตมามาค้ามาขายมาทำอะไรหนักแค่ไหนก็เชิญแต่ไม่เป็นไรแล้วก็อโศกอาตมาบอกได้เลยว่าเล่มหน้าเล่ม 3 ก็เป็นเล่มสุดท้ายแล้วอาตมาก็หยุดทำแล้วเพราะเห็นว่ามันขายไม่ออกมันคนไม่ค่อยซื้อแล้วก็ อาตมาตอนแรกที่ว่าอาตมาจะทำขายเพราะเห็นใจเจ้าของโรงพิมพ์เขาอาจจะช่วยเขาบ้างแต่แทนที่จะเป็นอย่างนั้นขายก็ไม่ค่อยได้ก็เลยจะพิมพ์อยู่พิมพ์อยู่พิมพ์อยู่เขาก็ต้องจ่ายอยู่จ่ายอยู่จ่ายอยู่ไปอยู่ในนายเดิมอาตมาก็พักก่อนแต่ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดพิมพ์จะพิมพ์อีกเหมือนกันในโอกาสต่อไปจะอยู่ในลักษณะแบบที่จะว่าจะแจกอีกหรือจะขายอีกก็ไม่รู้เพราะบางคนเขาก็คิดดีก็บอกว่าเอ๊ะถ้าขืนแจกอย่างนี้แล้วก็มีเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกนะมีเป็นล้านๆเล่มก็ยังไม่พอเลยมีคนออกความเห็นเหมือนกันเหมือนอย่างคุณอะไรมันก็พูดเลยว่าเอ้ท่านนี่มาตอนแรกก็เอาหนังสือพิมพ์เอาหนังสือธรรมะมาแจกกันกลมๆซึ่งเล่มไม่ใช่เล็กๆเลยก็แจกกันไปได้ท่านยังบอกว่าจะซื้อตำหนิอาตมาในใจเลยว่าเอามาแจกนี่เห็นท่าจะไม่ไหวก็มีคนตำหนิเหมือนกันแต่ท่านที่แจกก็ยังมีคนตำหนินะเพราะฉะนั้นขายก็ต้องมีคนตำหนิหรือจะเอาแจกอีกก็มีคนดำเนินอีกแหละมัน ธรรมดาธรรมดาของโลกเรื่องตำหนิหรือว่านินทากาเลหรือว่าสรรเสริญนี่มันเรื่องธรรมดาๆแล้วคนจะสรรเสริญอาตมาก็มีอยู่คนที่นินทาก็มีอยู่เป็นเรื่องธรรมดาเพราะงั้นเดี๋ยวค่อยตอบปัญหานะเอาเรื่องสมาธิต่อคราวที่แล้วเราทิ้งไว้เลยถึงจะขึ้นสมาธิแล้วก็ไม่ได้ขึ้นอาตมาก็จะขอพูดถึงเรื่องสมาธิที่ให้ละเอียดละออวกไปวนมาเวียนไปเวียนมาซ้ำแซะแทงมุมนั้นแทงมุมนี้อย่างลึกซึ้งหน่อยเพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดีและฟังอย่างเป็นกลางใจเป็นกลางอย่าเพิ่งไปนึกถึงความเห็นว่าเราเคยรู้มาอย่างนั้นเราเข้าใจมาอย่างนั้นเราได้ประพฤติมาอย่างนั้นแล้วของเราถูกอย่าเพิ่งไปยึดนะที่จริงน่ะถูกทุกคนในโลกแต่ว่าถูกแค่ไหน มันมีระดับถูกแค่ไหนถ้าถูกเออเราก็ถูกนะถ้าสูงกว่านี้เราถูกสูงจริงหรือเปล่าหรือว่าเราถูกแต่ว่าต่ำอยู่แล้วเราก็จะเกิดขึ้นได้แต่ถ้าเราบอกว่าเราสูงแล้วจริงแล้วสุดแล้วไม่ต้องมาฟังอาตมาพูดเลยเพราะว่าจบแล้วนี่แต่ที่เรามาฟังอยู่ก็หมายความว่าเรายังจะมีที่ไปอีกไหมเราหาที่ไปกันเพราะฉะนั้นก็ลองฟังดูอาตมาสมาธิอาตมาจะขอแยกแยะคำซะก่อนเอาตั้งแต่คำพูดเลยทีเดียวตั้งแต่ภาษาบรรยายอาตมาบอกแล้วว่าอาตมาจะพยายามบรรยายตั้งแต่ภาษาไปจนกระทั่งคืนนี้ทุกสิ่งปฏิสัมภิทาแล้วก็ย้อนกลับไปหาธรรมะและย้อนไปหาอัตถะของมันคือเนื้อหาสาระของมันเลย สมาธินั้นมาจากภาษา 2 คำมาจากคำว่าสมณะ + อธิษ 2 คำนี้สนธิกันเข้าก็เป็นสมาสองคำนี้บวกกันเข้าเป็นสมาชิกในรูปของภาษาเป็นอย่างนั้นสมณะหมายความว่าอะไรล่ะสมณะหมายความว่าเนืองๆทำให้เกิดติดต่อกันไปอย่างนั้นเรื่อยๆเรียกว่าสมัครเรื่อยๆนะหรือว่า 1 เดือนติดต่อกันไปอย่างนี้รูปลักษณะอย่างนี้ให้เป็นอยู่อย่างนี้ถ้ายกมือขึ้นอย่างนี้ที่ทำง่ายๆ อย่างนี้ก็ทำไปเรื่อยๆนะเรียกว่าสมัครอย่าหยุดนะอยู่อย่างนี้เรื่อยๆเรียกว่าสมัครเนืองๆทำให้ติดต่ออย่างนี้ขึ้นเรื่อยๆเดี๋ยวมา 1 เดือนมีสมาธิคืออะไรอาทิตย์คือยิงทุกคนก็คงรู้ดียอดหรือว่าสูงแล้วหรือว่ามั่นคงแล้วอาทิยิ่งใหญ่แล้วเรียกว่าอาทิทีนี้ธรรมะบวกอาทิตย์ก็หมายความว่าทำสิ่งที่ดีขึ้นยิ่งขึ้นหรือยอดขึ้นให้มันได้เสมอๆอย่าให้มันหยุดนะเรียกว่าสามารถบอกอาทิคือสมาธิเพราะฉะนั้นถ้าเราทำสมาธิที่จิตเราเรียกว่าสมาธิจิตเราทำจิตอย่างไรก็เราทำจิตให้มันยิ่ง พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอภิสิทธิ์ทั้งจิตให้มันยิ่งถ้าเรียกว่าอภิสิทธิ์นะเดี๋ยวอาตมาเขียนเติมอีกคำนึงอภิจิตอาทิตย์คำนึงบวก 7 ก็คืออธิจิตนั่นเองไม่ต้องเขียนต่อจิตอันยิ่งจิตอันดีจิตอันสูงเรียกว่าจิตที่สูงขึ้นยิ่งขึ้นดีขึ้นเราทำอาทิตย์จิตสมาธิก็คืออาชีพคืออธิษฐานแล้วจิตที่มันยิ่งขึ้นอย่างนั้นอยากให้มันตกนะอย่าให้มันตกนะจิตที่มันยิ่งขึ้นไปได้หรือสูงขึ้นไปได้อย่างนั้นแล้วแต่เราเรียกว่าสมาธิหมายความว่าให้มันคงอยู่อย่างนั้นนะอย่าให้มันตกลงมาถ้ามันตกลงมาหมายความว่ามันไม่เป็นอย่างนี้แหละถ้าเราแกว่งมืออาจจะมาบอกได้สัมมะเนี่ย ถ้ารักแฟนอยู่อย่างนี้ถ้ามันหยุดแกว่งมันไม่สบายแล้วมันอ่อนลงแล้วมันตกแล้วมันไหลเทลงมาหาความที่เรียกว่าไม่ยิ่งเสียแล้วเมื่อกี้แกว่งอยู่อย่างยิ่งเดี๋ยวนี้หยุดแกว่งซะอย่างไม่มีอะไรแล้วอย่างนี้เป็นต้นไม่ใช่เพราะฉะนั้นถ้าจะให้มันได้เสมอให้มันได้จริงๆต้องให้มันอยู่เสมอๆก็ให้มันอยู่เสมอเสมอเนืองๆให้เป็นไปได้อย่างนั้นเสมอนี้เรียกว่ารูปของสมาธิเอาความหมายให้ดีนะอาตมามันกำลังนิยามหรือว่ากำลังจำกัดความเข้าไปให้พอดีพอเหมาะเป๋งเป๋งเข้าไปเลยเพราะงั้นถ้าใครทำจิตจะให้มันเป็นอันที่จิตทำอย่างไรจิตธรรมดาของแต่ละคนนี่เป็นธรรมดาของแต่ละคนทีนี้เราจะทำจิตของเราให้เป็นอภิสิทธิ์คือทำจิตของเราให้ยิ่งยิ่งขึ้นหรือว่าทำให้มันสูงขึ้นเราก็เอาสีมาเช่นเวลาจะถือศีล 5 เราก็เอาศีล 5 มาประพฤติพอเราไม่ละเมิดศีล 5 เลยเรามีศีลปาณาเราไม่ฆ่าสัตว์เราไม่ลักทรัพย์เราไม่ทำอะไรต่อได้ถือศีล 5 ได้ครบจริงทีเดียวจนกระทั่งจิตของเรานี่มั่นคงเป็นอย่างนั้นเสมอไม่พลาดไม่ต่ำไม่ตกต่ำเลยพยายามมีสติครองตนจนกระทั่งแม้บางครั้งไม่มีสติครองตนเลยก็ไม่เผลอใครทำก็ไม่เผลอไปฆ่าสัตว์แม้สติไม่ครองตนในบางครั้งก็ไม่เผลอไผไปเอาขโมยของใครบางคนบอกว่าไม่รู้นะมันหยิบติดมือมามันเผลอบางคนบอกว่าเอาเวลาอย่างขโมยบางคนเนี่ยเขาถามบอกทำไมไปขโมยควายเข้ามาขโมยคนนั้นก็ตอบว่าไม่ได้ขโมยควาย อ้าวไม่ได้ขโมยควายทำไมควายมาอยู่ที่บ้านคุณผมเห็นเชือกตกอยู่หยิบเชือกมาแล้วก็เอาเชือกมาที่บ้านอ้าวแล้วทำไมความมันอยู่ที่นั่นก็ควายมันดันติดอยู่ที่ปลายเชือกมันก็เลยตามเชือกมาที่บ้านผมนี่เรียกว่าเผลอคนเผลอแบบนี้มันหน้ามันหน้ามันหน้าไหมมันน่าแบบนี้นี่เรียกว่าดื้อๆนะยกตัวอย่างให้ฟังแต่นี่เห็นชัดๆว่ามันเป็นไปไม่ได้สิ่งที่เป็นไปได้มีเหมือนกันเผลอๆเจ็บอย่างนี้ไปแต่ไม่เจตนาหรอกนะจะเป็นขโมยแต่แท้จริงกลายเป็นขโมยได้เหมือนกันอยากจะมายกตัวอย่างให้หยิบเชือกไปแล้วติดควายไปถึงบ้านอย่างนี้เป็นต้นเพราะบังเอิญควายมันไปผูกอยู่ที่ปลายเชือกเส้นนั้นก็เลยติดไปถึงบ้านไม่ได้เจตนาขโมยควายเขาเขียนเชือกมันตกอยู่หยิบเชือกออกไปเท่านั้นเองอันนี้เป็นต้นนี่เหมือนกันบาง สิ่งบางอย่างเราเห็นตกอยู่เราไปบอกว่าเอ๊ะไอ้นี่ของส่งหยิบไปบางครั้งก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวในบ้านก็ได้เป็นต้นไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่าเรามีจิตอยากได้สิ่งนั้นอยู่มันเป็นยังไม่อทินนาทานศีลอทินนาทานมันเป็นผลมีความอยากได้สิ่งนั้นอยู่ทั้งนั้นแหละถ้ามันอยากได้สิ่งนั้นแล้วมันก็เอาสิ่งนั้นไปเอาสิ่งนั้นไปเพราะเอาสิ่งนั้นไปมันไปเกิดโทษได้บางครั้งบางคราวแต่ถ้าผู้ใดมีสติครองตนเองเราก็อย่าไปอยากได้เลยแม้เล็กน้อยแม้อะไรก็ได้เราก็ไม่อยากได้นอกจากไม่อย่าอยากได้แล้วนะเราไม่เอาอื่นหมดเลยเราไม่เอาอื่นหมดเลยไม่อยากได้อะไรทั้งสิ้นสีนี้จึงจะเรียกว่าวิสุทธิ์ที่ศีลที่แท้ที่สุดที่ 4 ที่แท้เมื่อศีลเป็นมิตรสุทธิศีลแล้ว เมื่อนั้นแหละจิตเป็นอธิจิตพูดได้เป็นอาทิตย์อย่างดีจริงๆจิตอย่างนั้นเราเรียกว่าจิตสมาธิที่แท้ไม่ใช่สมาธิแบบวิทย์ขันธะไม่ใช่สมาธิแบบปัสสัทธิเฉยๆแต่เป็นสมาธิที่เก่งกล้าทำได้จริงๆเป็นขั้นที่เรียกว่าจริงจังขึ้นไปเป็นแบบตัดทางเข้าประหารเป็นแบบพิจารณาประหารมันจะเป็นระยะๆไปนะเดี๋ยวอาตมาจะแบ่ง 2 เพราะภาคให้ฟังว่าผ้าที่ทำอย่างสมถะกับผ้าที่ทำอย่างวิปัสสนาอย่างไรวันนี้จะพูดในเรื่องสมาธิอย่างละเอียดกันทีเดียวแหละเพราะงั้นตอนนี้เริ่มต้นจากสมาชิกที่เป็นภาษากันมาซะก่อนเมื่อเราเข้าใจสมาชิกอย่างนี้ได้เรียบ แล้วว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดอยู่อย่างนั้นเสมอไม่ตกต่ำไม่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆได้จึงเรียกว่าสมาธิที่แท้เพราะฉะนั้นสมาธิอย่างที่ปฏิบัติแบบสมถะนั้นยังไม่แท้เพราะเราไปทำจิตให้ยิ่งในขณะที่เราไปนั่งเข้าที่หลับตาอย่างเดียวจิตมันก็จะสูงขึ้นได้มากในขณะที่เราหลับตาทำแต่มันยังไม่เด็ดขาดไม่เป็นสมุดเขตไม่เป็นสมุดเศษทีเดียวไม่เป็นไปอย่างรู้ไม่เป็นไปอย่างรู้เป็นไปอย่างไม่รู้จะมาสถานีมันเป็นไปอย่างรู้เป็นไปอย่างไม่รู้เป็นไปโดยที่เรียกว่าให้จิตมันทำงานเองให้จิตมันทำงานเองและปัจจุบันคือหัดไม่รู้ถ้าท่านติดปล่อยวางจิตมันก็จะว่างลงอันนั้นค่อยว่ารายละเอียดอีกทีหลังเลิกสมถะอาตมาจะพูดอีกทีหลัง ทีนี้เริ่มต้นเริ่มต้นการที่เราจะทำสมาธิจิตหรือว่าเราจะทำจิตให้มันอาทิทำให้มันเป็นอภิสิทธิ์ยิ่งขึ้นเนี่ยเรามีหลักการอยู่ 2 แบบแต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าก็ทำ 2 แบบแต่อีกแบบที่เรียกว่าอยากรู้หรืออย่างวิปัสสนานั้นพอสมัยหลังมามันจางหายไปพระพุทธเจ้าจึงเกิดมาสอนวิปัสสนาใหม่มันจะยังเหลือแต่สมถะเดี๋ยวนี้เหมือนกันเดี๋ยวนี้วิปัสสนาจะหายไปเยอะแล้วเหลือแต่สมถะเยอะแยะเหลือแต่นั่งหลับตาสมฐานะโป้งๆลืมตาลืมตาเนี่ยไม่ค่อยเข้าใจกันแล้วไม่ค่อยเข้าใจเพราะอะไรมันฝืนใจวิปัสสนาลืมตา วัดฝืนใจมันฝืนตรงไหนมันฝืนตรงที่เรียกว่าเมื่อให้ค่ากิเลสสิมันไม่อยากฆ่ากิเลสมันเก่งมันอยากจะให้กิเลสอยู่เมื่อไม่กล้าจริงทั้งๆที่รู้จักกิเลสกิเลสมันก็ไม่ตายจริงเมื่อกี้เลยไม่ตายจริงมันก็ไม่สูงขึ้นเมื่อไม่สูงขึ้นก็ไม่มีทั้งสองฝ่ายและไม่สูงขึ้นด้วยอะไรก็ตามแต่ไม่มีทั้งฝ่ายในและฝ่ายนอกคือทั้งจิตแท้ๆแต่ทั้งที่ตัวรู้ทั้งที่ตัวรู้ข้างนอกเอาแบบที่เราเรียกแบบที่ 1 อาตมาจะแยกแยะสมาธิ 2 แบบแบบที่ 1 เราเรียกว่าสมถะสมาธิทุกคนเคยได้ยินมาแล้วล่ะแต่ว่าเราพูดกันให้ละเอียดลงไปสมถะหมายความว่าสงบสงัดหมายความว่านิ่ง ไฟหยุดตรงไปสมถะคนที่ซึมกระทือลงไปเรียกว่าสมถะคนที่ซึมๆไม่ค่อยจะเอาอ่าวอะไรนะไม่ประสีประสาอะไรเราเรียกว่าคนสมถะเหมือนกันนะคนที่ไม่ประสีประสาเลยไม่ Active ไม่กระปี้กระเปร่าคนอย่างนี้ไปเรื่อยๆซึมๆกับเธอนั้นเรียกว่าผู้ที่เป็นสมถะแต่พระพุทธเจ้าของเราไม่สอนให้คนซึ่งเสื่อมๆเรียกว่าไม่ค่อยเบิกบานไม่ใช่นะเพราะพระพุทธเจ้าสอนให้คนเราบานสดใสตื่นอยู่รู้ชัดนี่อันนี้สำคัญเพราะฉะนั้นจะไปเอาแต่สมถะซึ่งโดยรากศัพท์ธรรมศาสตร์หมายความว่าสมัครค่ะสมัครก็คือ เสมอ 1-1 ติดต่ออย่างนั้นเจ้าคณะอำเภอซึมอยู่เรื่อยๆไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับเขาแต่ไอ้เนี่ยที่เราจะทำลงไปก็หมายความว่าข่มลงไปพูดอะไรพูดพูดอะไรก็ดีมากดิ้นมากคอมจะดิ้นมากนักไว้ก็ได้ดึงไว้ก็ได้รั้งไว้ก็ได้ตามแต่เรียกว่ากดข่มขืนทีนี้ในอีกอันนึงการทำสมาธิอีกแบบนึงเรียกว่าวิปัสสนาสมาธิแปลว่ายิ่งวิแปลว่ายิ่งอุ๊ยอันนี้จะแปลว่าไม่นะอาตมาเคยพูดมาหลายทีแล้วก็วินแปลว่าไม่ได้แปลว่ายิ่งก็ เพราะฉะนั้นพี่ตัวนี้แปลว่าไม่แล้วก็เจ๊งนะปัสสะนะหมายความว่าทำให้รู้ปัทชนะหรือปรารถนาเนี่ยทำให้รู้วิปัสสนาหรือวิปัสสนาหมายความว่าทำให้มันรู้ยิ่งวิปัสสนาวิปัสสนาทำให้รู้ยิ่งเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดทำให้รู้ยิ่งก็หมายความว่ายิ่งสดใสเบิกบานเท่าไรก็ยิ่งจะเป็นผู้รู้ยิ่งเท่านั้นผู้ใดยิ่ง Active เท่าไรยิ่งสดใสยิ่งตื่นอยู่เท่าใด Active ไม่ตื่นอยู่เสมอเบิกบานแค่ 10 เนี่ยหมายความว่าล่าอยู่เสมอเลยได้เท่าใดผู้นั้นยิ่งรู้มากเท่านั้นที่รู้มากเท่านั้นวิปัสสนาจึงแปลว่ารู้แจ้งแจ๋เบิกบานแจ่มอยู่วิปัสสนาจะต้องรู้อย่างนี้เป็น ดวงอาทิตย์เป็นสมาธิเป็นให้ได้เสมอเนืองๆยิ่งขึ้นอยู่อย่างนั้นจึงเรียกว่าวิปัสสนาสมาธิมันโกงกันข้ามกันคนเรานะถ้ายิ่งรู้มากยิ่งดีมากดิ้นมากยิ่งรู้มากได้ยิ่งดีมากดิ้นมากยิ่งกระโดดโลดเต้นมากถ้าพูดได้รู้น้อยลงไม่รู้อะไรเลยพวกนั้นก็ยิ่งหยุดยิ่งไม่รู้อะไรเลยเขายิ่งไม่ทำอะไรเลยนะยิ่งไม่รู้อะไรเลยยิ่งไม่ทำอะไรเลยไม่ดีกินอะไรเลยยิ่งสงบเสงี่ยมยิ่งระงับสนิทนิ่งอยู่ยิ่งกลายเป็นก้อนหินเลยนะยิ่งสงบใหญ่กลายเป็นแท่งก้อนหินก้อนหนึ่งสงบใหญ่ไม่ได้วิ่งไปไหนแล้วนิ่งอยู่เฉยๆแล้วเป็นก้อนหินก้อนกรวดไปเฉยๆแต่ถ้าเราจะ ตนให้เป็นผู้ที่นิ่งหยุดลงไปเหมือนก้อนหินก้อนทรายนะใช้ไม่ได้แฮะไม่ได้ฮะเดี๋ยวเขาก็ไปขี่รถเยี่ยวรดหนึ่งหรือเปล่าเรียกว่าเอามาทำประโยชน์อะไรก็ไม่ได้หินเอามาทำอะไรเอามาถมทางเดินเท่านั้นเองเอามาใช้ประโยชน์สูงกว่านั้นไม่ได้แต่คนเนี่ยได้รับปรุงแต่งมาแล้วเป็นวัตถุธาตุที่เรียกว่ามีดินน้ำลมไฟที่สูงปรุงแต่งมาอย่างดีมีมันสมองที่เป็นเครื่องจักรเครื่องกลอย่างสูงมีอวัยวะครบถ้วนที่อย่างดีจะใช้งานได้ประโยชน์อย่างสูงเลยยิ่งกว่าคนก็ยิ่งกว่าสัตว์โลกคนอื่นพูดออกมาเป็นเสียงก็ได้ภาษาที่จะพูดก็รับรู้กันได้มีจิตมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่จะใช้งานได้อย่างสูงเลยอย่าทำตัวเองให้เป็นประดิษฐ์ก็เห็นสิถ้าเป็นก้อนดินก้อนหินมันก็ไร้ค่าจริงมันสงบ ฟังให้ดีนะคำว่าสงบนี่หมายความว่าคนนั้นไม่เดือดร้อนแล้วถ้าใครทำตัวเองให้เป็นก้อนหินก้อนหินได้นะคนนั้นแหละเก่งแหละสงบล่ะเหมือนพระพุทธเจ้าท่านสอนพระราหุลท่านสอนว่าพระราหุลถามว่าทำยังไงเราถึงจะหยุดนิ่งสนิทสงบได้ก็จงทำใจเราให้เป็นแผ่นดินสิพระพุทธเจ้าท่านว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนพระราหู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive