150324-C สมาธิจะเกิดอธิจิตต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น ตอน3-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt

โฟลเดอร์2515 TXT สมาธิจะเกิดอธิจิตต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น ถอดเสียงเป็นข้อควม รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์286 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้เรามาพูดกันต่อคราวที่แล้วไม่ได้เอาไอ้นี่มาแจกนะตอนนี้เราได้บรรยายกันแล้วเราก็มีย่อเรียกว่าย่อสิ่งที่เราจะบรรยายกันมีแจกไปทุกคราวไปคราวที่แล้วเราก็ได้แจกชุดที่ 2 มาชุดที่ 2 นี้มันยังบรรยายไม่จบมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าแล้วก็คงจะต้องบรรยายไปอีกหลายคราวอยู่หรอกเพราะเห็นว่าชุดที่ 2 นี่เราเกี่ยวถึงสมาธิแล้วเรากำลังขึ้นสมาธิคราวที่แล้วบรรยายที่สมาธิไปถึงจุดนิโรธเรียกว่าก็ละเอียดพอสมควรแต่วันนี้เดี๋ยวอาตมาจะทวนอีก สังเขปสังเกตทวนสังเกตซะก่อนแล้วก็จะได้ต่อสิ่งที่เราควรจะได้พูดกันต่อไปอีกหน่อยนึงถ้าผู้ใดมีแล้วก็คงจะไม่ต้องมีปัญหาอะไรเพราะว่าก็คงจะออกมาดูหรือไม่จะดูมาจากบ้านแล้วก็ตามใจแต่ส่วนว่าคนไหนที่ไม่มีประเดี๋ยวก็มาเอาได้นี่ขนาดนี้ก็กำลังไปเอาที่มีรถเดี๋ยวเอามาแจกนะอาตมาจะขอทวนตามชุดที่ 2 นี่เลยว่าสมาธินั้นลักษณะของสมาธิมันมี 3 ประการคือคณิตศาสตร์สมาธิอุปจารสมาธิแล้วก็อัปปนาสมาธินี่เป็นลักษณะของสมาธิอาตมาไม่ย้อนไม่ย้อนตั้งแต่คำว่าสมาธิเมื่อจิตเป็นสมาธิก็สามารถจะทำจิตทำงานได้ ก็สามารถจะใช้สิทธิ์นี้ทำงานได้จิตที่โน้มน้อมเข้าไปทำงานขณะเป็นสมาธินั่นแหละเรียกว่าฌานจิตที่มันบริสุทธิ์แล้วนั่นแหละแล้วก็เข้าไปทำงานได้เราเรียกว่าฌานฌานมี 4 ระดับอย่างต้นหรือเรียกว่ารอบต้นหรือจะเรียกว่าปริวัตรแรกก็ได้เขาเรียกว่าทานแรกมี 4 คือปฐมฌานทุติยอาจารย์แล้วก็จตุจักรไอ้นี่ก็พิมพ์ไปเป็นจตุจักรฌานแก้สักหน่อยนะถ้าใครมีก็เป็นจตุจักรซะหน่อยมันไอ้นี่มันพิมพ์เป็นจตุจักรองค์ประกอบของปฐมฌานมันก็มีวิตกวิจารณ์มีปิติมีสุขแล้วก็มีเอกสาร ทุติยฌานองค์ประกอบก็มีปิติสุขเอกัคคตาหมายคำว่าลำดับวิตกวิจารณ์ลงไปได้วิตกนี้เขาก็พิมพ์เป็นไม่จบไปแล้วก็แก้เอาหน่อยก็แล้วกันตติยฌานก็ดับปิติลงไปได้อีกไม่มีความกระเพื่อมไม่มีความเฟื่

อ่านต่อ

องฟูในเรื่องแม้แต่ความยินดีปรีดาหรือปิติไม่มีมันก็เหลือสุขกับเอกัคคตาในจิตที่ไปรวมรวมเป็นหนึ่งอย่างนั้นท่านก็รวมให้ว่ามันเริ่มต้นเป็นอุเบกขาหลักเริ่มต้นเป็นอุเบกขาเอกัคคตาหรืออุเบกขาเนี่ยอาตมาก็อยากจะขยายความคำว่าอุเบกขาขึ้นมานิดนึงอุเบกขา หมายความว่าจิตหรือสภาวะที่มันเป็นหนึ่งขึ้นมาอีกเราเรียกว่าอุเบกขาถ้าเผื่อว่าใครเข้าใจเอกัคคตาอุเบกขานี่ก็จะอยู่ในลักษณะคล้ายๆกันแต่ว่ามันคนละลักษณะถ้าจิตเป็นฌานระดับปฐมฌานทุติยฌานนี่เรียกว่ามีเอกสารแล้วนะมีสมาธิแล้วรวมลงมาเป็นจำนวนและจำนวนหนึ่งแล้วเพราะเอกสารได้ก้อนเท่านี้ประเดี๋ยวมันตัดวิตกวิจารณ์ลงไปเหลือลงมาเป็นปิติเป็นสุขเป็นเอกัคคตามันก็รวมลงมาอีกงวดลงมาแล้วเพราะงวดลงมาได้อีกตัดปี 4 ลงไปอีกเพราะตัดปีกตกลงไปเองกับค่าตาตัวนี้มันงวดเข้ามาจนกระทั่งเป็น 1 ขึ้นไปอย่างยิ่งเป็นหนึ่งขึ้นไปอย่างยิ่งนะทำไมอาตมาใช้คำว่าเอกัคคตากับอุเบกขามันเป็นคำๆมันเป็นเป็นลักษณะอันหนึ่งอันเดียวกันหรือคล้ายกันเพลงกับนะบวกอัคคะเอกอะบวกอัคคะเป็นเอกัคคตานะอุเบกขาก็คืออุปสรรคก่อนบวกกับมันก็เป็นขาปูเป้พระนั่นเองปูเป้อุเบกขาก็เหมือนกันเอกเอกบวก พระก็เป็นเอกัคคตาปุ๊บป่ะบวกเอกก็เป็นอุเบกขาหรืออุเบกขาอันเดียวกันปลุกคำนี้ทุกคนก็คงจะเข้าใจอูปคำนี้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าหรือยิ่งแล้วร่วงเรียกว่าอุปปะยิ่งแล้วหรือยิ่งกว่าเรียกว่าอุปสรรคอย่างบารมีอุปบารมีก็หมายความว่าเป็นบารมีที่สูงขึ้นไปกว่าบารมีธรรมดาอย่างนี้อุปสรรคกิเลสก็หมายความว่ากิเลสธรรมดาอุปกิเลสก็หมายความว่ากิเลสที่มันละเอียดยิ่งลงไปอีกก็เรียกว่าอุปกิเลสอย่างนี้เป็นต้นเพราะฉะนั้นอุปสรรคก็หมายความว่ามันเป็นหนึ่งเอกลักษณ์หนึ่งใครๆก็รู้นะเอกะหมายความว่าหนึ่งมันหนึ่งยิ่งขึ้นไปอีกที่จริง ใครก็คงจะรู้อัครมหาเสนาบดีอัคคะใหญ่ยิ่งใหญ่อาคารมันก็ยิ่งใหญ่อยู่แล้วเอกบวกอัคคะเป็นเอกัคคตาก็หมายความว่าเป็นหนึ่งที่รวมบวชรวมหมู่ขึ้นมาเป็นสำคัญหรือว่าเป็นกองสำคัญอย่างยิ่งขึ้นมาแล้วถึงขนาดนั้นเอกัคคตานี่ก็ยังไม่เก่งเท่าอุเบกขาอุเบกขาเรียกว่ายิ่งยิ่งกว่าคือเป็นเอกยิ่งกว่าเป็นเอกยิ่งกว่าเอกัคคตาเพราะฉะนั้นฌานในขณะระดับที่เรียกว่าปฐมฌานทุติยฌานจึงยังไม่มีอุเบกขาเพราะเริ่มต้นมีตติยฌานจึงเรียกว่าเริ่มต้นเข้าหาลูกเพจขาล่ะเริ่มต้นก็หาอุเบกขาหมายความว่าเก่งขึ้นก็ตามหน่อยลักษณะเดียวกันลักษณะความเป็นหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นหนึ่งมันเรียงขึ้นไประดับเป็นระดับๆขึ้นไปเนี่ยอาตมาอธิบายถึงศัพท์แยกศัพท์ให้ฟังด้วยฟังๆกันมานานแล้วสับๆไม่ได้แยกกันซะบ้างก็เลยแยกศัพท์ซะให้ชัดๆเจนๆหน่อยเรียกมันมากับตาก็เรียกมันมาปูเป้ค้าเขาเรียกมันมามันมาจากอะไรก็เลยแยกให้ฟังนิดหน่อยนะต่อจากทุติยฌานแล้วมีอุเบกขาเข้ามาหน่อยแล้วจนกระทั่งเราแม้กระทั่งตัดสุขทิ้งได้ด้วยไม่มีการรับรสสุขรับรถทุกเลยจิตนั้นแหละเป็นจิตที่ว่างเปล่าเป็นหนึ่งอยู่โดดเดี่ยวเอกัคคตาแท้มีอุเบกขาแท้จึงเรียกว่าวางเฉยนิ่งอยู่มีลักษณะเป็นเอกัคคตารมณ์อย่างยิ่งยอดเลยตอนนี้เองกะทะแท้ๆเลยเป็นหนึ่งอย่างใหญ่จริงๆเรียกว่าเอกอัครราชทูตเลยนะ เอกเอกอัคคะอย่างที่เรียกว่าอย่างยิ่งเลยเป็นทูตตัวที่จะนำจิตตัวนี้จะนำจิตตัวนี้ไปใช้ได้อย่างดีเลยเอกอัครถึงอย่างนั้นเมื่อถึงจตุจักรชานเราหมดสุขแล้วเป็นเอกัคคตาที่แท้เป็นอุเบกขาทำที่อย่างยอดเยี่ยมแล้วนั่นแหละเป็นจิตระดับที่เรียกว่าพระพุทธเจ้าว่า 7 ระดับนี้นี่แหละเอามาใช้งานได้เป็นสิ่งที่พ้นโลกเรียกว่าเป็นสิทธิผลโลกคือพ้นกามมาพบแต่เป็นจิตที่จะต้องเรียนรู้เรียนรู้อะไรจะต้องเรียนรู้อัตราถ้าอยู่ในรูปประชานอย่างนี้เรียกว่าชาญที่เราทิ้งลูกในโลกรูปทั้งหลายแหล่ก็คือมีการนี่แหละเป็น แล้วทิ้งกลางมาอย่างดีถึงชาน 4 แล้วหรือเพิ่งกลับมาอย่างเกลี้ยงแล้วทีนี้นอกจากทิ้งกามมาอย่างเกลี้ยงแล้วถ้าใครยังไปหลงใหลจิตอยู่นะใครไปหลงใหลผิดอยู่นะจิตนั้นก็จะไปสร้างอัตราของเก่าก็ยังไม่ได้ครับของเก่ายังไม่มีของใหม่จิตที่ใครทิ้งโลกได้แล้วหรือว่าทิ้งลูกรูปในโลกได้แล้วทิ้งรูปฌานหรือเรียกว่าฌานที่กำหนดรูปเป็นใหญ่เดี๋ยวอาตมาจะขยายความรูปฌานก็รูปฌานให้ฟังอีกถนัดถนัดสักหน่อยนึงนะคราวที่แล้วไม่ได้ขยายคำว่ารูปปัจจุบัน ไม่มีสภาวะที่เขาเรียกว่ารูปเพราะอะไรเขาเรียกว่ารูปก็เพราะเห็นว่าเขาเข้าใจคำว่ารูปพร้อมเขาเรียกว่านามก็เพราะเขาไม่เข้าใจคำว่าน้ำพร้อมคำว่ารูปในขณะที่เราเป็นคนเราก็เอารูปนี้แหละที่เราอยู่ในกามมาพบนี่แหละเป็นรูปนะถ้าพูดได้ลงกาวมาพบผู้นั้นก็จะเสพกามมาพบเป็นสุขก็จะพยายามทำตนให้เป็นผู้ที่ใฝ่หากามจนกระทั่งเขาจะสำเร็จกามสุขัลลิกานุโยคนะใครจะสำเร็จอันนี้มีเรียกว่าผู้ที่ฝ่ายโลก ไฟรูปไฟกาวมาพบเขาก็จะได้ความสำเร็จในทางนี้แต่ถ้าผู้ใดไม่ใฝ่กามสุขัลลิกานุโยคไม่ใฝ่ความสุขในโลกตัดกามคุณผู้นั้นก็จะไปหาอัตราไปหาอัตราคือบริบูรณ์บริสุทธิ์ทิ้งโลกไปหมดเลยแล้วก็เหลือแต่จิตกับจิตพอจิตเป็นปฐมฌานก็จะเริ่มเข้าเริ่มเข้าไปหาอัตราที่เรียกว่าทิ้งกามออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งแม้ที่สุดจิตของเราทิ้งไปจนกระทั่งถึงอุเบกขาว่างลงอย่างที่อาตมาว่าแล้วเมื่อกี้นี้เพราะว่างลงถึงฌาน 4 ถึงฌาน 4 มีเอกัคคตาเป็นอุเบกขาอยู่อย่างสงบหมาย เราสงบจากกามแล้วพ้นแล้วจะกลับมาพบทิ้งกามสุขัลลิกานุโยคสุขบวกอะไรกะบอกอาริกะแล้วก็บวกอนุญาตมาจากอะไรไหมวันหลังก็อธิบายไม่ใช่ไหมวันหลังไปวันนี้อธิบายประเดี๋ยวจะถึงกลับมาสู่การได้โยกเดี๋ยวจะถึงนะมาจากคำว่าการบวกถูกบวกอาริกาบวกอนุกรมเดี๋ยวอาตมาจะต่อตอนนี้ยังไม่ต่อนะอาตมาจะอธิบายรูปบัญชาก็เอารูปประชานไว้ก่อนเมื่อเวลาถึงฌาน 4 เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าเราค้นพบว่าจิตของผู้ที่จบทาน 4 นี่แหละเป็นจิตว่างจิตผู้ที่จบทาน 4 นี่แหละเป็นจิตว่างเป็นกิจวัตรสอนแล้ว ไปเก็บประภัสสรแล้วแต่ว่าถ้าผู้ใดยังหลงยึดถืออะไรเอาไว้เป็นตัวตนยึดถืออะไรเป็นอาสวะยึดถืออะไรเป็นอนุสัยต้องค้นหาอนุสัยออกมาค้นหาอัศวะออกมาความหลงอยู่ในใจตนมันมีเพราะฉะนั้นถ้าใครไปนั่งหลับตาทำฌานเฉยๆนะนั่งหลับตาทำฌานเข้าไปเฉยๆพอถึงจบทาน 4 เสร็จแล้วนะผู้นั้นเรียกว่าจิตบริสุทธิ์แล้วนะจิตสดใสแล้วแต่ว่าจิตสดใสโดยที่เรียกว่ากิเลสอนุสัยของเราหรืออาสาของเรามันไม่ได้ตายไปด้วยนะมันตายไปแต่เพียงว่าเรากำลังตัดการมาพบนี่ทิ้งแล้วตัดกามมาพบทิ้งแต่ว่ากิเลสที่ ยังดองอยู่ยังเป็นหลงคิดอย่างโน้นอย่างนี้อยู่นี่มันยังไม่มันยังไม่ทิ้งแพ้เพราะฉะนั้นผู้นั้นเขาก็จ่ายฤาษีชีไพรต่างๆเขาก็ถึงได้พยายามพากเพียรที่จะเรียนค้นอนุสัยหรือเรียนค้นอัตตาที่มันมีอยู่ในจิตต่อไปเขาก็พยายามดับให้มันลึกลงไปอีกดาบลงไปลึกไปจนกระทั่งเป็นอรูปฌานอีกอันนึงอ่ะรูปอันนี้หมายความว่าสิ่งที่ไม่เห็นเป็นตัวตนแล้วเท่ากับนามก็ได้เท่ากับนางก็ได้มันไม่มีตัวตนหรอกแต่เราเรียกว่าตัวตนมันไม่มีอัตรามันมันไม่เป็นตัวตนที่เที่ยงแท้หรอกมันอัสนีดังมันไม่มีรูปไม่มีร่างแต่เราไปยึดมันเป็นรูปเป็นร่างมันว่างอยู่ เราไปยึดไอ้ตัวว่างนั่นเอาไว้โดยเราเอาสภาวะไปแปะไอ้ตัวว่างมันไม่มีตัวมันไม่มีรูปมันไม่มีภาษาแต่มันมีโดยความรู้สึกโดยจิตโดยวิญญาณแท้ๆอันนี้เป็นสิ่งที่ล้วงคนมากๆๆเพราะฉะนั้นในระบบที่อธิบายกันด้วยจิตว่างนี่ก็เหมือนกันเสพติดเสพด้วยจิตว่างนะถ้าเราอธิบายกันด้วยระบบเศรษฐกิจว่างเศรษฐกิจว่างมันไม่ได้หรอกในขณะใดที่คนนี้ยังไม่สามารถมีฌานยังไม่สามารถรู้สภาวะของอารมณ์จิตของเราเข้าสมาธิไปสู่จตุจักรผู้ที่ไม่รู้อารมณ์ของฌาน 4 อย่างนี้แล้วไม่มีทางที่จะมีสภาวะว่างไม่ว่างจริงว่างแต่ปากเพราะฉะนั้นเมื่อว่างแต่ปากก็เลยหลงว่าอ๋อจะพาณิชย์ อยู่บ้านแท้แล้วก็เลยเสพอะไรด้วยจิตว่างได้แต่ถ้าผู้บรรลุแล้วจึงเสพหรือจิตว่างได้จริงนะผู้บรรลุแล้วจริงเสพด้วยจิตว่างได้จริงแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนั้นอย่าไปพึงหลงผิดอย่าไปเข้าใจตนเองผิดว่าตัวเองว่างแล้วก็ช้าง 1 ยังไม่มีชาในตัวเลยสภาวะไม่มีทาน 2 ก็ยังไม่มีในตัวช้างสามก็ยังไม่มีในตัวช้าง 4 ก็ยังไม่มีในตัวเอาอะไรมาวางก็ยิ่งไปสอนกันว่าไม่ต้องมีเลยชาญคนนั้นยิ่งเหลวเป๋วใหญ่เลยแสดงว่าไม่เข้าใจว่าสาวพระพุทธเจ้าเลยพระพุทธเจ้าสอนที่ไหนก็ไม่มีชาญแม้แต่พระอริยะขั้นตอนอรหันต์ก็ต้องมีฌานมีจรณะมีจรณะ 15 สุดท้ายก็คือมีฌาน 4 นั่นเองเป็นวิหารธรรมช่องให้ได้ง่ายได้โดยไม่ลำบากในทาน 4 พระอริยะของ ยาวหรือว่าพระอาจารย์พระพุทธเจ้าได้โดยไม่ลำบากในฌาน 4 ยังอยู่ในฌาน 4 เมื่อใดได้สบายโดยลืมตาโพลงๆด้วยไม่หลับตาด้วยลืมตาโพลงๆสบายนี่แหละท่านทำได้จริงๆด้วยไม่ใช่ปากพูดเพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้เรียนรู้สภาวะฌาน 1 ฌาน 2 ชั้น 3 ชั้น 4 มีสภาวะอย่างไรและเราเองจะทำให้จิตมันหมดกิเลสเพราะว่าชาญนี่มันหมดกิเลสทานนี่หมายความว่าหมดกิเลสเพ่งเผากิเลสเป็นละลายไปหมดฌาน 1 ก็มีกิเลสเหลือน้อยทาน 2 ก็เหลือน้อยลงไปอีกทาง 3 ก็น้อยลงไปชั้น 4 ยิ่งน้อยใหญ่มันเผากิเลสทิ้งหมดจริงๆกิเลสตั้งแต่นิวรณ์เลยนิวรณ์ทั้ง 5 นั่นแหละคือกิเลสตั้งแต่กลางเมื่อฉันทะงดทิ้งไม่มีการไปเกี่ยวข้องกับใครพญาปลาทอดก็ไม่มีและตัวเองไม่เลยเถิดต้องไปหากันซึมเศร้าเหงาอยากอธิบาย คราวที่แล้วคือไม่นอกจากว่าโลกไม่ตื่นเต้นกับโลกแล้วก็ไม่ดับดิ่งลงไปหานิโรธคือหมายความว่าไม่รู้เรื่องซึมซึมเข้าไปเลยเป็นผีหน้ามิทธะจนกระทั่งนอกจากสีหน้ามีตาแล้วจนกระทั่งอุทิศจากอุปชาก็ไม่รู้ว่ามันฟุ้งหรือไม่ฟุ้งก็ไม่รู้ตัวเลยอย่างนั้นเรียกว่ายิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่คนทำตัวเองให้ไม่รู้เรื่องหรือเรียกว่าดักดานนอกจากไม่รู้โลกและก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ที่ตัวเองนั่นแข็งตายอยู่นั่นคืออะไรก็ไม่รู้ด้วยเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่เอานิวรณ์อย่างนี้เป็นนิวรณ์เป็นกิเลสเป็นสิ่งที่ไม่ได้เรื่องเพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจทั้งโลกและเข้าใจทั้งจิตจิตนี้จะให้มันดับไม่ดับมันอยู่ที่เราเราไม่ดับอื่นเราดับกิเลสเราไม่ไปดับจิตเรานี่เราจะไปดับมันทำไมธรรมชาติรู้อ่ะศาสนาพุทธไม่ได้ดับจิตไม่ได้ดับธรรมชาติ แต่รู้อย่างยิ่งศาสนาพุทธรู้อย่างยิ่งนิพพานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ดับนิพพานของพระพุทธเจ้ารู้อย่างยิ่งรู้ด้วยความเป็นจริงอันแท้จริงมียถาภูตญาณทัศนะวิสุทธิอย่างแจ่มแจ๋วอย่างนี้เลยนิภาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เป็นนั่งหลับตาแข็งเป็นนิโรธสมาบัติหมายเลขนี้แหละสุดยอดแล้วแล้วก็มายุแหย่กันทั้งนั้นในสมัยนี้ที่ไปนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิบำเพ็ญกันเข้าไปแล้วก็นั่งเข้าฌาน 7 วันออกมานิโรธสมาบัติบางทีนี้ไม่ถึง 7 วันรอตัวเองนั่งลุกลุกเลยตาโบ๋ที่ออกมาอ้าวๆๆเอาอาหารไปประเคนท่านนะมีรายได้กุศลเยอะแยะแล้วก็พระที่บำเพ็ญแบบนี้นะเอาอาหารไปประเคนท่านได้กุศลแรงพายุแหย่กันอย่างนั้นเลยนะเดี๋ยวนี้เดี๋ยวนี้อธิบายกันอย่างนั้นด้วยโดยความแท้จริงน่ะมันก็มีผลเหมือนกันแหละไม่ใช่ว่าไม่มี ไอ้ประเภทไปนั่งคุมกิเลสตัณหาอยู่ช่วง 6 วัน 7 วันดีเหมือนกันนะไม่มาสร้างกิเลสอยู่ 6 วัน 7 วันนี้เข้าทีมกันในโลกสงบถ้าทุกคนในนี้นะนั่งไปนั่งอ้าวเข้าห้องกรรมฐานไปหมดเลยนะไปนั่งหลับตากันสักคนละ 7 วันพร้อมกันหมดเลยนะเบาลงย้ายกันนะโลกนี้กิเลสมันถูกฆ่าไปไม่น้อยเหมือนกันนะมันได้เหมือนกันเป็นสัตว์ที่ประหารเป็นสัตว์ที่นิพพานได้แต่มันไม่เป็นผลที่เรียกว่าสมุทรเขตประหารง่ายมันเป็นสมุดเขตสะพานสูงเรารู้วิธีลัดแล้วท่านถึงไม่เอาอย่างนั้นท่านจึงให้รู้กิเลสชัดๆให้รู้ตามมาพบชัดๆเมื่อรู้รูปชัดๆติดตามมาพบลูกนี่คือตัวโตเห็นตัวเห็นตนเป็นชาติพระรูปเหมือนตัวเล็กน่ะถึงเรียกอัดรูปมันไม่มี แล้วเห็นตัวมันยากมันเป็นนามแล้วเป็นนามธรรมนามธรรมเห็นยากก็รูปธรรมซึ่งทุกคนก็เข้าใจดีมันเป็นอัตตาเหมือนกันแต่เป็นอัตตาที่เป็นหลงรูปเป็นหลงยึดอยู่เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้คำว่าภาษาคำว่าจิตว่างไปเฉยๆนั่นแหละคนกำลังเข้าใจผิดกันเดี๋ยวนี้ถ้าใครบอกว่าเซลล์ที่เซลล์ได้กินบ้างอย่าลืมว่านั่นแหละกำลังชักนำกันให้ไปสร้างอัตราคำว่าคบคิดว่าอันนั้นเป็นภาษาคำว่าอัตตาเลยทีเดียวหลอกกันให้ไปอยู่ที่อัตราตัวนี้โดยอาศัยภาษาว่าจิตว่างเพราะฉะนั้นไม่ได้ต้องใช้ศีลสมาธิปัญญาประพฤติก็ไปประพฤติจริงๆแล้วเราจะลงไปหาความว่างโดยไม่ต้องใช้ภาษาคำว่าจิตว่างก็ได้เพราะฉะนั้นจะมาหลอกกันด้วยแค่คำว่าจิตว่างไม่ได้ต้องเข้าใจสภาวะยิ่งไปปฏิเสธสมาธิไปปฏิเสธทางไปปฏิ ศีลสมาธิของท่านนะเร็วเลยเลอะใหญ่เลยเราจะไม่มีปัญญารู้อย่างแท้จริงไม่รู้อะไรไม่รู้กิเลสแต่รู้อะไรรู้ปัญญาโกงกินโกงภาษาโรคโกงหมายความว่าไปเสพแต่ทำทีเป็นจิตว่างมันมีที่ไหนอยากกินแต่ก็บอกว่าเรากินด้วยจิตว่างก็ไอ้ตัวอย่างก็ทิ้งไปไหนล่ะเราจะกินสิ่งนี้ไม่มียาก่อนใช่ไหมหรือไปกินหรือเราจะเสพติดสิ่งนี้แล้วเราไปเสียซะก่อนใช่มั้ยเราไอ้ตัวที่มันดึงให้เราไปเสพนี่แหละเป็นกิเลสแล้วแล้วเราจะบอกว่าเสพแล้วก็ว่างๆที่ทำว่างๆก็ไอ้ตัวนี้มันเกิดก่อนมันเป็นเหตุแล้วไปว่างทีหลังไอ้ตัวนั้นเป็นผลเพราะว่าดีเหมือนกันเสพแล้วค่อยว่างมีที่ไหนก็ตัวที่อยากไปเสพไปเสพเข้าแล้วไปว่าที เห็ดมีตัวแต่เสพแล้วไม่มีตัวมันมีที่ไหนในโลกมันไม่มีนะเพราะฉะนั้นไม่ต้องไม่มีเหตุเหตุมันว่างผลมันจึงว่างด้วยสาเหตุมันไม่ว่างผลมันจะไปวางได้อย่างไรนะอันนี้ต้องไว้ค่อยคิดกันค่อยพูดกันซ้ำแซะหลายๆทีเพราะงั้นเราจะรู้อ่ะรูปหรือรู้นามมันจึงยากในสภาพของอรูปฌานฌานอรูปบัญชาก็ตามวิญญาณจนกระทั่งอากินยาไปจนกระทั่งถึงเนวสัญญาน่ะสัญญาอีก 4 อีก 4 ระดับนี้นะอันนี้เป็นรูปไม่มีตัวมีตนแต่ถ้าใครไปหลงมันว่าเสพความว่างจิตว่างๆนี้หนอนี่แหละคืออากาสานัญจายตนะตัวคิดว่าอาตมาจะบอกให้ลงตัวนี้เป็นอัตราเลยโดยใช้ภาษา ว่างว่างว่างว่างว่างว่างว่างว่างว่างว่างแล้วก็ไปเสพมันไม่ได้เราก็อยู่เฉยๆจะเป็นคนว่างๆเฉยๆเป็นคนไม่รู้เรื่องเลยอะไรต่ออะไรเลยไม่ได้เราต้องมีตัวรู้และรู้อย่างชัดด้วยรู้ว่าขณะนี้เราวางเฉยอยู่เราไม่รับสมมุติอะไรกับโลกเราก็รู้เราจะยกสมมุติขึ้นมาตามโลกเราก็รู้เพราะฉะนั้นนอกจากเรารู้แล้วว่าอากาศนี่มันว่างอากาสานัญจายตนะทานแรกของอรูปฌานเราก็รู้ว่าเออในขณะนี้เราก็หวังว่าจิตของเรามีเป็นวิญญาณที่จะไปสัมผัสรับรู้อันนี้เราก็รู้ตัวด้วยว่าจิตเราก็ยังมีชัดๆด้วยหรือเราจะให้ผู้ว่างยิ่งกว่าอากาศกินโจ๊กอะไรก็ไม่มีเลยนิดหน่อยนึงก็ไม่มีเราปล่อยละทิ้งหมดเลยว่างยิ่งกว่าอากาสานัญจายตนะด้วยเรียกว่ากินยาอากิน กว้างยิ่งกว่าด้วยเราจะว่างยิ่งกว่าขนาดนั้นก็ได้ได้และเรายังมีตัวรู้เพราะฉะนั้นแล้วสัญญาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เนวสัญญาที่จะลำเลียงลำเลียงรู้อย่างที่เรียกว่ารู้เข้มงวดกวดขันเข้าไปหมดเลยอะไรนิดอะไรหน่อยไอ้ที่ใหม่ไอ้ที่เก่าเนวสัญญานาสัญญาสัญญาใดๆจะใหม่จะเก่าสัญญาใดๆจะมีเล็กมีน้อยรู้มันให้ละเอียดเข้าไปเป็นเทวัญสัญญานะสัญญาอย่างไรรู้อย่างชัดอย่างนั้นแหละจนกระทั่งรู้ว่าไอ้นี่มันเป็นสัญญามันเป็นตัวรู้ที่จริงในโลกนี้ไอ้ตัวรู้ไม่มีอะไรเรามีสัญญาตัวเดียวสัญญามันมาจากคำว่าศูนย์อาตมาเคยอธิบายแล้วมาจากสุริยะสัญญานี่มาจากคำว่าสุริยะมันเป็นสุริยะมันไม่มีอะไรเพราะมันเริ่มต้นมีอะไรขึ้นมาปั๊บเป็นอุทกขึ้นมามันก็เป็นสัญญาเพราะฉะนั้นจะเริ่มรู้ขึ้นมาก็คือรู้สัญญาณ มีอะไรขึ้นมานิดนึงเริ่มรู้แล้วเป็นสัญญาพรตัวสุดท้ายที่สุดในตัวสุดท้ายที่มันจะไปหานิพพานแท้จริงที่สุดในโลกก็คือตัวสัญญาที่ตัวสุดท้ายเมื่อเราเองเรารู้สัญญานี้ได้ก็ให้สัญญานี่แทนที่จะเป็นค่อยๆรู้นิดๆหน่อยๆให้มันรู้ชัดรู้แจ้งเขาไปเลยสิรู้โดยไม่หลงรู้โดยที่เรียกว่าไม่งมงายรู้โดยที่เรียกว่าไม่เป็นทาสมันรู้แล้วขี่หัวมันใช้ด้วยรู้และใช้ด้วยไอ้นี่อะไรไอ้นี่ของหวานไอ้นี่อะไรไอ้นี่ของข่าวไอ้นี่อะไรไอ้นี่โรคเขาเรียกว่าความงามอันนี้เรียกอะไรเรียกผู้ชายนี่เรียกอะไรเรียกผู้หญิงรู้มันชัดๆด้วยโลกเขาเรียกแต่เราไม่ผู้หญิงผู้ชายด้วยเราเป็นผู้ชายก็ช่างเราเป็นผู้หญิงก็ช่างเราเท่ากันทั้งหมดเรามีความเสมอกับทุกๆสิ่งในโลกนี้มีความเสมอหมดเลยเราไม่ไปดีกว่าใครไม่เป็นเลวกว่าใครแม่บอกอะไรก็ เรามีความเสมอหมดเลยเราจึงเรียกว่าเราไม่ไปปรุงไปแต่งกับใครถ้าเราไปถือตัวว่าเราเป็นผู้ชายนี่เป็นผู้หญิงประเดี๋ยวก็สปากันเท่านั้นเองไม่ได้ก็ปรุงขึ้นมาถ้าบอกว่านี่ก็ผู้หญิงเหรอไอ้ผู้หญิงก็เราก็เหมือนกันไม่สปาร์คเฉยๆไปเตะกันก็ไม่มีช็อตไม่มี Spark ไม่มีอะไรเพิ่มฟูไม่มีอะไรสังขารก็ทำไม่มีปรุงไม่มีแต่งนี่เรียกว่าเราจะต้องรู้อ่ะรูปเข้าไปอรูปฌานเข้าไปอย่างนี้จนกระทั่งเมื่อเรารู้เอารูปทั้ง 4 ฐานด้วยเอารูปประชานุ 4 อันตั้งแต่อากาศไปจนกระทั่งถึงแม้ว่าสัญญานะสัญญาก็รู้ชัดหมดแล้วนั่นแหละท่านเรียกว่ารู้ท่านก็ท่านไอ้ที่เป็นการเรียกว่าผู้ที่เราหลงเสพกามรู้จักจนกระทั่งอัตราที่เป็นตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นเรื่องของจิตแท้ๆหรืออาตมาแท้ๆไม่ อาตมันถ้าผู้ใดไปหลงเสียอยู่ในอาตมาที่ไปนั่งหลับตาชาในสมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้านี่มีพวกฤาษีชีไพรสอนเรื่องอัตตาเนี่ยไปนั่งหลับตาแล้วก็ไปเสพสุขอยู่ในอัตตาพวกนี้ถ้าเรียกว่าเป็นพวกทิฏฐธรรมนิพพานทิฐิมีอยู่ 5 ประเภทพวกนี้หลงหลงในชาญตรงนี้แล้วก็ไปนั่งเสพสารไปนั่งเสพพวกนี้นางเสพสุขอยู่ในนั้นแหละแล้วก็ไปนั่งอร่อยอยู่ในจุดๆที่มันเป็นตัวตนอย่างเบาๆบางๆพวกนี้เขาทิ้งกลางเหมือนกันนะแต่เขาไปเสพติดอัดปากกินรีมาฐานะโยกเช่นปัญจวัคคีย์เป็นตนเป็นผู้ที่เสพติดอัตราเยอรมันเยอรมันเดี๋ยวอาตมาจะอธิบายอัตราการศึกษา ตอนนี้ยังไม่อธิบายนะไปเสพอัดตักกินกรรมฐานไปเซลล์อยู่อย่างนั้นไม่เสพตัวตนที่ไม่มีตัวตนเรารู้สิ่งที่ 2 2 อย่างนี้ในโลกคือเสพติดกับเสพโรคถ้าเราไม่เสพโลกก็ไม่เสพติดของเราเราก็ไปนั่งเสวยไม่ไปนั่งเสพเราก็เลยเป็นกลางมัชฌิมาปฏิปทาอยู่ระหว่างกลางเพราะฉะนั้นถ้าใครถามว่าทำไมพระพุทธเจ้าบรรลุนิพพานหรือว่าทันทำนิพพานของท่านท่านไปบรรลุนิพพานเอาหรือว่าท่านสันนิษฐานของท่านในขณะที่ท่านปรินิพพานท่านมานิพพานหน้าที่ตรงจตุจักรเป็นจุดกลางระหว่าง 2 ส่วนของโลกตามกำหนดเหตุการณ์เพราะฉะนั้นถ้าใครหลงไปอยู่จุดสุดยอดคนนั้นก็ไปหลงอัดกับมันอัตนี่เองอาจจะ ก็ไปลงอาตมันแต่ถ้าผู้ใดไม่ลงอาตมันไม่หลงกามะก็อยู่ระหว่างกลางมัชฌิมาพระพุทธเจ้าถึงปรินิพพานเมื่อเวลาดูหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่างในชายของท่านพระอนุรุทธะเวลาตามจิตของพระพุทธเจ้าขณะที่ท่านจะปรินิพพานไงถ้ารู้ว่าเป็นคนที่เก่งในเรื่องตามจิตท่านก็ตามจิตก็เพราะพระพุทธเจ้าปรินิพพานหรือยังมีพระองค์อื่นถามพระพุทธพระธาตุปรินิพพานหรือยังพอรู้แล้วก็บอกยังตอนนี้ท่านอยู่ในปฐมฌานเพราะเดี๋ยวท่านก็ไปสุทธิชาญสวัสดีครับท่านประธานและถ้าเราขึ้นไปอาคาร 3 ขึ้นไปวิญญาณชนะขึ้นไปหาวิญญาณอาจารย์แล้วก็ไปหากินยาแล้วก็ไปหาในสัญญานะสัญญาเพราะไปหานี้ว่าสัญญาณ ใครจะด่าฉันตรวจหมดเลยทั้งพบของกามภพและอรูปภพท่านตรวจหมดเลยลูกมาพบกับลูกประคบตรวจเสร็จหมดแล้วท่านก็กลับมาหาจุดกลางคือสัญญาเวทยิตนิโรธสัญญาเวทยิตนิโรธประเดี๋ยวอาตมาจะอธิบายซ้ำอีกอันนี้สำคัญมากเพราะว่าสัญญาเวทยิตนิโรธนี่เป็นของพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นเมื่อท่านกลับมาที่สัญญาเวทยิตนิโรธถ้ามาตรวจดูอะไรรู้ไหมท่านรู้ว่าสัญญาเวทยิตนิโรธนี่เป็นของที่ท่านประทานมาเป็นของที่ท่านค้นพบเป็นของที่ท่านสร้างขึ้นมาเป็นวิชาให้แก่ปวงชนได้อาศัยเสพสุขสัญญาคือตัวรู้เมื่อกี้อาตมาบอกแล้วสัญญา ตัวรู้เวย์ไทย 23 หมายความว่ารับรู้อารมณ์รับรู้อารมณ์แล้วให้สัญญามารับรู้อารมณ์แล้วแล้วก็ดับมันทิ้งเสียอย่าไปยึดถือเอาไว้นิโรธท่านก็มาที่นี่เสร็จแล้วพอเวลาช่างปรินิพพานจริงๆเพราะท่านถอยย้อนกลับมาจากเนวิสัญญานะสัญญาจนกระทั่งมาถึงมาถึงไอ้นี่เสร็จแล้วย้อนถอยไปจนกระทั่งถึงปฐมฌานอีกท่านก็เริ่มดับทีนี้ดับขันธ์ท่านไปทีละอย่างทีละอย่างถ้าใครได้หนังสือเล่ม 2 ก็จะมาไปนะอาตมาอธิบายการดับขันอันนี้ไว้ละเอียดไว้ละเอียดยิบเลยถ้าอธิบายอาตมาอธิบายถึงว่าท่านดับอย่างไรดับอย่างไรท่านตัดตรงไหนตรงไหนปรุงตรงไหนไม่ปรุงตรงไหนจนกระทั่งถึงจตุจักรฌานหมดสิ้นท่านก็บริบูรณ์เป็นปรินิพพานอยู่ที่จตุจักรชายคือทางที่ 4 ของรูปฌาน ถ้าไม่ได้ไปดับที่บอกว่าฉันสัญญาเวทยิตนิโรธนี่เป็นฌานระดับที่ 9 ไม่ใช่เป็นระดับอีกอันนึงที่ค้นหามาเฉยๆอย่าไปเอาไปเลี้ยงเข้ากับ 2 ชั้น 2 ลูกผู้ชายก็เอารูปบัญชานี้สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นชาญระหว่างกลางของรูปประธานไม่ใช่ทานที่ 9 จริงมันเป็นงานใหม่ที่คนมาพบเป็นทานใหม่เป็นทานแบบใหม่ที่ค้นพบพระพุทธเจ้าเราเป็นคนค้นพบแต่ประเภทอื่นฤาษีไพรต่างๆเขาเพราะเป็นอรูปฌานแล้วเขาก็ดับดินเข้าไปนะจนกระทั่งไปถึงในสัญญานะสัญญาพอจบแล้วทีนี้ก็ดับเงียบเลยเป็นนิโรธสมาบัติคือดับเอาดื้อๆเป็นอภิสิทธิ์สัญญานิโรธคือดับไม่เห็นอะไรไม่รู้เรื่องอะไรเลยแข็งโอ้โหตายอยู่อย่างงั้นน่ะเป็นพรหมลูกฝากเป็นอาจารย์ นั่นเป็นของศาสนาอื่นแต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไอ้โง่ก็มีไอ้นี่มานี่ฟ้าประทานร่างกายมีกายขันมีลูกขันมีนามว่าขันธ์พร้อมอาม่าแข็งโดยไม่ให้ประโยชน์ลูกประโยชน์อะไรเลยมานั่งอยู่ทำไมเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่งเหมือนลูกฟักลูกนึงที่โก้อยู่เฉยๆมันไม่ได้ประโยชน์อะไรให้โลกเขาพระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าอย่างนี้ไม่เอาเกิดมาเป็นคนทั้งทีมีอวัยวะครบนี่มันแสนที่จะประเสริฐแล้วดีกว่าหมาดีกว่าแมวดีกว่าช้างดีกว่ามาดีกว่าเสือดีกว่าทุกอย่างด้วยเนี่ยดีกว่าไหมเนี่ยร่างกายเป็นคนดีกว่าไหมดีกว่าอะไรก็ใช้ได้ดีกว่าเลยฉันฉลาดแสนจะถ้าเป็นหมากับหมาแสนรู้เหลือเกินถ้าเป็นช้างก็ช้างแสนรู้เหลือเกินใช่ไหมพูดกันรู้เรื่องกว่าแล้วจะเอามันไปทิ้งทำไม ไอ้นั่นแข็งโดนทิ้งอยู่เฉยๆทำไมอ่ะเอามันไปใช้งานสิเอามันไปทำประโยชน์สิพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านไม่ดับท่านไม่ดับอย่างนั้นถ้าดับอย่างรู้ให้สัญญามันรู้รับรู้อารมณ์อย่างยิ่งแล้วก็นิโรธแล้วก็ค่อยดับดับอะไรดับกิเลสอย่างที่อาตมาได้อธิบายแล้วตั้งแต่คราวที่แล้วนะเดี๋ยวคราวนี้แล้วอาตมาจะทัวร์ในฝั่งนิดหน่อยนี่แหละคือการดับของพระพุทธเจ้ามันแตกต่างกันอยู่อย่างนี้กับศาสนาอื่นศาสนาอื่นไม่ได้ดับอย่างนี้เพราะพระพุทธเจ้านิพพานนี้แปลว่ารู้อย่างยิ่งไม่ใช่นิพพานแปลว่าดับทิ้งหมายความว่าดับสูญไม่ใช่แต่พระพุทธเจ้ารู้อย่างยิ่งรู้อย่างชัดยถาพูดแต่อยากทัศนะวิสุทธิรู้อย่างแจ่มแจ๋วนี่ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เมื่ออาตมาอธิบายไปแล้วคราวที่แล้วถึง ฌานทั้งหมดแล้วอาตมาก็ได้ต่อถึงสัญญาเวทยิตนิโรธเดี๋ยวอาตมาจะอ่านอันนี้คร่าวๆไปแล้วก็จะอธิบายประกอบนิดหน่อยเมื่อเวลาคนเราแม้จะทำให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกจนเรียกว่านิโรธสมาบัติก็ตามคือทำฌานรูปบัญชาและรูปบัญชามาจนกระทั่งถึงสูง 8 ชานแล้วจนเรียกว่าทำทานที่ 9 ที่เราเรียกกันว่านิโรธสมาบัติก็ตามมันก็ยังเป็นสังขารเพราะว่านิโรธสมาบัติมันก็เป็นอย่างเป็นสังขารสังขารธรรมหรือเป็นสังฆกรรมอันหนึ่งอยู่แต่เรียกมันว่าอนุบาลอนุบาลสังขารคือสังขารที่ไม่ที่ไม่มีวิญญาณครองคือไม่มีตัวรู้วิญญาณนี่คือตัวรู้ไม่มีตัวรู้ครองเท่านั้นแหละเป็นเพียงการรักษา ตาไว้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นรักษารูปไว้โดยวิธีการนิโรธหรือว่าดับวิญญาณหรือว่าระงับธาตุรู้เอาไว้ไม่ให้มันมีอยู่ชั่วคราวเท่านั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน