620301_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 40.docx
เนื้อหาในไฟล์
620301_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 40 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/15VsRPXkO2JcslIUmEFRqqj8sxQLfVX3a1PpPnWT44BE/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1n-O8uw8GrEs2EKd5ali_x6Kvzcw_67yj
สื่อธรรมะพ่อครู(มรรคมีองค์ 8) ตอน วิหิงสาในสังกัปปะคืออะไร พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2562 ที่บวรสันติอโศก แรม 10 ค่ำเดือน 3 ปีกุน _พลังเพ็ญ...ถามคำถามเรื่องมรรคมีองค์ 8 เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจ สัมมาทิฏฐิในสัมมาสังกัปปะมี 3 อย่างคือไม่ดำริในกามพยาบาทวิหิงสา กามพอเข้าใจ พยาบาทก็พอเข้าใจ แต่วิหิงสา ขอพ่อครูขยาย พ่อครูว่า...อยู่ในสังโยชน์ 10 อยู่ในอนุสัย 7 ก็ตาม มันก็มีคู่ผลักดูดกามกับพยาบาท ไปเป็นคู่ๆ เป็นเทวธัมมา ตลอดไปแหละ มันก็มีคู่ มันก็มีความละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น วิหิงสาคือคู่ผลักและดูดที่ละเอียดขึ้น คู่ที่มันหยาบก็เป็นกาม พยาบาท เมื่อกำจัดกามพยาบาทหมดไปก็เหลือกิเลสที่ละเอียดขึ้น ถ้าจะใช้พยัญชนะตามสังโยชน์ก็คือ กามกับพยาบาทก็เป็นข้างนอก ข้างในก็เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ เพราะฉะนั้นเมื่อกามกับพยาบาทภายนอกหมดไป ลักษณะคล้ายกันกับ กาม กับพยาบาท ผลักหรือดูด ไปเป็นรูปราคะ อรูปราคะ คือนัยละเอียดที่ รูปราคะก็หยาบหน่อย อรูปราคะละอียดไปอีก มานะคือมีการถือดีแข่งดีเเข่งเด่น ก็มีเชิงผลัก มันก็เหมือนกันกับข้างนอก แต่มันเป็นตัว หยาบที่ยึดตัวตน มานะ ก็ละเอียดขึ้นก็ยึดตัวตนละเอียดขึ้นเป็นมานะ รูปราคะ อรูปราคะหมดไป ก็เหลือแต่ยึดตัวตนกับเศษธุลีเรียกว่าอุทธัจจะ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเผื่อว่าเราไปเทียบกับ อนุสัย อนุสัยนั้น ท่านขึ้นต้นด้วย กามานุสัย ปฏิฆานุสัย ก็คล้ายๆกันกับสังโยชน์ แต่สั
อ่านต่อ
งโยชน์ขึ้นต้นด้วยองค์ธรรม 3 ให้รู้อัตตา หรือสักกายะ อาการ ลิงคะ นิมิตตรงนี้ มีญาณอ่านอาการกิเลสที่เป็นตัวตนของเราให้ชัดอย่างไม่ผิดเพี้ยนไม่สงสัยไม่ข้องใจ ก็ตรงพ้นวิจิกิจฉาและมีหลักวิชชาปฏิบัติศีลพรตมีอุบายเครื่องออกที่เป็นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ ทำเหยาะแหยะเป็นสีลัพพตปรามาสก็ไม่ได้ ต้องล้างกิเลสได้จึงเป็นลำดับ ผู้ใดปฏิบัติได้ก็จะรู้สภาวะของตนเองว่าที่ออกไปได้และที่เหลือ ก็นัยคล้ายกันมีผลักกับดูด มีชอบกับชัง มีโลภ มีโกรธ
สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4) ตอน เมื่อใดควรใช้ soft power _พ่อครูมักพูดว่า คนในปัจจุบันหยาบหนา แต่ในรายการคุณโสภณ ว่าต้องใช้ soft power พ่อครูว่า...แล้วแต่ผู้ที่มีวินิจฉัย คุณโสภณ ข้อวินิจฉัยอย่างคุณโสภณ ก็เป็นคาแรคเตอร์ของเขาอย่างนั้น เขาก็soft ของเขา ไม่ต้องการรุนแรง ก็เขาคิดว่า soft มันดี จริงๆมันดี การไม่แรงไม่ต้องออกแรงมาก นิดๆหน่อยๆ คนที่จะทำงานนั้น ไม่ต้องเอาอะไรหรอก คุณขัดขี้ตะไคร่ออกหากขัดนิดหน่อยก็ออกได้มันก็ดี แต่ถ้ามันหนามันติดหนัก มันก็จำเป็นต้องขัดแรงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นยุคสมัยนี้จริงๆแล้ว คุณว่ามันง่ายเหรอ มันติดอย่างเบาๆเหรอ อาตมาว่ามันไม่ใช่นะ คุณเองก็คงเห็นสมัยอาตมา soft นิ่งสงบเนียน อาตมาก็ soft ซึ่งมันก็ดีเรียกร้องความสนใจคนนับถือ ถ้าอย่างแรงคนไม่ชอบหรอก ซึ่งกระทบกับตัวเขาเองจะไม่ชอบ หรือไปแรงทำกับคนอื่นก็ไม่เข้าท่า มันเป็นสัจจะ แต่มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องมาใช้อย่างเหมาะสม อาตมาไม่ใช่ว่าไม่ยินดีในความเบา อาตมาไม่เป็นคนรุนแรงเลย ปางนี้อาตมาไม่ใช่สายโทสะวิบากเรื่องนี้ก็ไม่มี มีแต่สาย โรแมนติกอิซึ่มไม่ใช่ซาดิสซึม อาตมาทำงานต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ถ้าจะพูดให้งามให้สวยอย่างโสภณ คำว่าโสภณแปลว่างาม อาตมาไม่ห่วงตัวตนใครจะมองอาตมาอย่างไรอาตมาเล็งผลที่เกิด อาตมาเป็นการคัดเลือกคนที่มายึดถือในอาการ อาตมาไม่ใช่ไม่รู้มีคนทักท้วงมาตลอด แต่ก็ต้องใช้แบบนี้ ต่อไปหากจะแรงกว่านี้เรี่ยวแรงไม่มีมันก็เบาไปเอง หรือว่าไม่ต้องแรงมันก็ไม่เหนื่อยมันก็ได้ผล อาตมาจะต้องไปทำแรงทำไมล่ะ อาตมาไม่ใช่สายซาดิสซึมหรือมาโซคิส แต่เป็นสายโรแมนติก
_ข้าพุทธ..พวกเราปฏิบัติธรรมมาหลายสิบปี ทำไมยังแสดงกิเลสหยาบอยู่ ถือว่าเขาปฏิบัติธรรมผิดพลาดตอนไหน? พ่อครูว่า...จะบอกตายตัวไม่ได้ แต่ละคนต้องดูของตัวเองว่าเราไปพลาดตอนไหนหรืออย่างไร แล้วเราก็รู้ว่าตอนไหนไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่สำคัญคืออย่างไร เราแสดงออกอยู่อย่างนี้เราก็ต้องลดละอาการ ให้มันเบาบางจางคลายอย่าให้มันแรง อย่าให้มันมีอาการกิเลสอย่างนั้น ก็ต้องเห็นความจริง มันบอกตายตัวไม่ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(มรรคมีองค์ 8) ตอน สำนึกผิดไม่ใช่เบียดเบียนตนเอง _ข้าพุทธ..ในศีลข้อ 1 ให้ละเว้นจากการเบียดเบียนทำร้ายสัตว์อื่น ถ้ากรณีที่เบียดเบียนทำร้ายตัวเอง เช่นเราทำอะไรผิดพลาดเรื่องผ่านไปแล้วแต่เราวางใจไม่ได้ ยังคงคิดถึงมันว่าเราไม่น่าทำเลย การเบียดเบียนตรงนี้ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 หรือเปล่า พ่อครูว่า...ไม่ใช่การเบียดเบียนแต่เป็นความสำนึกว่าเราไม่น่าพลาดเลย ความสำนึกของเราไม่ใช่ว่าเบียดเบียนตัวเอง คุณไปตีความได้อย่างไร เราสำนึกว่าเราไม่น่าไปทำเลย เอาไปทำแล้วก็สำนึกเราก็รู้ว่าอย่าไปทำอีก อย่างนี้มันไม่สมควรมันไม่ดีเราทำไปแล้วมันไม่สมควรแล้วก็เลิก อย่าให้มันผิดเพี้ยนสิ ความสำนึกมันก็ดีแล้ว เราก็รู้เหตุที่มันจะทำให้เป็นแบบเดิมเราก็อย่าทำอีก มันเป็นครูของเราเอง
_ฟ้าหนุน..ฉัพพรรณรังษีในพระโสดาบันมีหรือไม่ครับ หรือเป็นนามของอิทธิบาท 4 พ่อครูว่า...ฉัพพรรณรังสี คุณไม่ต้องไปคำนึงว่ามันจะมีหรือไม่มีหรอก มันเป็นลักษณะของคุณสมบัติคุณธรรม อันมีมากจนเปล่งประกาย คุณสมบัติของเราเป็นประกายจนคนอื่นสัมผัสได้มาก เป็นลักษณะแม้แต่ในทางวัตถุ มันก็เป็นรัศมี เป็นพลังงานที่ลักษณะเลื่อมพรายฉาบภายนอกไว้ มันแรงแต่มันละเอียดใสระยิบ อาตมาก็ยังชี้ลักษณะไม่เก่ง คือมันเป็นคุณสมบัติอันนึงที่สูงส่งของพลังงาน ต้นทาง ก้อนพลังงานนี้มีสิ่งที่… มันมีก้อนรูป และมีพลังงานของน้ำมาให้เห็น ละเอียดขึ้นมาก็เป็นรูปนามที่ละเอียดขึ้นไป ทีนี้เอารูปที่มันเป็นก้อนมากใจมันก็มีพลังงานแรงสูงก็ระยิบระยับมากขึ้นไปเป็นชั้นที่ยิ่งพร่ายิ่งแรงยิ่งสูงส่ง เรียกว่า ฉัพพรรณรังสี ฉัพพะ แปลว่า 6 ภาษาอังกฤษเรียกว่าออร่า เป็นรัศมีเป็นรังสีที่เปล่งประกายให้เห็นว่า เรามีสิ่งหนึ่งจนกระทั่ง มากเกินจนผู้อื่นเห็นได้ เข้าตาแสบตาคนอื่นเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ขายเครื่องประดับปลอมผิดศีลหรือไม่ _บ้านของหนูทำงานเกี่ยวกับค้าขายเครื่องประดับเทียม จะเป็นการผิดศีลหรือไม่ ทำมา 22 ปีแล้ว ไม่กล้าที่จะขยายงาน แฟนก็บอกว่าให้ไปทำงานเกษตร เขาไม่สนับสนุนงานเดิม แต่ที่มีกินมีใช้ก็เพราะว่างานเดิมหนูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พ่อครูว่า..คุณไปง้อมันอยู่ก็ต้องตกเป็นทาสของมัน ที่จริงคุณรู้อยู่ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เครื่องประดับตกแต่งเป็นเรื่องเปลือกผิวมอมเมา ไม่ใช่แก่นไม่ใช่สาระของชีวิต รักความสวยงามและการตกแต่งและการประดับประดา แล้วมันยิ่งปลอมด้วย ของไม่แท้ ทั้งเป็นเครื่องประดับที่ไร้สาระ ทั้งปลอมอีก ก็หลายชั้นเลย เลิกได้ก็ดีนะ ถ้าเผื่อว่าสามารถจะทำเกษตรอย่างที่แฟนว่าได้ก็ดีมากเลยช่วยกันทำไป ทำเกษตรเลี้ยงตัวเองไปให้รอด มันก็เจริญ จนกระทั่งเหลือเฟือเผื่อแผ่ผู้อื่นได้อีกก็จะเจริญไปเรื่อยๆตามลำดับ ชีวิตของมนุษย์ต้องรู้ว่า ตัวเรายังจะต้องมีวิบาก เป็นเรื่องเสื่อมเป็นเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องอกุศล ในลักษณะที่จัดไปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำก็ไม่ดีเป็นวิบากไม่ดี นัยละเอียดก็มีดีกับไม่ดี 2 อย่าง ก็อย่าไปสะสมความไม่ดี ลดได้อย่างไร เรารู้ว่าควรจะเลิกอย่างไรก็ทำไปอย่างที่ว่า เครื่องประดับได้เป็นของปลอมอีก แม้แต่เป็นของแท้ก็เป็นของเมาๆ ก็ให้มาเอาเนื้อหาสาระเป็นประโยชน์คุณค่า เกษตรนี่เป็นของต้องกินต้องใช้แท้ๆ _ถ้ามองเป็นแง่ศิลปะได้ไหม พ่อครูว่า...ศิลปะนี่แหละคือความแหลกเหลวในโลกนี้ อาตมากำลังตีศิลปะ ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นสิ่งที่เป็นสาระ ศิลปะที่เสริมให้เราเจริญขึ้น ศิลปะมันจะมีอยู่ 2 มุม สองแง่ชัดๆ 1 คือสุนทรียศิลป์ 2 คือสารศิลป์ สารศิลป์คือต้องเป็นประโยชน์เพื่อแก่นเนื้ออันนี้ สุนทรียศิลป์คือการที่ชวน เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นเปลือกที่ชี้ชวน เหมือนดอกไม้มีสีมีกลิ่นเพื่อให้แมลงมาตอมจะได้ต่อเชื้อเอาเกสรไปผสมพันธุ์ ผู้ที่มีบ้างนิดๆหน่อยๆสำหรับคนต้องอาศัย ก็ต้องเผื่อไว้ แต่ถ้าไม่มีอะไรก็มีแต่ศิลปะ คำว่าศิลปะคือเอาสาระเป็นแก่นสาร เนื้อแท้ อย่าไปเน้นที่เปลือกองค์ประกอบเครื่องชี้ชวนแสงสีเสียง อะไรที่มันห่อหุ้ม ถ้าไปห่อหุ้มมากจนกระทั่งสาระไม่เหลือเลย คนก็ต้องไปติดเปลือกที่เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็จะมอมเมากันไปจนโลกแตก อาตมาพูดจนเพื่อนฝูงในวงการศิลปะไม่อยากจะคบอาตมา ที่ต้องพูดเพราะว่ามันมากเกินจนกระทั่งถูกมอมเมาปลอมแปลง ปรุงแต่งกันให้แปลกบอกว่านี่เป็นสิ่งยอดเยี่ยมสิ่งประเสริฐ ตีค่าโฆษณาราคาของตัวเองให้สูงขึ้นมันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทุกวันนี้ ศิลปะทุกวันนี้เป็นเครื่องหลอกลวงในโลกที่เลวร้ายที่สุด ถ้าขยายความศิลปะก็คือสิ่งที่มอมเมาทั้งหลายแหล่ และเป็นพิษเป็นภัยเยอะที่สุดถ้าเข้าใจ มาเรียนรู้ให้ดีจะได้เป็นสาระแก่นสารของชีวิต
สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน เคล็ดไม่ลับขยายอายุขัยพ่อครู _น้อมขวัญ ...พ่อท่านดูหนุ่มขึ้น อยากทราบเคล็ดลับ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ได้มีเคล็ดลับมีแต่เคล็ดที่เปิดเผย อธิบายอย่างกับอะไรดี พยายามแยกแยะแจกแจง อยากให้แข็งแรงสดใสหนุ่มสาวขึ้น ทุกคนอยู่ด้วยกันอีก อาตมาถึงบอกว่าใครจะอยู่ด้วยก็พยายามฟิตตัวเอง ให้แข็งแรง หนุ่มสาวสดชื่นขึ้นไปให้ถึงกันนะ 8 อ.ก็ชัดเจนทุกอย่างแหละ ต้องมีความพากเพียรใส่ใจสนใจ ที่จะดูแล ไม่ใช่ประคบประหงม เกินควร ดูแลให้ครบสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ชัดเจนทุกอย่างแล้ว 8 อ. 1. อิทธิบาท ก็มีความพากเพียรใส่ใจยินดีที่เราจะต้องดูแลชีวิตตนเอง ร่างกายตัวเอง มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา วิมังสาคือเนื้อแท้แก่นแท้ เสร็จแล้วเราก็ต้องดูอารมณ์ 2. อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ให้ดี อารมณ์นี่สำคัญมากเลย ให้อารมณ์เราเบิกบานแจ่มใสยินดี เบิกบานไปเรื่อยๆอย่าให้มันเศร้าหมอง อย่าให้มันแรงร้อน ให้มันสบายๆเย็นๆหรืออุ่นๆพอดีพอดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องอ่านอาการจิตใจเราให้ดี อารมณ์คือความรู้สึกของเราเป็นอย่างนี้ มันสบายมันไม่ร้อนมันไม่แรง มันไม่จัดจ้านอะไรมันก็ไปเรื่อยๆ ผรณาปีติสบายๆเสมอๆ ถ้าหากลักษณะของจิตมันจะมาทางโทสะจะหยาบกลางละเอียด จะนิดน้อยเพียงเท่าไหร่ก็อย่าให้มันเกิดเลย ต้องให้มันเป็นความปรารถนาดีต่อทุกคน แม้แต่คนที่เป็นศัตรูมีความปรารถนาร้ายต่อเรา เราก็ไม่มีความปรารถนาร้ายกับใครเลย อ่านอาการพวกนี้แล้วศึกษาฝึกฝน มันทำให้กิเลสของเราตัวหนักๆสำคัญๆนี้ลดลงด้วยนะ มันเป็นฐาน เป็นแกนเลย ตรวจสอบอารมณ์ หรือเวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่สูงสุด ปฏิบัติกรรมฐานตัวเดียวนี้แหละ เรียนรู้สุขทุกข์ชอบหรือชังอยู่ในนี้ แล้วทำให้จิตเป็นกลางอุเบกขาเฉยไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชอบไม่ชัง โทสะไม่มี มีแต่ความยินดี ความยินดีจะเป็นสัมประสิทธิ์ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ถ้าเป็นโทสะจะเป็นตัวทำให้จิตถูกทำร้าย อัตตาตัวเองทำลายชีวิตด้วย อธิบายละเอียดยากอารมณ์ 3 อาหารคือเครื่องอาศัยในชีวิต ตั้งแต่อาหารคือคำข้าว กวฬิงการาหาร เป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตมีถ้าเข้าไปสังเคราะห์ร่างกายให้อยู่ได้ เขาเรียกโดยศัพท์ว่าคำข้าว คือสิ่งที่เคี้ยวกลืนกินเข้าไป ก็ต้องเรียนรู้ว่าอย่าให้เป็นพิษ อย่าให้มันมากเกินอย่าให้มันน้อยเกิน อย่าให้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร เข้าไปปนเปเข้าไปมาก ต้องเอาเป็นสาระแก่นสารเข้าไปพอเหมาะพอดีได้สัดส่วน เท่าที่เรามีภูมิปัญญาจัดสรรได้ ไม่ใช่ว่าเพราะว่ามันอร่อยมันสวยน่ากินอร่อยน่ากินมันหอมน่ากิน อะไรไปติดที่เปลือกพวกนี้ไม่ใช่ ก็ต้องดูที่สาระของมัน ยิ่งถ้าเรามีความรู้ทางโภชนาการเราขาดธาตุไหน เราก็กินอาหารที่จะได้ธาตุที่เราขาดได้ ก็จะยิ่งเก่งเป็นนักโภชนาการที่ทำให้ร่างกายชีวิตเราได้สิ่งที่เราขาดแคลน เข้าไปเลี้ยงเข้าไปสังเคราะห์ อย่างแท้จริงกับร่างกาย อย่างพวกเราช่วยกันอย่างเป็นองค์รวมอยู่แล้วไม่ได้ทำร้ายกัน เอาแต่สาระอาหารที่ดีเข้าไปอยู่แล้ว กวฬิงการาหารก็ตาม จริงๆแล้วอาหารมี 4 อย่าง กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัสแล้วเกิดความชอบหรือไม่ชอบในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือบางคนมีโฆษณาว่าใครไม่ได้กินอย่างนี้ไม่ได้เป็นคนชั้นสูงนะ สารพัดที่เขาจะหลอกล่อเมาให้มนุษย์ไปนิยมชมชื่น เขาจะได้ขายของเขา เราก็จะต้องรู้เจตนา เจตนาเป็นอาหารข้อที่ 3 รู้ถึงความมุ่งหมายเจตนา ความต้องการว่าต้องการอะไรที่ไปเป็นแก่นแท้ ต้องการสิ่งที่เป็นสาระแท้ ไม่ใช่เป็นกิเลสเป็นสิ่งปลอมแปลงถูกหลอก ต้องรู้จักเจตนาว่าเราเอาอันนี้มาเพื่ออันนี้ ให้มันถูกตัวทุกสภาพถูกสัดส่วน เรียกว่ามโนสัญเจตนา ที่จะไปเป็นไปเพื่อ กามก็ไม่เอา เป็นภพก็ไม่เอา จะดูอันนี้ได้ก็ต้องมีรูปนามรู้จักธรรมะ 2 เรียกว่าวิญญาณาหาร ถ้าคุณไม่เรียนรู้ 2 อย่างนี้ไม่รู้จักรูปและนาม มีธาตุรู้ตั้งแต่สัญญาจนเป็นปัญญา สัมผัสแล้วกำหนดรู้มีความรู้ที่จะรู้ เป็นความรู้ที่ชัดเจนถึงแก่นสารสาระสิ่งที่สูงส่งเป็นโลกุตระ นั่นแหละก็คือรูปนามหรือเทวะ ในสังคมโลกเดือดร้อนเพราะไม่เรียนรู้เรื่องของเทวหรือธรรมะ 2 นี่แหละ เป็นเรื่องสุดยอดปลายเล็กสุด จนกระทั่งถึง 1 2 และเป็น0 ที่เป็น 1 เป็น 2 คือเทว ถ้าไม่รู้จักสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี 1 2 ไปเป็น 3 ไปเป็น 4 5 6 ก็ยิ่งบานปลาย ทำให้เกิดความกว้างความเพิ่มเติมอีกเราก็ต้องดูว่าเราจะสร้างสรรอะไร ตอนนี้มันมี1 มันมี 2 จะทำให้เป็น 3 ก็ครบ สามเส้า เป็นกระบวนการของสิ่งที่ยังอยู่ในโลกก็จะมี 3 อย่าง มีประธานคือธาตุรู้ในตัวเรา กับมีพลังงานอีก 2 อย่างคือบวกกับลบคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าอยู่ได้อย่างพอเหมาะพอดีไม่เสื่อมลง แล้วไม่ออกไปเกิน เรียกว่า cyclic order อยู่ได้อย่างสมดุลมันก็จะอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน เหมือนกับลูกข่างที่หมุนเร็ว ลูกข่างนอนวัน นิ่งไม่มีอะไรมา เสียดสีก็จะอยู่ทนนานมาก เราจะต้องการเพิ่มก็ต้องมีพล้งงาน แก่นบวก static กับพลังงานลบ dynamic จนกระทั่งมันมีตัวรู้ก็มีชีวมีตัวประธานเป็นธาตุรู้ขึ้นมาเป็นสามเส้า คือ ISH คือ I และ She คือพลังงานลบอิตถีภาวะกับ He คือพลังงานบวก ปุริสภาวะ พีชะคือที่มีสามแล้วแต่ไม่ไปรบกวนใครอยู่ได้นานที่สุด จึงไม่เป็นพิษภัยกับใคร คนเอามันไปใช้เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ก็ได้ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ เขารู้แต่ตัวเขา พีชนิยาม เมื่อเป็นสัตว์มันจะมีพลังงานสูงกว่านั้น เกิดพลังงานที่เป็นกรรมวิบากเพราะไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นกุศลเป็นอกุศล เป็นพลังงานที่สะสมขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูงเป็นเวไนยสัตว์จึงจะมีความรู้เข้าใจได้ สามารถลดสิ่งที่เป็นโทษภัยในพลังงานจิตนิยาม จนเหลือแต่พลังงานที่ไม่เป็นพิษภัยต่อใครเลย เป็นพลังงานของพระอรหันต์ขึ้นไปจะอยู่อีกกี่ชาติก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีลูกติดเหล้ามากควรทำอย่างไร _จะทำอย่างไรถ้ามีลูกที่ไม่เชื่อฟังเราเลย ติดอบายมุขคือเหล้ามากจะทำใจอย่างไร พ่อครูว่า...เราก็ต้องพยายามอย่าไปรุนแรงอะไร พูดกันให้เข้าใจแล้วค่อยๆ การจะช่วยผู้อื่นได้เราต้องทำตัวเองให้ดีก่อนจนเขาศรัทธา ถ้าเราทำตัวเองจนเขาศรัทธาได้ ไปบอกเขาเขาก็จะเชื่อฟังเขาจะนับถือ ก็ต้องทำตัวเองให้ดีก่อน แล้วก็ค่อยๆบอกเขายังดีๆ มีโอกาสก็จะค่อยๆเป็นไป อย่าไปฮึดฮัดรุนแรง ให้ทำตัวเองให้ดียิ่งขึ้นแล้วเขาก็จะศรัทธายิ่งขึ้น ทำยังไม่ได้ เขายังไม่เชื่อเรา เราก็ต้องทำตัวเรานี่แหละ ไม่ใช่ไปบีบบังคับกัน จะบีบบังคับก็ยิ่งมีการต่อต้านชิงชังกัน ไม่เกิดประโยชน์อะไร นั่นแหละจะต้องทำอย่างนั้น 2 ต้องนึกเสียว่าเรามีวิบาก ลูกมันเกิดมาทวงหนี้เรา เยอะ ฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด จะไปทำอย่างไรมันก็คือลูก เป็นสายเลือดจริงๆ มันเป็นสัจจะของวิบากก็ต้องยอมรับกัน วางเสีย อโหสิกรรมกันนะจากนี้ เราก็ใช้หนี้ไปก็ทนเอา อาจจะต้องทุกข์ทรมานบ้างอาจจะต้องเจ็บตัว โลกมันเมามาก็มาทำร้ายบ้าง ก็หลบให้ดีก็แล้วกัน มันก็เป็นวิบากเป็นสัจจะ แต่สุดท้ายก็โยนให้วิบาก ก็พอจะบอกได้จะแก้ไขกันได้ก็ทำ เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะทำได้ก็ต้องปล่อยไป
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ทำไมพ่อครูต้องยกตัวอย่างคนไม่ดีมาสอน _แซมดิน ...ในทุกยุคสมัยก็จะมีคนดีที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ส่วนคนไม่ดีก็ทำไม่ดีมาอย่างมากมาย มีคนช่วยให้หนีได้อีก แล้วธรรมะย่อมชนะอธรรมยังเป็นจริงอยู่ไหม พ่อครูว่า...คนที่หนีคดีแล้วยังมารุกรานอะไรอีกก็เพราะว่าเขาโง่มากเขาเข้าใจผิด มันก็ยิ่งจะเป็นกรรมวิบาก ถ้าเป็นใครก็แล้วแต่ก็คงจะนึกออกคนไทยที่ไม่ตกยุคไม่อยู่ในรูอยู่ในสังคมพอรู้กระแสสังคมก็กำลังต้องรู้ว่าพูดถึงใคร ที่กำลังทำความชั่วได้เด่น มันเป็นสัจจะที่เราจะต้องเข้าไปล่วงรู้สาระของมันให้ดี ที่อาตมาเรียกด้วยศัพท์ว่า ปฏินิสัคคะ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนจนกระทั่งคนเข้าใจผิดหลงความผิดเป็นความถูก แต่เขาก็ไม่รู้ตัว เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็เป็นวิสัยของเขา แต่เขาไม่พยายามศึกษาเรียนรู้ มีแต่เรื่องของอกุศลจิต เป็นบาปเป็นเวรใส่เข้าไปในจิตเรื่อยๆ เขาก็จะมีวิบากของเขาอย่างแท้จริงเป็นสัจจะที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ไม่มีใครตัดสินสัจจะนี้ได้ สัจจะจะตัดสินสัจจะเองถูกก็คือถูกไม่มีผิดหรอก ผิดก็คือผิด คนที่ศึกษาตามจะมีญาณปัญญารู้มากมาย ที่อาตมาอธิบายเอาคุณทักษิณก็ดี ทางด้านสายธรรมะก็เอาธัมมชโยมาก็ดี เป็นตัวอย่างเลวร้ายที่ซับซ้อน อาตมาเจตนานำมาเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างขยาย และอธิบายให้คนได้รู้ ควรจะได้ตามดูพฤติกรรมด้วยความซับซ้อน คนที่มีรายละเอียดในตัวคนพวกนี้จะมีความรู้เอง อาตมาไม่มีความรู้นะ ที่เขาทำกรรมชั่วกรรมแล้วอะไรซับซ้อนอีกเยอะแยะ อาตมาไม่ได้โดนกระทำหรอก เขาก็ต้องเอาเชิงดีมาหลอกว่าเป็นจริง คนที่ไม่รู้ทันก็ตกเป็นทาสของเขา อาตมาไม่เก่งที่จะไม่ยกตัวอย่างได้ ถ้ามีตัวอย่างมันดีกว่าอาตมาอธิบาย ใครที่เคยสัมผัสได้ศึกษามุมเหลี่ยมต่างๆ จะเข้าใจได้ดีกว่าอาตมา อาตมามีภูมิปัญญาที่จะรู้ความละเอียดเหล่านี้แม้จะไม่ได้ไปคลุกคลีเอง เป็นเรื่องกุศลหรืออกุศลก็ชัดเจนอยู่แล้วเอามาพูดได้ จริงๆแล้วบอกไปเลยไม่ได้พูดเล่นโก้ว่า อาตมาสงสารเขาเห็นใจเขานะ จะช่วยเขาไม่ได้เลยจะต้องพูดอย่างนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ตัวเขานั้นอาตมาพูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อหรอก เขาไม่ฟังอาตมาหรอกเขาไม่ได้นับถืออาตมาหรอกไม่ว่าจะเป็นธัมมชโยหรือทักษิน แม้แต่พูดที่เขาบอกว่ารู้ดีกว่าอาตมา อาตมาก็ไม่ได้ไปขอข้าวเขากิน ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขา มีแต่พยายามที่จะให้มันเกิดสภาพบุญนั่นแหละ คือความรู้ที่จะเอาไปตัดกิเลส เป็นพลังงานบุญ
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน หมดสุขหมดทุกข์เป็นลำดับจึงมีหมู่บ้านศีล 5ได้ _ดิฉันมาอยู่กับชาวอโศกมานานแล้วจนลูกโต 2 คนแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเพิ่งมาอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราทุกข์เราก็ยังจัดการไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์เรื่องการทุบตึก ปีนี้ในงานพุทธาภิเษก ที่ดิฉันฟังมา 20 กว่าปี เมื่อมาฟังพ่อท่านอยู่ช่วงนึง พ่อท่านยกเรื่องของทักษิณ พ่อท่านบอกว่าให้พยายามพึ่งตัวเอง เขาเห็นว่าดิฉันชอบพึ่งพาคนอื่นคุยกับคนอื่นเวลามีทุกข์ แม้พ่อท่านบอกว่าพึ่งตนเองคือหยั่งกิเลสในตัวเองหยั่งให้ถึงแดนเกิด ดิฉันก็ตรวจสอบว่าเราทุกข์เรื่องอะไร จากความทุกข์เรื่องที่จะถูกทุบตึก ถ้าดิฉันพลาดโอกาสไม่ไปปีนี้ อาจจะเป็นโรค ปสด.ก็ได้ แต่พ่อท่านว่าให้หยั่งลงถึงที่เกิด ดิฉันก็รู้สึกโล่งขึ้น ในการสอบ ดิฉันฟังธรรมเป็นอันดับ 1 แต่ว่าเวลาสอบได้คะแนนนิดเดียว บางคนไม่เห็นฟังธรรมแต่สอบได้คะแนนเยอะ พ่อครูว่า...มันมีเหตุปัจจัยให้ปฏิบัติจริง ดีที่รู้ตัวเอง สภาวะกับบัญญัติ ทุกวันนี้มันหลงในภาษาความรู้บัญญัติมากเหลือเกินในมนุษย์โลก จะหยั่งเข้าถึงปรมัตถ์จิตเจตสิกก็มีน้อย แต่เริ่มแล้วเริ่มมีความเข้าใจ เห็นความสำคัญอันนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องจิตเจตสิกต่างๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตศาสนาพุทธนี้จะได้รับการสนใจ ได้รับความสนใจ ในประเด็นนี้แหละ ประเด็นที่จะต้องมาเรียนรู้ปรมัตถธรรม รู้จักกิเลสลดละกิเลสเพราะเป็นเรื่องที่สุดยอดของมนุษย์ ไม่มีทางอื่นเป็นทางนี้ทางเดียวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรมอันนี้อันเดียวให้มารู้กิเลส หรือ อาตมากำลังขยายเข้าหาเทวคือสุขทุกข์ กำลังขยายเปรียบเทียบให้เห็นว่า สุขทุกข์กับดีชั่วนี้ ความสุขทุกข์นี่แหละเป็นตัวเนื้อแท้ของสัจธรรมสูงกว่าดีชั่ว แต่ไม่ได้หมายความว่าดีชั่วไม่ปฏิบัติ จะให้ปฏิบัติก่อน แต่อย่างไรสุดๆนี่แหละมันละเอียดลออลึกซึ้งมากกว่า ใครสามารถที่จะเรียนรู้ว่าดีชั่วเราก็สามารถทำได้แล้ว แต่ความสุขความทุกข์นี่แหละอย่างหนักหนา ต้องเรียนรู้ ต้องเลิกสุขทุกข์ คนที่โง่เง่าไปทำชั่วมันก็ยังสุข ความชั่วยิ่งหนักก็นึกว่าตัวเองเก่ง นึกว่าตัวเองวิเศษฉลาดเฉลียวอีก มันก็ยิ่งจมในวิบาก หนักหนาสาหัส ความสุขความทุกข์มันแยกไม่ได้เป็นเป็นคู่หู เหมือนกระดาษที่มี 2 หน้าเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้สิ่งที่ง่ายกว่าคือความทุกข์ ความสุขเป็นเรื่องหลอกเข้าใจได้ยากเรียนรู้ได้ยาก ต้องทำลายหรือฆ่าเหตุแห่งทุกข์ มากเหตุเลยนะ มันซับซ้อนกลับไปกลับมา หลอกว่าความทุกข์เป็นความสุขความสุขเป็นความทุกข์ จะต้องทำการฆ่าเหตุ ให้เป็น อิทัปปัจจยตาหรือเป็นปฏิจจสมุปบาท แล้วมันก็จะหมดเหตุ หรือจริงๆแล้วสุขก็คือความทุกข์เป็นเหตุ กิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์ เสร็จแล้วไปหลงว่ามันเป็นสุข ด้วยความเข้าใจผิดไปติดเสพของหลอกว่าเป็นของจริง มันไม่มีจริง เป็นสุขขัลลิกะ แต่ทุกข์นี่แหละเป็นตัวแทนเป็นทุกข์อริยสัจ ฆ่าเหตุแห่งทุกข์มันก็จะหมดความสุขไปด้วย ศาสนาพุทธบริบูรณ์ที่ไม่มีทั้งความสุขความทุกข์ ความรู้อันนี้กำลังจะถูกเปิดเผย ความสุขความทุกข์เป็นเทวเป็นธรรมะ 2 เมื่อดับความสุขความทุกข์ได้ ศาสนาพุทธจิตวิญญาณของมนุษย์จึงไม่มีเทว จะเป็นเทวใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีดับสูญเลยไม่มีภาวะ 2 รู้ว่า ถ้าอาศัยสภาวะที่มีอยู่คือเป็นหนึ่ง เราก็จะอยู่กับหนึ่งอย่างอาศัย แล้วมันก็จะทำให้เราอยู่เป็นสุขเป็นทุกข์เป็น 2 ไม่ได้แต่เรา ทำให้มันเป็น 0 ได้นี่คือพุทธเป็นอรหันต์คือผู้จบ คนทุกวันนี้ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นผู้รู้จักโลกุตรธรรมที่แท้จริงแล้วพาให้พวกเรามารับโลกุตรธรรมได้ถึงขนาดนี้ พวกเราทิ้งความสุขความทุกข์ที่โลกเขาหลอกมาตั้งแต่ขั้นอบายมุข กามโลก ลาภยศสรรเสริญ พวกเราที่นั่งอยู่นี่จะรู้ดีมั่นใจในตัวเองว่าลาภยศเราก็ไม่ไปโง่เง่าถูกเขาหลอกแล้ว ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่จะสร้างอะไรพวกนั้นเราก็ไม่ถูกหลอก จะเป็นสรรเสริญเยินยอเราก็ไม่มี ก็สบาย คุณจะรู้กันเองเลย อาตมาถึงบอกว่าได้ขนาดนี้มันก็ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไหร่ คนยังไม่เชื่อถือว่าทำไมทำได้ขนาดนี้ ขออภัย อยู่ตรงนี้อย่าหาว่างมงายหลงใหลยกตนข่มท่าน เถรสมาคมทั้งหมด ยังไม่สามารถทำให้คนบรรลุโลกุตรธรรมจะมารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม จนเป็นพลังงานรวมเป็นวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัด เถรสมาคมยังทำไม่ได้ ทั้งหมดแต่เถรสมาคม จนเป็นสังคมที่เป็นหมู่บ้านขึ้นไป ให้คนในหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านนี่แหละมีศีล 5 เถรสมาคมทำไม่ได้ แต่อาตมาทำ แล้วมันเกิดได้เห็นไหม เกิดมานานแล้วจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังยืนยันได้ กระจัดกระจายอยู่ ชาวอโศกถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำทุกหมู่บ้านไม่มียาเสพติด คนในนี้จะมาดูดบุหรี่ จะกินหมากกินยา เสพยาเสพติดติดดมกาวก็ไม่มี ชาวอโศกแล้วดูกันในทุกหมู่บ้านทุกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเล็กหรือใหญ่ก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น เป็นสิ่งที่ยืนยันเสร็จแล้วเราก็ไม่ต้องเสียพลังงานแคลอรี่ในเรื่องแบบนี้ เราก็ต้องลดละตัวตนอัตตาด้วย พลังงานที่เหลือไม่บำเรออัตตาก็เอามาเสียสละให้แก่สังคมจึงเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจที่ทับทวีเพื่อผู้อื่น ตัวตนเราน้อยลงความต้องการมาบำเรอเราก็น้อยลง อะไรอย่างนี้เป็นต้น การสะสมกอบโกยกักตุนก็น้อยลง อัตตา อัตตนียาก็น้อยลง แล้วเราก็จะมีสมรรถนะสร้างสรรได้ดีเพิ่มขึ้น คนก็จะมารวมได้มากขึ้นเราก็จะเป็นประโยชน์เพื่อที่จะสะพัดให้แก่ผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เราจะเป็นคนจนช่วยโลกเป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อโลกอย่างนี้ ซึ่งตอนนี้คนก็สนใจขึ้นมาเยอะ หนังสือคนจนที่มีแบบ ในอนาคตจะต้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive