สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อัมพัฏฐสูตร พิสดาร ตอนที่ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อัมพัฏฐสูตร พิสดาร ตอนที่ 3 เอาพระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตรมาอ่านต่อ [160] ดูกรอัมพัฏฐะ ก็คาถานี้นั้น สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิดประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรอัมพัฏฐะ ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า [161] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์. จบ ภาณวารที่หนึ่ง วิชชาจรณสัมปทา พ่อครูว่า..เทวดาคือจิตมนุษย์ที่เจริญ หากเป็นเทวดาที่ปั้นเอาเองเป็นนิรมานกายแล้วก็บริโภคร่วมกัน สัมโภคกาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมกายหรือสำนักไหนก็บริโภคร่วมกันคือสวรรค์ องค์ประชุมรูปนามที่ว่านี้ไม่มีเรียกว่านิรมาณกาย คือนิรมิต สร้างขึ้นเองต่างคนก็ได้ของตนเองได้สวรรค์วิมานได้ความสุข ปรโลก แดนสุขาวดี คนก็บริโภคร่วมกันสนุกสนาน อาทิสมานกาย คนไม่เคยเห็นจริงหรอก แต่เขาก็เห็น พวกเขาได้สร้างในจิต นิรมานเป็นรูปมโนมยอัตตา เก่งจริงๆ ลืมตาก็เห็นสวรรค์ ลืมตาก็เห็นนรก คนทำเก่งๆ ก็หลับตาเข้าภวังค์มีเมืองนรกมีเมืองสวรรค์ในจิต ศาสนาพุทธตีทิ้งไปเลย ศาสนาพุทธจบที่ เวทนาคืออารมณ์จิตที่เป็นความรู้สึกสุขไม่มีเลยความรู้สึกทุกข์ก็ไม่มีเลย นี่คือจุดจบของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่พูดถึงสวรรค์นรก มุ่นกับสวรรค์นรก ต้องมีขั้นตอนให้เขาไปสวรรค์ก่อนสิ คนก็เลยจมอยู่ในนรก คุณอยากได้สวรรค์ 1 จุดคุณก็มีนรก 1 จุด สวรรค์ 5 จุดคุณก็มีนรก 5 จุด นรกกับสวรรค์มันเป็นของคู่แยกไม่ได้ เหมือนเหรียญสองด้าน ศาสนาพุทธไม่มีเลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ สูญ เขาสอนผิดกันมานาน แล้วเข้าใจไม่ได้ ก็เลยไปติดสวรรค์กันซะ เลยไม่ได้มรรคผลของศาสนาพุทธ ทานสูตร อาตมาเอามาอ่านขยายความ
อ่านต่อ
พระพุทธเจ้าท่านสอนสวรรค์ 6 ชั้น 7 ชั้นมันเป็นของปลอม ของเก๊ เป็นวิมาน นิรมาณกายแล้วไปหลงบริโภคสัมโภคกายในสวรรค์ชั้น 1 2 3 4 5 6 มันงมงาย ไม่มีใครมาพูดกันอย่างนี้ให้เข้าใจ หลงติดสวรรค์เพราะไม่รู้ว่าสวรรค์คืออะไร สวรรค์คือของเก๊ หากรู้แล้วไม่มานั่งงมงายให้เสียเวลาหรอก พวกเราฟังแล้วจะชัดเจนเข้าใจ ส่วนผู้ที่ติดอยู่นั้น คุณดึงเขาออกมาไม่ได้ง่ายๆ คนที่ติดอบายมุขเขารู้นะ คนที่ติดเฮโรอีนติดเหล้าติดบุหรี่ติดการพนัน คนอื่นไปดึงเขาออกมาให้เลิกไม่ได้ง่ายๆ ฉันใดก็ฉันนั้น คนติดสวรรค์ก็ดึงออกมาไม่ได้ง่ายๆ เนียนกว่า เพราะมันรู้ไม่ง่าย อย่างติดการพนันกับยาเสพติดมันดูง่ายกว่า แต่หลงสวรรค์นี้เนียนลึก ไปจมกับสวรรค์อยู่นั่นแหละ ใครจะบอกว่าจะมาสอนอะไรไม่มีขั้นตอน อย่างคนที่จับพวกติดเฮโรอีน เวลาเขา อยากยาหนักๆ ก็ให้เขาใช้บ้าง เพื่อไม่ให้ตายต่อหน้าต่อตา พระพุทธเจ้าก็เคยตรัส คุณตายไปต่อหน้าต่อตานี้ ยังดีกว่าจิตติดยึดหนักเข้าไปอีกเรื่อยๆ ชาติหน้าก็ติดอีกนะ ทานสูตร ล. 15 ข้อ 49 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ท านเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และ ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมี ฯ พ่อครูว่า..ทานที่มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก มีหรือไม่...มี แล้วก็ทานที่ให้แล้วมีผลมากอานิสงส์มากก็มี
สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ่อครูว่า..จริงๆแล้วคุณทานแล้วคุณก็ได้ผลทันที แต่ไปสร้างจิตว่าจะต้องได้อันนี้เป็นประโยชน์แก่เรากลับมาเป็นอานิสงส์ เพราะฉะนั้น มีอานิสงส์ก็มีไม่มีอานิสงส์ก็มี ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ให้ทานโดยคิดว่าเราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ทานลำไยลูกงาม เอาเผือกหัวใหญ่นี้ทาน ใช้ปุ๋ยงอกงามหรือเปล่าบอกแล้วอย่าใช้ปุ๋ยงอกงามใช้แล้วผลผลิตจะโตอย่างนี้ คือจิตกับสภาวะลมๆแล้งๆ เป็นอาทิสมานกาย นิรมานกายคือสร้างเอง แล้วก็บริโภคกัน มีความสุขจังเลยอะไรอร่อยจังเลย อัสสาทะ แต่ต่างคนต่างมูมมาม ไม่มีใครเห็นร่วมกันหรอกอาจารย์ก็พูดเสร็จก็พูดกันคนละอย่าง ไม่มีรูปร่างตัวตนอะไร ลมๆแล้งๆ พูดแล้วน่าสงสารน่าเวทนา พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น 1.บุคคลมีความหวังให้ทาน 2.มีจิตผูกพันในผลให้ทาน 3.มุ่งการสั่งสมให้ทาน 4.ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น จาตุมมหาราช พ่อครูว่า..คุณต้องเป็นเทวดาเช่นนี้ที่ร้ายกว่าเจงกิสขานอีกนะ ต้องบุกฆ่าฟันเพื่อให้ได้ดาวดึงส์ ที่เป็นแดนลูกกวาดเท่านั้น อาตมาตีทิ้งสวรรค์เพราะมันงมงายกัน หากไม่หมดสวรรค์นรก จิตใจคนไม่มีนิพพาน นิพพานไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ก็พูดเล่นกัน จนไม่รู้ว่านิพพานคืออะไรเป็นนิพพานเพ้อเจ้อแล้วก็จมอยู่กับสวรรค์ ศาสนาพุทธทุกวันนี้เอาแต่สวรรค์ แล้วแก้ตัวว่า ต้องมีขั้นตอนต้องมีสวรรค์ก่อนถึงหลุดจากนรก คุณก็จมกับสวรรค์ก็คือนรก สวรรค์นั้นที่จริงน่ากลัวกว่านรก คุณเจอแต่นรกนั้นวิ่งหนี แต่สวรรค์นั้นคุณวิ่งใส่ แต่ว่าสวรรค์ก็คือนรก ถ้าฟังแล้วคุณจะเข้าใจจะเลิกได้ ต้องทานเพื่อให้เกิดประโยชน์เกิดอานิสงส์แก่กันและกัน มีประโยชน์ต่อคนเป็น คนตายทานไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย งมงายกันทั้งนั้น ตายไปแล้วจะไปถึงผู้ตายๆงมงายไม่งอกเงย เง่าโง่ ด้วย แล้วหวง รักความโง่ด้วยนะ กูจะเอาความโง่ของกูไว้ แล้วจะรู้สึกตัวไหมนี่ ด่าขนาดนี้ สะดุ้งบ้างไหม สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ พ่อครูว่า..พวกนี้คนที่เขาได้ คนที่หลงสวรรค์คือคนที่ แย่ง เข่นฆ่าเอาให้ได้ดุเดือด ได้อย่างหยาบก็เอาหยาบ ไม่ได้หยาบก็เอาเล่ห์เหลี่ยมกลเม็ดเด็ดพรายเพื่อให้ได้มา ทุกวันนี้เขารู้ทันแล้ว หยาบๆเขาไม่ให้ ก็เลยใช้วิธีหลอกล่อด้วยคารมอย่างธัมมชโย หลอกล่อด้วยคารมบุญใหญ่บุญโตบุญมากมาย เอาคำว่าบุญไปใช้ผิดแล้ว ที่จริงเป็นกุศล แต่ก็ไม่ใช่กุศลมันเป็นลมๆแล้งๆทั้งนั้นแหละ แล้วก็ไปตั้งชื่อเป็นสวรรค์ 7 ชั้น 8 ชั้น เฟส 2 3 4 อะไรต่างๆนานา พูดกันเป็นนิยายเป็นเรื่องเป็นราว มีคนบอกว่า ผมไปทำงานที่ธรรมกายเสร็จแล้วผมก็ตั้งจิตอุทิศไปให้พ่อ เสร็จแล้วเรียบร้อย ถามไปยังอาจารย์ว่าพ่อผมได้รับแล้วหรือยัง ธัมมชโยก็บอกว่า แวบไปที่โน่นว่า เจอแล้วพ่อเธอได้รับแล้วอยู่สวรรค์เฟสนั้นเฟสนี้เรียบร้อยแล้ว สบายแล้วดีแล้ว ทำอีกนะทำมากๆนะ ทานมากๆอีก พ่อเธอได้รับแล้วสุขสบายดี (คงวงเล็บไว้ในใจว่าทำที่ธรรมกายให้มากๆนะ) เสร็จแล้ว คนนี้ก็เขียนจดหมายตอบไปว่าพ่อผมยังสบายดีอยู่ยังไม่ตาย แต่ผมลองเขียนจดหมายมาถามท่านดูว่าผมชื่อนี้ชื่อนี้อย่างนี้ ทำทาน ผมไม่ได้ทำหรอก ผมสร้างนิยายขึ้นมาให้ท่านตอบสิ ท่านก็ขายขี้เท่อว่า ท่านไม่มีอุตตริมนุสสธรรมในตนเลย โม้แหลก พ่อผมก็ยังอยู่ ผมทำเรื่องราวถามท่านเท่านั้น ธัมมชโยเขาก็ยังเฉย เขาด่าให้ก็ยังเฉย หน้าด้าน อลัชชี เป็นอย่างนี้ อาตมาอธิบายธรรมะ ไม่ได้ด่าเขา เป็นตัวตนที่มีอยู่ในโลกนี้ในศาสนาพุทธด้วย เพราะฉะนั้นอย่าโง่งมงายให้เขาหลอก ศาสนาพุทธนั้นไม่มีการไปบังคับ ให้ทำทานให้บริจาค อาตมาภูมิใจตนเองมากในชีวิต มาทำงานศาสนา 47 48 ปีแล้วยังไม่เคย เรี่ยไรใครบอกว่า เอาเงินมาทำทานที่อาตมาจะได้บุญมากได้กุศลมาก อย่างนี้ไม่มี ไม่เคย ภาคภูมิใจอันนี้ในตัวเอง แต่ก็ทำงานก็มีเงินหมุนมาทำงานคนเข้าใจก็มาบริจาคให้เพื่อจะให้สร้างให้ทำ เพราะเห็นความจำเป็นเห็นเป็นคุณค่าประโยชน์ จนกระทั่งมาเข้าใจว่า ตายไปแล้วจะมีภพมีวิมานมีแดนอะไรอีกหรือไม่ ไม่สำคัญ มันเห็นอยู่หลัดๆ มาช่วยกันทำ อันนั้นอันนี้ก็แล้วแต่ เราก็ต้องทำกันไป ดูสิ แม้แต่ถนนเราก็ต้องเทปูนเองเลย รัฐบาลท่านก็ยึกยักงบประมาณนี้หลายทีแล้ว เราก็ว่าจะสมทบให้ ทางผู้ใหญ่ก็บอกว่าให้ทำไปก่อน เราทำแน่ เรามีสามล้านเราทำ ต่อไปอีกแล้วก็จะทำอีกแล้วไม่หวังจากรัฐบาลหรอก งบประมาณมันยากเหลือเกิน คนอื่นก็เขียนกัน เราก็ไม่ช่างเขียนไปขอด้วยซ้ำ มีนะเราเขียนไปแต่ก็ไม่มาสักที แต่เราต้องใช้ทุกวันเราก็จะแย่ ที่จริงเราเสริมถนน เราก็เอาลูกรังมาถมเราทำเองนะถนนนี่ แม้แต่หินมูลคำ ก็เอามาลงทำ block convert ตรงนั้นเราก็ทำ เขามีงบประมาณมาให้เป็นแสนแล้วลงทุนไปเป็นล้าน ตรงนั้น block convert เราก็ทำ ที่พูดนี้ไม่มีปัญหาอะไร เราเองเราเข้าใจการเป็นอยู่ของมนุษยชาติ เราเองเราจนไม่ใช่มีเงินมีทองมาก เราไม่ได้ไปเอาเปรียบเอารัด เราไม่ได้โลภมากในการค้าขาย เราขายขาดทุนด้วยซ้ำไป ที่มันเหลือคือส่วนที่เกินจริงๆ เราพยายามขาดทุน เอาล่ะ จำเป็นจะต้องขายให้เกินทุนก็ต้องอย่างน้อยต่ำกว่าราคาตลาด อุดมคติเราเป็นอย่างนั้นจริงๆก็เลยได้มาทีละน้อย เก็บเล็กผสมน้อยก็ยังมีเงินมาทำอะไรพวกนี้ เราไม่ได้เดือดร้อน แต่เราไม่รวยหรอกเราจน แต่เงินมันหมุนมาทำได้ สาธารณูปโภคต่างๆ ที่พอจะทำได้ ขออภัยพูดแล้วเหมือนคุยตัวใหญ่โตอวดอ้าง แต่ไม่ใช่หรอกเป็นเรื่องจริงที่เรามีใจอย่างนี้เราทำอย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยงงอนอะไรก็ตาม รัฐบาลท่าน ทางหมู่บ้านก็มีอบต. เขาก็อยากได้ถนนเขาก็เขียนโครงการไปเสนอ เราก็ไม่ได้ทำ เราก็ไม่ได้งบประมาณนั้นมาสักที เขาก็บอกว่าทำไมไม่ทำล่ะ ก็เราเองเห็นว่าเขาก็เดือดร้อนกัน หมู่บ้านต่างๆ ก็ต้องไปทำของเขา เขาก็คงอยากได้ เราก็อยากได้ แล้วเราจะไปแย่งเขาทำไม เราทำเองได้ก็ทำ หากเขาจะเผื่อแผ่มา ก็ยังดีนะ มี อบต. มีหมู่บ้านแบ่งมาให้ทางนี้บ้างทำถนนเส้นเล็กเส้นน้อย เส้นสั้นๆกุดๆ เส้นสามเมตรครึ่งก็ทำนะ แต่เส้นสมควรทำ 8 เมตรนี้เราก็ลงมือทำกัน 7เมตรหนา 15 ซม. ท่านผู้ว่าฯว่า พวกเรามีทุนก็ทำกันไปก่อนให้เป็นมาตรฐาน พวกนักรับเหมาที่จะทำต่อไปจะได้รู้จักสเปคว่าจะทำอย่างนี้ จะได้โกงไม่ได้ ถ้ามีมาตรฐานไว้ก่อนแล้ว พูดแล้วเหมือนคุยตัวแต่อาตมาว่าอาตมาทำจริง เป็นจริงเช่นนี้ ทำขึ้นมา สำหรับตัวอาตมาเองเป็นคนตัวเล็กๆคนหนึ่ง เป็นราษฎรเต็มขั้นเท่านั้นเอง แล้วอาตมาก็ใช้ ความจริงใจความจริงให้พวกคุณเข้าใจแล้วก็มาช่วยกันทำเสียสละมา แล้วก็มาพยายามเป็นไป ถ้าเราเป็นไปได้ เราก็จะทำถนนนี้ให้ดีเต็มที่ น้ำประปาอาตมาก็เคยคิด บ้านกุดระงุมก็ไม่มีน้ำดื่มใส่แท๊งค์ เราก็ว่าจะทำให้ ที่จริงน้ำบาดาลของวารินฯ วารินชําราบเป็นแดนน้ำซับ คำว่าชำราบ แปลว่าซึมซับ อาตมาเกิดที่ศรีสะเกษ แต่มาโตที่วารินฯ อยู่ตั้งแต่เล็กจนโตจนไปเรียนที่กรุงเทพฯต่อ อาตมารู้จักดีอำเภอวาริน.นี้ ไปอยู่กรุงเทพฯ 30 40 ปีก็วกกลับมาถิ่นเดิมตัวเอง ก็คิดว่าอย่างไรๆอายุเราก็ยาวแล้ว ก็จะสร้างชุมชนกลุ่มมนุษย์ ให้มีความเป็นอยู่ดำเนินชีวิตไป มีพฤติกรรมชีวิต ให้เกิดเสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ มีอาหารสัปปายะ มีเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยที่อยู่ใช้สอยได้ดี เครื่องอาศัยใช้สอยมี 4 ประการ 1.กวฬิงการาหาร 2.ผัสสาหาร 3.มโนสัญเจตนาหาร 4.วิญญาณาหาร กวฬิงการาหาร คืออาหารที่เรากินไปเลี้ยงชีพ อย่างลำไยนี้ มาจากเชียงใหม่ มังคุดนี้ ของทะเลธรรม ผัสสาหารของเราก็มี เราผัสสะกับสัตว์ เราก็มีจิตที่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ผัสสะกับข้าวของ ดินน้ำไฟลม อาตมาก็ให้คนมาที่นี่ มีสัปปายะ มีลำธารภูเขาน้ำตกหินดินทรายต้นไม้ที่น่ารื่นรมย์ เป็นผัสสะที่คนจะได้มาอาศัยใช้สอยเหมือนกับรัฐบาลสร้างสวนธารณะให้คนได้อาศัยใช้สอยก็ฉันเดียวกัน เราอยู่ประจำก็เสพเสนาสนะนี้สบาย มีมโนสัญเจตนาหาร มุ่งหมายว่าถ้าคุณได้มาใช้สอยทั้งกินทั้งใช้ ดินน้ำไฟลม บรรยากาศอากาศ สดชื่นสบายมีไอน้ำมีความเย็น มีความรื่นรมย์ อาตมาก็ขอประกาศไป ใครจะมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ก็เชิญ มาแล้วก็ช่วยกันดูแลอย่ามาสร้างความสกปรกวุ่นวาย ยินดีต้อนรับ แต่ต้องมี 4 ห้าม 3 ต้อง อย่าเอาเนื้อสัตว์มากินที่นี่ อย่าเอาอบายมุข สิ่งมอมเมาเข้ามาที่นี่ ยินดีต้อนรับทุกคนเพื่อให้เป็นประโยชน์ รัฐบาลตั้งใจสร้างสวนสาธารณะให้คนได้ไปอาศัยใช้สอยพักผ่อนก็ฉันใด ชุมชนชาวอโศกทุกแห่ง มีน้ำตกมีน้ำไหลมีบรรยากาศต้นหมากรากไม้ให้เป็นที่ที่ร่มเย็น ตั้งแต่อาตมาสร้างหมู่บ้านแรกที่ปฐมอโศกจนถึงทุกวันนี้ที่ไหนก็เหมือนกัน บางที่ทำน้ำตกอย่างที่ทะเลธรรมทำใหญ่เลย ที่นี่ก็ทำ แบบของเรา เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครไปใช้สอยเท่าไหร่ ที่นี่คนก็มามากหน่อย ทำตลาด สร้างขึ้นมาเพื่อให้ได้มาใช้สอย ไม่เกี่ยงงอนเลย สาธารณูปโภคของหมู่บ้านตำบลอำเภอ อาตมาไม่เก่งขนาดทำให้อำเภอจังหวัด แค่หมู่บ้านตนเอง หมู่บ้านใกล้เคียงเท่านี้ก่อน ทำได้มากกว่านี้ก็จะทำในอนาคต หากอาตมาอายุยืนยาวไปอีก 40 50 ปีก็คงจะทำอะไรได้กว้างไกล จะว่าใจใหญ่อาตมาใจใหญ่ใจกว้าง เป็นความซื่อบริสุทธิ์ที่อาตมาพูดความจริง ไม่ได้พูดเอาโก้เด่นดัง แต่ทำเพื่อให้เป็นที่อาศัยใช้สอยของมวลมนุษยชาติ ใช้สายรวมกันเป็นประโยชน์แก่กันและกันช่วยกันดูแลรักษาให้ดี เราก็ดูแลรักษาตามสมควร คนอื่นมาช่วยดูแลรักษาก็ยิ่งดี มันก็ต้องสร้างสิ่งที่จะอยู่เป็นเสนาสนะ เป็นบุคคล เป็นสิ่งอาศัย อาหาร กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนา เป็นความต้องการที่ไม่มีภพชาติเรียกว่า วิภวตัณหา เป็นวิญญาณาหาร เป็นนามรูปเป็นธรรมะ 2 ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วรู้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ตัวนี้คือหัวใจศาสนา เวทนาที่เป็นทุกข์เป็นสุขคืออริยสัจ ความทุกข์ความสุขนอกจากเวทนาไม่มี นี่แหละคือกรรมฐานที่คุณต้องเรียนรู้ แล้วทำที่กรรมฐานนี้ ดับเหตุที่มันทุกข์ อยู่ในนี้ในเวทนา โสดาบัน ดับเหตุแห่งทุกข์ให้ลดลง สกิทาคามี อนาคามีจนเป็นอรหันต์ ก็ไม่ทุกข์เลย อาตมาไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วสบาย อาตมาเปิดเผยแล้วว่าอาตมาเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ ก็เป็นผู้สบายไม่ติดขัดอะไรไม่ต้องลำบากลำบน อธิบายได้อย่างคล่องแคล่วทะลุทะลวง ดีมากเลย ไม่ทำตนเองลำบาก พูดธรรมะก็สบายทะลุทะลวงเพราะอาตมาจบเสร็จหมดแล้ว อาตมาประกาศอรหันต์ กว่าจะประกาศ อาตมาประกาศต่อสาธารณชนพูดออกมาตรงๆเมื่อพ.ศ 2558 อาตมาบวช 2513 กว่าจะบอกว่าเป็นอรหันต์ก็ 45 ปีพอดี ที่บวชมา เท่ากับพระพุทธเจ้าทำงานมา ก็เลยประกาศอรหันต์ ประกาศเสร็จแล้วคนก็ท้วง ว่าอาตมาอย่างโน้นอย่างนี้ สงฆ์ก็เลยได้ยินว่า ประชาชนโจทก์ท้วง สงฆ์ก็เลยประชุมกันเพื่อยกสติวินัยให้กับอาตมา คือสงฆ์เห็นว่าประชาชนฟังแล้วไม่เข้าใจเพ่งโทษตู่ท้วง สงฆ์ก็เลยรับว่า องค์นั้นองค์นี้เป็นอรหันต์ท่านมีสติปัญญารู้แจ้ง ในการกระทำ ท่านไม่ได้พูดด้วยไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ จึงยกสติวินัยให้ สงฆ์ก็ได้ทำอย่างนี้จริง อาตมาก็ได้รับการยกไว้หรือการประกาศจากหมู่สงฆ์ให้เป็นที่ยอมรับ ว่าใช่ เพราะอยู่กันมานานตั้ง 45 ปีแล้ว อาตมาประกาศอรหันต์ เขาก็ไม่ตื่นเต้นอะไร อย่าว่าแต่หมู่สงฆ์ เลยแม้แต่ฆราวาสก็เฉย คนประกาศอรหันต์คนก็น่าจะกรูเกรียว อย่างพระพุทธเจ้าประกาศ เราเสด็จอุบัติแล้วในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ พระตถาคตตรัสรู้เองโดยชอบ อาตมาเองก็มี สยังอภิญญาไม่ใช่สยัมภู ก็บอกขนาดของธรรมะ แต่เป็นการตรัสรู้เองโดยชอบของรัฐบาลในขั้นนี้ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะอาตมาก็มีวิชชาและจรณะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเสด็จไปดีแล้วอาตมาก็สุคโต คือดำเนินไปดีเหมือนกัน ไม่ใช่คำว่าเสด็จ พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก อาตมาว่าอาตมารู้แจ้งโลกอธิบายโลกต่างๆนานาสารพัดได้ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึกอย่างไม่มีใครยิ่งกว่า อาตมาก็ว่าในยุคนี้อาตมาก็ฝึกคนไม่มีใครยิ่งกว่านะแต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าหรอก ก็เป็นตามธรรม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อาตมาก็เป็นครูบาอาจารย์ของเทวดา ของผู้ที่เป็นผู้จิตใจสูง เทวดามี 3 อย่าง สมมติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมติเทพคือเทวดาโลกีย์ขึ้นสวรรค์ลงนรกอยู่นั่นแหละ จนมาศึกษาธรรมะแล้วก็เลิกจากเทวดาโง่ๆหลงเลอะอยู่ในโลกีย์ ก็มาลดความติดยึดในสวรรค์บ้าบอก็มาเกิดใหม่ได้เป็นอุบัติเทพ เป็นเทวดาชนิดใหม่ชนิดโลกุตระ ไม่ใช่เทวดาโลกียะ มาเป็นเทวดาโลกุตระก็ลดความเป็นสวรรค์ความเป็นนรก หยาบคายลดลง กามโลกลดลง รูปโลก อรูปโลกลดลง ลดสวรรค์นรกลงได้หมดสิ้นก็เป็นวิสุทธิเทพ หมดความเป็นเทวดาหมดความเป็นสัตว์นรก ศาสนาพุทธไม่มีเทวดา ไม่มีสัตว์นรก เป็นพระพรหม แต่เขาพระพรหมก็เพี้ยนไปเป็นพรหม 20 ชั้นอีก บ้าบออีกเป็นภพชาติ ยังเข้าใจไม่ได้กัน เอาแสงสีไปใส่พรหม แสงอย่างนี้เป็นพรหมชั้น 1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ
ต่อมาอีก 3 เป็นพวกพระพรหมมีแสง เป็นสายสว่าง ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงรัศมี ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ รัศมีหาประมาณมิได้เลย ทะลุทะลวงออกไปนอกโลกเลย ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ
หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา คือ อาภาก็แสง สุภาอีก ยิ่งใหญ่กว่าอาภาอีก มีรัศมี แต่ปริตตะ บอกว่าเป็นลำรัศมี ทั้งแท่งลำรัศมี อันก่อนเป็นแสงแค่นั้น ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา
ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ คือพวกใคร่ได้ใคร่มีในความดำดับมืด กิณหะ งมงาย เป็นภพชาติไม่มีวันจบหรอก ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ คือวิมานร่องรอย เวหา เวหน มีผล ลอยลิ่วในเวหา ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ หมดความรู้สึกเลย ไม่รู้สึกอะไรเลย นี่คือพรหม 11 ชั้น
ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ คือผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ใคร ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ แปลว่าผู้งดงามน่าทัศนา เขาแปลให้ติดกันแต่จะมาแปลแบบตีทิ้งไปเลย ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ อันนี้ยิ่งใหญ่เลย ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ อันนี้ไม่เป็นน้องใครเลย ไม่ได้บอกใครเลยไม่มีความด้อยใหญ่สูงที่สุด นั่นคือพรหม
พ่อครูว่า..เป็นนิรมาณกายสร้างพระภูมิเป็นของเก๊ทั้งนั้น ทั้งที่พรหมแปลว่าความบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลส หมดสวรรค์หมดนรกก็คือพรหม แต่เขาก็ไปสร้างสวรรค์ใหม่สวรรค์มีแสงอีก พวกพรหมแสงสว่างก็คือธรรมกาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า ชั้นสุทธาวาสมีพระพุทธเจ้าไม่เคยติด เป็นพวกที่มีวิมานมีแดน เราก็ไปสร้างภาษาสร้างวิมานนิรมาณกายซ้ำเข้าไปอีก แล้วก็บริโภคกันไป งมงายกันไป มีสัมโภคกายกันไป ยิ่งไม่มีใหญ่เลย เป็นตัวเป็นตนเป็นอาทิสสมานกาย สุทธาวาส ก็ว่าเป็นแดนที่บริสุทธิ์แล้ว คือผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติ ยังติดยึดอยู่ตรงนั้น เป็นเรื่องของผู้ที่หลงแล้วไปสร้างภาษาให้วิจิตรพิสดารน่าติดยึด คนที่สร้างภาษาเอามาหลอกกันอย่างนี้ตกนรกไปไม่รู้เท่าไหร่ พวกที่สร้างพรหม 16 ชั้น ไปสร้างสวรรค์ 16 ชั้น พวกนี้นรกกินหัวไม่รู้เท่าไหร่แล้ว 610720_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เป้าหมายของศาสนาพุทธคือไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก