สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ _สมณะพอจริง ขออภัยครับ ข้อมูลเรียงใหม่ พรหม 16 ชั้นนี้ถูกต้องไหมครับ จาก..พรหม 3 เส้าแรก คือ ฌาน 1 วิตกวิจาร ปิติ สุข เกิด แต่วิเวก วิตก เป็น อุบัติเทพ ปีติ เป็น อุบัติเทพ สุข เป็น อุบัติเทพ ทั้ง 3 อย่างนี้ รวมเป็น เอกัคคตา เอกัคคตานี้ คือ พรหม เพียงแต่ ชีวิตินทรีย์ ของ วิตกวิจาร นั้นต่างกัน จึงทำให้ ความบริสุทธิ์ของพรหม ต่างกันไปด้วย ปาริสัชชาพรหม มี วิตกวิจาร มาก ปีติ สุข มีน้อย ปุโหิตมาพรหม มี วิตกวิจาร ปานกลาง ปีติ สุข มีปานกลาง มหาพรหม มี วิตกวิจาร น้อย ปีติ สุข มีมาก นั่นคือ วิตกวิจาร เป็น ตัวหลัก(เหตุ) ปีติ สุข เป็น ตัวตาม(ผล) จึงต้องสร้างเหตุ เพื่อ ให้เกิดผล ดังกล่าว เหตุ กับ ผล รวมลงเป็น หนึ่งและเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย เรียกว่า เอกัคคตา เอกกัคคตาจึงเป็น สัมมาสมาธิเบื้องต้นอันเป็นผลของ ฌาน ๑(ผลรวมของ วิตกวิจาร ปีติ สุข) เรียกว่า ขณิกสมาธิ ยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้ลำบาก โทมนัส อยู่ มาก ปานกลาง น้อย ตามเหตุปัจจัย เอกกัคคตา จึงเป็น วิสุทธิ์เทพ หรือ พรหม เบื้องต้น สรุป วิตกวิจาร+ปีติ+สุข=เอกัคคตา วิตกวิจาร = อุบัติเทพ ปีติ = อุบัติเทพ สุข = อุบัติเทพ เอกกัคคตา = วิสุทธิเทพ วิสุทธิ์เทพ = พรหม .•. อุบัติเทพ+อุบัติเทพ+อุบัติเทพ=วิสุทธิ์เทพ=พรหม พรหม 3 เส้า ที่ 2 คือ ฌาน 2 ปีติ สุข ที่เกิดจากสมาธิ ปริตตาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)มาก สุข(วูปสม)น้อย อัปปมานาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)ปานกลาง สุข(วูปสม)ปานกลาง อาภัสราพรหม มีปีติ(ดีใจ)น้อย สุข(วูปสม)มาก ปีติ+สุข=เอกัคคตา ปีติ=อุบัติเทพ สุข=อุบัติเทพ เอกกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของฌาน ๒(ผลรวมของปีติก

อ่านต่อ

ับสุข)เรียกว่า อุปจารสมาธิ เกิดโสมนัสขึ้น พรหม 3 เส้าที่ 3 คือ ฌาน 3 ประกอบด้วยอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ปริตตาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)มาก อุเบกขามีน้อย อัปปนาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)ปานกลาง อุเบกขามีปานกลาง สุภกิณหาพรหม ยึดสุข(วูปสม)น้อย อุเบกขามีมาก(ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ก็ยังมีจุดด่างดำอยู่) สุข+อุเบกขา=เอกัคคตา สุข=อุบัติเทพ อุเบกขา=วิสุทธิ์เทพ เอกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของ ฌาน ๓ (ผลรวมของสุข กับอุเบกขา)เรียกว่า อุปจารสมาธิ ทำให้มี โสมนัส มากขึ้น พรหมอีก 2 คือ ฌาน 4 มีสติบริสุทธ์ เพราะอุเบกขา เวหัปผลาพรหม มีอุเบกขาเป็นผลสมบูรณ์ อสัญญีพรหม มีอุเบกขาสมบูรณ์เป็นอัตโนมัติจนไม่ต้องกำหนดอีก อุเบกขา=เอกัคคตา อุเบกขา=วิสุทธิเทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิบั้นปลายอันเป็ผลของ ฌาน 4(อุเบกขาที่มีองค์ประกอบ 5)เรียกว่า อัปปนาสมาธิ(อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา) สุทธาวาส 5 อวิหา ไม่เสื่อม อตัปปา ไม่เดือดร้อน สุทัสสี เห็นดี สุทัสสา เห็นดียิ่งขึ้น อกนิษฐา ยิ่งใหญ่มาก พรหมที่ส่งมานี้เป็นพรหมแบบพุทธนะครับ จึงใช้ฌานลืมตา ส่วนแบบ ฤาษี นั้นจะเป็นฌานหลับตาครับ พ่อครูว่า...ท่านพอจริงก็บวชมานาน ก็วนกับพยัญชนะเสียเยอะ สิ่งที่ละเอียดพวกนี้ ที่เขียนมานั้นถูกต้องแต่มีสภาวะหรือไม่ หากมีสภาวะแล้วจะรู้ว่าเป็นสิ่งละเอียดไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆถ้ารู้แล้วว่าเป็นสิ่งละเอียดและมีสภาวะด้วยก็จะจบ ที่ถามมานี้ อยากจะถามลองภูมิหรือไม่พ้นสงสัยก็เลยต้องถาม แต่ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาคุณจบแล้วคุณก็จะไม่ถามอาตมา ที่พูดมานี้ไม่ผิด แต่คุณจะเอาแต่พยัญชนะหรือ ถ้าคนมีสภาวะแล้วพยัญชนะจะยาวไปเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา คนที่มีจิตสนุกอยู่กับพยัญชนะ หรืออยากอวดว่าฉันรู้พยัญชนะบ้างก็จะโชว์ ก็จะจมอยู่ตรงนั้น ไม่ไปต่อ ฟังไว้นะตัวผีหลอกที่แฝงมา จะเอาตัวเองตายระวังเถอะ ถ้าหากสภาวะตรงตามสภาวะที่เขียนมานี้ก็ถูกหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...เขามีคำถามว่า พรมประเทศไหนที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุดคำตอบที่ออกมาก็คือพรมเช็ดเท้า พ่อครูว่า...ถ้าสภาวะที่คุณมีตรงกับพยัญชนะก็ถูกหมด แต่ถ้าสนุกแค่พยัญชนะก็มีแต่ความรู้แต่ไม่มีความจริง

หากจะเอาสูตรสามเส้า มาจับกับสภาวะหรือภาษาก็ได้ทั้งนั้น เข้าใจความจริงที่ถูกต้องของพยัญชนะนั้นก็ทำได้ เหมือนพวกอภิธรรมที่ท่องพยัญชนะจิตเจตสิก จิต 83 ดวง พิสดาร 121 เขาท่องได้ อาตมายังทำไม่ได้เลย ท่องเก่ง แต่สภาวะมีตามนั้นไหมหากมีสภาวธรรมนั้นก็เป็นอรหันต์ หากพูดแต่พยัญชนะมากมันก็เมื่อย คนจะได้ความจริงมีน้อยแล้วจะเสียเวลา ก็จะกลายเป็นหลงอยู่กับพยัญชนะบัญญัติภาษา ตัวสภาวะไม่ได้เลย คนที่จะเห็นพยัญชนะสูงกว่าบัญญัติหรือพยัญชนะก็จะมาหาพยัญชนะน้อยลง เสียพลังงานลดน้อยลง ลงทุนน้อยลงก็จะได้สภาวะเพิ่มขึ้น

พ่อครูว่า...ก็ขอสรุปว่า หากเอาสามเส้ามาจับกับสภาวะก็ได้ทั้งนั้น หากมีสัมมาทิฏฐิจริงและได้ปรมัตถธรรมแล้ว สัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นตรรกะแต่มีสัมมาทิฏฐิได้ หากมีสัมมาทิฏฐิจะไปมิจฉาปฏิบัติและจะเกิดสัมมาปฏิเวธได้อย่างไรถ้าเอาแต่ตรรกะที่จะหมุนไปตามตรรกะก็ได้ แต่มันเป็นเพียงตรรกะ ข้อสังเกต ผู้ที่มีแต่ตรรกะนั้น จะไม่มีจุดจบ ผู้ที่มีตรรกะนั้นจะไม่มีจุดจบ ที่จะพ้นวิจิกิจฉา ได้ง่ายๆ ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแท้ คมชัดแม่นตรงสภาวะปรมัตถธรรมจริง จะไม่ขี้สงสัย เพราะจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ (ตัวที่สองของอาสวะ 10) (อยู่ในตัวที่ 4ของอนุสัย 7) ตั้งแต่แค่สังโยชน์ 2 ของสังโยชน์ 10 ที่จะสงสัยในวิจิกิจฉานุสัยนั้น จะไม่แสดงออกง่ายๆ เพราะว่าผลความสงสัยเบื้องต้นแล้ว หากรู้ปลายแล้วคนจะมารู้ด้วยได้ยาก แม้จะมีวิจิกิจฉาก็จะพูดคุยถามส่วนตัวจะไม่พูดออกมาข้างนอก เท่ากับขายขี้เท่อของตนเองด้วย ดังนั้นผู้ที่มีแต่ตรรกะ ก็จะมีวิจิกิจฉาไม่จบง่ายๆ ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์จริง ก็จะไม่ขี้สงสัยเก่ง จริงแม้ไม่หมดวิจิกิจฉาง่ายๆ แต่ก็จะรู้ว่ามันเป็นปลายแล้ว โทษของวิจิกิจฉา 1. ทำให้ทุกข์ 2. ทำให้ระกำช้ำระบม 3. ไร้พลัง 4. เนิ่นช้า 5. เหยาะแหยะ ไม่เด็ดขาด นี่คือโทษของวิจิกิจฉา 5 ประการ อันนี้อาตมาเป็นคนพูดไว้

ผู้มีตรรกะปรัชญา แค่ญาณวิทยา Epistemology คือผู้ติดตามค้นหาความจริง แต่ยังไม่เจอสภาวะที่แท้จริง ถึงยังไม่ใช่ Phenomenology ไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยาแท้ ไม่เป็นภาวะของกายที่เป็นธรรมะ 2 ภายนอกและภายในสัมผัสรูปสัมผัสนามอย่างแท้จริง ยังไม่รู้ธรรมะ 2 ยังไม่ลงไปสัมผัสจิต เจตสิก รูป นิพพานจริง ไม่สัมผัสอภิธรรมที่แท้ จะมีวิจิกิจฉามาก จะมีความข้องใจมาก เพราะไม่มีตัวจบ ที่มีวิจิกิจฉาเพราะไม่มีตัวจบในจิตของตัวเอง คือวิมุติตามลำดับหรือนิโรธ ดับกิเลสในจิตได้จริง ไม่มีนิโรธตามลำดับ ต้น กลาง ปลาย เขาไม่มีสภาพนี้ ไม่มีความลำดับอันน่าอัศจรรย์ จึงวนอยู่กับปรัชญาที่เป็นทฤษฎีบัญญัติเท่านั้น ทวนตนเองอ่านสภาวะธรรมตัวเอง ว่าตนมีตรรกะมาก จะให้ผลวิจิกิจฉานั้นคือ Philosophy ปรัชญา หรือ Epistemology ญาณวิทยา ยังไม่ใช่ ปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology มีรูปนามสัมผัสทั้งนอกและในเป็นธรรมะ 2 มีผู้รู้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ขึ้นไปจะเป็นล้านคนก็ยิ่งดี ไม่ใช่ตัวเองคนเดียวอยู่คนเดียว คนที่มีสภาวะความรู้ เป็นญาณปัญญาหรือความรู้จริงครบ มีแสงสว่าง ญาณ ปัญญาวิชชา และอาโลกสัญญา(โลกภายนอกด้วย) ความรู้และความจริงที่เป็นสภาวะธรรมะ 2 ก็จะครบ ถ้าผู้มีธรรมะ 2 ที่เป็นความรู้และความจริงที่เป็นปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology จะไม่มีวิจิกิจฉา จบธรรมะ 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้และอยู่ใน 2 เป็นหนึ่งในสอง เราก็มีคนอื่นเขาก็มีเป็นคู่กัน อันหนึ่งผิดอันหนึ่งถูก เราไม่ยึดถือทั้งผิดและถูก ถูกเราก็เป็นได้ผิดแล้วไม่เป็นไร แต่เรารู้แล้ว คนนี้เป็นอย่างไร เราไม่ยึดมั่นถือมั่นหากเราถูกเราก็ชัดเจนยืนยัน หากเราผิดแล้วก็ต้องแก้ไขให้ถูก คนที่เขาถูก ก็เขาถูก คนนี้ยึดถือผิดเขาก็ผิด เราก็ไม่ได้รังเกียจเขาและสงสารด้วยซ้ำ ไปเข้าใจผิดอย่างนั้น คนที่มีสัจจะธรรมะสองรู้หมดใครผิดใครถูก แต่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น รู้ความจริงตามความเป็นจริงตามฐานะของคนแต่ละคน ภูมิแต่ละภูมิ ผู้ที่มีความรู้ความจริงที่เป็นธรรมะ 2 ที่เป็นปรากฏการณ์วิทยาที่สมบูรณ์แล้วรู้ธรรมะ 2 แล้ว ทำให้เป็นธรรมะหนึ่งให้ตัวเองได้ คนคนนี้จะไม่มีวิจิกิจฉา จะยิ่งชัดเจนมั่นใจในสภาวะจริงของมรรคผลนั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขตัวเอง ก็ขอย้อนกลับไป การแก้ไขตัวเองสำหรับผู้ตกในภูมิของตรรกะ ต้องหันมาสนใจในไตรสิกขา ที่บรรลุธรรมตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ เอาให้ดีๆ คอนโทรลตัวเองเลย ศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างไร ให้บรรลุไปตามลำดับไตรสิกขากันให้จริงๆ ตอนนี้อาตมากำลังเน้นเรื่องไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีการหลุดพ้นอย่างเป็นลำดับน่าอัศจรรย์ ใครตั้งใจฟังตอนนี้ถ้ามีภูมิถึงจะได้ประโยชน์มาก แต่ถ้าภูมิไม่ถึงก็ไม่เป็นไรเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปกดดันตัวเองฉันจะต้องรีบเก่ง รีบรู้รีบเร็วอะไร ไม่ต้องถึงขนาดนั้น 610723_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน