390412 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 12 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข11 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

390412 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 12 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก ในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ โดยพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 12 เมษายน 2539 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก วันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้บรรยายในเรื่องของกรรมฐานของ อาริยะน่ะ กรรมฐานของอาริยะ เมื่อวานนี้เราได้อธิบายกันมาขยายความมา เรื่อยน่ะ อาตมามีตัวอธิบายต่ออยู่ว่า สรุปให้เห็นเรื่องว่า เราพยายามปฏิบัติมา คน ที่จะปฏิบัตินี่ก็จะต้องเรียนรู้ศีลเป็นหลัก อาตมาขึ้นต้นด้วยศีล แล้วเราก็จะต้องปฏิบัติ ศีลให้เป็นกุศล กุศลอย่างไร เป็นกุศลแล้วก็จะต้องเกิดสภาพของศรัทธา ในตัว ศรัทธานั้น เป็นหัวข้อธรรม คือในอินทรีย์ 5 พละ 5 ที่ปลุกเสกฯ อาตมาก็ได้เกริ่น ไว้แล้ว ในโพธิปักขิยธรรม 37 นั้น มี 7 หลัก 1.สติปัฏฐาน 4 2.สัมมัปปธาน 4 3.อิทธิบาท 4 นี่เลขสำคัญของเรา 4,5,7,8 นี่ เลขสำคัญ เพราะฉะนั้น 3 องค์นี่ 3 หัวข้อหลักนี่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่ อาตมาก็ อธิบายมามากแล้ว มันก็เหมือนกันกับโพชฌงค์ 3 โพชฌงค์ 3 ก็มีสติ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ 3 นั่นเป็นองค์สำคัญในการปฏิบัติ ขยายมาเป็น สติปัฏฐาน 4 ก็คล้ายกัน แต่พิสดาร หรือว่าลึกซึ้ง มีหลัก มีหัวข้อ หลักเพิ่มขึ้น สติปัฏฐาน 4 ให้รู้อะไรเพิ่มขึ้น สติอย่างไร เป็นองค์โพชฌงค์ โพชฌงค์จะต้องมีภูมิธรรม มีปัญญารู้ มีสติ คืออย่างไร สตินั้น มีคุณภาพเป็น สติสัมโพชฌงค์ เป็นสติถึงระดับตรัสรู้ ในระดับคุณภาพของสตินั้น จะต้องมีประสิทธิ ภาพ ถึงขั้นพาไปตรัสรู้ เดินทางสู่มรรค สู่ผล มีอาริยคุณน่ะ สติ อาตมาก็แบ่งให้ฟังถึง 3 ระดับ สติปุถุชน อาตมาทบทวนนะ แต่จะ ไม่ขยายความมาก สติกัลยาณชน สติอาริยชน คือสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น มีสติ จะรู้กาย ก็ต้อง

อ่านต่อ

มีญาณปัญญารู้กายอย่างไร องค์ประชุม ถ้าเป็นปรมัตถ์ ก็องค์ประชุม ของนามธรรมเลย ตั้งแต่นามธรรมรู้สึกรับตั้งแต่นอก ตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบ สัมผัสแล้วรับความรู้สึกรับความรู้สึก องค์ประชุมของสภาพของจิตวิญญาณ องค์ประชุมของสภาพของจิตวิญญาณที่ประชุมรวมแล้ว มันมีทั้งกิเลส มันมีทั้งอารมณ์ มันมีทั้งจิต มีทั้งปัญญา มีทั้งความโง่ มีทั้งความฉลาดอยู่ในนั้น มีทั้งตัววินิจฉัย มีทั้งตัวพิจารณา มีทั้งตัววิจัยอะไรอยู่ในนั้นเสร็จ จิตทั้งนั้นแหละเป็นตัวบทบาทของจิตหมด องค์ประชุมกายะ เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจองค์ประชุมนั้นแล้ว เราก็แยกออกได้ แยกอันนี้เป็นกิเลส วิจัยอันนี้ ก็คือธัมมวิจัย หรือสัมมัปปธาน มีสังวรปธาน มีปหานปธาน มีภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน อะไรนี่ เราก็ทำจริง ให้เกิดผลจริงๆ วิจัยออก แล้วก็รู้จักวิธีลดละกิเลส รู้ไปจนกระทั่งถึงความรู้สึก เรียกว่าเวทนา ในสติปัฏฐาน 4 มีกาย มีเวทนา มีจิต รู้จักประสิทธิภาพของจิต รู้จักสภาพของจิต ต่างๆ จิตนี้มีกิเลสผสมร่วมเรียกว่าราคมูล โทสมูล โมหมูล ไม่เป็น อันนี้ ประกอบเรียกว่าสะ ท่านเรียกว่าสะ ท่านเรียกว่า สราคจิต สโทสจิต สโมหจิต อะไรนี่ ประกอบไปด้วยราคะ ประกอบไปด้วยโทสะ ประกอบไป ด้วยโมหะ หรือเราพยายามมาแล้ว เราเรียนรู้แล้ว เรียนรู้แล้ว เราก็พยายาม ทำให้มันลดละจางคลาย อย่างที่อธิบายประกอบมาแล้ว ว่าเห็นความไม่เที่ยง จน กระทั่งเห็นว่ามันไม่เที่ยง เพราะจางคลาย ไม่ใช่ไม่เที่ยง เพราะกิเลสมันหนาขึ้น เห็นทิศทาง รู้ว่ามันไปทางใด รู้จริงๆ มีญาณรู้ เพราะฉะนั้น สติต้องประกอบไปด้วยปัญญา ประกอบไปด้วยญาณ ประกอบไปด้วยการวิจัย ประกอบไปด้วยการกระทำที่มีสัมมัปปธาน ปธานะ นี่แปล ว่า เพียร พากเพียรกระทำ กระทำการสังวร กระทำการปหาน กระทำการลด ละ ฆ่า ทำลาย สิ่งที่ควรทำลาย ก็คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือสิ่งที่มันไม่ควร จะให้มันแข็งแรงนั่นแหละน่ะ จนเกิดผล เรียกว่า ภาวนาปธาน เกิดผลแล้วก็ รักษาผลนั้น อนุรักขนาปธาน อย่างนี้เป็นต้นน่ะ รู้เวทนา รู้จิต รู้สจิตตะ รู้วีตะ วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือจิตมันทำลายได้ ลดลง มันมีทิศทางลดลง สจิตตะ มันก็ประกอบไปด้วยราคะ ประกอบไปด้วยโทสะ ประกอบไปด้วยโมหะ ทำลายได้ ลดละได้ ทำให้จางคลายได้ จนกระทั่งถึงสภาพเจโตปริยญาณ 16 นี่ อาตมาก็ หยิบเอามาอธิบายขยายความให้พวกเราฟังเสมอ บ่อยๆไป รู้จักธรรมในธรรม รู้จักนิวรณ์ 5 รู้จักอุปาทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 อะไร พวกนี้ ซึ่งธรรมในธรรมหลักต่างๆ ก็เข้าใจ ก็เห็นสภาพพวกนี้จริงๆ มีสภาพพวกนี้ ต้องประกอบไปด้วยญาณปัญญาทั้งนั้น มีญาณปัญญารู้แจ้ง รู้สภาพทุกอย่างนะ เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาปฏิบัติแล้ว เกิดผลโพธิปักขิยธรรม เมื่อ ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 3 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อีก ดัวยอิทธิบาท 4 ก็จะ สั่งสมเกิดผล อินทรีย์ 5 พละ 5 นั่นละเป็นตัวผล เป็นตัวเกิด เป็นตัวในเรา ก็คือ ความเป็นใหญ่ในตัว อินทรีย์ แปลว่าความเป็นใหญ่ อินทรีย์ 5 มีอะไรบ้าง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา น่ะ พละก็ เหมือนกัน มี 5 เกิดอินทรีย์ 5 เกิดพละ 5 ก็สูงขึ้น กำลังดีขึ้น เป็นผล บางที ท่านแปลพละนี้ว่าผลเลย เป็นผล ปัญญาพละอย่างนี้ แปลว่าปัญญาผลน่ะ เป็นพละ หรือเป็นผลเลย เป็นผลสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าปฏิบัติธรรมจะต่อไปโพธิปักขิยธรรมนั้นนะ มีอินทรีย์ 5 พละ 5 แล้วก็ประกอบไปด้วยโพชฌงค์ 7 มรรค 8 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 นี่ ก็ เป็นตัวหลักปฏิบัติอยู่แล้ว เราก็จะต้องรู้ว่าโพชฌงค์ 7 มี การปฏิบัตินั้น มีโพชฌงค์ 7 อยู่กับตัวเรา อย่างน้อยโพชฌงค์ 3 เป็นตัวนำปฏิบัติไปเสมอ แล้วได้ผล ผล นั้นก็คือปีติ ปัสสัทธิ แล้วสั่งสมเป็นสมาธิ สมาธิ อาตมาก็เอาสมาธิสูตรมาขยาย ให้ฟังแล้ว สมาธิสมบูรณ์ไปจนกระทั่งเกิดผลทุกอย่าง เกิดผลวิโมกข์ เกิดผล แม้แต่บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกย้อน ทบทวน ซึ่งพวกเรานี่ อาตมาก็กำชับกำชา ว่าต้องมีเตวิชโช ต้องระลึกทบทวน เราระลึกถึงชาติแต่ก่อน ตั้งแต่ชาติจริงๆที่ ว่าร่างกายนี้เป็นอะไรอีกร่างกายหนึ่ง เราระลึกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรน่ะ เรา ระลึกไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ระลึกได้ชาติทางนามธรรม ชาตินี้แหละ ระลึกได้ เมื่อ วานนี้ อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ความเป็นจริงที่เราได้ผ่านมาในชาตินี้ ตั้งแต่ เด็ก มีพฤติกรรมอย่างไร ดำเนินมาอย่างไร โดยเฉพาะจิตวิญญาณของเรามัน ดำเนินมาอย่างไร แต่ก่อนมันมีอย่างไร มันคิดอย่างไร มันเชื่ออย่างไร มันยึด อย่างไร มันเป็นอย่างไร แต่ก่อนนี้มันเป็นโจรเชียวนะ คำว่าโจรนี่ เป็นคนได้ ดีหรือเป็นคนตกยาก? ตกยาก เอาละ โจรนี่มันชัด แต่ก่อนนี้ ก็เป็นคนที่ราคะมาก อยู่นะ คนที่ราคะมากนี่เป็นคนได้ดี หรือเป็นคนตกยาก? คนแต่ก่อนนี้ เราก็ โทสะมากอยู่นะ คนที่โทสะมาก เป็นคนได้ดี หรือเป็นคนตกยาก? ตกยาก ไม่ใช่ คนได้ดีอะไรน่ะ จะเป็นจอมโวย จอมมีอำนาจ สั่งการเผด็จการ สั่งฆ่า สั่งทำ ลาย สั่งเอาเปรียบเอารัดเขาได้อย่างไร ก็ไม่ได้เป็นคนได้ดีอะไร เป็นคนตก ยาก นี่ต้องเข้าใจสัจจะ หรือ ความหมายของสัจจะให้ชัด เพราะฉะนั้น บางคนนี่ โอ้โห!มีอำนาจร่ำรวย สั่งไปเลย ริบสมบัติ มันมา เอาเมียมันมาด้วยน่ะ มีอำนาจ คนคนนี้ มีอำนาจนะ ในทางโลก ยิ่งใหญ่ ว่าอย่างนั้นนะใช่ไหม ริบทรัพย์เขาก็ได้ เอาเมียมันมาได้ด้วย ไม่ให้เอาไม่ให้ ฉุดคร่า เป็นเจ้าพ่อว่าอย่างนั้นเถอะ หรือแม้ไม่เป็นเจ้าพ่อล่ะ เหมือนมีอำนาจ จริงๆ เลยนี่ ใช้ฤทธิ์อำนาจของอำนาจอะไรก็แล้วแต่ ทั้งอำนาจทรัพย์สิน เงินทอง หรือยศศักดิ์ฐานะ ก็สามารถเอาเปรียบเอารัดข่มเหงคนอื่นได้ คนอื่นก็ว่ายิ่งใหญ่ นะ เป็นคนยิ่งใหญ่คนอื่นต้องยอม ยอมแพ้ ยอมซูฮก กลัวลาน คนนี้จะทำยังไง ก็จะต้องให้มีอำนาจมาก คนคนนี้ตกยาก หรือว่าได้ดี ได้ดี (ตกยาก) เอ้า ตกยากทำไมใหญ่โตมโหฬารละ หือ ใหญ่คับบ้านคับเมืองน่ะ หือ ตกที่อยู่ได้ยาก เอ๊ะ ยัง ไงตกที่อยู่ได้ยาก (เพราะมีคนปองร้ายเยอะ) ปองร้าย ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ (มีสักวันทำได้) มีสักวันหนึ่งหรือ หือ นั่นละ เรามองลึกๆได้ เรามองเห็นแล้ว จะเห็นได้วา ทางจิตวิญญาณทางองค์ประกอบด้วยธรรมะนี่ เรารู้ เราเกิดญาณปัญญา แล้วเข้าในเลย อย่างนี้ มันเป็นความตกยาก มันไม่ได้ความได้ดีอะไรหรอก ยิ่ง เราเข้าใจลึกซึ้งเป็นโลกุตรธรรมสูงขึ้น นี่พวกคุณนี่หลงลมอาตมานี่ อาตมาพามาจน แหม ถูกปลดออกมาเรื่อยๆ ลอกออกไปนะ สุดท้ายจนจริงๆ ไม่มีเงิน ไม่มีทอง เป็นทรัพย์สินของตนของตน เลย ตกยากนะนี่ หา แน่ะ หมดเนื้อหมดตัวยังมีหน้ามาพูดว่าได้ดีอีก ถูกปอกลอก ออกมาเกลี้ยง เกลี้ยงจนไม่เหลืออะไรแล้ว นี่เหลือแต่กระดูกกับหนังหุ้ม หือ ตก ยาก หรือได้ดี (ได้ดีครับ) ฮึ ตอบสอดคล้องกันเลยซะด้วยนะ เป็นคอรัสเลยนะ เป็นไคว์ ไคว์นี่คือนักร้องหมู่ ประสานเสียง ฟังเป็นภาษาไทยแล้ว มันฟังยังไงไม่ รู้น่ะ แต่ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกพวกนักร้องไคว์ประสานเสียงเป็นหมู่ แหม บอกได้ดี เอาละ อาตมาก็สื่อแล้วพูดเพื่อให้พวกคุณตอบ พวกคุณก็คิด พวกคุณก็ รู้สึกเข้าใจอย่างนี้ เป็นการทดสอบ เป็นการเรียนรู้ เป็นการสื่อย้ำกันให้เห็นว่า เข้า ใจกัน ตรงกันไหม ถูกไหม แล้วเป็นอย่างนี้น่ะ เห็นจริงไหม บางคนยังฟังงงๆ ก็ฟังไป เอ๊ะ ทำไมพวกนี้นี่ไปด้วยกันหมดเลยนี่ หือ พูดกันจะเข้าใจยังไง ไปอย่าง นี้ มันถูกหรือเปล่า ก็ศึกษากันไปน่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเราได้มาปฏิบัติแล้ว อินทรีย์พละของเราจะ ต้องเกิดจริงเลยนะ เห็นศรัทธา ศรัทธาในตัวเรานี่ มันศรัทธา มันเชื่อ เป็น กำลังของความเชื่อลำดับๆ อาตมาแปลศรัทธานี่ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ แปลว่านี่เชื่อถือ เป็นภาษาไทย คนเชื่อถือนี่ ก็เชื่อแล้ว เออ ก็เชื่อ เชื่อถือ เชื่อ แต่ยังไม่ทำตาม ยังไม่เอาด้วย แต่เชื่อ เถียงไม่ออก มีเหตุผล มีเหตุผล แล้วก็มี คุณลักษณะอะไรก็เข้าใจดี แต่ปล่อย ช่างมันเถอะ ก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ เอาล่ะ ดี แต่เรายังไม่เอาด้วย นี่มันเป็นความเชื่อเหมือนกัน เชื่อ กำลังของความเชื่อ ก็มี แค่นั้นแหละ ทีนี้ศรัทธินทรีย์ อาตมาแปลว่าเชื่อฟัง ภาษาไทยนี่เชื่อฟัง คน เชื่อฟังนี่เป็นยังไง? ทำตาม คำว่าเชื่อฟังนี่ เพราะฉะนั้น คุณลักษณะ หรือ คุณภาพของความเชื่อมันสูงขึ้น มีกำลังมากขึ้น มีความเป็นใหญ่ของความเชื่อนี่มาก ขึ้น มันมีจริง มันเป็นความจริงนะ คนนี้ก็บอก เอ๊ นี่มันดีนะ นี่มันดี มันดี มัน ต้องเอาแล้วเรา ต้องเป็นให้ได้ ต้องเอาให้ได้ ต้องมีให้ได้ มันดีต้องเอา ต้องมี ต้องเป็น คนนี้เชื่อฟัง ก็เริ่มสะสม เริ่มพากเพียร เริ่มปฏิบัติเพื่อเอาน่ะ เรียกว่าเชื่อฟังพอทำถูก ทำตรง ทำอย่างมีประสิทธิภาพจริง มันก็จะเกิดจะได้ได้ขึ้นมาเรื่อยๆๆ มันก็คือความเจริญ เมื่อไปปฏิบัติ เมื่อมีปฏิบัติ ไอ้เชื่อถือนี่ แค่ปริยัติก็เชื่อถือ ศรัทธาไหม ศรัทธา คนศรัทธาอาตมานี่ มีมากเหมือนกันนะ แต่ จะไม่มีศรัทธินทรีย์ ยังไม่ถึงขั้นศรัทธินทรีย์ เยอะ หรือขั้นศรัทธินทรีย์นี่ก็มีพวก เรานี่แหละน่ะ เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม พากเพียรเอา ได้มั่งไหมล่ะ ได้มั่งได้มั่ง กี่บั้ง สิบตรี สิบโท หรือสิบเอก สิบเอก 3 บั้งนะ ก็ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นผลขึ้นมาสูงขึ้นๆ ก็คือเข้าหาพละ หรือผล ผลสูง ขึ้น เกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการเอาจริง เกิดจากการทำ ได้แต่รู้ๆๆๆ ฟังไปอีกก็รู้ๆๆๆ แต่ไม่ทดสอบความจริงให้ตรงสักกายะ ให้ตรงอัตตา ให้ตรงตัวเรา ให้ตรงตัวไหนล่ะ ตัวควรละ ตัวควรจะให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นอภิสมาจารก็ดียิ่งขึ้น บาปสมาจาร ก็คือทำลายด้วยละเลิก เราก็ทำ จนกระทั่งมันมีผลสมบูรณ์ เข้า ข่ายที่เขต 90% แหม จะสมบูรณ์แล้วหรือ 100% ก็สมบูรณ์ ผลของมันสมบูรณ์อย่าง ใด คุณก็จะรู้ว่า เออ นี่มันเต็มนะ ไอ้ที่ละ ก็ละซิ ละ ไอ้ที่เจริญก็โอ้โห เจริญ เจริญสมบูรณ์สุดขีด อะไร ก็แล้วแต่ ก็เรียกว่าตอนนี้คุณก็มีสิ่งนั้น มีสิ่งนั้น ถึงขั้นเชื่อ เป็นเชื่อพละ ศรัทธาพละ เชื่อในผล เชื่อในสิ่งจริงที่เกิด ที่เป็นที่มี แล้วมีญาณรู้ ความจริงอันนั้นไปจนถึงตั้งถึงอารมณ์ของมัน อารมณ์ของสุญญตาเป็นยังไง อารมณ์ นิพพานเป็นยังไง อารมณ์ของวิมุติเป็นยังไง แล้ววิมุติของพุทธ มันเป็นยัง ไงล่ะ วิมุติของพุทธ ก็คือวิมุติอย่างมุดๆ หลบๆ ลี้ๆ หนีๆ หรือเปล่า หรือว่า องอาจ แกล้วกล้า อยู่เหนือ ไม่ต้องหนี มันเป็นยังไง ก็อธิบายทุกมุมให้ฟังแล้ว เพราะวิมุติของพระพุทธเจ้านั่นไม่มุดไม่หนี อยู่กับโลก กับโลกีย์ อยู่กับสัมผัสเป็น ปัจจัยอย่างไม่มีกิเลส อนัตตา สุญญตา ไม่มีกิเลส ไม่มีตัวตนเลย ไม่มีตัวเราเข้าไป เป็นปฏิปักษ์ ไม่มีตัวเราเข้าไปเป็นพิษเป็นภัยอะไรกับใคร หรือไม่มีตัวเราที่เป็น ทุกข์ มีแต่สภาพอิทธิบาทเดินอยู่ ตราบที่ยังเป็นผู้มีอายุ เป็นสมณะระดับ 4 สมณะระดับอรหันต์ ถ้าเป็นสมณะในระดับ 4 หรือสมณะระดับอรหันต์ ท่านบอก แล้วว่าผู้มีอายุ เป็นเครื่องแสดง ผู้มีอายูหะ มีอิทธิบาท มีความเพียร เพราะ ฉะนั้น จะมีแต่ความเพียร มีอายุ มีวรรณะ วรรณะมีอะไรเป็นเครื่องแสดง มี ศีล ศีลไม่ใช่ศีลธรรมดา ศีลอันบริบูรณ์ ศีลอันสมบูรณ์ ศีลอันครบกุศล เพราะ เป็นอรหันต์ใช่ไหม ศีลอันครบกุศล ก็ถึงขั้นวิมุติเป็นอเสขะศีล โน่นแหละ เป็น ศีลอันไม่ต้องปฏิบัติอีก เพราะศีลนี้เป็นปกติ ทำได้แล้ว เป็นอัตโนมัติแล้ว เป็นปกติ แล้ว ไม่ต้องไปคุมเครื่อง ไม่ต้องไปกดปุ่ม ไม่ต้องไปเป็นอะไร มันก็เป็นของมัน อย่างนั้น ไม่ได้เป็นอย่างอื่น เป็นอยู่อย่างนั้น ทรงสภาพอย่างนั้น อย่าง สมบูรณ์แข็งแรง เที่ยงแท้น่ะ เป็นศีล เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ใดที่ได้สภาพพวกนี้จริงขึ้นมา ก็จะมีคุณลักษณะจริงพวกนี้จริงๆขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เหลืออะไรในตัวตน เพราะฉะนั้น อยู่อย่างสภาพเป็น วรรณะเป็นสุข จิตเป็นฌาน ฌานนี่รูปฌาน อรูปฌานเป็นหมด ได้หมด รู้ปฐวีธาตุ เป็นปฐวีธาตุ รู้อาโปธาตุ เป็นอาโปธาตุ รู้วาโยธาตุ เป็นวาโยธาตุ โดยสัญญา คงจำได้นะ อ่านสมาธิสูตรให้ฟังแล้ว แต่ก็พึงเพียรเป็นสัญญา กำหนดรู้เป็นอย่างนั้น มันต้องเป็น มันต้องมี เพราะเป็นคนไม่ตาย มีสัมผัสรู้ มีญาณปัญญารู้อย่างฉลาด ด้วย เพราะฉะนั้น ดินคือดิน น้ำคือน้ำ ลมคือลม ไฟคือไฟ องค์ประกอบอะไร คืออันนั้น แม้แต่ที่สุด จะทำให้จิตวิญญาณนี่ ไม่ติดยึดในสังขารทั้งหลาย เป็นอากา สานัญญายตนะ เป็นวิญญาณัญจายตนะ ก็รู้ สัญญากำหนดรู้ว่าเรามี เพราะฉะนั้น อยู่กับสภาพทุกอย่างในโลก ที่ยังไม่ตายนี่ ดินมีเหลืออยู่ไหม มันก็อยู่ น้ำมีอยู่ไหม ก็ มี ลมมีอยู่ไหม ลมมี ไฟมี อะไรๆ มันก็ยังมีอยู่ทั้งนั้น ที่ว่างก็มี ว่างจากสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งเป็นทุกข์ พระพุทธ...พระอรหันต์เจ้านี่มีสังขาร นี่ก็วิสังขาร คือ สังขารอย่างวิเศษ วิสามัญ สังขารอย่างไม่เหมือนคนอื่นสังขาร โดยเฉพาะไม่ เหมือนกับปุถุชนเขาสังขาร หรือแม้แต่เสขะบุคคล เป็นอาริยะ ในระดับที่ยังไม่ สมบูรณ์ บริบูรณ์สังขารปรุงแต่ง พระอรหันต์เจ้าก็ปรุงแต่งสูงกว่านั้น ปรุงแต่งได้ วิเศษกว่านั้น ปรุงแต่งเป็นปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารที่เป็นบุญ เป็นสังขารที่ไม่ได้ เป็นบาปอะไรเลย แล้วเมื่อท่านไม่มีตัวตน ไม่ได้เพื่อตัวเพื่อตน ท่านก็ไม่ได้ปรุง เพื่อตัวเพื่อตนเลย มีอิทธิบาทปรุงอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่มีอายุ กับมีอิทธิบาทเป็นตัวแสดง มีวรรณะเป็นผู้ ที่มีวรรณะดี ผิวพรรณงามน่ะ วรรณะนี่ เราเรียกว่าผิวพรรณด้วย เดี่ยวก็จะพูดนี่ เดี๋ยวจะเอาวิชชยสูตรมาอ่านสู่ฟัง วิชชยสูตร เป็นสูตรสุดท้ายของอานิสงส์วรรค ที่ อาตมากล่าวถึง เนื้ออรรถเนื้อความ แล้วก็ได้ขยายเนื้อความนั้นอีกต่อ แหม เวลาก็ ไปมากแล้ว ไวเหลือเกิน เวลานี่ พระอาทิตย์นี่ ของแถมสัก 2-8 ชั่วโมง ก็ได้ เอ้าไม่ต้องเอามา ถึง 36 หรอก ไม่ยอมให้เวลา 24 เท่าเก่า เอ้า ต่อ อาตมาจะไล่อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละน่ะ เพราะฉะนั้น สุขะก็เป็นฌาน ฌานก็มีความจริงเป็นผู้ที่รู้ในฌาน เป็นผู้ที่ไม่ต้องไปนั่งหลับตารู้ฌานหรอก ลืมตานี่ สัญญากำหนดรู้ ดินก็รู้ดิน น้ำก็รู้น้ำ ไฟก็รู้ไฟ ลมก็รู้ลม หรือแม้แต่จะสังขารอย่าง ไร จนกระทั่งสังขาร เราก็เข้าใจว่าสังขาร ไม่ได้ติดยึดกับสังขารใดๆ ถ้าเรา จะสังขาร เราก็สังขารแต่สิ่งที่เป็นบุญ สิ่งที่ไม่เป็นบุญ เป็นอปุญญา อปุญญาภิสังขาร เราไม่ปรุง เราไม่ทำ พระอาริยะเจ้าหรือพระอรหันต์เจ้าจะไม่ ปรุงในสิ่งที่เป็นบาป หรือไม่เป็นบุญ จะปรุงแต่สิ่งที่เป็นบุญ ปรุงก็สัญญากำหนดปรุง หรือ ว่างก็รู้ว่าว่าง วิญญาณก็รู้จักวิญญาณ วิญญาณัญญาจายตนะ อะไรที่จะไม่ให้มีก็ รู้ไม่ให้มี ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนะสัญญา การกำหนดรู้ว่าจะว่าใช่ ก็ไม่ใชข่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง ไม่เอา คำนี้อาตมาอธิบายแล้วว่า อรูปฌาน ตัวที่ 8 นี่ หรืออรูปฌาน ตัวที่ 4 หรือ วิโมกข์ตัวที่ 8 นี่ อรูปฌานตัวที่ 4 นี่ เนวสัญญา นา สัญญายตนฌานนี่ เราจะต้องหลุดพ้น เราจะต้องพ้นอันนี้อีก จึงจะสู้สัญญาเวทยิตนิโรธ หลุดพ้นก็หมายความว่า เราจะอยู่ในสภาพจะรู้ว่าก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิงนั่นไม่เอา ต้องพ้นจากภพนี้ พ้นจากสภาพนี้ สภาพจะเรารู้ก็ เอ๊ ก็เหมือนกับไม่รู้ จะว่า ไม่รู้ก็รู้ๆอยู่เหมือนกันน่ะ แค่รู้ก็ว่าไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่นัก ต้องรู้ให้ชัด สัญญาเวทยิตนิโรธัง สัญญาเวทิยตังนิโรธัง โหติ ต้องให้เกิดสภาพที่กำหนดรู้ สัญญา ที่กำหนดรู้ชัดเจนอย่างสมบูรณ์ เคล้าเคลียอารมณ์นั้นให้ถ้วนทั่ว สัญญาเวทยิตนิโรธัง โหติ ให้ถ้วนทั่ว อันไหนดับรู้ดับ อันไหนเกิดรู้เกิด อันไหนยังดำเนินอยู่ ให้รู้ ดำเนินอยู่ ไอ้สิ่งดำเนินอยู่ ก็ต้องให้ดำเนินไปดี อย่างเราๆนี่ ก็ขอใช้แต่แค่คำว่า สุคโต สุคตะ ดำเนินไปดี ส่วนพระพุทธเจ้า เรามีคำให้ท่านว่าตถาคโต ท่านไปดีแล้ว ท่านไป ท่านก็ดำเนิน ไป ท่านก็ดำเนินอยู่ ท่านยังมีการดำเนินอยู่ ท่านดำเนินไปดี ดี ดีถึงขั้นตถะ ถึง ขั้นสัจจะความจริงทุกอย่าง ทา่นไป ท่านก็ดำเนินไป ท่านก็ดำเนินอยู่ ท่านยังมีการ ดำเนินอยู่ ท่านดำเนินไปดี ดี ดีถึงขั้นตถะ ถึงขั้นสัจจะความจริงทุกอย่าง ตถะนี่แปลว่าความจริง ตถาคโต อาคโต หรือ คโต คตะ ดำเนินไป เพราะ ฉะนั้น ตราบที่ท่านยังมีสภาพของที่ความเป็นท่าน ยังมีอัตตา หรือ อัตภาพของท่าน เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าที่ยังไม่ปรินิพพาน ท่านจะอาตโต ที่เป็นตถาคโต ดำเนินไปดี ในระดับใช้คำให้แก่ท่านเป็นการยกย่อง เราไม่มีสิทธิ์จะใช้คำนั้น เราใช้แค่สุ แปลว่าดีเหมือนกัน สุคโต ก็พอแล้ว บางคนก็บอกว่า สุคโต ก็ใช้คำ พระพุทธเจ้าเท่านั้นนะอีกนะ บางคนน่ะ บอกว่า โถ เราไม่ทุคโตแล้ว เรา สุคโต ไม่ได้ใช้คำพระพุทธเจ้าอย่างเดียว เป็นคำกลางๆ ส่วนตถาคตโตนั่นเราใช้ คำพระพุทธเจ้า เราไม่บังอาจจะเอามาเรียกว่าเราตถาคโต เราไม่บังอาจ คำ นี้สงวนไว้ เหมือนกับสยะ สยังอภิญญา กับสยัมภูนี่ สยัม ก็รู้เองรู้แจ้งเอง สยังอภิญญา ก็ใช้กับทั่วไปทุกคน พระอริยเจ้าที่ท่านมีสยังอภิญญาก็โอเค แต่ พระพุทธเจ้านั้น เราใช้สยัมภูเลย ก็สยะเหมือนกันแหละ สยัมภู ไว้สำหรับคำนี้ เฉพาะพระพุทธองค์อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ตถาคโตก็เหมือนกัน ก็ดำเนินไปดี ท่านยังดำเนินอยู่ ตอนนี้พระพุทธเจ้ามีไหม ไม่มี พระพระพุทธเจ้าไม่ได้ดำเนินไป แล้ว ท่านจบแล้ว ปรินิพพานแล้ว คำเรียกว่าตถาคโต เป็นคำแทนพระพุทธเจ้า เท่านั้น แต่การดำเนินไปไม่มีแล้ว แต่ท่านยังดำเนินไปอยู่ ยังไม่หยุดการดำเนิน ไป ทุกอย่างที่มีอยู่ในสังสารวัฏ ก็ดำเนินไปดีตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในภพไหน ภูมิไหน ดำเนินไปดีอยู่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำตนให้ดำเนินไปดี มีจุดจิตวิญญาณที่แข็งแรง มีญาณ ปัญญา มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีบารมี ดำเนินไปดี ก็จะไปแต่สูงส่งขึ้นไปเรื่อยๆๆ จะเกิด อีกกี่ชาติ กี่ชาติ ก็สั่งสมเป็นตัวเรา วิญญาณนี่แหละ เป็นตัวประธานสิ่งทั้งปวง จะ ดำเนินไปดีๆๆ เพราะเราสร้างสรรค์ อบรมฝึกฝนให้จิตวิญญาณดี อันนี้เป็นตัวพา เกิด อันนี้เป็นตัวพาไป อันนี้เป็นที่พึ่งน่ะ วิญญาณตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญ เป็น ประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น สร้างวิญญาณให้ดีน่ะ ในระดับฌานถึง ขั้นเนวสัญญานาสัญญาก็หลุดพ้นเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นผู้ที่ดับสิ่งที่ควรดับ เป็นผู้ มีเวทนาที่ควรรู้ เป็นความรู้สึกที่เป็นขั้นอุเบกขาเวทนา นระดับอุเบกขาเนกขัมมะ เนกขัมมะสิตะอุเบกขา อุเบกขา 108 ถึงขั้นระดับนั้นทีเดียวน่ะ นี่เราก็ผู้ที่ยังไม่มี พื้นก็ไม่มีไม่รู้อุเบกขา หรือไม่รู้เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 4 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 อยู่ในหนังสือนี่มีเล่มนี้มีน่ะ ก็มันสั้นๆละนะ ถ้าไม่อธิบายไม่รู้เรื่องหรอก อาตมาท้าได้ ถ้าคุณอ่านพระไตรปิฎก แล้วก็เปิดดู เวทนา 108 นี่ รับรอง มึนและเมาอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าดูถูก ถ้าไม่รู้เรื่อง อธิบายไม่ออก แล้วก็ไม่รู้ว่าสภาวะจะเป็นยังไง แล้วเราจะเอามาปฏิบัติให้มันเกิด ผล แล้วมัน แหม ตั้ง 108 นี่ โอ้โห จะเป็นยังไง มันไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าไม่รู้ เรื่องน่ะ แต่อาตมาว่าพวกเรารู้เรื่องแล้วนะ ใช่ไหม พอรู้เรื่องขึ้นมาแล้ว แล้วก็มี สภาวะให้จริง พิสูจน์เวทนา พอสุดท้ายนี่ เวทนาเนกขัมมะสิตะอุเบกขา เป็นฐาน อาศัย แม้อย่างนั้น ถ้าเราไปยึดเป็นภพเป็นชาติ เป็นตัวเป็นตน เป็นอัตตา ติด อยู่กับอุเบกขา มันก็ยังไม่ปรินิพพานไปได้หรอก เพราะผู้จะนิพพาน ต้องรู้ว่านี่เป็น แต่เพียงเครื่องอาศัย เป็นอาลยวิญญาณอย่างหนึ่ง แล้วอย่าไปหลงใหลติด อาลยวิญญาณให้เป็นอาลัย อาลัยนี่แปลว่าที่อยู่ หรืออาลยนี่ แปลว่าที่อยู่ ไม่ต้องอยู่ ไม่ต้อง นิเวศ ก็แปลว่าที่อยู่ ไม่ต้องอภินิเวสายะ ไม่ต้องยึดเป็นที่อยู่ ที่อาศัยต่อ ไปหรอก ถ้าจะปรินิพพาน เพราะฉะนั้น พระอรหันต์รู้ดี แล้วก็ฝึกฝนจริง พอถึง ที่สุด ก็ปล่อย ไม่ยึดเป็นอยู่ไม่เกาะไม่ติด ไม่ยึดอยู่แล้ว ท่านก็ไปเลย ปรินิพพานน่ะ เพราะฉะนั้น ฌานก็จะต้องมีจริงๆ ผู้ใดมีฌานเป็นสุข คุณก็ต้อง มาพิสูจน์ว่า ฌานที่ปฏิบัติได้ อย่างที่อาตมาอธิบายเป็นของพุทธนี่นะ ไม่ต้องไปนั่ง หลับตา เป็นฌาน อรูปฌาน แบบนั่งหลับตา ที่อาตมาก็เล่าให้ฟังแล้วว่า ถ้าเข้า ไปแล้ว โอ้โห ในภพนี่ ปล่อยวาง มันจะรู้สึกว่าง อากาสานัญจายตนะ แสง สว่างเต็มที่ โล่ง ถึงคุณไปทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คุณไปทำนั่งหลับตาฌานนี่ ไม่ เคยได้สักที อรูปฌาน ไม่ง่ายเหมือนกันนะ กว่าอาตมาจะทำได้ ทำเป็นถึงขั้น อากาสานี่ ก็โอ้โห นานเหมือนกันนะ กว่าจะได้น่ะ แต่ได้ตั้งแต่เป็นฆราวาสอาตมาได้ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็ทำได้ ถึงรู้ว่ามันเป็นยังไง เคยมีฝรั่งมาตามหา นิพพาน เขาว่านี่แหละนิพพาน เขาทำได้ เสร็จแล้ว ก็ทำได้ทีเดียว แล้วมันทำไม่ ได้อีก เขาบอกโอ้โฮกลุ้มใจเลย เดินทางมาตามหามา มาจากเมืองนอก จน กระทั่งไปอินเดีย จนกระทั่งมาเมืองไทย มาตามหาตัวนี้ อาจารย็์คนไหนจะพาให้ เขากลับไปได้ ไอ้นิพพานตัวนี้ นั่งหลับตา แล้วไปได้อากาสานี่ อาตมาจับความได้ ก็คือเขาได้อากาสา เพราะอาตมาเคยรู้เขาพูด เขาบรรยายแล้ว มันต้องอย่างนี้ๆ อย่างนี้ อ๋อ อย่างนี้ อากาสา อาตมารู้เลย แล้วเขาก็บอกว่า ทำยังไงจะได้ อาตมาก็บอก ก็ฝึกเอาสิ คุณเคยทำ ก็ฝึกเข้าไป ถ้ามันได้ มันก็ได้ มันไม่ได้ มันก็ ไม่ได้ ไม่มีทางอื่นหรอก ฝึกเอานั่นแหละ ฝึกเข้าไปๆ จริงๆมันเป็นอุปาทาน มัน ไม่มีของจริงหรอก โอ๊ย เขาโกรธมากเลย ตอนแรกมาก็นึกว่าจะดี วันรุ่งขึ้นมา เราสวดมนต์อยู่ มาถึงมีรองเท้าแตะคู่หนึ่ง หอบรองเท้าแตะได้ หนีไปไหนก็ไม่รู้ ไป เลย สิกขมาตจินดาเป็นล่ามตอนนั้นน่ะ ฝรั่งคนนี้ มาตามหานิพพานว่าอย่างนั้น โอ้โห เวรน่ะ ไอ้เราก็เลยไม่มีนิพพานให้ บอกว่าของคุณนั่นแหละ คุณทำเอาเอง ไอ้ อย่างนี้ ต้องฝึกเอาเอง มันเป็นอุปาทานชนิดหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่เกิดมโนมยอัตตา ปั้น แล้วมันก็ได้ไม่ใช่ปั้นหรอ มันขจัดก็ตาม มันก็จะทำอารมณ์นั้นให้ได้ จนกระทั่งมันก็ ว่างอย่างนั้นแหละนั่ง ทีนี้ในที่นี้เราก็รู้แล้วว่าว่าง ว่าง จากอะไร จากมหา สุญญตสูตร หรือจุด สุญญตสูตร พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ มันว่างจากอันนั้น ว่างจาก อันนี้ แต่มันก็มีอะไรประกอบอยู่ ในขณะที่เราเป็นคน เราก็มีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ เราประกอบกับอะไร ธาตุรู้ ปัญญารู้ว่าว่างจากอกุศลทั้งปวง ว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ ว่างจากสิ่งที่ไม่เป็นบุญอะไรก็แล้วแต่ เราก็เข้าใจอันนั้นชัด แต่เรา ก็ยังอยู่ในบุญ ยังอยู่ในสิ่งที่ดี ยังอยู่ในสิ่งที่เป็นไปดี เราก็ไม่ต้องหลงใหล เพราะฉะนั้น สักแต่ว่าสัญญา เราก็สัญญา ผู้นั้นแหละ เข้าใจอย่างนี้ แม้จะทำงานหนักอยู่ เหนื่อยอยู่ ก็เป็นสุข เพราะฉะนั้น ผู้นั้นทำงานด้วยฌาน ทำ งานอย่างไม่มีนิวรณ์ จะเรียกว่าฉันทะ หรือจะเรียกว่ากามก็ได้ เราเรียกว่า ธรรมกาโม ก็ยังได้เลย เป็นการใคร่อยากในธรรม หรือจะเรียกว่าฉันทะเป็น ความต้องการก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ต้องการมาเพื่อเรา เราก็รู้ว่า ไม่ได้ต้อง การเพื่อเรา แต่ต้องการให้สิ่งดีนี้เกิดสิ่งดีนี้เกิด แล้วก็ให้สิ่งดีนี้เกิด ก็ไม่ต้องการ อะไรแลกเปลี่ยน อย่างที่อธิบายไปแล้ว จ่ายไปเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเราทำใจของเราได้ไหม ทำใจในใจว่าไม่ติด แม้ กระทั่งว่าไม่ได้เป็นสุข ไม่ได้เป็นสรรเสริญ ไอ้เรื่องได้ยศ ได้ลาภอะไรนั่นน่ะ ไม่ต้องไปกล่าวเลย ไม่ต้องได้หรอก ลาภก็ไม่เอาแลก ยศก็ไม่ต้องเอา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน