390407 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 7 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
390407 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 7 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2539 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก อ.ไพศาลี นครสวรรค์ เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 20
ณ บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะได้อธิษฐาน คือ การตั้งจิต พุทธาภิเษกครั้งที่ 20 นี้ ก็เป็นครั้งที่ครบทศวรรษที่สองทีเดียว เพราะฉะนั้น ผู้ใดจะพยายามพึงตั้งจิตให้มีความขวน ขวาย เป็นเวยยาวัจจมัยเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง ในการที่จะต้องรู้ว่า คนเรานี่เมื่อได้อะไร ไปแล้ว เมื่อได้กันจนชินชาแล้วจะเฉื่อย เมื่อเฉื่อยแล้วความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นได้เป็น ธรรมดา เพราะฉะนั้น หากผู้ใดไม่มีบุญกิริยาวัตถุในข้อเวยยาวัจจมัย ข้อขวนขวายเพิ่ม เติมขึ้นให้แก่ตนแก่ตนแล้วไซร้ ผู้นั้นย่อมเสื่อม จงตั้งจิตให้ตนเองมีความขวนขวายในการที่ จะเจริญ จะเจริญด้วยจุดใดๆ สำหรับตน สำหรับตน ต้องตรวจตรา และ เพิ่มเติมเอา เองของทุกคนแต่ละคนทุกคนไป สำนึกดี บรรดาลูกๆทั้งหลาย อาตมาก็นับวันก็อายุยาวมากขึ้นเรื่อยๆนะ ก็ตั้ง ใจที่จะทำงานเพื่อที่จะช่วยอุ้มชูเกื้อกูลส่งเสริมให้พวกเราอันเป็นชีวะ เป็นชีวิตที่จะต้อง ดำเนินไป หมุนเวียนไปอยู่ในวัฏสงสารนี้ไป จนกว่าจะถึงปรินิพพาน ถ้าเผื่อว่าตราบใดที่ เราเอง เรายังไม่เกิดญาณปัญญา เป็นญาณนะ เพราะว่าความรู้ที่เป็นรู้เฉยๆ เป็น ความรู้ความเข้าใจซึ่งเราเรียกว่าทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจธรรมดานี่เราเรียกว่าทิฏฐิ เป็นความเห็นความเข้าใจเท่านั้น มันยังไม่ใช่ญาณ ถ้ามีความรู้ความเข้าใจแต่เพียงแค่ เรารู้ เราเข้าใจ แต่ไม่ถึงญาณว่าชีวิตที่เกิดมาแล้วก็กิน ต้องอุจจาระ ต้องมีอิริยาบถต่างๆ ต่าง โดยเฉพาะต้องพยายามหาความสุข แสวงหาความสุข ทุกคนจะรู้สึกอย่างนั้นเป็นปกติ เป็นธรรมดาสามัญของอารมณ์ ไม่ว่าคนหรือไม่ว่าสัตว์จะเสาะแสวงหาจริงๆ จะเส
อ่านต่อ
าะแสวง หาสิ่งที่เรียกว่าสุข ใช้ภาษาเรียกว่าสุข ไม่ว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเป็นอมนุษย์ หรือว่ามนุษย์ มันมีระดับว่าเดรัจฉานแล้วก็อมนุษย์ อมนุษย์นี่ก็คือส่วนของเดรัจฉานส่วน หนึ่งนั่นแหละ คืออาจจะดีกว่าเดรัจฉานบ้าง เดรัจฉานนี่แปลว่าโง่ทีเดียว โง่คือยังไม่มี ความรู้เท่าที่ควรจะรู้เลย คือเกิดมาเป็นแต่เพียงต้องอยู่อย่างนั้นแน่ะ กิน เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าสัตว์แต่ละตัวนี่ เกิดมาไม่เห็นมีอะไรเลย กินมันวันยังค่ำ กินๆขี้ๆเยี่ยวๆ สืบพันธุ์ บางตัวนี่ บางสัตว์ไม่ใช่บางตัว สัตว์บางประเภทนี่ มีสัญชาตญาณเท่านั้นน่ะ สัญชาตญาณแต่แค่หากินเป็น อะไรที่กินได้ของตนของตน สัตว์บางประเภทก็กินพืช สัตว์บางประเภทก็กินสัตว์ สัตว์บางประเภทกินทั้งพืชทั้งสัตว์ พืชอะไรกินเป็นสัตว์อะไรกินเป็นเขาก็รู้ แล้วมันก็แสวงหาตามสัญชาตญาณ แสวงหาการสืบพันธุ์ ไม่ต้องไปสอน มัน สืบพันธุ์เป็นทุกตัว เลี้ยงลูก เลี้ยงลูกเป็น ไม่มีใครหัด รับรองว่าสัตว์ตัวไหนก็ไม่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดู เวลามันมีลูก แม่มันไม่อยู่แล้วนะ สัตว์ทุกตัวนี่ เวลามันมีลูกนี่แม่มันไม่อยู่แล้ว มันพรากจากกันไปแล้ว แม่ไม่ได้ มาสอนอยู่เหมือนคน คนนี่เวลาจะมีลูกนะ ก็มีแม่ หรือมีผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้อยู่ด้วย เคยมีลูกมา ก่อน ก็แนะนำสอนอย่างนั้นอย่างนี้ คนนี่นะ ก็มีสัญชาตญาณที่จริง แต่ว่าก็ยังมีผู้ที่รู้ ช่วยแนะนำ เพราะฉะนั้น ที่ว่ารู้หรือว่าแข็งแรงนี่ สู้สัตว์ไม่ได้ สัตว์แข็งแรงกว่า จะเห็น ได้ว่า สัตว์นี่เวลามันมีลูกนี่ พ่อแม่เก่าที่เคยมีมาแล้ว มันไม่อยู่หรอก ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ ได้บอก ไม่ได้สอน มันก็มีสัญชาตญาณที่จะออกลูก เลี้ยงลูกของมันเอง เลี้ยงลูกแล้วก็รู้จัก โต พอโตพอแล้ว มันก็ปล่อย ตรงนี้มันก็ฉลาดกว่าคนอีกแหละ คนนี่เลี้ยงลูกไม่รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ไม่รู้จักตาย พ่อแม่ตายแล้วก็ยังเหมือนพ่อแม่อยู่อยู่นั่นและ คร่ำครวญโหยหาอยู่ นั่นแหละ ก็ตายแล้ว ยังอยากจะให้อยู่อยู่อีก พ่อแม่ตายแล้วจริงๆ ฝังไปแล้ว เผาไป แล้วนะ ก็ยังคร่ำครวญอยู่นั่นแน่ะ ดีไม่ดีก็เลี้ยงต่อนะ เอาข้าวเอาน้ำมาให้ไว้ที่โกศ โกศใส่ กระดูก หรือว่าไม่มีโกศ ก็มีรูป ชาวจีนน่ะ ส่วนใหญ่ชาวจีน เลี้ยงพ่อแม่ไม่รู้จักตาย เป็นวัฒนธรรมอย่างนั้นน่ะ เช็งม้งเช็งเม้งอะไรกันต่างๆนานานี่ หรือว่าอะไรก็ มันดูดี อย่างหนึ่งเหมือนกันนะ ว่ามันระลึกถึงคุณของบรรพบุรุษ คุณงามความดีของผู้ที่เกิดมาเก่า มาก่อน แล้วเราก็ระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำกับเรามา ทำกับสังคมประเทศชาติ หมู่กลุ่มมวลมนุษยชาติ คุณงามความดีใดๆ ก็ระลึก พึงระลึกถึง แล้วก็เอามาสืบทอด เอาาเอาอย่างตาม นั่นเป็นความระลึกที่ดี ถ้าเราเองเราเป็นผู้ที่เข้าใจในเนื้อหาแก่น สาร ไม่ติดในตัวบุคคล พ่อแม่เราจริงๆ ได้ทำดี สร้างสิ่งที่ดีเอาไว้ เราก็เอามาสืบทอด ไว้ก็ดี แม้พ่อแม่ของเราไม่ได้ทำความดีเอาไว้ แต่เราก็ระลึกถึงบรรพบุรุษอื่นๆ คนที่เป็นคน ผู้เกิดมาเก่า คนใดก็ตามที่ท่านทำดี ไม่ได้เป็นพ่อแม่เรามาเป็นบรรพบุรุษสืบสายเลือดสืบ ตระกูลอะไรมากันก็ตาม คนละสายคนละตระกูล คนละเชื้อชาติ พระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่าน เป็นคนอินเดีย เราก็เป็นคนไทย คนละตระกูลเลย คนละสาย เราก็ยังเอาสิ่งที่เป็น เนื้อหาแก่นสาร ไม่ใช่ไปเอาที่สายเลือดว่าท่านเป็นญาติ ท่านเป็นพ่อเป็นแม่เป็นปู่เป็น ทวด ก็ไม่ใช่ ท่านเป็นคน แต่ท่านเป็นคนมีสิ่งที่ดีอะไร เป็นเนื้อหาแก่นสาร เพราะฉะนั้น การระลึกถึงบรรพบุรุษ ระลึกถึงคนเก่าๆ ก่อนๆ จึงไม่จำเป็น มากนัก ที่จะไปต้องระลึกถึงพ่อแม่ที่ตายไปแล้วเท่านั้น ก็ระลึกก็ดี ระลึกถึงพ่อแม่ที่ทำสิ่งดี อะไรไว้ ก็เอามาถ่ายทอดไว้ เอามาสืบทอดไว้ ไม่ใช่พ่อแม่เท่านั้น คนเก่าๆ ก่อนๆ ที่ทำ ดีอะไรไว้ ก็พึงศึกษาฝึกฝน ตรวจสอบแล้วก็เอามาปฏิบัติประพฤติสืบทดขึ้นไว้ตาม สิ่งไม่ดี ก็พยายามล้ม พยายามเลิก พยายามหยุด แต่เสร็จแล้ว ทุกวันนี้นี่ นอกจากสิ่งที่ไม่ดีเก่าๆ ที่มนุษย์เป็นกันมาแล้ว ยังนำมาสืบทอดกันอยู่ สิ่งไม่ดีนะ ฟังไว้ เดี๋ยวนี้ ก็ยังสืบทอดกันอยู่ยังทำเป็น ฆ่าสัตว์เป็นต้น ลักทรัพย์เป็นต้น ผิดผัวเขาเมียใครเป็นต้น ทุกวันนี้ ก็ยังสืบ ทอดกันอยู่ อาตมาว่าสืบทอดกันมากกว่าเก่าด้วยนะ ผิดผัวผิดเมียกันอะไรต่ออะไรนี่ โอ้โห! เดี๋ยวนี้ อาตมาว่าสู้วัฒนธรรมเก่าไม่ได้ มีบ้างนะแต่น้อย โบราณน่ะ เขาก็ไม่มา จัดจ้านเหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ จัดจ้านกว่าเก่า อย่างนี้เป็นต้น โกหกงี้ โอ้โห! แต่ก่อนนี้ เขาก็ไม่โกหกกันเป็นไฟถึงขนาดนี้น่ะ เดี๋ยวนี้ โกหกกันยิ่งกว่าไฟมั้ง สำนวนว่าเป็นไฟนี่ ก็ หมายความว่ามันเร็วมันไวนะ มันวับวาบๆ เลยนะ ไฟ เดี๋ยวนี้นี่โกหกกันเฉยเลย โกหกไม่รู้สึกว่ามันจะเป็นความชั่วความเลวอะไร โกหกคำใหญ่คำเล็กอะไรก็แล้วแต่ อบายมุขก็ยิ่งมาก ทำกันขึ้นมาแล้วก็มาหลงใหลติดยึดกันเสพย์อย่างนี้เป็นต้น เพราะ ฉะนั้น ความชั่ว หรือว่าความไม่ดีไม่งามอะไรตั้งแต่บรรพบุรุษนั้นน่ะ แทนที่จะมาเลิกมา หยุดกันไป ที่มีอยู่ไม่มากนักแต่ก่อนนี้ เดี๋ยวนี้ยิ่งมากกว่าเก่า มันหมายความว่าอะไร? นอกจากสืบทอดแล้วยังเผยแพร่ ยังส่งเสริม ยังบานเบิกเพิ่มเติมขยายออกไปอีก อย่างนี้ มันก็ไปไม่รอด ส่วนความดีงามนั้นน่ะ อันนั้นต่างหาก ที่เราควรจะต้องสืบทอดระลึกจริงๆ ที่เรามาพุทธาภิเษกกันนี่ เราก็มาทั้งฟังปริยัติ ทั้งปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างเรียกว่า พยายามนำพากันเลยนะ ที่มากันเป็นพันๆคนนี่นะ ที่ว่าปฏิบัตินี่ เราก็ปฏิบัติกันในอะไรบ้าง รู้มั้ย? กิน อยู่ หลับ นอน นี่ไม่ได้มีงานอะไรกันมากนักหนาหรอก นี่มานั่งๆ ปฏิบัตินี่มา เข้าค่ายมาเข้าคอร์ส นี่เรียกว่าคอร์สหน้าร้อนของชาวอโศก COURSE SUMMER นี่ พุทธาภิเษกนี่ก็ทุกปีเราก็ทำมา ปีนี้เป็นปีที่ 20 แล้ว เราก็มาฝึกกิน อยู่ หลับ นอน เพราะฉะนั้น ถ้ามาแล้วก็มันชินชา คนบางคนก็มา เฮ๊ย! เรามากันยี่สิบครึ่งแล้ว ครั้งที่ ยี่สิบครึ่งแล้ว คือเลยไปนิดหนึ่ง อ้าว! ก็คนมาก่อน เคยมาเก่ากว่า 20 ครั้งไง เคยมาเก่าก่อน ที่นี่เขาพึ่งจัดพุทธาภิเษก 20 ครั้ง แต่เรามันแก่วัดกว่านั้น (คนฟังหัวเราะ) ก็เลยยี่สิบครึ่ง ฉันมาครั้งที่ยี่สิบครึ่งแล้ว กินก็เละเลยนะ ก็รู้หมดนี่ ตรงไหน ซอกไหน อยู่ตรงไหน อะไรยังไงรู้หมด จะเอาซุกไว้ยังไง จะกินเวลาไหน ไม่ให้ใครรู้อะไรต่างๆนานา ก็แล้วแต่ รู้หมด ดีไม่ดีก็ไม่ต้องกินที่นี่ เดินไปกินข้างๆ นอก โน่นๆๆ ตลาดโน่นๆ แต่ก่อนนี้พวกเราจริงๆนะ มางานพุทธาภิเษกนี่ ออกไปตลาดนี่ ก็ไม่ กล้าซื้อนั่นซื้อนี่กินอะไรต่ออะไรนะ เดี๋ยวนี้ เฉยเลยนี่ เขามาขายที่หน้าวัดด้วย ซื้อถือเฉย ไม่ได้รู้สึกว่า เอ๊อ! เราน่าอาย น่าหลบ น่าซ่อนมั่ง ไม่ซ่อนแล้ว ถือกันเฉย ยังเหลือ แต่ว่าจะเดินกินให้เห็นเฉยๆ เท่านั้นเอง ถ้าขนาดนั้น อาตมาว่าหมดท่าแล้ว ชาวอโศก ซื้อแล้วก็ถือเดินเคี้ยวนี่หมด ไม่เหลือแล้ว ถ้าถึงขนาดนั้นน่ะ ไม่เหลือ กินมีวินัย ปากมี วินัย กินวันละมื้อ วันละมื้อนี่แหละ หัดกินกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้นี่ พวกเรานี่ ยัง มีวัฒนธรรมวันละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส ไม่ว่าจะเป็นสมณะ เป็นพระ เราก็ฝึกกินวัน ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ เราก็กินวันละมื้อได้ เอาล่ะ คนที่จะอ่อนแอ เด็ก บ้าง ยังอดไม่ไหว ทนไม่ไหว หรือต้องการอาหารมากหน่อย เพราะว่าเด็กจะต้องมีความเติบโตเพิ่มเติม หรือคนแก่อวัยวะชักแย่ กินทีละมากไม่ไหวแล้ว ก็กินสองครั้งมั่ง อะไรไปก็แล้วแต่ ก็อาจจะเป็นบ้าง แต่อยู่ในวัยที่แข็งแรง นี่มันทำได้เต็มที่ อานิสงส์แห่งการกินวันละครั้งวันละมื้อ อาตมาว่าพวกเรานี่แหละ ชาวอโศกนี่แหละเรียน เอาจากคำตรัสของ พระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกมาเลย เขาไม่กล้าเถียงหรอก เพราะว่าพระ ไตรปิฎกเขาแปลมาเอง อาตมาไม่ได้แปลด้วยซ้ำ อัปปาพาธัง อัปปาตังกัง พลัง ลหุฐานัง ผาสุกวิหารัง แหม มนต์ไม่ค่อยได้ท่อง มันเป็นอย่างนี้แหละ มนต์ไม่ค่อยทบ ทวน ไม่ค่อยได้ท่องลืมเป็นแน่ อัปปาพาธัง ก็คือไม่อาพาธ นั่นแหละ ไม่เจ็บไม่ป่วย กิน วันละมื้อนี่แหละไม่เจ็บไม่ป่วย แต่คนข้างนอก เขาบอกกินวันละมื้อ เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยว เถอะ เดี๋ยวเถอะ ไปโรงพยาบาล เดี๋ยวเถอะเข้าโรงพยาบาล ยิ่งกินมื้อเดียว เดี๋ยวก็ เจ็บป่วยได้ไข้หรอก เอ๊! พระพุทธเจ้าทำไมตรัสไว้ตรงกันข้ามกัน กินมื้อเดียวนี่แหละ จะไม่ป่วยไม่ไข้แหละ แต่ทางข้างนอกเขาบอกว่าเดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวเถอะ กินมื้อเดียว เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเข้าโรงพยาบาลน่ะ เขาก็บอกว่าจะป่วยจะไข้ลงไป จะอ่อนแอลงไป จะโรยรา จะเป็นยังไงก็แล้วแต่เถอะ ชีวิตร่างกายมันก็จะเป็นโรคเป็นภัย กินมื้อเดียว เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ เป็นโรคตับทรุด เป็นโรคหัวใจเสื่อม เป็นโรคอะไรล่ะ อาตมา ว่าเป็นโรคหิวนะ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) ไอ้โรคสำคัญมันก็จะคือโรคหิวน่ะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า อัปปาพาธัง จะไม่ป่วยไม่ไข้ อัปปาตังกัง จะไม่ทุกข์ ไม่ร้อน จะไม่วุ่นวาย จะไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่วุ่นวาย เพราะว่าถ้ากินปากไม่มีวินัย นี่มัน เที่ยวได้วุ่นไปหมดน่ะ มันชิน ติด ไอ้โน่นก็จะกิน ไอ้นี่ก็จะอยาก ไอ้นั่นก็เห็น ไม่รู้ไม่ มีวินัย ไม่มีวรรค ไม่มีเวรนี่ มันเหมือนว่ามันกินได้อยู่ตลอด คือเปิดตลอดเลยนี่ประตูนี่ เปิดตลอดเลย กินเหรอว่างั้นเถอะ เจออะไรขวางหน้า หรือไม่เจอหาเลย หามาให้ ใส่ประตู ใส่มันตลอด ใจมันก็จะต้องอยาก มันก็ทุกข์ร้อนน่ะ ดิ้นรน แสวงหา ไอ้โน่นไอ้ นี่ ไม่มีอะไรก็นึก เฮ๊ย! หาอะไรมากิน ไม่มีอะไร หยิบไอ้โน่นมาเคี้ยวกินมั่ง เห็นคน โน้นกินก็กิน เคี้ยวมันอยู่งั้นน่ะ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นเลยตั้งแต่เด็กๆ ฝึกหัดกันมา ไม่มี วินัย ไอ้ของกินเล่น กินหัวยิ่งมากกว่าสมัยโบราณมากมายเลย ทำมาขายกัน ไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรก็ไม่รู้ อะไรที่มันไม่ค่อยเปื้อนมือ ไม่ค่อยเลอะเทอะ หยิบง่าย ฉวยง่าย เคี้ยวไป เรื่อยๆ เพลินๆ ก๊อบๆ แก๊บๆ เหนียวๆ ยืดๆ อะไรก็แล้วแต่ ให้คนเคี้ยว เคี้ยว กิน กันวันยังค่ำ โรงพยาบาลก็รวยเอ้ารวยเอา เพราะปากไม่มีวินัย แล้วก็ไม่รู้จักทุกข์ ไอ้ดิ้นรนเดือดร้อนหามาใส่ปากตัวเองน่ะ เพื่อให้ตัวเอง มันเสริมนะ ถ้าเผื่อว่า อัปปาตังกัง มันตรงกันข้ามกัน มันก็กลายเป็นว่ามันหาทุกข์ใส่ตัว แทนที่จะไม่ทุกข์ไม่ร้อน มันหาทุกข์ใส่ตัว ก็คือมันเที่ยวได้กินเลอะๆ เปรอะๆ มันก็ทำให้เกิดอาพาธ เห็นมั้ย อัปปาตังกังก็คือ หมายความว่า มันไม่ตกร่วง ตกหล่น มันไม่ทรุด ไม่เสื่อม ปาตะ แปลว่าหล่น แปลว่าร่วง แปลว่าต่ำกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ปาตะ ปาตังกัง ก็อันเดียวกันน่ะ ปาตกะ เสร็จแล้วเราก็กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเราไปทำ ไปดิ้นรน ไปวุ่นวาย ไปหาทุกข์หาภัย มาใส่ตัว ก็เลยต้องอาพาธ ก็ต้องป่วย มาด้วยกันไปด้วยกัน แทนที่จะเป็นอัปปาพาธัง อัปปาตังกัง ก็เป็นอาพาธัง อาปาตังกัง ไม่ใช่อัปปาพาธัง เป็นคนทุกข์ เป็นคนลำบาก เป็นคนป่วย เป็นคนเสื่อม เป็นคนร่วงโรย พลัง มีกำลัง ว่าเดี๋ยวตาย กินมื้อเดียวเดี๋ยวตาย เดี๋ยวหมดล่ะ เดี๋ยวไม่มี แรง จะทำงานไม่ได้ เอ๊! อาตมาก็ว่าเวลาทำงานหนัก อาตมาก็ทำงาน แต่ก่อนนี้ก็ ทำงานกับอย่างหินมา โอ้โห! อาตมาแต่ก่อนนี้ ก็ไม่ค่อยมีใครมาจัดนะหินน่ะ อาตมาก็ ต้องจัดหินนะ อย่างที่ปฐมอโศกนี่ จัดหิน วันๆ เป็นเดือนๆ ตัวดำเหนี่ยงเลยนะ ตอน นั้นน่ะ ก็ไม่ได้กินเพิ่มเลยนะ ก็กินวันละมื้อนะ นี่ระลึกถึงวา ถ้าใครยังระลึกออกนะว่า งานตอนที่จัดหินอยู่ที่ปฐมอโศก ตอนนั้นจัดหินตั้งแต่หินใหญ่ที่อาตมาจัดกันมา ก็เช้ามาก็เอา แล้ว ยกกัน เคลื่อนย้ายโน่นนี่ ตากแดดดำเหนียงเลยตอนนั้น่ะ ก็เป็นเดือนนะ ก็ไม่ได้ เห็นกินเพิ่มไม่ได้อยากเพิ่มเลยนะ มันก็อยู่แข็งแรง มันก็ไม่เห็นมีอะไร แข็งแรงนะ ดำ ตอนนั้นแน่ะ โอ้โห! เล่นกับแดด อยู่กลางแดดทำกัน กลางวงกลางวันก็ทำกัน ทำบาง ทีจนเย็น พลังก็มีกำลังก็มี ไม่ได้เห็นเป็นอะไร หรือว่าเวลาไหนก็แล้วแต่ที่ทำงาน ที่เขา บอกว่า โอ๊ย! ทำงานต้องออกแรง เหงื่อออกเยอะ ใช้กำลังมาก มันก็ต้องกินเพิ่มสอง มื้อ อาตมาก็ว่า อาตมาก็ทำเหมือนกันนะ ไอ้งานออกแรงก็ทำ วาระไหนก็ทำอยู่เหมือน กัน ก็ไม่เห็นต้องเห็นสองมื้อสักทีหนึ่ง ไม่ได้กินสองมื้อ ก็กินมื้อเดียวนั่นแหละ ก็ไม่เป็น ไร ก็กำลังก็มีอยู่ นั่นแน่ะ พลัง ลหุฐานัง ไอ้นี่แน่นอน กินมื้อเดียว เบากาย เบาใจ นี่ ไม่ต้องเถียงเลย กินหลายมื้อนี่ โห! ขนาดกินมื้อเดียวนี่นะ อาตมาเองนี่ กินยังไม่ทัน นานเท่าไหร่ นี่ อย่างเมื่อวานนี้ ไป เมื่อวานก่อนซิ เมื่อวานก่อนมาวันที่ห้า ไปวังพิกุล ฉัน เสร็จพักหนึ่ง เขาก็บอกว่า ยังไม่ได้กลับที่นี่น่ะ บ่ายโมงอาบน้ำก่อนเป็นไร ลงอาบน้ำ สมุนไพร เขาเรียกน้ำสมุนไพร น้ำคลอง น้ำคลองใบไม้มันลงเต็ม ข้างบนก็ใสนะ แต่ข้างล่างน่ะใบไม้เต็ม มันตกไปหมักอยู่นี่ แล้วก็น้ำคลองมันไม่ได้ไหลด้วย น้ำ คลองน่ะไม่ได้ไหล เขากั้นเขื่อนเอาไว้กักไว้ ปีนี้มีน้ำมากที่นั่น เด็กๆเล่นกันเจี๊ยวเลย โดดกันตูมตามๆ สนุกสนานของเขา อาตมาก็อาบน้ำมั่ง อาบน้ำมันก็เห็นพุง โอ้โห! พุงยังหลามอยู่เลย เพราะกินข้าวเพิ่งเสร็จชั่วโมงกว่าๆนะ พุงมันยังหลามอยู่เลย อึดอัด นะ มันไม่เบา เพราะมันพึ่งกินใหม่ๆ กินเต็มมันก็ยังหลาม แต่ประเดี๋ยวพอไอ้นั่นหน่อย มันก็สบายแล้ว ยิ่งขณะนี้ โอ้โห! แห้ง พุงไม่มีแห้ง เพราะฉะนั้น ยิ่งกินมื้อเดียว นี่มันก็ไม่ ต้องไปหลามอยู่ตลอดเวลา ถ้ากินหลายมื้อ แล้วมันก็หลามอยู่อย่างนั้นน่ะ หลามจน กระทั่งว่า เอ๊! ทำไมท้องไม่คลอดสักที (คนฟังหัวเราะ) พวกเราจะได้เห็นได้ว่า พวกเรานี่ส่วนมากเห็นมั้ย หุ่น แหม อาตมาว่านิ้งนะ หุ่นนี่ ส่วนมากน่ะ คนอายุมากแล้วนี่นะ หุ่นนี่ ถ้าเผื่อว่า พวกที่ปากไม่มีวินัย กินหลายมื้อนี่นะ เรียกว่าฐานะดีๆหน่อยนี่ พุงเป็นที่ สังเกตได้ แต่ชาวอโศกไม่ นี่ดูได้เลย อายุมากขึ้นก็แล้วแต่ ก็ยี่สิบปีมานี่น่ะ ยี่สิบกว่า ปีมาแล้วนี่นะ หลายคนก็มาที่นี่ เมื่อเริ่มต้นก็อายุสามสิบ หรือสี่สิบอย่างนี้เป็นต้น ยี่สิบปีมา แล้ว หลายคนก็หกสิบ ถ้าเผื่อว่า ข้างนอกฐานะก็ยังดีอย่างนี้นะ หลาม พุงน่ะ กะทิขึ้น เขาเรียกพุงกะทิใช่ไหม พุงก็โตๆ นี่เราไม่ เบา พุงก็ฝึก ลิบ็อก รู้จักลิบ็อก มั้ย ลิบ๊อก นี่เขาทำให้ท้องมันแห้งเข้าไปเลยนะ เกร็งกล้ามเนื้อ ลิบ็อก นี่ พวกนักเล่นออกกล้ามนี่ เขาจะ ท้องมันจะเป็นโพรงโบ๋เข้าไปอย่างนี้เลย ลิบ็อก เกร็งกล้ามเนื้อปั๊บนี่ ลิบ็อก จะ เป็นอย่างนี้เลย ทำได้ ไปให้เจ้าสัวหรือว่าเถ้าแก่เนี้ย หรือว่าอะไรข้างนอกเขาลิบ็อกดูซิ รับรอง (หัวเราะ) ไม่มีทางเห็นช่อง จะเห็นโพน รู้จักโพนมั้ย? โพน (หัวเราะ) ภาษาอีสาน โพนก็คืออะไรล่ะ ไม่ใช่จอมปลวก จอมปลวกก็จอมปลวกซิ มันเหมือนกับ จอมปลวกนั่นแหละ โพนก็คือ อย่างนั้นน่ะ จอมปลวกก็ลักษณะที่จะเป็นเนิน ที่ดอน อะไรดอน ดอนมันก็ที่ๆ (หัวเราะ) กองดิน โพนดิน กองดินที่มีนูนๆ อีสานเรียกโพน ทางภาคกลางไม่รู้จะเรียกอะไร เนินดินน่ะ เนินดินพูนๆ เป็นกองๆ เหมือนจอมปลวก แต่มันไม่ใช่จอมปลวกหรอก จอมปลวกก็คือจอมปลวก แต่โพนนี่ก็คือลักษณะคล้ายจอมปลวก นั่นแหละ อย่างนั้นแหละ มันมีพูนดินโพนขึ้นมาเป็นก้อนโผล่ขึ้นมาอย่างนี้ ท้องเหมือนกัน แหละ โผล่ขึ้นมาอย่างนี้ ถ้าเวลานอนราบล่ะ เห็นเลย (คนฟังหัวเราะ) ภูเขาเล็ก (หัวเราะ) นอนราบแล้วเห็นเลย จริงๆมันน่าอายนะ คนอะไร๊ ไม่รู้จักคลอดซักที (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) หุ่นพิการๆแล้วนะ เอาล่ะ ค่อยๆ พูดไปยืดยาดไปนี่ ทำ กำชับกำว่าต้อง 5 โมง 45 ตี 5 สี่สิบห้าต้องหยุด ไปบิณฑบาต ไปอะไรต่ออะไรกันว่า งั้น ต้องเดินทาง สรุปแล้ว อานิสงส์ห้าประการ ผาสุขวิหารัง อันสุดท้าย ก็คือเป็นอยู่ผาสุก เป็นอยู่สำราญ เป็นอยู่ผาสุก เป็นอยู่สบาย กินมื้อเดียว นี่เป็นอยู่สบาย เบากายเบาใจ มีพลัง ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่เจ็บไม่ป่วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี่ ท่านเอง ท่านให้พิสูจน์ เพราะฉะนั้น ผู้พิสูจน์ได้ก็คือ ผู้พิสูจน์สิ่งที่ท่านตรัสว่าอนนี้เป็นสัจจะ เราก็มาปฏิบัติ ฟังแล้วอธิบายเข้าใจ แต่มันก็ไม่ใช่พรวดพราดนะ ที่พากันทำนี่ก็รู้ๆกันอยู่ ก็ค่อยๆลดละมา กว่ามันจะขาดถึงจิต จิตไม่โหยหาอะไร เห็นเขากินกี่มื้อ กี่มื้อก็เฉย จนกระทั่ง ถึงเห็น ว่าเขากินกี่มื้อกี่มื้อก็เฉย เห็นเขากินอันโน้นอันนี้ก็เฉย นี่ มันจะต้องลดละกามได้ด้วย กามนี่ก็คือเห็น ตาเห็นรูปน่าเจี๊ยะ จมูกได้กลิ่นน่าเจี๊ยะ ยิ่งไปดมใกล้ๆ ดีไม่ดีก็แลบ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) แตะหน่อยซิ เขาว่ารสมันต้องเอาลิ้นใช่มั้ย แตะหน่อยซิ แลบ (คนฟังหัวเราะ) โอ้โฮ! รสมัน ยังติดอร่อย รส สัมผัสจับดูมั่งอะไรก็แล้วแต่ มันก็ยังอยาก มันยังรู้สึกว่า แหม มันน่ากินนะ มันน่ากิน ก็เพราะว่าไอ้องค์ประกอบปของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสพวกนี้แหละ กามคุณ 5 ที่จริง มันหก ในใจมันยังติดอยู่ มัน ยังมีภวตัณหา มันยังมีอุปาทาน มันยังยึดอยู่ว่าไอ้นี่ของชอบ ไอ้นี่ของเคยชอบ ยังจำได้ ยังระลึกอยู่ ระลึกออกเมื่อไหร่ ก็ยังหรือสัมผัสเมื่อไหร่ๆ ก็รู้ๆๆ อันนี้ของเคยรู้ ของเคย กิน เคยชอบ เคยอร่อย มันยังมีภพมีชาติอยู่ เพราะฉะนั้น มันก็เห็นสัมผัส มันก็ขึ้น กิเลสมันก็ยังเกิดอยู่ มันก็อยาก จะมี มากมีน้อย จะมีอารมณ์เล็ก อารมณ์น้อยอะไรแค่ไหนก็ตาม ก็ตรวจตรา หัดพิจารณา เอ๊! เรานี่ไปทำให้ตัวเองมีอาการ อารมณ์อย่างนี้อยู่ เสียเชิงนะ นักปฏิบัติธรรม แล้วมัน เป็นยังไงล่ะ ถ้าเผื่อว่า ไม่ได้กินเป็นไง ? ไม่ตาย ทุกข์เหรอ ? นั่นมันมากแล้วนี่ อยากจนกระทั่งไม่ได้กินก็ทุกข์แล้วนั่นมันมากแล้ว อาการมันชัก เอ๊ ! ไม่ไหว มัน ทุกข์นี่นะ แต่ถ้ามันไม่ถึงขั้นทุกข์ มันเป็นเพียงนิดๆหน่อยๆ เสร็จแล้วเราก็ให้เหลืออาการ เหล่านี้อยู่ในใจ ก็แสดงว่าเราไม่รู้จักกวาดล้าง ไม่รู้จักพิจารณา ไม่รู้จักทำลาย ไม่รู้จัก พยายามเห็นให้จริงว่า เอ๊! ทำไมเราจะต้องเกิดอาการอย่างนี้ในใจ มันไม่น่านะ มัน ควรจะหายไป มันควรจะแห้งสนิท ถ้าเราไม่ได้กินมันก็ไม่เห็นจะเป็นไร ไม่เห็นจะต้อง ตาย คือกินไป ก็ไม่ได้ไปดิบไปดีอะไรนักหนา ที่มีอยู่มันก็พอแล้ว แม้ที่สุด มันจะไม่พอ เท่าไหร่นะ ร่างกายได้เสริมเข้าไปมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงแม้จะมีอาการถึงขนาดนั้นก็ ไม่เป็นไร เมื่อเกิดปัญญาญาณ เกิดญาณทัสสนวิเศษ ญาณทัสสนะ หรือวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัสสนวิเศษก็เรียก เป็นความเข้าใจ หรือเป็นความรู้ขั้นญาณ อาตมาขึ้นต้นด้วยคำว่าทิฏฐิกับญาณ ความเห็น ความรู้ ทิฏฐิ ความเข้าใจ ส่วนญาณนั้น มันเป็นความเห็นความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นที่ใจเลย มีกำลังเป็นอินทรีย์เป็นพละ เป็นกำลังของความรู้ที่มีฤทธิ์แรงเลย สามารถที่จะกิเลสมันจะเกิดมานี่ญาณนี่มีฤทธิ์ถึงขนาด จะละลายกิเลสได้ นั่นเรียกว่าเป็นญาณชั้นลึกนะ มีอำนาจ ญาณวิปัสสนาญาณ นี่มีอำนาจ ละลายกิเลสได้ นั่นเป็นวิปัสสนาญาณที่มีฤทธิ์ วิปัสสนาญาณถึงขั้นมีอินทรีย์มีพละ เป็นปัญญา พละ เป็นกำลังของปัญญา เป็นกำลังเลยนะ ละลายกิเลสได้ วิปัสสนาญาณนี่ ทำให้กิเลส นั้นหายไป เมื่อถึงขั้นนิสสรณปหานนี่จะมีกำลังอันนี้ จะมีกำลังระดับนิสสรปหาน นี่ มันมี กำลังของปัญญาสามารถประหารกิเลสนั้นได้ ทำลาย หรือ ฆ่ากิเลสนั้นได้ มันถึงขนาดนั้นที เดียว ฝึกไปเรื่อยๆ ตั้งแต่วิขัมปนปหาน ตทังคปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน ปฏิปัสสัทธิปหานนี่ก็คือ ทำให้ได้เรื่อยๆมันสามารถที่จะทำให้มันระงับ มันสงบ มันหยุด มัน หมดบทบาทลงไปได้เรื่อยๆ อย่างทวนไปทวนมา ซ้ำไปซ้ำมา ปฏิปัสสัทธิ ทำได้เก่งขึ้น ชำนาญขึ้น จนกระทั่งเข้าขั้นนิสสรณปหาน เพราะฉะนั้น การประหารที่มีญาณใน ระดับนิสสรณปหาน นี่ ญาณตัวนี้ สามารถทำลายกิเลสได้ เพราะฉะนั้น เกิดความรู้ของ วิปัสสนาญาณ ในระดับนิสสรณปหาน นี่ กิเลสเรายังอยู่ แล้วมันก็จะต้องยังประหาร พอ ถึงสมุจเฉทปหาน ก็ถึงขั้นสุดท้ายที่ว่า กิเลสไม่เกิด กิเลสหมด ประหารได้เด็ดขาด สมุจเฉทปหาน สมุจเฉทนี่ก็คือ ได้เด็ดขาด อุจเฉทะก็คือ หมายความว่า ขาดสูญ อุจเฉทะ สมุจเฉทะ หมายความว่าขาดสูญอย่างต่อเนื่อง สมะ นี่แปลว่าต่อเนื่อง เสมอๆนี่ สมะ สงบ สมะแปลว่าสงบก็ได้ สงบอย่างต่อเนื่อง ขาดสูญอย่างต่อเนื่อง มันเป็นการขาดสูญ เป็นอย่างนั้นไปเลย มันไม่มีอะไรมาคั่น ไอ้ที่มันขาด กิเลสมันมามันไม่ มี มันมีแต่ไอ้ที่ไม่มีกิเลสต่อเนื่องไป มีแต่สูญนั่นล่ะ ต่อเนื่องไป สมุจเฉทปหาน ประหารได้อย่างเด็ดขาด อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การฝึกปรือไปตามลำดับอย่าง ถูกทาง ทุกอย่างก็เข้าหลักองค์ธรรมของพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆๆๆ เสมอๆๆ เพราะ ฉะนั้น เรามาปฏิบัตินี่ผู้มาปฏิบัตินี่เหลาะๆแหละๆ มางานนี้งานพุทธาภิเษก นานๆเข้า กิเลสมันขึ้นมาเล่นงานมั่งก็ เอ๊อ! เราแก่วัด ก็ชักจะกินก็กินไปเลอะๆเทอะๆ ความ เป็นอยู่อะไรของเราจะสังวรสำรวม มักน้อย สันโดษ อย่างโน้นอย่างนี้ อดทนไอ้นู่นไอ้นี่ บ้างก็ไม่แล้ว ปล่อยปละละเลย เพราะฉะนั้น ยิ่งครั้งที่ 20 ก็เลยกลายเป็นคนที่เลอะมา เหมือนกัน มาเอาครั้งไว้โก้ มา 20 ครั้งนะ แต่ครั้งที่ 20 เป็นไง? เลอะ มันชินชา มันไม่เอาถ่าน มันมีเหลี่ยมมีคู มีแอบมีแฝง มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แบบนี้ก็เสื่อม เพราะฉะนั้น เรามาเราก็ต้องสังวรระวังมากขึ้น อาตมาเจตนาจะอธิบายบุญกิริยาวัตถุซ้ำอีกซักสองตัว ไม่ว่าการกิน หรือการ เป็นอยู่ หรือการหลับนอน อาตมาไม่ขยายนะ การหลับนอน ก็เหมือนกัน ต้องให้มีการ สังวรระวัง กำชับเท่านั้นล่ะ จะไม่ขยายความ สังวรระวังฝึกฝน นี่บางทีมานอนก็บาง คน ก็ แต่ก่อนนี้มาใหม่ๆ โอ๊! นอนก็ระวังนะ อย่างโน้นอย่างนี้ สังวรตื่นดีอย่างโน้น อย่างนี้ดี นอน เบิกบานสดชื่น สงบระงับ ตั้งจิตไว้ดี นอนก็รู้จักหลับรู้จักตื่น เป็น การฝึกฝนอดทน พอมาตอนนี้ ก็ชักแก่วัด แหม มันครั้งที่ 20 แล้ว บางคนมาครั้งที่สิบ แปดครึ่งแล้ว บางคนมาก็ครั้งที่ 19 แล้วอะไรอย่างนี้ ก็เลยกลายเป็นแก่วัดไป ไม่ได้ สังวรระวังอะไร เลอะๆ เทอะๆ อ่อนญาณไปไม่ดี บุญกิริยาวัตถุสามนั่นเป็นบุญกิริยา วัตถุหลักๆ ใครไม่รู้จักบุญกิริยาวัตถุสามมั่ง? อ๋อ! รู้หมดเลยเหรอนี่ โอ๊! เก่งแฮะ ไม่ กล้ายกมือมั่ง ไอ้ที่ไม่รู้ก็เดี๋ยว ไม่เอาแล้ว ไม่มีใครยกแล้ว เรายกโด๋อยู่คนเดียวไม่ดี ก็ ยกก็ได้ มันไม่แปลกอะไร ถ้าไม่รู้ก็ยก บุญกิริยาวัตถุสามมีมั้ยที่ไม่รู้? โอ๊! ก็ตั้งหลายคน นะ แล้วทำเป็นอม ไม่ใช่อมภูมิหรอก อมบ่ภูมิ (คนฟังหัวเราะ) อมไว้ บ่ภูมิน่ะอมไว้ อมภูมิ ก็ค่อยยังชั่ว นี่มันไม่มีภูมิแท้ๆ ไม่รู้แท้ๆ ยังอมต่อ อ่านแล้วลืม มันของใช้อยู่ ประจำเลย บุญกิริยาวัตถุสามนี่ ทานมัย ศีลมัย ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุสาม เป็นบุญ กิริยาวัตถุหลักๆเลย ปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้น เป็นปุถุชนไปยันเป็นพระอรหันต์ก็คือสามอันนี้ แหละ 3 อันนี่แหละ การเกิดผลแล้วเรียกว่าภาวนา การทำให้เกิดผลจนเกิดผลแล้วก็เป็น ภาวนามัย มัย หรือ มยะ นี่แปลว่าสำเร็จ หรือหมายความว่า อันเป็นเรา หรือเราเป็นอันนั้นแล้ว มยัง มยะนี่ มยัง อันเป็นเรา มยะ มยัง อันเป็นเรา หรือ สำเร็จ สิ่งนั้น สำเร็จเป็นแล้ว เป็นที่ไหน? เราเป็นสิ่งนั้นแล้ว เราเป็นสุญญตาแล้ว นั่นคืออันเป็นเรา ภาวนามัย อันเป็นสุญญตาในเราแล้ว นั่นเป็นที่สุด เราหมายถึงที่สุดก็คือที่สุญตา ที่ที่ไม่มีตัวตนของกิเลส นั่นเป็นที่สุด ทำให้เกิดผลอันนี้ ภา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive