390302 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
390302 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2539 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ ใหม่ เริ่มหน้า 8 เข้าเนื้อหากรรมฐานของอาริยชน หน้า 1-7 ปีกาญจนาภิเษก การฉลองพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในพระสถูป
พระองค์ทรงครองใจราษฎร์
ก่อนจะได้เทศน์กรรมฐานของอาริยชนต่อนะ ก็ขอบอกข่าวพวกเราซะก่อน ข่าวที่ว่านั้นก็คือ เราได้มาคิดกันว่าพวกเราอยู่ในเมืองไทย เป็นคนไทย เป็นผู้ที่เกิดมาในภายใต้ร่มโพธิ์ของพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าอยู่หัว ยุคนี้ก็รัชกาลที่ 9 นี่ ซึ่งพระองค์ได้ครองราชย์มาถึง 50 ปี ซึ่งเป็นการครองราชย์ที่ได้ยาวนานที่สุด ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดๆ เท่าที่เคยมีมา แล้วก็พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ นี่ อาตมาซาบซึ้งในพระองค์มากนะ ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเอาภาระกับพสกนิกร โดยการทรงพระราชกิจในเรื่องที่จะพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชนราษฎร ไม่เหมือนกับองค์ใดๆ เท่าที่อาตมาเห็นมาในยุคนี้ด้วยกันเลย เราก็มีความเห็นนะ เห็นได้วา มีกษัตริย์หลายๆประเทศ อาตมาเห็นว่าเป็นกษัตริย์ที่น่าเคารพบูชาจริงๆ อาตมาก็ไม่อยากจะตำหนิกษัตริย์ที่อื่นๆนะ ไม่อยากจะกล่าวตำหนิ แต่ว่าเท่าที่ดูๆ แล้ก็ขอให้พวกเรา ใครที่ได้ศึกษาในความรู้รอบตัว เท่าที่มี ก็ดูๆ เถอะ เพราะว่าทุกวันนี้ มันยิ่งเป็นสมัยข่าวสารสนเทศ มันรู้กันได้ทั่วโลก ใครเป็นใคร เป็นอยู่อย่างไร ประพฤติอย่างไร กระทำอะไรอย่างไร เราก็รู้กันได้ เปรียบเทียบแล้วน่าภาคภูมิใจ ที่เรามีกษัตริย์ที่น่าบูชา เคารพ เทิดทูนอย่างนี้นะ ซึ่งพวกเรา ก็เป็นนักธรรมะ ก็รู้ว่าเนื้อหาสัจธรรมที่เป็นสัจจะสาระของมนุษย์มันอยู่อย่างไร เราก็คงจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้นะ ปีนี้เป็นปีที่ฉล
อ่านต่อ
อง 50 ปีหรือ 50 พรรษาที่พระองค์ได้ครองราชย์ เราก็เลยเห็นว่าคนอื่นๆเขาก็มีอะไรต่ออะไรที่ผนวกรวมเข้าไป ว่าเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้กันทั้งนั้น เราจะมีอะไรบ้าง ก็เลยมาคิดได้ว่า เอ๊!เราก็มีสิ่งที่สุดยอดของพวกเราอยู่อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ในสิ่งที่จะประกาศขึ้นไปได้ ที่จะเป็นสิ่งที่น้อมเกล้าฯ ผนวกเฉลิมพระเกียรติ ในฐานะที่เป็นราษฎรของพระองค์ ก็คือพระวิหาร"พระวิหารพันปี เจดีย์บรมสารีริกธาตุ" ก็มาคิดกันว่า เอ๊!แล้วเราจะทำได้อย่างไร ปีนี้เป็นปีฉลอง 39 นี่ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 นี่เป็นวันครบวันที่ครองราชย์วันประจบเป็นวันประจบ เขาไม่พยายามที่จะให้เรียกคำว่าครบนะเป็นวันประจบ หรือว่าเป็นวันนที่มาชน 50 ปีพอดี เพราะครองราชย์วันที่ 9 มิถุนายน
ใช้เครื่องพ่นทองคำ
เพราะฉะนั้นก็มาคิดๆกันแล้วมันก็น่าจะทำได้นะสำหรับพวกเรา พอดี อาตมาได้พยายามดูเรื่องของพระเจดีย์นี่ พระเจดีย์เราจะหุ้มทองคำ แล้วก็หาวิธีจะหุ้มหากันจนสุดท้ายเราก็มาได้ทดสอบ ด้วยเครื่องมือที่จะพ่นทองคำนี่เข้าไปหุ้มนะ เป็นการพ่นละลายโลหะซึ่งเป็นกรรมวิธีของทางเทคนิคนี่แหละ ต้องซื้อเครื่องมือมาทำ ก็ให้เขามาสาธิตให้ดูก่อนจะมานี่วันที่ 24 ก็มาสาธิตเอาเครื่องมือมาสาธิตให้ดู สรุปแล้วเป็นที่พอใจมากนะเครื่องมือที่เขามาสาธิตให้ดูผลโลหะนี่ ก็คิดว่าเป็นไปได้ที่เราจะทำสำเร็จ ตอนแรกก็หาวิธีกันมันมีวิธีโบราณอยู่ซึ่งพวกช่างทองรู้ดี ก็คือตีทองคำนี่เป็นแผ่นบางเท่าที่เราจะมีทุน ถ้ามันมีมากก็ไม่บางนักหนาหน่อย ถ้ามันไม่มีทองคำมากก็เอาให้บางเท่าที่จะบางได้ แต่บางมากนักก็ติดยาก เอาหุ้มเลยแล้วก็ติดทำหมุดตอกย้ำติดๆๆๆไป เป็นวิธีของช่างทองเขาก็ทำได้ แต่กว่าจะทำเสร็จก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ช่างก็ต้องทำไปกว่าจะเสร็จก็เป็นปี บุลายโน้นลายนี้ ตรงไหนก็ต้องทำตามเจดีย์ที่มีโครงสร้างอย่างนั้นไป ซึ่งก็เป็นวิธีที่ทำมาแล้วเขาก็ทำมาแล้ว ก็ได้อย่างนั้นเป็นวิธีสุดท้าย เราก็คิดว่า แหม!วิธีนี้มันไม่สมยุคสมสมัย แล้วอีกอย่างหนึ่งมันก็แกะได้ ถ้าเผื่อว่าไอ้โจรมันคิดจะนั่นมันก็ขึ้นมาขโมยแล้ว กรรมวิธีนี้ก็แกะได้ลอกเอาไปได้ เหมือนกับอย่างพระเจดีย์ต่างๆที่สมัยอยุธยาที่พม่ามาลอกไปได้ เผาไปหมดได้มาลอกเอาไปได้วิธีเก่าแก่นี่ กระทั่งมาถึงยุคนี้เราน่าจะมีวิธีก็เลยไปได้อย่างนี้ ได้วิธีที่เล่าแล้วนี่เขามาสาธิตเป็นเครื่องมือ เครื่องมือมันเป็นเครื่องพ่นใช้วิธีหลอมละลายโลหะนี่ แล้วก็พ่นโลหะนี้ออกมาเลย ซึ่งเขาใช้ในการพ่นโลหะหลอมโลหะพ่นโลหะทำอะไรต่างๆ เช่นว่าเพลาเรือดำน้ำมันจะต้องพ่นอ๊อก เหมือนกับอ๊อกนี่ไม่ใช่เป็นอ๊อก แต่ก็ใช้ออกซิเจนนั่นแหละเป็นองค์ประกอบในการจุดพลังงาน แล้วก็พ่นละลายเข้าไปเลยแล้วเขาก็เจียให้เปียง แข็งแรงแน่นอน ขนาดแกนเรือดำน้ำมันไม่แข็งแรง มันพ่นอ๊อกไปแปะไม่เหนียวนี่มันไปไม่ได้หรอก เพลาขาดเพลาหักแล้วมันก็ไปไหนไม่ได้เท่านั้นเอง หรือว่าทำเครื่องยนต์กลไกอะไรต่างๆที่เขาจะใช้หลอมละลายปะทำ อันนี้น่ะให้มันลึกมันนอะไรก็ได้ พอพ่นโลหะเข้าไปละลายเทเข้าไปเหมือนกับหลอมโลหะเข้าไป แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่มีความแน่นมากนะ ก็แน่นขนาดเพลาเรือมันก็ใช้ได้อย่างนี้เพลาเรือดำน้ำนี่ก็ใช้ได้ หรือใบเรือดำน้ำมันก็ใช้ได้ มันต้องแข็งแน่ เมื่อเราได้วิธีนี้ก็คิดว่าคงไม่นานไม่ช้าถึงปี ไม่กี่วันหรอก ถ้าได้มาครบครันแล้วคงไม่กี่วัน ทองเราก็พร้อมองค์ประกอบก็พร้อม คือมันมีเรื่องที่เราไอ้นั่นอยู่ 3 เรื่องที่อาตมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินเครื่องมือนี้ 1. มันจะพ่นติดดีไหม 2. พ่นเข้าไปแล้วนี่ทองคำนี่ผนึกตัวเข้านี่จะเหนียวผนึกแน่นเหนียวกันดีไหม ไม่ใช่เข้าไปเกาะกันหลวมๆเหมือนกับที่เขาชุบน่ะ ชุบทองน่ะมันก็เข้าไปตามกระแส เข้าไปรวมตัวกันอย่างหลวมๆอย่างชุบทองนี่ทองชุบนี่มันไม่แน่นเลย อันนี้เราก็ดูถ้าขืนอย่างทองชุบไม่เอา 2.แน่นดีไหม 1.ติดดีไหม 2.แน่นดีไหม 3.สูญเสียมากไหม คือเวลาพ่นนี่มันจะมีกระจายสูญเสียออกไปด้วย ตอนแรกก็ได้ข่าวว่าถ้าทำแล้วก็จะได้ 70% สูญเสีย 30% อาตมาก็มาคิด โอ้โฮ!ถ้าเราพ่นเหล็กพ่นทองเหลือง พ่นโลหะธรรมดานี่นะมันก็ไม่มีปัญหาหรอก ได้ 70 สูญเสีย 30 เราก็พอสู้นะพ่นเหล็กนะ(หัวเราะ) แม้แต่พ่นระดับเงินนี่นะระดับเงินบาทละร้อยบาทอะไรนี่ยังพอไหว นี่บาทละห้าพันแล้วนี่เกือบห้าพันสี่พันห้า ตรุษจีน นี่มันขึ้นมาแต่เขาว่าเดี๋ยวมันก็คงลง พอมันขึ้นรัตรุษจีนทุกปีน่ะทองคำน่ะ มันสี่พันเจ็ดใช่ไหมสี่พันเจ็ดร้อยกว่าๆบาทละ นี่มันพอตรุษจีนมันขึ้นมาสีพันเก้ามันจะห้าก็ไม่ห้า พวกนี้พวกบาจา ราคาบาจา แต่ทีนี้เมื่อเรามาคิดกันแล้วก็ช่างทองเขาทำงานทองมาโดยตรง พวกเรามีญาติธรรมทำงานช่างทองโดยตรงนี่ มีอาชีพทางนี้โดยตรงมาอยู่แล้วแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังทำอาชีพนี้อยู่ ก็รู้ดีนะว่าจะทำอย่างไรแล้วก็จะให้สูญเสียไม่สูญเสียขนาดไหน ก็บอก โอ๊!ถ้าทำอย่างนี้เราก็ทำให้มันดีๆ เพราะว่ามันเก็บคืนได้ไปดูแล้วมันไม่ได้ขจรขจายได้มากมายถ้าเผื่อว่าได้ไฟที่ขนาด เครื่องที่เอามาสาธิตให้ดูนี่ เครื่องนี้นี่อายุมัน 30 ปีแล้วมันก็ยังได้ขนาดนี้ นี่เราซื้อใหม่เครื่องใหม่มาทำด้วยนี่ มันน่าจะดีกว่านี้นะมันน่าจะเนียนละเอียด แล้วเราก็รุ่นใหม่ด้วยไอ้นั่นรุ่นเก่าโมเดลเก่าโมเดลตั้งแต่ 30 ปีแล้วมันก็ยังได้ขนาดนี้ เดี๋ยวนี้ก็แก้ไขปรับปรุงมาเป็นโมเดลใหม่ เกือบล่าสุดอันที่ว่านี่เกือบล่าสุด เขามีล่าสุดอีกแต่ว่าเราก็ไม่ได้ซื้ออันล่าสุด โมเดลใหม่ล่าสุดทีเดียว มันแพงอันหนึ่งสี่แสนกว่าเฉพาะเครื่องพ่นนี่ เหมือนปืนนี่ อย่างนี้นี่ เหมือนไอ้ไดร์ผมนี่(หัวเราะ)เหมือนแค่นั้นน่ะอันนั้นน่ะ รูปร่าง เท่านั้นนะไอ้คร่าวๆนะมันจะไม่ใช่เหมือนทีเดียว มันเป็นเครื่องมือของเขาซึ่งแน่ละ มันก็ต้องมี... ราคามันแพงมัน แมคคานิก(mechanic)ของมันมันก็ต้องซับซ้อนอะไรต่ออะไรบ้าง เขาบอกว่าถ้าเผื่อว่าเรามาทำเป็นห้องเลย ห้องม่านน้ำ แล้วเอานี่เข้าใส่ในนั้น แล้วก็อยู่ในม่านน้ำนี่ แล้วเราก็พ่น มันก็จะอยู่ในนั่น ตกลงไปในน้ำ น้ำมันก็พาลงมากอง เขาไม่ให้ไอ้นั่นน่ะ น้ำท่าต้องอาบซ่ะก่อน เขาไม่เอาออกที่ตัวหรอก ผงทองอะไรต่ออะไรมันติด เขาไม่ให้เอาออกมาหรอก เขากวาดหมด เลยเก็บหมดเลย น้ำล้างว่างั้น เขาก็เอาน้ำมาหมด แล้วก็มากรองเอาผงทองทั้งหมดคืน อันนี้ก็นัยเดียวกัน พวกช่างทองเขารู้ดี พวกช่างร่อนนี่ ไปร่อนตามข้างๆ ห้อง ร้านทองนี่ เขาพวกช่างร่อนนี่ ไปคอยร่อนอยู่นั่น หมดทั้งนั้นแหละ เขาเอาคืน อันนี้ก็เก็บคืนได้ เราทำให้ดีแล้วมันไม่ไปไหนเสียหรอก คิดว่าไม่เกิน 10% แน่นอน จะสูญเสีย ถ้าไม่เกิน 10% นี่ก็พอถูไถนะ พอถูไถ คิดว่าก็มีทางนี้อีก ก็เลยเห็นว่าทั้งสามประเด็นที่อาตมาตั้งข้อสังเกตนี่ เป็นไปได้ทั้งสามภาค ก็คิดว่าจะทำ ถ้าได้เครื่องมือนี้ก็สั่งอยู่นี่ เครื่องมือต้องสั่งมาจากนอก ของเยอรมัน ของเยอรมนี ไม่รู้จะนานเท่าไหร่ แต่เรามีเวลาถึง 9 มิถุนานี่สามเดือน แหม เร็วจี๋เลย แต่ถึงยังไงก็ต้องเร่ง คิดว่าทัน เพราะว่าพ่นจริงๆ ไม่ถึงเดือนหรอก เสร็จแล้วเราก็เอามายกขึ้นตั้งไว้ก่อน เพราะว่าข้างบนของเรานี่ พระวิหารนี่ โดมเสร็จแล้ว บนโดม แล้วก็รอบโดม เราก็ติดเกรนิตแล้ว แล้วเราก็รอนี่ เราทำมุขก็ยังไม่ได้ จะทำลำธารข้างล่าง มันก็ยังทำไม่ได้ ต้องรอตรงนี้ รอ เพราะว่าเราจะต้องใช้เครนยักษ์ เข้ามาถึงก็หิ้วเจดีย์นี่ขึ้นไปเลย ไปวางหมับลงนั่นเลย ไม่มีวิธีอื่น วิธีอื่นเอาขึ้นไม่ได้ มีคนบอกว่าได้ มีนะ ไชยวัฒน์ บุญประกอบ คนที่หล่อทำพระเจดีย์นี่ โครงสร้าง ทำโครงสร้างอันนี้ ที่ทำโมเดลนั่นแหละ โมเดลที่ตั้งอยู่ที่สันติฯ นั่นคนนี้ไชยวัฒน์นี่ เขาบอกว่าขึ้นได้ ใช้รอกนี่ เอาขึ้นได้ เอารอกนี่ขึ้น บอกว่าจะขึ้นได้ยังไง โดมเป็นซี่โดมนี่ มีช่องนะ แล้วพระเจดีย์นี่มันก็กว้าง 1.80 เมตร เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส 1.80 ม. ฐานมัน แล้วจะเอาลอดโดมนั่น ออกมาได้ยังไง ไอ้ ช่องโดมนั่นมันก็ ช่องโดมนั่นสองเมตรกว่าก็จริงอยู่ แต่มันไม่ได้สองเมตรกว่าทั้งหมด เพราะมันเรียวเข้าไปหากลางอย่างนี้ ไอ้ตรงฐานมันนึกว่าสองเมตรจริง แต่ไอ้มาอย่างนี้ แล้วมันสองเมตรที่ไหนล่ะ พระเจดีย์เราก็สี่เหลี่ยมนี่มัน 1.80 เมตร สี่เหลี่ยมจตุรัส แล้วมันจะรอดมายังไง แล้วมันก็ไม่ใช่แผ่นบางๆอีกด้วย มันก็มีทั้งชั้นหนา เข้ามาทางนี้ด้วย มันก็เหมือนกับลูกเต๋า แต่ไม่ใช่ลูกเต๋าทีเดียว มันจะเอาลอดเข้ามาได้ยังไงกับช่องนั้น ได้ ได้ เขาก็ว่าได้ ได้ อาตมาก็ว่า เอ๊อ! ถึงได้ มันก็คงเบียดเสียดสีงัดกันน่าดู ดีไม่ดีเสี่ยง แล้วมันก็ไม่ใช่ที่เตี้ยๆด้วย สูงตั้ง 30 กว่าเมตร เอาขึ้นไปยังไง อาตมาไม่เสี่ยง จ้างเครนเขามา เช่าเครนเขามายก ถ้าเครนยักษ์จริงๆ ก็วันหนึ่งสามหมื่นห้า ค่าเช่าวันหนึ่ง (หัวเราะ) ไม่เป็นไร สามหมื่นห้าเราก็ต้องเสีย เพราะว่าเราไม่มีนี่ ไม่มีเงินกี่ล้านไปซื้อเครนมา(หัวเราะ) เราจะไปซื้อมาได้ยังไง ก็ต้องเช่าเขาอย่างนี้แหละ ธรรมดา
ก็คิดว่าเราจะได้ฉลอง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสกาญจนภิเษก ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 นี้ ชาวอโศกเราทุกผู้ทุกคนคงจะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันได้ทุกคนได้ด้วย โดยเราจะสร้างพระวิหารพันปี เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ นี้แหละ ผนวกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปพร้อมในวันที่ 9 มิถุนายน นี่เป็นข่าวดีของพวกเรานะ เพราะฉะนั้น ก็คิดว่า วันที่ 9 เราจะมีงาน ต้องเอาเจดีย์นี่ขึ้นฉลอง ฉลองพระเจดีย์นี่ล่ะ แต่ว่าพระวิหารยังไม่เสร็จ พระเจดีย์จะต้องเสร็จก่อน พระวิหารยังไม่เสร็จล่ะ แน่ยิ่งกว่าแน่ ไม่เสร็จหรอก วันที่ 9 มิถุนา นี่ไม่มีทางทำได้ ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตมาก็เนรมิตไม่ได้ เชิญพระวิษณุกรรมมาเนรมิตยังไงก็ไม่ทันพระวิหาร แต่ไม่เป็นไร เราก็จะมี มีโครงสร้างแล้วมีรูปร่างแล้ว ถ้าพระเจดีย์ขึ้นแล้ว ก็เอาพระเจดีย์ขึ้นก่อน ทางด้านที่เราจะมาขุดทำมุข ทำอะไรข้างหน้านี่ เรายังไม่ทำก่อน เราจะทำส่วนย่อย ที่จะประกอบให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะมีได้ นี่ท่านคมคิดมาหรือเปล่า? ต้นไม้ต้นนั้นก่อน ต้นหนึ่งจะต้องฉลองนะ แต่งซะให้เสร็จให้ทัน คือเสาเราทุกต้น นี่จะเป็นต้นไม้ ทุกวันนี้ต้นไม้ต้นนั้นนะ ใครเห็นใครก็ โอ้โฮ! ชอบ ต้นที่ปั้นแล้วนี่นะ เอาคำนั้นไปชมหมดแล้ว แล้วเอาคำหนมาชมอีก อย่าเพิ่งชม เดี่ยวเอาไว้ให้เสร็จเสียก่อนค่อนชม (หัวเราะ) ก็ชะลอ บอกไว้นะ ตอนนี้ถ้าใครไปสันติอโศกแล้ว ลำธารก็ไปได้มากแล้ว ลำธารต่างๆนานา ทิวทัศน์ คือันติอโศกเปลี่ยนไปหมดแล้วตอนนี้ ใครไปนี่บอก ไม่ ไม่ใช่ ยังกับไม่ใช่สันติอโศกแล้วละตอนนี้ น้ำตก ก็กำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็เครื่องสูบที่จะสูบน้ำขึ้นไปหมุนเวียนนี่ ก็กำลังติดต่อหามาอยู่ คงจะได้ทดลองก่อนวันที่ 9 ถ้าใครอยู่ก็คงจะได้เห็น จะต้องเจาะลำธารลำลอง ให้มันทะลุกันก่อน ในวันงาน ก็อาจจะมีลำธารลำลองน้ำตกไหลได้ ก็ยังไม่จริงเท่าไหร่ เพราะว่าลำธารนี้ มันจะต้องผ่านไปใต้มุข ซึ่งเราก็ยังจะต้องสร้างมุขนั้นก่อน เพราะฉะนั้น จะต้องไปทำลำธารให้มันทะลุกันก่อน ในวันงานก็อาจจะมีลำธารลำลองน้ำตกไหลได้ ก็ยังไม่จริงเท่าไหร่ เพราะว่าลำธารนี้ มันจะต้องผ่านไปใต้มุข ซึ่งเราก็ยังจะต้องสร้างมุขนั้นก่อน เพราะฉะนั้น จะต้องไปทำลำธารสมบูรณ์แบบยังไม่ได้ เพราะใต้ลำธารจะต้องมีหินตบแต่ง หินนี่ ไม่ใช่ก้อนธรรมดา ก้อนเป็นตันๆนะ ต้องไปแต่งไปตั้งไปอะไรต่ออะไร ไปวาง ใครไไปเห็นแล้วก็บอก โอ้โฮ! พวกเรานี่ รวยจริงๆ เขารวยเพชรกัน แต่เรารวยหิน ไม่รู้มาจากไหน มันก็ใช้ภาษาอีสานว่ามันเป็นจังบุญ ในภาษาทางภาคกลางอาจจะบอกว่าเป็นบารมีนะ เป็นจังบุญ มันก็มาเองนะ อะไรๆ ก็มาเหมือนกับมาเอง มันมาอย่างงงๆนะ มันไม่น่ามีไม่น่าจมาไม่น่าได้หรอก ถึงปานนี้แล้วมันก็ยังมียังมา เราก็นึกว่าหินมาใช้ที่ปฐมอโศก หรือก็มีมากแล้ว ก็คงจะพอ แล้วก็คงจะหาอีกยากแล้ว ก้อนใหญ่ๆ อะไรต่ออะไร คงจะแค่นั้นนะ ทางสันติอโศก ก็อุตส่าห์ขนมาจากปฐมอโศกเท่าที่มันมี ขนมาไว้ที่สันติอโศกคิดว่าจะได้อย่างนั้น ขนาดนั้นแค่นั้น พอเอาไปเอามา มาถึงวันนี้นี่ โอ้โฮ! ยังคุณไปเห็นก็รู้ ที่มันก็ไม่กว้างเหมือนปฐมอโศกด้วย โอ้โฮ! กองภูเขาหินทีเดียว กองหินมากมายนะ ก็ไปดูเอา ก็คงจะได้ฉลองกันอย่างนั้น
งานอโศกรำลึกจัดที่สันติฯ เป็นครั้งสุดท้าย
ทีนี้ ก็มีผู้สงสัย เอ้า!ทำไมล่ะ วันที่ 10 มิถุนายน เป็นวันอโศกรำลึกก็บอกกับทางสีมาอโศกเขาแล้ว เขาตั้งใจว่าปีนี้นี่จะจัดอโศกรำลึกเหมือนอย่างปีกลายนี้ที่สีมาอโศก ก็เลยบอกว่าปีนี้น่ะ สีมาอโศกคงจะไม่ได้จัดหรอกนะสีมา (หัวเราะ) ก็บอกกับสมภารไปแล้ว สมภารก็บอกแล้วแต่ล่ะครับ ว่างั้นนะ (หัวเราะ) มันเป็นไปอย่างนั้นซะแล้วนี่นะ อันนั้นมันต้องยิ่งใหญ่กว่านะ พระวิหารพันปี เจดีย์บรมสารีริกธาตุ นี่ต้องยิ่งใหญ่กว่าแน่นะ เพราะว่าจะเป็นปูชนียสถานหรือเป็นสังเวชนียสถานของชาวอโศกเรานะ พระบรมสารีริกธาตุจะอยู่ ณ ที่นั้นเป็นแหล่งกลาง ศูนย์กลาง ก็เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ก็จะสมบูรณ์ไปอย่างนั้น ก็เลยต้องเอาวันที่ 10 มาฉลองต่อจากวันที่ 9 ไว้ที่สันติอโศก แปะกันไว้เลย ก็ดีเหมือนกันน่ะ จะได้ไม่เสียเที่ยวกันมากเกินไปนะ ไม่เสียเที่ยวกันนัก จะได้ แหม ไม่งั้น โอ้โห! วันที่ 5 นะ มางานราชธานีอโศก วันที่ 9 ไปสันติอโศก วันที่ 10 มาสีมาอโศก แหม (คนฟังหัวเราะ) อื้อฮือ! ต้องซื้อเฮลิคอปเตอร์คนละลำๆ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) มันก็คงจะแย่นะ ก็เลย เอ้า ! เอาแค่นี้ วันที่ 5 ราชธานีเป็นวันเปิดมหาลัยวังชีวิต และเป็นวันเกิดของราชธานีอโศกเขาด้วยนะ วันที่ 5 มิถุนายน เราก็ค่อยไปวันที่ 9 มิถุนายน ที่สันติอโศกกัน สันติอโศก ก็ไม่ได้จัดงานกันมานานแล้วนะ หลายปีดีดัก ก็ได้อันนี้กันนะ นี่ก็บอกกล่าวข่าวคราว ทิ้งเรื่องของงานบุญ ก็ได้เป็นบุญร่วมกับประชาชนทั้งประเทศ เทิดทูนพระเกียรติในหลวงของเราได้ด้วยนะ ก็สุดยอดแล้ว ก็สุดหัวใจเราแล้ว พระวิหารพันปี เจดีย์บรมสารีริกธาตุ นี่นะ เราก็ทำ เราก็ยังไม่รู้นะว่าทองที่ได้นี่จะได้แค่ไหน แต่ก็ตอนนี้ ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว ถ้าได้น้อยเราก็บางๆ (หัวเราะ) เพราะว่าพ่นได้หลายรอบ บางก็ได้ ทำมากมีมากก็หนาขึ้น ไม่เป็นไรเลย เพราะว่าพ่นนี่พ่นหลายรอบ แต่ต้องพ่นตอนนั้นนะ มาพ่นเติมทีหลัง มันไม่เข้ากัน พ่นตอนนั้น ที่ไม่เข้ากันนี่เพราะอะไร? เพราะว่ามันจะไปถูกอากาศมาอะไรต่ออะไรแล้วนี่ แล้วก็มาพ่นอีกทีนี่มันไม่ได้แล้ว ต้องตอนนั้นไปทีเดียว แล้วก็พ่นไปแล้ว พ่นไปพ่นไปในขณะที่ยังมีความร้อนมีอะไรอยู่นี่ ยังสะอาดอยู่นี่ จะพ่นอีกรอบหนึ่งตรงนี้ก็ได้ มันจะผนึกกันไป พ่นในขณะที่มันพ่นนี่พ่นไป จะเอาหนาแค่ไหน เราก็จะต้องประมาณดู วัดดู เราจะวัดด้วยความหนาของทอง มันจะเท่าไหร่ๆ เราคำนวณได้ แล้วเราจะพ่นหนาเท่าไหร่ พ่นไปให้ครบให้สมบูรณ์ เราจะพ่นข้างล่างไปก่อน เผื่อว่าทองไม่พอจะได้เหลือยอดๆ เอาไว้ ถ้าไม่พอแล้ว ผู้คนจะได้มาต่อยอด (หัวเราะ) ถ้าพ่นยอดมาก่อนแล้ว ประเดี๋ยวไม่ยอมต่อฐานง่ายใช่มั้ยคนเรานะ (หัวเราะ) พ่นยอดก่อนแล้วเดี๋ยวก็บอกว่า ยังไงก็ยอดก็มีแล้วทองคำแล้วไม่เอาแล้ว ฐานอะไรก็ ไม่กระตือรือร้น ประเดี๋ยวฐานไม่ครบ ได้ฐานด่าง (หัวเราะ) แล้วจะพ่นฐานไว้ก่อน เสร็จแล้วเหลือยอดด่าง เอาละ คุณจะปล่อยยอดด่างไปให้รู้กันได้ หาทองมาช่วยกันทีหลัง เอ้า! ใครจะมาช่วยทองก็รีบๆเข้าจะได้เร่งๆ เอ้า! มาทีนี้เข้าสู่การศึกษา
กรรมฐานของอาริยชน
เริ่มต้นเลย เริ่มต้นเอาหัวข้อกรรมฐานของอาริยชน อาริยชนนี้ เป็นคำที่อาตมาเจตนาใช้ เดิม สมัยเดิมท่านเรียกว่าอริยะ อริยะแปลว่าผู้ประฉลาดผู้ประเสริฐ ผู้ฉลาด และโดยความหมายในทางธรรม คือผู้ที่มีภูมิตรัสรู้ เริ่มนับตั้งแต่โสดาปัตติมรรคไป ผู้ใดเริ่มมีภูมิธรรม มีภูมิปัญญา มีธาตุรู้ที่เอาจิตวิญญาณนี่เป็นปัญญา เป็นธาตุรู้ รู้ความจริง ที่อาตมาได้ยบ้ำแล้วเมื่อวานนี้ว่า ความรู้ปัญญานะ ไม่ใช่รู้เฉลี่ยวฉลาดอย่างโลกๆ เฉลียวฉลาดก็คือความเฉลียวฉลาด ในปัญญามีความเฉลียวฉลาดอยู่ในนั้นด้วย มีความรู้ที่เฉลียวฉลาด แล้วรู้นี้เป็นการรู้ความจริงตามความเป็น เป็นอย่างไร ความรู้ไปรู้อันนั้นเป็นอย่างนั้นตรงๆ ไม่มีอะไรแฝง บริสุทธิ์สะอาด รู้อันนั้นอย่างแฝงบริสุทธิ์สะอาด สะอาดจากอะไร นี่ตรงนี้สำคัญ สะอาดจากกิเลส หรืออารมณ์ของโลกียะเข้าไปร่วม สะอาดจากอารมณ์ของโลกียะ หรืออารมณ์ของกิเลส ตัณหา อุปาทานเข้าไปแทรก หรือปราศจากโลภ โกรธ หลง รู้ตามความจริงอย่างไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง รู้รูปก็คือรูป รูปร่างก็คือรูปร่าง ไม่ใช่ว่ารูปร่างพอไปรู้แล้ว คนเรามันเคยตัว มันเคยชินด้วยสังขารปรุงด้วยกิเลส พอรู้อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ก็ว่าอย่างนี้ดี ไม่ดี สวย ไม่สวย พวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมมุติสัจจะของโลกที่เขารู้ร่วมกัน สมมติร่วมกัน ถ้าไปรู้ตามสมมุติอย่างนี้ไปทีเดียว แล้วก็เกิดจิต มีโลภ โกรธ หลงเข้าไปปรุงแต่ง ชอบ ไม่ชอบ มีผลักมีดูด มีปฏิกิริยาไม่เป็นกลาง ไม่ใช่รู้กลางๆ อย่างนี้เรียกว่ารู้อย่างมีสังขาร ไม่ใช่ปัญญาแท้ ปัญญาจริงๆนั้นน่ะ จะต้องรู้อย่างไม่มีกิเลส กลางๆ รู้กลางๆ รู้ของแท้ แหลมๆ คือ แหลม กลมคือกลม เขียวคือเขียว แดงคือแดง อย่างนี้คืออย่างนี้ ยิ่งดูแล้วก็บอก โอ้โห! ต้นนี้สวยจัง โอ้ฮู! ใหญ่ อวบ มันหนักเข้าก็ เป็นของเราก็ดีแฮะ นั่น ไปโน่นเลย กิเลสมันไวนะ แหม ได้ซักต้นก็ดีนะ นี่กิเลสมันเข้าไปเลย นี่พูดเป็นภาษา แปลออกมาเป็นภาษาครบๆนะ แต่ใจมันก็คืออย่างนี้ โอ้โฮ! สวย น่าไได้ ถ้าคนมีสตางค์ก็บอกขายเท่าไหร่ (คนฟังหัวเราะ) ถ้าคนไม่มีสตางค์ ขอได้มั้ย?นะ ถ้าคนไม่มีสตางค์ด้วย แล้วก็ไม่ขอด้วย เอ๊ะ! ขโมยเมื่อไหร่ดีวะ (คนฟังหัวเราะ) นี่มันไปตามเรื่องฐานะของคน ถ้าคนฐานะไอ้โจร ก็คิดขโมย ฐานะคนกลางๆ ธรรมดาก็ขอซื้อ เอ๊ย!ขอ ฐานะคนที่ขี้ขอหน่อยก็ คนฐานะธรรมดา ฐานะพอได้ก็ขอซื้อ นั่นมันสมความโลภ เพราะฉะนั้น เราจะรู้ว่า สวยนี่ ก็ยังขึ้นมาเลยนะ สวยหรือไม่สวย นี่คือสมมุติโลก สมมุติสัจจะ แม้แต่แมลงที่มันกินนี่ มันก็ไม่รู้ว่าสวยหรือไม่สวยหรอก นี่มาเปรียบเทียบกันวัดกัน มันไม่รู้หรอก มันไม่รู้ว่า สวยไม่สวยนี่ มันวัดค่าอย่างไร มันไม่วัดหรอก มันไม่รู้หรอก มันไม่มีความจริงหรอกว่าสวยไม่สวย แต่เมื่อไปรู้สึกสวย นี่แหละคือ ไม่ใช้ปัญญาแล้ว ถูกพรางลวงตามกำหนดแล้ว กำหนดสมมุติน่ะ กำหนดสมมุติแล้ว ชอบก็มี ไม่ชอบก็มีได้ใช่มั้ย อันนี้แหละ ไม่ตรงกัน ไม่เที่ยง ไม่แท้ เอาละทีนี้ปัญญาที่ว่านี่ ฟังให้ชัดนะ โลกุตรปัญญานั้น รู้ทั้งความสวย ความไม่สวยของโลกที่เขาสมมุติด้วย เป็นสัจจะชนิดหนึ่ง ฟังดีๆนะ อาตมาตั้งใจจะอธิบายธรรมะให้ละเอียดให้ครบสมบูรณ์ ทุกวันนี้ มันแหว่งไปหมด ถ้าคุณฟังที่ บางคนนะ บางคนอาจจะเข้าใจแล้ว บางคนถ้ายังไม่เข้าใจที่อาตมาอธิบายไปแล้ว ก็จะโต่งไปอีกเลยว่า เอ๊ย! ปัญญาเห็นแต่ความจริงตามความเป็นจริง รู้แต่ของนี้ ตามความจริงของมันเท่านั้น ถ้าขืนไปรู้ว่ามันสวยมันไม่สวย น่าได้หรือไม่น่าได้ ด้วยนี่ ไม่ใช่โลกุตรปัญญาแล้ว ฟังดีๆนะ คำว่าปัญญานี่กลางๆ อาตมาอธิบายไป แล้ว ตอนนี้โลกุตตรปัญญา โลกุตรปัญญานั้นรู้ความสวย และไม่สวย คนเขาชอบ หรือไม่ชอบ น่าชอบหรือไม่น่าชอบ ตามความเป็นจริงของสังคมของมนุษย์ส่วนใหญ่ รู้ด้วย โลกุตรปัญญา รู้จักโลกีย์ รู้จักค่านิยมของสังคม และตัวเองมีปัญญารู้ความจริง ตามความเป็นจริง โดยไม่มีกิเลสนั้นด้วย เพราะฉะนั้น โลกุตรปัญญานั้น มีทั้งความรู้ทางโลกียะ และมีความรู้ทั้งโลกุตระ มีปัญญา ที่จริงโลกียะเขาไม่เรียกปัญญา แต่เขาก็ฌอาไปใช้ของเขาจนได้ละ มันชอบแย่ง ชอบแย่งของดีไปเรื่อย เอาไปเป็นของฉัน (หัวเราะ) ไอ้โลกีย์นี่ เพราะฉะนั้น อย่างโลกียะ ความรู้อย่างโลกียะ หรือจะเรียกโลกียปัญญาก็ได้ โลกียปัญญานั้น โลกุตระ รู้ทั้งสองส่วนผู้มีโลกุตรปัญญา มีโลกียปัญญาด้วย มีโลกุตรปัญญาด้วย ส่วนโลกียปัญญานั้น ไม่อาจเอื้อมที่จะมีโลกุตรปัญญา โลกียปัญญานี่ไม่อาจเอื้อม เป็นไปไม่ได้ ไม่รู้ด้วย เป็นอย่างนั้น ไม่ฝึกด้วย แล้วยิ่งไม่ศึกษาด้วย มันไปแบ่งยังไง เรียกว่าโลกุตระ แม้แต่คำว่าปัญญาที่อาตมาอธิบายนี่เขาก็ไม่อธิบายกันหรอก เขาแปลกันอยู่ความ ก็คงจะเคยได้ยิน รู้ความจริงตามความเป็นจริงก็คงจะเคยได้ยินสำนวนนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจตามที่อาตมาว่า คนก็ไม่สามารถที่จะรู้ ก็เลยสุดโต่งกัน เพราะฉะนั้น พวกที่ปฏิบัติสุดโต่ง บอกโลกุตระเอาแต่จิตเอาแต่อะไร โลกไม่รับรู้ทิ้งไปเลย เขาก็จะเข้าป่าเขาเข้าถ้ำ ปิดหูปิดตา หนักเข้าเหมือนอย่างที่อินทรีย์ภาวนาใช่มั้ย? อินทรีย์ภาวนาสูตรที่อ่านไปให้ฟังเมื่อวานนี้ ที่บอกถ้าอย่างนั้นก็ดับหมดซิ ตัดหูตัดตา ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นคนตาบอดหูหนวกกันไปหมด แล้วพวกนั้น เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างนั้นก็เหมือนอย่างกับคนตาบอด หูหนวก อย่างกับคนตาบอด หูหนวกจริงๆ เป็นคนอย่างนั้นจริงๆ ไม่รับรู้ โลกเป็นยังไงอะไรยังไงไม่ เขานึกว่านี่แหลือคือการหลุดพ้น ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวไม่เกาะ แม้แต่ภาษาที่มันบอกว่าไม่เกี่ยวข้องโลกีย์ไม่เกี่ยวข้องโลก ไม่เกี่ยวข้องผู้คนไม่เกี่ยวข้องอะไร ก็เลยกลายเป็นคนไม่เกี่ยวจริงๆ เลยนะ ตัดตัวเองออกไปเลย เพราะฉะนั้น อย่าไปพูดเลยว่า เขาจะรู้จักโลกโลกวิทู พหูสูต ที่จะเข้าอกเข้าใจมนุษย์ แล้วก็เป็นพหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะจะช่วยมนุษยชาติได้จำนวนมาก มวลมากๆ หรือว่าจะทำให้มนุษยชาติเป็นสุขอยู่ได้ มากๆ เกี้อกูลมนุษย์ จะไปเกื้อกูลอะไร หนีไปหมดเลย ไม่มีประโยชน์ต่อคน ไม่มี ประโยชน์ต่อผู้อื่น นี่ศาสนาที่สุดโต่งไป พระพุทธเจ้าเป็นโลกวิทู ผู้รู้ รู้โลกดี ตรัสรู้แล้วต่างกันกับพวกฤาษี พวกอะไรนี่ ลัทธิพวกนี้ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า ลัทธิที่ออกหนีเข้าป่าเข้าเขา เข้าถ้ำเข้าเขา เข้าทำอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไม่เป็นโลกุตรจิต จิตไม่มีโลกุตรปัญญา แล้วก็จิตก็ไม่แข็ง เป็นโลกุตรจิตด้วย โลกุตรจิตนี่คือ จิตที่เป็นสุญตาแล้ว จิตที่ว่างจากกิเลสแล้ว โลกุตรจิตสมบูรณ์นะ แต่โลกุตตรจิตนี่ เป็นจิตที่มีอยู่ในมัคคังคะ ในภาคที่ยังปฏิบัติอยู่ พอเข้ากระแสโสดาปัตติมรรค ก็เริ่มนับว่าเป็นโลกุตระ เริ่มนับเป็นอาริยะเข้าสู่โลกใหม่ เข้ากระแส เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายให้ครบหมดละว่า โสดาบันนี่ พวกเราจะได้ฟังว่าคุณสมบัติของโสดาบันนี่ อาตมาพยายามประมวลมาในเงื่อนไขต่างๆ ในความเป็นโสดาบันนี่มีในตำรา มีในหลักฐานต่างๆ อะไรบ้าง ซึ่งมีอยู่ 3-4 อย่าง เดี๋ยวถึงวาระนั้น อาตมาจะขยายนะ จะขยายให้เห็นเลย แล้วพวกเรารู้หลักการพวกนี้แล้วเสร็จ เราจะได้รู้ตัวเอง ต้องรู้ตัวเอง อาตมาถึงบอกว่า ต้องปัจจัตตัง เวทิตัพโพ หลักการของพระพุทธเจ้านี่ ไม่ใช่คนนั้นคนนี้มารู้ญาณให้แก่เรา ว่าเราจะมีญาณเท่านั้นเท่านี้ ก็เพราะว่าผู้นั้นผู้นี้บอก อาจารย์ชี้ให้ ไม่ใช่ ต้องเรารู้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้ เมื่อเรารู้หลักการแล้ว ไปตรวจสภาวะพวกนั้นของเรา แล้วเราจะได้รู้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive