390301 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์47 KB
วันที่แก้ไข20 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390301 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก อ. กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

ณ บัดนี้ ก็เป็นเวลาที่เราจะได้อธิษฐาน เรามาปลุกเสกฯ ในครั้งที่ 20 นี้ ก็เป็น จารีต เป็น ประเพณี ของเราสืบต่อมา เป็น คุณค่า เป็น ประโยชน์ ที่พวกเรารู้กันดีสำหรับผู้ที่ได้มาปลุกเสกฯ สม่ำเสมอ หรือว่าได้มาปลุกเสกฯ กันหลายครั้งหลายครา ก็จะรู้ ว่า ประโยชน์คุณค่าเกิดจากการปลุกเสกฯ นี้ มีประมาณอันหาค่ามิได้อย่างไร เราตั้งใจมาปลุกเสกฯ เราตั้งใจที่จะมาบำเพ็ญประพฤติศึกษา การศึกษาไม่ใช่มีแต่ฟัง การศึกษาจะต้องมีการปฏิบัติประพฤติสำรวมสังวรไปด้วย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพยายามที่จะศึกษาและระลึกรู้ การตั้งใจก็คือตั้งใจเพื่อจะปรับกาย วาจา ใจของเรา เพราะฉะนั้น เราจะตั้งใจปรับกาย วาจา ใจอันใดที่เราตั้งใจจะทำให้ดีขึ้น อะไรละเว้นไม่ได้ที่เราจะละเว้นเราก็พึงกระทำ การประพฤติก็มีอยู่ สองหลักใหญ่ๆ บาปสมาจาร กับอภิสมาจาร สองอย่าง เพราะฉะนั้น อะไรที่เป็นบาป เป็นภัย เป็นสิ่งที่เราจะงดเว้นให้เกิดอกรณัง ไม่ให้เกิดให้เป็นให้มีอีก เราก็พึงตั้งจิตตั้งใจเอา สำหรับตนๆ อะไรที่จะดียิ่งขึ้น ที่เป็นอภิสมาจาร ที่เราจะตั้งจิตตั้งใจสมาทานขึ้นมา ทำให้ยิ่งๆขึ้น เป็นกุศลเป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่เจริญ เราก็พึงตั้งจิตตั้งใจสำหรับตนๆ เอาให้ได้ ตั้งเสมอ ไม่ใช่ว่าเราจะตั้งแต่เฉพาะในงาน ที่ใดก็ได้ เมื่อใดก็ได้ ควรทำประจำชีวิตไปทีเดียว จะเห็นได้ว่า อาตมายิ่งนานขึ้นนี่นะ อายุยาวมากขึ้นๆนี่ อาตมาจะรู้สึกว่าพูดเล่นมากขึ้น สนุกสนานมากขึ้น เพราะอะไร? เพราะว่าอาตมาได้เคร่งมาก่อน เรียกว่าพยายามที่จะเข้มงวดกวดขันในตอนต้นๆ มันก็เป็นได้ในตอนโน้นนะ เป็นได้เพราะว่าคนเร

อ่านต่อ

าน้อย แม้แต่เด็กเล็กอะไรก็ไม่มี อะไรต่ออะไรก็ยังตั้งอกตั้งใจกัน ผู้ที่มากันก็มากันอย่างเข้มข้น ก็ทำกันเป็นการคัดเลือก เอาจริงเอาจัง ในความเอาจริงเอาจัง ในความที่รู้จักจุดสำคัญ รู้จักแกนเป้าหมายที่เราจะต้องเข้มงวด ยืนหยัด อันนี้เราจะต้องเข้าใจ จุดที่เราจะยืนหยัดให้แก่ชีวิต คืออะไรเราจะต้องมั่น สำหรับแต่ละคนนี่หลักใหญ่มี เราจะได้พูดถึงหลักใหญ่กัน หลักสำคัญๆที่จะต้องกระทำประพฤติแต่ละฐานะ เราเรียกว่ากรรมฐาน ฐานก็คือ ฐานะนั่นแหละ ฐานะก็คือ ตัวแต่ละบุคคล แต่ละฐานะไม่เท่ากัน บางคนอินทรีย์อ่อน บางคนอินทรีย์กลางๆ บางคนอินทรีย์แข็งแรง อินทรีย์ ในที่นี้ก็คือ สภาพของแต่ละบุคคลมีกำลังเรียกว่าอินทรีย์ มีกำลังหรือมีความเป็นใหญ่ มีสิ่งที่มีนั่นแหละ มันมีได้มากมันมีได้ใหญ่ มันมีได้ดี มันมีได้แข็งแรง มันมีได้เก่งเท่าไหร่ๆ ก็นั่นแหละคือ ในตัวเรา มันเป็นนามธรรม อินทรีย์ที่ว่านี้ มันไม่ได้หมายความว่า แหม กล้ามเนื้อดี มาเลย จะมางัดข้อกัน ไม่ใช่อินทรีย์อย่างนั้น (หัวเราะ) นั่นก็กำลัง กำลังอย่างนั้นน่ะ ก็ไปสู่กับไมค์ ไทสัน รู้จักไมค์ ไทสันมั้ย เด็กๆ (พ่อท่านถาม)

เด็ก : รู้จัก พ่อท่าน : นั่นแน่ะ โอ้โฮ! รู้จัก ไมค์ ไทสัน แล้วรู้จักพระธรรมปิฎกมั้ย ? (คนฟังหัวเราะ) รู้มั้ย? รู้มั้ยล่ะ พระธรรมปิฎก รู้มั้ย?

เด็ก : ไม่รู้จัก

พ่อท่าน : ไม่รู้จัก (คนฟังหัวเราะ) เหลว (คนฟังหัวเราะ) ของไทยด้วย คนดังของไทยด้วย แล้วกลับไม่รู้จัก เหลวเลย นี่แสดงว่า ความรู้รอบตัวตก

พระธรรมปิฎก คือ มหาประยุทธ์ ปยุตโต เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ในระดับปราชญ์ทางพุทธศาสนาของไทย ขณะนี้ถือเป็นอันดับหนึ่งเลยนะของประเทศไทยตอนนี้ พระธรรมปิฎกนี่ เป็นที่ว่าทางธรรมน่ะ ทางศาสนาท่านมีตำแหน่งเหมือนกับผู้ว่าฯ เหมือนกับนายอำเภออะไรอย่างนี้ในทางโลก ในทางธรรมนี่ก็มี เป็นที่คุณคุณ เจ้าคุณอันนั้นเจ้าคุณอันนี้ นี่ก็ตำแหน่ง “เจ้าคุณ” แต่เจ้าคุณในระดับสูง ถึงชั้นระดับธรรม ทางศาสนานี่ เขามีพระครู นี่เริ่มต้นจากเจ้าอธิการนี่หมายความว่า เป็นเจ้าอาวาสนะ เป็นพระที่มีตำแหน่ง อย่างน้อยตำแหน่งเจ้าอาวาส เรียกว่า “เจ้าอธิการ” จากนั้นสูงขึ้นไปก็มีตำแหน่งที่จะอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรขึ้นมาหน่อย มีตำแหน่งเบื้องต้น ชั้นต้น เหมือนกับทางราชการ เขาก็มีตำแหน่งชั้นต้น แต่ก่อนนี้มีแต่ก่อนนี้เรียกชั้นจัตวา ชั้นตรี ชั้นโท อะไร เดี๋ยวนี้เรียกซี ลำดับ จัดลำดับซีเลยไม่มีชื่อ แต่ก่อนนี้มี ยิ่งแต่ก่อนโน้นยิ่งมีใหญ่เลย มีขุน มีหลวง มีพระอะไรไปตามลำดับ นั่นน่ะคล้ายๆกัน ก็มีพระครู พระครูก็ยังมีลำดับนะ ยังมีซ้อน แหม เหมือนกันกับซีนี่แหละ มีซ้อน ซีนั่น ก็ยังมีซ้อนขึ้นไปอีก ซีสาม ซีสี่อะไร ก็มีซ้อนเหมือนกัน พระครูก็มีขั้น จนถึงพระครูชั้นเอก พอจากพระครูแล้วก็เลื่อนขึ้นมาเป็นเจ้าคุณ เจ้าคุณสามัญ จะมีตำแหน่งเรียกเจ้าคุณนี่ ไม่เรียกพระครู ต้องเรียกพระ ถ้าเรียกคำว่า “พระ” นำหน้านี่ เป็นเจ้าคุณแล้ว ถ้าเรียกพระครู นี่ยังไม่ถึง เจ้าคุณ สูงกว่าครูนี่เป็นพระ ชื่อพระเฉย ๆ ไม่มีครู พระนั่นพระนี่ พระนี่พระโน่นธรรมดา จากพระก็จะต่อขึ้นไปเป็นชั้นราช เจ้าคุณสามัญนี่ ก็มีซ้อนเหมือนกัน มีตำแหน่งซ้อนเหมือนกัน มีซ้อนจนเลื่อนจากเจ้าคุณชั้นต้นนี่ไปเป็นชั้นราช ก็มีคำว่า “ราช” นี่ นำหน้าเสมอ ราช นั่น ราช นี่อะไร ราช อะไรต่างๆนานา คำว่า ราช ราช อะไรก็แล้วแต่ มีได้หลายอย่าง ราชศรี ราชไอ้นั่น ไอ้นี่ หลายๆราช ไม่ใช่ราชสีหะใน (หัวเราะ) แหม อาตมานึกถึงศรี ศ. คอ ร.เรือ สระอี นะเมื่อกี้นี้ พอพูดไปแล้ว เอ๊ะ! ทำไมราชศรี มันออกไปเป็นอย่างโน่น มีราชอะไรต่ออะไรต่างๆ นานานี่ อาตมาก็ไม่อยากจะกล่าวขึ้นมาซักชื่อหรอก แต่ก็ผ่านๆไปนะ จากราช แล้วจึงจะมา ถึงชั้นราช แล้วก็มาชั้นเทพ ก็มีคำว่า “เทพ” นำหน้านี่ พระเทพนั่น พระเทพนี่ เทพอะไรต่ออะไร เทพกวี เทพเวที เทพอะไรต่างๆ เทพยาวๆ ก็มี ที่หลายๆ ก็เยอะเหมือนกัน ชั้นราช แล้วมาชั้น เทพ ชั้นเทพ แล้วก็มาชั้น “ธรรม" อย่างพระธรรมปิฎกนี่ ถึงชั้นธรรมแล้ว เจ้าคุณในระดับสูงขึ้นมา ธรรมดามาถึงชั้นราชแล้ว สูงขึ้นมากว่าชั้นเทพ ขึ้นมาถึงชั้นธรรมแล้ว ชั้นธรรมนี่ แล้วก็ต่อไปจะเป็นชั้นพรหม ชั้นธรรม แล้วก็ไปชั้นพรหม ชั้น พรหมนี่ คือชั้นรองสมเด็จ จากชั้นพรหมขึ้นไป ก็เป็นสมเด็จเลยอีงวดนี้ จากชั้นธรรม จะเป็นชั้นพรหม พระธรรมปิฎก นี่ขึ้นไปเป็นชั้นพรหมอีกชั้นหนึ่ง แล้วก็จะเป็นรองสมเด็จ จะรองสมเด็จ พอรองสมเด็จ แล้วก็ขึ้นไปเป็นสมเด็จ พอสมเด็จก็ขึ้นเป็น Candidate ของสังฆราช พอเป็นชั้นสมเด็จแล้วก็เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือกขึ้นไปเป็นสังฆราช สังฆราชสูงสุด นะ นี่ลำดับชั้นของตำแหน่งทางพระ ของเรานี่ก็ไปเรื่อยๆ อย่างอาตมานี่ แค่เป็นแค่พระลูกวัด พระครูยังไม่ได้เป็นเลย แล้วพวกเรา ก็เป็นไปตามลำดับ แล้วก็พัฒนาขึ้นไปให้มีความรู้ ความสามารถในทางที่จะเป็นคนเจริญ เรียกว่า เป็นอาริยะ เป็นคนเจริญขึ้นไปแล้วมันจะเป็นประโยชน์ของมันจริง ถ้าเป็นอาริยะจริง จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแท้จริง หากได้ปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ เดินสัมมาอริยมรรคได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่จะปฏิบัติก็จะต้องรู้จักกรรมฐาน แต่ละคนไม่ว่าใครนะ จะว่าเป็นฆราวาส หรือจะว่าเป็นพระก็ตาม เมื่อปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องรู้จักตัวเอง รู้จักฐานะของตัวเอง เรามีฐานะหมายความว่า เราเองเรามีภูมิ เรามีอะไรแค่ไหน มีอินทรีย์พละแค่ไหน แข็งแรงแค่ไหน เราอยู่กับโลกเขานี่ คำว่า แข็งแรง คำนี้บอกแล้วว่า ไม่ใช่ว่าไปมีกล้ามเนื้อแข็งแรง มีกำลังแบบกำลังทางกาย อินทรีย์พละนี่ แปลว่ากำลังก็จริง แต่ไม่ได้แปล ว่ากำลังแบบทางกาย แต่หมายถึงกำลังทางภูมิธรรม กำลังทางภูมิธรรม ขยายความอีกหน่อยก่อนนะ อินทรีย์ก็มี 5 พละก็มี 5 ที่หมายถึงกำลังนี่นะ หมายถึง กำลังนี่ อินทรีย์ก็มี 5 พละก็มี 5 อันนี้สำคัญมากนะ เราจะตรวจดูว่าฐานของเรา หรือ ฐานะของเรา มีอินทรีย์ หรือมีพละ ก็คือตรวจ 5 ประการนี้ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ได้ด้วยเหรอ ท่องได้ด้วยเหรอเด็กๆ (เด็กตอบว่าได้) ได้ซะด้วยเหรอ นี่มีเด็กๆ มานั่งขมีขมัน เป็นที่น่าอุ่นใจนะ น่าชื่นใจ เด็กๆก็มาฟังธรรม มาปลุกเสกฯ นี่ธรรมะในระดับลึกนะ ในระดับเข้ม เป็นการติวเข้ม ไม่ใช่ติวพื้นๆฐาน เด็กๆ ขนาดนี้ บางคนยังเป็นเด็กหญิง เด็กชายอยู่นี่ ก็ยังมาฟังธรรมกันระดับนี้ได้นี่ มันเป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นนิมิตรหมายที่เห็นได้ว่า โลกครอบงำ โลกสังคมนี่ ครอบงำ ดึงดูดเอาคนนี่ไปติดแร้วติดบ่วง เด็กๆ โอ้โฮ! เขาหาวิธีอย่างเห็นได้ พวกคอนเสิร์ต พวกอะไรต่ออะไรนี่ ไปกันแน่นจริงๆเลยนะ มีแต่เด็กๆ มีแต่วัยรุ่น คอนเสิร์ตเมื่อไหร่ เขามีถ่ายทอด อาตมาสังเกตวัยรุ่นทั้งนั้นไปนั่งกัน แล้วก็ทำกันได้ จัดกันได้ตลอดเสมอๆนะ หาเงินหาทอง แล้วแพงนะ ไม่ใช่ถูกๆ จ่ายเงินจ่ายทองกันไป ไปนั่งโยก นั่งสั่น นั่งคลอน อะไรกันอยู่นั่นน่ะ จริงๆ คอนเสิร์ตไปก็ไปนั่งแย้วๆ อย่างนั้นน่ะ บางคนนี่ตลอดทั้งรายการเลย เขาก็แย้วของเขาได้อยู่ตลอดเลยกี่ชั่วโมงก็แล้วแต่ คนแก่ไปทำก็น็อตหลุดเลย (หัวเราะ) ถ้าขืนคนแก่ไปเย้วอย่างนั้นทั้งรายการกับเขา น็อตเนิตหลุดรวนหมดเลย มันไม่ได้หรอก แต่พวกนี้เขากำลังแข็งแรง เขาก็ไปกัน เขาก็ โอ๊! น่าดู เพราะฉะนั้น ของเรานี่ เด็กของเราก็มาทางนี้ ซึ่งเราไม่ครอบงำทางความคิดนะ เราพยายามที่จะแนะนำ สอน เปิด เปิดกว้าง เปิดอิสระ แล้วก็เปิดเผยความจริง อะไรดี อะไรไม่ดี เทียบเคียง มีหลักฐานยืนยันอะไรบอกกัน เด็กๆ เขารู้ได้ เขาก็รับเอา ใครพอใจก็เอา อิสรเสรีภาพ ใครไม่พอใจ ก็แล้วไป ใครตั้งอกตั้งใจเอา เห็นว่าดี ก็พากเพียร หลักใหญ่ก็คือ ต้องพากเพียร ทีนี้ศรัทธา 5 หรือ อินทรีย์ 5 พละ 5 เหมือนกัน มี 5 อย่างนี้ เหมือนกัน อินทรีย์ 5 ก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พละก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เหมือนกัน 5 อย่างเหมือนกัน แต่ต่างกัน อินทรีย์ก็เป็นใหญ่เป็นกำลัง ส่วนพละนั้นเน้นเลย เป็นตัวปลาย เป็นตัวปลาย เป็นลำดับหลัง ลำดับธรรมดา เราก็เรียกธรรมดา ศรัทธาธรรมดา แล้วก็มาถึงศรัทธินทรีย์ ก็หมายความว่าศรัทธาที่เป็นอินทรีย์ เป็นกำลังระดับหนึ่ง ต่อมาก็เป็นศรัทธาพละ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นกำลัง ที่เป็นลำดับ ท่านเรียกว่าศรัทธา มีศรัทธา นี่เป็นศรัทธา ความหมายของสิ่งนั้น สูงขึ้นไประดับกลาง ก็เรียกว่าเกิดพละกำลัง หรือว่าเกิดอินทรีย์ เกิดความเจริญขึ้นมา มีความแข็งแรง มีความเจริญ จึงเรียกว่าอินทรีย์ ก็ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ วิริยะก็เหมือนกัน วิริยะก็เพียร ความเพียร เพียรแล้วก็มีวิริยินทรีย์ วิริยะพละ เพิ่มขึ้นไปเป็นลำดับเหมือนกัน แบ่งเป็นสามขั้นง่ายๆ แต่ที่จริง ก็จะซอยละเอียดก็ซอยไปนะ มีมากมีน้อย ก็แต่ละคนก็รู้กำลัง รู้ความเจริญของเรา วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สติก็เหมือนกัน สติธรรมดา แล้วก็มีสตินทรีย์ สติพละ สมาธิก็เหมือนกัน สมาธิก็มีความหมายรู้แล้วว่าสมาธิคืออย่างนั้น แล้วเราก็ศึกษา เล่าเรียน สั่งสมสมาธินั้นเข้าไป เสร็จแล้ว ก็เป็นสมาธินทรีย์ แล้วก็สมาธิพละ ปัญญาก็เหมือนกัน ปัญญาก็คือความรู้ ปัญญานั้นแตกต่างกันกับโดยจริงๆโดยเนื้อแท้เลยนะ คำว่า “ปัญญา” นี่น่ะแตกต่างจากความรู้ที่เขาเข้าใจทั่วไปอยู่เดี๋ยวนี้ ความรู้ที่เข้าใจอยู่ทั่วไปเดี๋ยวนี้นี่จริงๆ ไม่เรียกว่าปัญญา ความรู้อย่างนี้ เป็นความรู้ไม่ใช่ความรู้ทางธรรม ไม่ใช่ความรู้ที่ แปลในภาษาไทยเขาแปลปัญญา ว่าเป็นความรู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่จริงความหมายมันลึกซึ้งคำพูดนี้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง คำแปลนี้ หมายความว่า สิ่งนั้นที่ไร้สังขาร รู้สิ่งนั้น ตาม สิ่งนั้น ชนิดไม่มีสังขาร จริงๆแล้วนี่ หมายถึงความรู้ในระดับรู้จักสัจจะเพียวๆ ยกตัวอย่างเช่นว่า แดง สีแดง ก็รู้สีแดงนั้น มีความรู้รู้ว่า แดง คือแดงเพียวๆ โดยไม่มีอารมณ์ว่าชอบ ไม่มีอารมณ์เปรียบเทียบว่าสวยกับไม่สวย แดงนี้สวย แดงนี้ไม่สวย ไม่มี แดงมากแดงน้อย แดงต่างกันก็รู้ว่ามันต่างกัน แต่ไม่รู้ว่า แดงที่ต่างกันนี้ เออ ไอ้แดงนี้สวยกว่าแดงนี้ ไม่มีสังขาร ไม่มีความเปรียบเทียบอย่างนั้น นี่เรียกว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้ว่าแดงนี้อย่างนี้ แดงนี้อย่างนี้ ก็รู้ความจริงว่า เออ ไอ้แดงนี้อย่างนี้ ไอ้แดงนี้ อย่างนี้ มันต่างกัน มีลิงคะ ต่างกันเท่านั้น แต่ไม่มีอารมณ์เป็นอารมณ์ชอบ อารมณ์ไม่ชอบ หรืออารมณ์เปรียบเทียบโดยที่เรียกว่าเกิดอารมณ์เกิดกิเลส จริงๆแล้ว ปัญญาจริงๆ มันหมายความว่าอย่างนั้น ที่แปลว่ารู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้ความเป็นที่มันเป็น เพราะฉะนั้น ถ้ามีสังขารเข้าไปปรุงร่วมก็เรียกว่า เออ แดงนี้สวยกว่านี้แดงนี้แฮ่ะ เพราะฉะนั้น แดงนึ้จะต้องสูงกว่าแดงนี้ แดงนี้ต่ำกว่าแดงนี้ หรือ ชอบแดงนี้ แดงนี้ไม่ชอบ นี่อย่างนี้ เรียกว่าเกิดสังขารขึ้นแล้ว เกิดการปรุง เกิดการเปรียบ เกิดการแบ่งแยก ไม่ใช่รู้ความจริงตามความเป็นจริง นี่ หนึ่ง 2. รู้ความจริงตามความเป็นจริงซ้อน รู้ความเปรียบเทียบด้วย นี่เป็นอาริยะแล้วตอนนี้ เป็นปัญญาชั้นอาริยะ ชั้นที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงนั้นน่ะ เป็นปัญญาที่รู้พื้นฐานนะ แต่คนทุกวันนี้ไม่มีปัญญา มีแต่ความรู้อื่น ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีก็เรียกเฉกะ หรือ เฉโก หรือเฉกาก็ได้ เฉกตาก็ได้ ภาษาบาลีท่านผันไปหลายอย่าง เพราะฉะนั้น เป็นความรู้นี่มาแปลเป็นภาษาไทย ก็คือมีความรู้ แต่รู้นี่ปรุงไปหลาย เยอะเลย ปรุงไปเป็นโลกๆเลย ปรุงไปเปรียบเทียบ ปรุงไปอย่าง พอรู้ปั๊บ มันอัตโนมัติเลย ชอบไม่ชอบ ทันทีเลย พอรู้ปั๊บ นี่ชอบหรือไม่ชอบ มันปรุงเร็วใช่มั้ย มันชำนาญมาก เพราะฉะนั้น ความรู้อย่างที่ปรุงอย่างนั้นน่ะยังไม่ใช่ปัญญา แม้ปัญญาพื้นฐาน ทีนี้ปัญญาที่สูงกว่าปัญญาพื้นฐานเมื่อกี้นี้ ขนาดพื้นฐานนี่พวกเรายังไม่มีเลย หรือมี? (พ่อท่านถาม) มันมีแต่เฉกะ มีแต่เฉโก พอสัมผัสปั๊บ เฮ้ย! สวย มันไปแล้ว มันมีแต่เฉโกทั้งนั้นแน่ะ มันไม่มีพื้นฐานหรอก ไม่มีปัญญาพื้นฐานหรอก พื้นฐานมันยังไม่เป็น ต้องมาฝึกหยุด ให้จิตให้มันเกิดความสงบ...อย่าเพิ่งปรุง อย่าเพิ่งโกรธ อย่าเพิ่งโลภ อย่าเพิ่งชอบ อย่าเพิ่งชัง เพราะฉะนั้น เราจะฝึกมาให้วางเฉย พวกนี้ให้มากลาง ไม่ใช่วางเฉย วางเฉยนี่ จนกระทั่งกลายเป็นความผิด อุเบกขาแล้วไปแปลว่าเฉยนี่ จนไปแปลเป็นความผิด แปลเป็นว่าไม่รู้ เฉยนี่ คือ เป็นไง? บื่อมะลื่อทื่อ ไม่รู้อะไรเลย เขาจะต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงให้ชัด เพราะฉะนั้น ในนัยของความรู้ที่มันลึกเข้าไปอีกนี่ เราดูสมมติว่าเราดูผักนี่ โอ้! นั่นสีเขียว นั่นผลไม้มะเขือเทศสีแดง พอดูโดยเฉโก พอสัมผัสสิ่งเหล่านี้ พอสัมผัสปั๊บ คนมันชินสังขารอยู่แล้วใช่มั้ย สัมผัสปั๊บ เฮ้ย! สวย ใบโต สี โอ้โห! สด มะเขือเทศสด นั่นหยิบมาซิ ตรงโน้น (พ่อท่านสั่ง) ไกลๆไม่รู้เรื่อง นี่มันต่ำ หยิบมะเขือเทศ พอ พอ พอ ไม่ต้องหอบมามาก แหม พอหยิบก็หยิบใหญ่เลย มันต้องมีอุปกรณ์การสอนนิดหน่อย ประกอบแล้วมันเห็นชัดใช่มั้ย คนตาบอดมาคงยากหน่อยอีงวดนี้ นี่คนตาดีไม่เป็นไร เห็นด้วย พอสัมผัสปั๊บ อู๊ย! สีแดง สด สวย ชอบ บางคนอาจจะบอก อู๊ย! สีแดงแปร๊ดไม่ไหว แสบตา แรงไป จัดไป แล้วแต่ แล้วแต่รสนิยม มันรสนิยมแบบไหน มันก็นิยมแบบนั้น นิยมนี่แปลว่าเที่ยง เพราะฉะนั้น ถ้าเราเที่ยง หมายความว่า อารมณ์ของจิตเรา สังขารจิตของเรา หรือว่าจิตของเรา มันเป็นอย่างไร มันมีกิเลสอย่างไร ประกอบอยู่อย่างเที่ยง คือยังไม่เปลี่ยนนะ ยังมั่นคงอยู่เลย มันปรุงเก่ง พอสัมผัสไอ้แดงแปร๊ดนี่ ถ้าขนาดอย่างนี้แล้ว มันอุปาทานของตัวเองนะ ไอ้ที่รสนิยมว่าไม่ชอบมันก็ เอ๊ะ ! ไม่ไหว แปร๊ดไม่ชอบ ถ้ามาบอก โอ้โหย! สดนี้น่ากิน ชอบ มันก็ปุ๊บปั๊บไปเลย มันนิยม มัน เที่ยง มันปรุงปรู๊ดถึงเลย เร็ว เพราะฉะนั้น คนเราจะมาศึกษาจิตนี่ ยาก ไม่ง่ายๆเลย เพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องพยายามมา ยัง อย่าเพิ่งรีบปรุง ต้องรีบสัมผัสแล้วก็ให้จิตเป็นกลาง ๆ ไม่ใช่ว่าเฉย พอสัมผัสปุ๊บ สัมผัสอะไรก็เอาลูกดื้อ ลูกบื่อ ลูกทื่อเข้าว่านะ สัมผัสอะไรก็เฉย ...ไม่ปรุงทั้งนั้นน่ะ ไม่รู้ มันจะแดง มันจะเขียว มันจะสด มันจะสะอาด นอกจากมันสด หรือไม่สดแล้ว มันยังมีว่า สะอาด หรือไม่สะอาด สกปรก หรือสะอาดก็ได้ รูปร่างก็ได้ อะไรๆ อีกก็ได้ อีกหลายนัยมากมายเลยนะ ที่จะปรุงไปให้ว่า เออ อย่างนี้เราชอบ อย่างนี้เราไม่ชอบ นี่อีกมากมาย ไอ้นี่เล่นระงับแบบบื้อเลยนะ สัมผัส อย่างนั้นก็เจาะลูกกะตไม่เห็นซะเลยงั้นน่ะ มันก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว มันก็ไม่ปรุงอะไรแล้ว เพราะมันไม่เห็น อันนี้มีเลย ในพระสูตรนี่ เดี๋ยวจะอ่านให้ฟัง ที่เตรียมมาในหนังสือนี้ อาตมาไม่อ่านให้ฟังนะ ไปอ่านกันเอง อาตมาจะหยิบในบางอันที่อาตมาจะพูดถึงเท่านี้นะ หน้าหก หน้าเจ็ด นั่นแหละนะ หน้าหก หน้าเจ็ดก็อินทรีย์ภาวนาสูตร นี่เรากำลังพูดถึงอินทรีย์ พูดถึงพละกันอยู่นี่นะ "สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อ กัฏชังคลา ครั้งนั้นแล อันตรมานพ ศิษย์พรหมปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง " นี่เป็นสำนวนในพระไตรปิฎกจะมีเยอะ พอเจอกัน ก็แทบจะยกพระสูตรนี้ขึ้นมา ปั๊บ ก็ก็อปปี้มาแล้วก็เพจปุ๊บเข้าไปเลย พัวะเลย หมายความว่า นี่ภาษา Computer เขา คือ หมายความว่า Copy จากตัวนี้นะ เสร็จแล้วก็มาถึงตรงไหน กด เรียกว่า ทับขึ้นมาปุ๊บ ไอ้เจ้านี่ก็มาทั้งกะบิเลย เรา เอาเท่าไหร่ล่ะ ไอ้นี่มันสำนวนซ้ำกันน่ะ มันซ้ำกันไปหมดเลย มันเอ้า ต้องการอันนี้มา Copy กี่ Copy คุณจะเพจกี่ทีก็เอามาเลย มันจะมาทั้งขบวน เลย นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นี่ พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค ก็ได้ตรัสถามดังนี้ว่า "ดูกร อุตตระ ปาราสิริยะพราหมณ์ แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า?" พระอุตตระ ก็ตอบว่า "แสดง พระโคดมผู้เจริญ" แสดงว่างั้นนะพระพุทธเจ้าก็ตรัสถามอีกว่า "ดูกร อุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด?" ท่านอุตตระก็บอกว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี่น่ะ ท่านปาราสิริยะพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต" นี่คือเนื้อหา ก็แสดงว่างั้น แสดงยังไง ก็บอกว่ าก็แสดงว่าอย่าเห็นรูปด้วยตา อย่าได้ยินเสียงด้วยหู พระพุทธเจ้าก็บอกว่า "ดูกร อุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้ว ตามคำของปาราสิริยะพราหมณ์ ต้องเป็นคนตา บอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต" เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมานพศิษย์ปาราสิริยะพราหมณ์ นั่งนิ่งเก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ สมัยโน้นเขาง่ายนะ เพราะเขาฟังแล้วเขาก็ยอมรับ ไม่มีความดื้อด้าน สมัยนี้คงจะหาเรื่องเถียงนะ (คนฟังหัวเราะ) ไม่ลงง่ายหรอก พอฟังแล้ว นี่ไม่คอตกหรอก มีแต่จะคอตั้งใหญ่ล่ะ หาเรื่องเถียงใหญ่น่าดู ไอ้ความดื้อด้านของคนมันเยอะ "ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคก็ทราบว่า อุตตรมานพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งคอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า "ดูกร อานนท์ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง" คือแสดงอย่างที่พราหมณ์ผู้นั้นแสดง "ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ พระพุทธเจ้านี่ยอดคุยโม้เลยนะ พระพุทธเจ้าตรัสของท่านอย่างนั้นจริงๆ แล้วท่านก็ตรัสซื่อๆ ด้วยใจบริสุทธิ์นะ แต่คนฟังนี่จะเห็นว่าคุยตัว ขนาดอาตมานี่ ก็ว่าอาตมาพูดซื่อๆนะ อันนั้น อันนี้ แต่คนเขาหาว่าคุยตัวจัง มันคุยข่มคนอื่น มันคุยอวดอ้าง คุยใหญ่ แหม คุยเขื่องจริงๆเลยนะ แล้วก็ข่มยก.. ที่จริงน่ะเราพูดความจริง เหมือนพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ ท่านบอกว่า การแสดงอินทรีย์พละของปาราสิริยะพราหมณ์ นั้นก็ย่อมแสดงอย่างหนึ่ง แต่ของท่านนี่ ท่านบอกว่า"ส่วนการเจริญอินทรีย์พละอันไม่มีวิธียิ่งกว่า" แน่ะ! บอกว่าของท่านนี่อย่าให้คุยเลยว่างั้นนะ ต้องแปลสมัยใหม่ ว่าอย่าให้คุยเลย ไม่มีใครเทียบ ไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า "ในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง" ท่านก็บอกของท่านนี่ เป็นอีกอย่างหนึ่ง ของพราหมณ์ก็เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนของท่านนี่ เป็นชนิดที่เรียกว่า ไม่มีใครเทียบหรอก ไม่มีวิธีอื่นจะยิ่งกว่าไปอีก ของท่านนี่ อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระอานนท์ ก็ทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้สุคต ผู้สุคตะ เป็นการสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาค จะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์ อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยพระอริยะ" ยังกำกับลงไปอีกนะว่า ในวินัยของพระอริยะ ในแบบอย่าง นัยอันยิ่ง อาตมาเคยแปลให้ฟังว่า วินัยนี่แปลว่านัยอันยิ่ง ไม่ใช่ว่านัยอันไม่มีนัย ไอ้อย่างนั้น มันคนไม่รู้เรื่อง คนโง่ นัยอันไม่มีนัยนั่นมันคนโง่ (หัวเราะ) นัยอันยิ่ง ยิ่งวินัยนี่นะ วินัยนี่นัยะอันยิ่งของพระอริยะ "ภิกษุทั้งหลาย ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้" พระพุทธเจ้าก็ตรัสไปต่อ " ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป" ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า "ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า" เพราะฉะนั้น ท่านก็เอาเค้ามาจากลูกศิษย์ของพราหมณ์ปาราสิริยะ ปาราสิริยะพราหมณ์ มาเป็นเค้าเงื่อนว่าเขาสอนกันเขาสอนแบบนั้นน่ะ เหมือนอย่างอาตมา ก็เอาเค้าเงื่อน เขาสอนกันอยู่ทุกวันนี้ เขาสอนอย่างนั้นน่ะ เราก็อีกอย่างหนึ่ง ส่วนคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นอีกอย่างหนึ่งนะ หมายความว่า อย่างนี้มีนัยอย่างนี้ เป็นอาริยะ เป็นวินัยที่เป็นอย่างอาริยะ เป็นนัยอันยิ่ง นัยอันไม่เหมือนกัน อาตมาก็ว่าอาตมาสอนแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่เท่าท่านหรอกนะ ไม่เท่าพระพุทธเจ้าหรอก แต่ว่าก็อย่างพระพุทธเจ้าทำนั่นแหละ ไม่เก่งเท่าก็ไปตามประสาเรา ได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าจะสอน ที่อาตมาก็เคยพูดว่าอุเบกขานี่ เราก็สอนอย่างอุเบกขาเดี๋ยวนี้แหละ ยิ่งโดยเฉพาะไปมีหลายสูตร ท่านบอกว่า ผัสสะเป็นปฏิปักษ์ต่อเสียงว่างั้นนะ เขาก็เลยแปลผัสสะก็คือสัมผัสทางหู ทางหูทางตา จมูก ลิ้น กาย ผัสสะทางไหนก็แล้วแต่ มันเป็นปฏิปักษ์ เพราะฉะนั้น เมื่อได้ผัสสะทางเสียง เสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน มันก็เข้าหูไปเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน หา? (พ่อท่านถาม) ปฐมฌาน เออ เสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน เพราะฉะนั้น เมื่อเขาบอกว่าเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน เขาก็ไม่สัมผัสเสียง ปิดหู ทำให้หูไม่ได้รับเสียง เพราะว่า ภาษาบอกแล้วว่า เสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน คนก็พาซื่อไปบอก โอ๊! ถ้าอย่างนั้น ก็จะต้องไม่เปิดหูให้รับเสียง เพราะถ้าขืนเปิดหูรับเสียง เสียงมันเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน อย่ากระนั้นเลย จงไปอยู่ในห้องอัดเสียง (คนฟังหัวเราะ) แล้วก็อย่าให้เสียงเข้าไป ห้องอัดเสียงนี่ เป็นห้องเขาเก็บเสียงเลยนะ เสียงอะไรก็ไม่เข้า ห้องอันนั้น ก็จะไม่มีปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน ก็พาซื่อไปหาที่ๆอย่างนั้นน่ะ สงัดที่ๆเงียบเสียง ที่เงียบรูป ก็นัยเดียวกัน ตาก็ไม่ได้เห็นรูปจมูกก็ไม่ได้กลิ่นอะไรคือมันพาซื่อ มันชั้นเดียว มิติเดียว ก็เลยทำอย่างนั้นกัน ก็เลยกลายเป็นความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าสอนแบบนั้น ก็จะไปหาพราหมณ์ผู้นี้เหมือน กันน่ะ เหมือนผู้นี้ เพราะฉะนั้น ก็เลยกลายเป็นนักปฏิบัติธรรมตาบอด หูหนวกกันไปหมด จริงๆ เป็นตาบอด หูหนวกกันไปหมด เพราะมันพาซื่อ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา หลายคนก็ท่องได้แล้วอันนี้น่ะ เพราะอาตมาพูดมานาน พูดมาจนกระทั่งอาตมาก็คล่อง คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อัจฉราวจรา นิพปุณณา ปัณฑิตเวทนียา แน่! มับ จบ คล่องปิ๊ดเลย ลึกซึ้ง คัมภีระ คัมภีรา เป็นความลึกซึ้ง ทุทสา มันไม่สามารถที่จะตามเห็น ทัสนะนี่แปลว่า เห็น ไม่ใช่จะเห็นได้ด้วยง่ายๆ ทุ ก็คือ มันลำบาก ทุไม่ดีมันไม่ใช่ว่ามันจะตามรู้กันได้ ทุรนุโพธา รู้ รู้อย่างโพธะนี่ ก็ยิ่งสูงกว่าปัญญาขึ้นไปอีก โพธะ โพธิ นี่แปลว่าตรัสรู้ รู้อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้เลย ตามทางอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่รู้ขั้นโพธิ ถือว่าเป็นการรู้ตรงตามพระพุทธเจ้า ตรัสไปแล้ว คำว่าโพธิ โพธะนี่ หรือโพชฌะ โพชฌงค์ ในองค์โพชฌะ นี่ แปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าตรัสรู้กัน ตรัสรู้แปลซ้อนลงไปอีกว่า รู้อย่างไร รู้ตามตรง ตามที่พระพุทธเจ้า คำตรัสคำสอนพระวจนะของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่าตรัสรู้ ไม่ได้ใช้กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น ตรัสรู้ก็ไปบอกว่าพระพุทธเจ้ารู้อย่างไร ตรัสอย่างนั้นก็ใช่ แล้วเรารู้อย่างไรล่ะ เรารู้อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสก็คือ ตรัสรู้อย่างเรา เพราะฉะนั้น เราลูกศิษย์เราก็รู้ ใช้คำว่าตรัสรู้ได้เหมือนกัน ได้อย่างโพธิ ได้อย่างพุฌะ หรือ พุทธะ หรือ โพชฌงค์ โพชฌงค์นี่มี โพชะ+องค์ เป็นองค์ของโพชฌะ หรือโพธินี่แหละ เป็นผู้ให้การตรั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน