สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน สัมผัสเทวะด้วยเวทนา 108.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน สัมผัสเทวะด้วยเวทนา 108 3. ศาสดาบรรลุแต่สอนลูกศิษย์ไม่บรรลุ ลูกศิษย์ไม่ตั้งใจฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ได้รับประโยชน์จากการที่มีศาสดาเป็นผู้บรรลุแล้ว เลย (ทั้งสามศาสดานี่แหละที่ควรทักท้วงได้ โดยไม่ผิด ไม่บาป) พ่อครูว่า…ก็ขอแถมที่ประเด็น 2 แล้วก็สับสนพยัญชนะหรือตรรกะ กับ สภาวะธรรมที่แท้คืออะไรมันสลับกัน คนก็จะไปติดในพยัญชนะหรือบัญญัติ รู้จักพยัญชนะกับบัญญัติง่ายกว่าตัวเองบรรลุแบบมีสภาวะ ได้แต่พยัญชนะบัญญัติก็นึกว่าตัวเองบรรลุแล้วก็ยืนยันพยัญชนะบัญญัติเอามาพูดแม้แต่ศาสดาที่หลงตัวเองก็เอามาพูด คำว่าเทวะนี้ เทวะ ท่านแปลในพจนานุกรมไทยทั่วไป แปลว่า เทวะคือชื่อของเทพทั้ง 3 คือสมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ เทพเจ้าเทพเทวดาอะไรก็แล้วแต่ เทพ พระพุทธเจ้าสอนไว้ 3 อย่าง สมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมติเทพคือโลกียะเป็นศาสดาศาสนาอื่นใดก็ได้ วนเวียน ผู้ที่เริ่มเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ สำหรับอาตมาประกาศในยุคนี้ เหมือนพระพุทธเจ้าที่บอกว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ก่อนใครๆ ส่วนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่มาในยุคที่ศาสนาพุทธได้หายไปหมดแล้ว มันไม่มีไก่ตัวไหนที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ เน่าอยู่ในไข่ แต่ยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ อาตมาก็ยังถามหา โพธิสัตว์ที่เป็นพี่ จะได้มาช่วยกันทำงาน ก็เพราะว่าเป็น DNA เดียวกันตระกูลเดียวกัน สัมมาทิฏฐิก็ไม่ขัดแย้งกันก็ต้องช่วยกัน อาจจะมีถ้าเป็นพี่จริงมาพบอาตมา อาตมาจะต้องมีตัวผิด พี่ก็ต้องมาบอกน้องสิว่าตัวไหนผิด ก็ทำไมแย้งอยู่ไกลๆทำไมมาหาน้องมาบอกใกล้ๆมายืนยัยเลยให้ชัดๆ จะได้เห็นได้อย่างบริบูรณ์ฟังธรรมะได้อย่างบริบูรณ์จะได้เกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ จะได้มีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ จะได้ปฏิบัติมี
อ่านต่อ
สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ แล้วจึงจะสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ แล้วจึงจะมีกายกรรมวจีกรรมที่บริบูรณ์ จะมีสติปัฏฐานที่บริบูรณ์มีโพชฌงค์ที่บริบูรณ์ แล้ววิชชาและวิมุติก็จะบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้ในอาหารสูตร มันจะสัมพันธ์กันในพระสูตรต่างๆฟังตามให้ดี มันไม่ง่าย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราเองเป็นเลิศในโลกไม่มีใครใหญ่เท่าเราหรอก ท่านตรัสอย่างไม่มีกิเลส ท่านไม่ได้มีตัวตนไม่ได้อวดตัวตน ในโลกท่านพูดได้ แต่อาตมาบอกไม่ได้ว่าอาตมาบรรลุสูงสุดในโลกยังไม่ได้ แต่พูดได้ในยุคหรือในกัป แล้วก็ต้องระบุว่ากัปของศาสนาพุทธพระสมณโคดม 5,000 ปีนี้แหละ พระพุทธเจ้าองค์อื่นศาสนาพุทธนี้ยืนยาวไปหลายหมื่นปีก็มี แต่ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมี 5,000 ปี เรียกว่าพุทธกัปของพระพุทธเจ้าสมณโคดม หากอาตมามาต่อเชื้อนี้ไม่ได้ ต้องแน่ใจว่าพอ อาตมาไม่เกิดอีกใน 5000 ปี โพธิกิจอาตมา 48 ปี 8 เดือน 10 วัน นับแต่วันบวช พระพุทธเจ้าสอนว่าเทพมี 3 อย่าง สมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ แต่คนนี้บอกว่า สมมุติเทพ อุปัติเทพ เป็นโลกียะ วิสุทธิเทพ ถึงจะเป็นโลกุตระ มันเหลื่อมกันซึ่งผิด สมมติเทพเวียนอยู่ในความดีความชั่วแต่อุบัติเทพมีจิตอัญญธาตุเกิดแล้ว จึงเป็นอาริยบุคคล อุปัติเทพ คือ สภาวะของอริยบุคคล ส่วนวิสุทธิเทพ เป็นอาริยบุคคลขั้นอรหัตตผลขึ้นไป (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) หากเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของพระโสดาบัน ก็เป็นอรหันต์ผลในสิ่งเสพติด อย่างมหาบัวแค่กินหมากก็ยังไม่รู้ พระโสดาบันดูองค์รวมทั้งหมดแล้ว มหาบัวจะยังได้หรือยัง เพราะว่าสิ่งเสพติดนี้เป็นอบายมุขแท้ๆ แค่นี้ยังไม่รู้เลย หรืออธิบายเสริมว่าหลงติดอัตภาพในความภูมิใจ ให้คนมาบริจาคเอาเงินเข้าคงคลังได้เป็นพันล้าน ทองคำเป็นหมื่นล้าน โอ้โห ยิ่งใหญ่มากแล้วก็ลงในท่าทีต่างๆนานา ในโลกียนั้นเป็นกุศลแต่ในโลกอุตตระนั้นเป็นบาปเป็นอกุศลเพราะว่ามีกิเลสเสริมเข้าไป ได้ความปลื้มได้ความดีใจ อธิบายเรื่องภพชาติเรื่องเทวะไม่ได้หรอก จะได้สวรรค์วิมานได้ความเจริญอะไร ซึ่งอธิบายทานแล้วมีภพต่อนี้ไม่ถูก พระอรหันต์แล้วจะไม่มีภพมีชาติ จะอธิบายให้ผู้อื่นฟังก็ต้องอธิบายว่าไม่ให้มีภพชาติ เอาทานสูตรมาทวน การให้ทานที่มีผลมากแต่ไม่มีอานิสงส์มาก มีผลคือเป็นกุศลได้มาแต่ไม่มีอานิสงส์ในทางโลกุตระ ทานมีผลมากเป็นกุศลมากคือหาเงินเข้าคลังได้มหาศาล เกิดมาชาติหน้าอาจจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินมันเป็นกุศล แต่พระเจ้าแผ่นดินนี้ จะมีทศพิธราชธรรมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ทศพิธราชธรรมนี้ยังเป็นธรรมะที่กลางๆยังไม่ละเอียดลึกซึ้งเต็มที่ แต่เป็นระดับที่อนุโลมว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะต้องอนุโลมต่อประชาชน ไม่ใช่น้อย นี่ก็เป็นความซ้อนเยอะ ขออภัย พูดให้ชัดขึ้นไปอีก เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะต้องมีครอบครัวจะต้องมีลูก เป็นต้น ก็ภูมิแค่โสดาบันใช่ไหม ยังมีคู่ยังมีลูกมีเมีย แต่แท้จริงไม่ใช่ ท่านไม่ใช่พระโสดาบันท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านเป็นโพธิสัตว์ระดับ 6 ในหลวงร.9 นี่ ท่านเป็นโพธิสัตว์ระดับของท่านก็มีกรรมวิบากของท่าน เป็นอจินไตย แม้อาตมาในชาตินี้ต้องมีคู่วิบากมีแฟนตั้ง 3 คน อย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ได้แต่งงานกันเพราะว่าอาตมาหลุดพ้น ไม่ได้เป็นภาระต้องมีลูกเต้า ไม่ได้ไปพัวพันลำบากลำบน แต่ละคนก็มาว่าอาตมาไม่ได้เลย สมณะเดินดินว่า...คนฟังใหม่ๆก็จะหาว่ามีแฟนทีเดียว 3 คนหรือเปล่า พ่อครูว่า...มีทีละคน แฟนคนที1 เขาผิดเองอาตมาไม่ได้ผิด เขาก็ไปมีลูกกับคนอื่น อาตมาก็ยังไปอุ้มลูกเขาอยู่เลย แล้วลูกคนนั้นน่าจะเป็นลูกอาตมาด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าอาตมาบริสุทธิ์ไง จึงไม่ใช่ลูกอาตมา ก็เป็นแฟนเป็นคู่รักเป็นเพื่อนกันแต่ว่าบริสุทธิ์ อาตมาไม่ได้เสียกับเขาเลย แล้วจะไปมีลูกกับอาตมาได้อย่างไร เขายังเป็นคู่รักกับอาตมาแต่ก็ยังมีลูกก่อน เขาก็ยอมเลิกอาตมาโดยดุษฏี เขาอายุเท่าอาตมา ตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ที่อำเภอวารินอยู่นี่แหละ เอาล่ะพอ เปิดเผยอะไรหลายอย่าง บางทีก็เกรงใจ อาตมามีแฟนทีละคนไม่ได้มีพร้อมกัน ทิ้งเวลาจังหวะวันเดือนปี จึงจะมีคนใหม่ สรุปเทวะให้ชัดเจนก่อน เทวะ ถ้าเป็นโลกียะนั้นอย่างที่แปลว่าโลกียะคืออุปัติเทพและสมมุติเทพนี้ผิดแล้ว อุปัติเทพคือโลกุตระ เพราะมีจิตอัญญธาตุแล้วเข้ากระแสแล้ว จึงเริ่มต้น เป็นพระอริยะ อุปัติเทพคือมีจิตอุบัติ เป็นโลกุตระบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน อุปัติเทพ เริ่มต้นตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปจึงจะเป็นโลกุตระ ตั้งแต่โสดาปัตติผล เป็นต้นไป สกิทาคามี อนาคามี แล้วจึงเป็นพระอรหันต์ จึงเรียกว่าเป็นวิสุทธิเทพ อรหันต์ขั้นต้นก็ถือว่าเป็นวิสุทธิเทพ ยิ่งอรหันต์ขั้น โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์จึงเป็นวิสุทธิเทพขั้นสูงขึ้นไป อรหันต์จึงเป็นวิสุทธิเทพขั้นที่ 1 เป็นอรหันต์ขั้นที่ 1 นอกนั้นเรียกว่าอรหัตผลของพระโสดาบัน อันตะแปลว่าที่สุด อรหะแปลว่าไม่ลึกลับ โสดาบันไม่ลึกลับแล้วในสิ่งที่ตัวเองได้ หากว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระโสดาบันคนนั้นก็ไม่ใช่พระโสดาบัน พระโสดาบันนั้นต้องมี ญาณ 7 รู้จักกิเลสของตัวเอง วีติกมกิเลสหมดไปแล้ว เริ่มอันต่อไปเป็นปริยุฏฐานกิเลส ในโกสัมพีสูตร พระโสดาบันต้องมีญาณรู้ว่าตัวเองกิเลสลดลงไปแล้ว อันหนึ่งตอนนี้เป็นกิเลสอันต่อไป วีติกมกิเลส คือกิเลสที่พ้นมาแล้ว ขั้นต้นของแต่ละคนมันก็ต่างกันแล้วก็คนละเรื่องราว คนละเหตุปัจจัย คนละองค์ประกอบ คนละนิทาน พระอาริยะโสดาบัน จึงเป็นผู้ที่รู้จักตนรู้จักกิเลสแล้วก็ทำให้กิเลสลดกิเลสจางคลายแล้วมันหมดไประดับหนึ่งไม่เวียนกลับ ได้ผลต้องเป็นนิยตบุคคล สัมโพธิปรายนะ หากอยู่แค่โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม ยึกยัก ดีไม่ดี ออกไปนอกแล้วก็ลดลงไปอีกอย่างนี้ยังไม่นับเป็นอรหัตตผลในโสดาบันสมบูรณ์ ดีไม่ดี ออกไป 7 เที่ยวแล้วเวียนกลับมาอีก เหมือนตัวอย่างที่บวชแล้วสึก 7 เที่ยวจึงจะบรรลุพระอรหันต์ มันมีความลึกซึ้งหมุนรอบเชิงซ้อนอีกไม่รู้กี่ชั้น ก็ค่อยศึกษาไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) สงบมี สมถะ ปัสสัทธิ วิเวก สันตา ไปสงบสูงสุด เป็นปรมังสุขัง อะไรก็แล้วแต่ สรุปว่า...ถ้าเข้าใจอุปัติเทพเป็นโลกียะอยู่ผิด ในพจนานุกรมอันนี้เขาบอกว่ามีเฉพาะ อุปัติเทพและสมมุติเทพ วิสุทธิเทพถึงจะเป็นโลกุตระ อันนี้มันไม่ง่ายนะถ้าไม่มีสภาวะจะตีความได้แบบตรรกะ วิจัยวิจารณ์ด้วยเหตุผลได้ แต่มันไม่ถูก ภาษาที่เป็นสิริมหามายา อย่างเช่น แม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก หรือแม่ครัวปรุงอร่อยให้เขากินที่เขาติด แต่ตัวเองไม่ได้อร่อยอย่างนั้นแต่อนุโลมให้เขา เหมือนกับคนที่ถามบางคน เขาเองเขาไม่ได้อยากฆ่าสัตว์เลย แต่มันจำเป็นเพราะว่าสามียังกินสัตว์อยู่ลูกก็ยังต้องกินสัตว์อยู่ก็ต้องฆ่าให้เขากิน ขออภัยบางคนฆ่าก็มีวิบากแต่คุณไม่ฆ่าแต่คุณเอาเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้วมาจากตลาด ซื้อมาได้มา วิธีที่มีรายละเอียดอีกเยอะ คุณก็เอามาทำอาหารให้คนนี้กิน แต่คุณไม่กินหรอก คุณก็ได้กุศลของคุณ ถ้าจะเป็นเชิงโลกุตระ ก็คือคุณมีภูมิปัญญา สรุปอีกทีหนึ่งก็คือ เทวะนี้เป็นเรื่องสองสภาพที่เป็นสิริมหามายาอย่างสูงส่งสุดยอดเลย ติดตามดีๆ แล้วจะสามารถรู้ได้ อาตมายังไม่เก่ง อาจจะไม่บริบูรณ์ แต่แน่ใจว่าไม่ผิด แต่เทวะนี้อธิบายอาจจะยังไม่บริบูรณ์ แต่แน่ใจว่าที่อธิบายไปทั้งหลายไม่ผิด แต่ยังไม่ครบยังไม่บริบูรณ์ คำว่าเทวะนี้มันเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องตื้น เทวนิยมตายแล้วชาติเดียวไปอยู่กับพระเจ้า ในพรหมชาลสูตร ผู้มาเกิดอีก นั่งเจโตสมาธิ มีทฤษฎีปฏิบัติธรรม ไม่มีปัจจุบันทำเจโตสมาธิเหมือนชาวเดียรถีย์ทั้งหลายที่ไม่ใช่ชาวพุทธแท้สัมมาทิฏฐิ เขาไปนั่งหลับตา คุณไปนั่งหลับตามีแต่อดีต 18 และอนาคต 44 ไม่มากกว่านี้ คนนั่งหลับตาได้แต่เจโตสมาธิ คนเหล่านั้นจะได้แต่สัญญาที่มีแต่อดีตกับอนาคต แม้แต่อนาคตที่คุณมีอยู่ใน 44 นั้นก็มีอนาคต 5 อย่างคือ กาม ฌาน 1-4 เป็นฌานโลกีย์แล้วกามก็เป็นกาที่คุณนึกว่าหลุดพ้นไปนิพพาน แต่คุณไม่ได้ลืมตาสัมผัสกามคุณ 5 เลย ตาหูจมูกลิ้นกายคุณไม่ได้ออกมาคุณอยู่แต่ในใจ เห็นไหม? นี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเราฟังแล้วจะเข้าใจเพิ่มขึ้น กามคุณ 5 กามาวจร ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ใจมันเป็นอันเดียว คุณปิดทวารทั้ง 5 มีแต่ใจทวารเดียว แล้วคุณจะบรรลุอาสวะบางอย่าง ซึ่งอาสวะบางอย่างที่คุณบรรลุนั้นอาจจะมีบารมีเก่า หรือคุณทำบารมีอาสวะคราวนี้ไว้ในภพของจิตว่าคุณบรรลุแน่แล้ว แม้คุณลืมตาภายหลังก็มาเติมภายนอก ได้เหมือนกันแต่มันง่ายที่ไหนเล่า ไปนั่งหลับตาแล้วไปหลงว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดแล้วเมื่อไหร่มันจะได้มาใช้ตาหูจมูกลิ้นกายมารู้อีกที เพราะฉะนั้นถ้าไม่เต็มเวทนา 108 ที่ขึ้นกับพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 เทวฺธัมมา ธรรมะ 2 แล้วเรียนกรรมฐานตรงเวทนาเท่านั้น มีกรรมฐานเดียวในพรหมชาลสูตร ล. ๙ ข. [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผัสสะคือผัสสะ 6 มีตาหูจมูกลิ้นกายและก็มีจิต เป็นปสาทรูป โคจรรูป เกิดวิสยรูป 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ในรูป 28 การไม่รู้ในรูป 28 ก็ไม่ใช่ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ อาจจะเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีก็อาจจะพอเดาได้ แต่ยังไม่ละเอียด จนกว่าจะเป็นอนาคามีขึ้นไป อรหันต์ขึ้นไปจึงจะรู้ละเอียดในรูป 28 สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้รูป 28 สมบูรณ์ คุณก็จะทำ วิการรูป 5 หรือคุณจะทำ อาหารรูป แม้หทยรูป คุณจะไม่รู้ว่าคือตรงไหน รูป 28 มี ดินน้ำไฟลม อีก 4 ส่วนอุปาทายรูปมี 24 นับตั้งแต่ปสาทรูปคือตาหูจมูกลิ้นกายออกไปโคจรทำตามวิสัยของคนธรรมดา ลืมตา แล้วก็ต้องมีสัมผัส จิตมันก็ต้องโคจรออกไปทำงาน ทำงานสัมผัสแล้วจึงจะเกิด เทวะ ขึ้นมา เป็นเทวดาเก๊หรือเทวดาจริงก็ไม่รู้ ต้องแยกเทวดาเท็จกับเทวดาจริง ล้างเทวดาเท็จ ให้เหลือเทวดา1 ต้องปฏิบัติ หทยรูปจับสักกายทิฏฐิ แยกเจตสิก แล้วอ่านในเวทนาสัญญาสังขาร กำหนดแยกแยะด้วยธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ด้วยตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วก็พิจารณา ตักกะ คือตัวดําริเริ่มต้นแล้วก็เอามาแยกแยะเป็นสังกัปปะทั้ง 7 แยกแยะเป็นสภาพปัญญากับเจโต ศรัทธามีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ปัญญามีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แต่พระโสดาบันอธิบายสังกัปปะ 7 ยังไม่ได้ เพราะไม่รู้พยัญชนะและสภาวะดีพอ หรือรูป 28ก็อธิบายไม่ได้ จนเป็นอนาคามีจะรู้ครบ รูป 28 นาม 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ แล้วก็จะต้องปฏิบัตินาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคือการทำใจในใจ คุณต้องปฏิบัติด้วยนาม ที่เป็นประธานต้องทำใจในใจมนสิการของตนเองโดยมีผัสสะ เป็นตัวกำหนดเลย นามนี้มีผัสสะ ที่จริงผัสสะตา หู จมูก ลิ้นกาย กายภายนอกจะต้องมีใจร่วม ต้องเป็น 2 มีเทวะมีผัสสะจึงจะเกิดอายตนะ แล้วจะเกิดเป็นสังขาร คุณมีวิชาก็จะรู้จักสังขารแล้วก็แยกกายแยกจิตออก ในกายต้องมีภายนอก และวจีสังขาร ไม่ได้อยู่ในสังขาร 3 วจีสังขารนี้ เป็นตัวสังขารที่ยังไม่มี อธิวจนะ ยังไม่มีพยัญชนะ ยังไม่มีคำตั้งชื่อ วจีสังขารอยู่ในสังกัปปะ 7 ถ้ามีชื่อแล้วคุณมีปฏิฆสัมผัสโส ปรุงแต่งได้สภาวะออกมาแล้วหรือจะเรียก จิตเจตสิก ถ้ามีชื่อแล้วคุณจะเรียกชื่อสภาวะได้ แต่ถ้ามันยังไม่เคยตั้งแล้วคุณก็ยังไม่เคยรู้ชื่อเลย อย่างพวกคุณยังไม่รู้จักชื่อเท่าไหร่ อาตมารู้จักชื่อมากกว่าก็เอาสลากยามาติดกับเนื้อยาได้ถูก หรือถ้ายังไม่มีหรือยังไม่ตั้งเลยจะไปเรียกได้อย่างไร ก็เอาที่พระพุทธเจ้าตั้งไว้หมดแล้วมาเรียก อาตมาก็ยังใช้ไม่หมดเลย แม้แต่สำนักของท่านคึกฤทธิ์โสตถิผโล สำนักพุทธวจน ก็แหม..พยัญชนะก็เอาตามพุทธวจนะ จังเลย เพราะฉะนั้นในผู้ที่เข้าไปเข้าใจสภาวะไม่ได้ แม้แต่ เข้าใจในเรื่องของพยัญชนะที่ต้องคู่เป็นเทวะ ต้องอธิบายได้แยกได้มีวิภัชติ เป็นผู้ที่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คุณก็ยังไม่ชัดเจนยังไม่บริบูรณ์ ติดตามสัจจะธรรมให้ดีๆ อาตมายังมีอะไรที่อ่านต่อ ฝากไว้ก่อน 620717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมกดข่มจมกับ 2 ที่ตีไม่แตก