651102 หยุดสืบพันธุ์ความเน่าของจิต สำเร็จจบเป็นพืชได้อรหันต์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข3 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

หยุดสืบพันธุ์ความเน่าของจิต สำเร็จจบเป็นพืชได้อรหันต์ พ่อครูว่า... คนผู้ยังอวิชชาอยู่ ยังไม่มีปัญญารู้ว่า โดยความเป็นจริงนั้น ใน “ความมี” ทั่วสากลรู้กันดีแล้วว่า มันต้องมี 0 - 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 0 จึงจะเริ่ม 1 ใหม่ ต่อจาก 0 ใหม่ อ่านว่า 10 ภาษาไทยก็อ่านว่า สิบ ภาษาจีนอ่านว่า จั๊บ ภาษาอังกฤษอ่านว่า ten 10 มีเลข 1 กับเลข 0 ถ้าจะเพิ่มต่อไปอีกก็คือ วนรอบสองแล้ว จึงจะเริ่มเป็น 11 - 12 - 13 - 14 - 15 - 16 - 17 - 18 -19 - 20 แล้ว ต่อไปอีกเป็น 30 ก็จะทบไปอีก เพิ่มไปอีกแต่ละ 10 ก็เป็น 20 - 30 หรือจะเพิ่มไปอีกเป็น 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 และ 10 ต่อๆๆๆไปอีก ทับทวีไปจนไม่มีที่สิ้นสุด ได้ไหม?... ได้ ก็คือ ความวนรอบ สรุปเป็นภาษาว่า “ความวนรอบ” ของ 0 - 1 - 2 หรือ 1 - 2 - 3 อาตมานำมา “สามเส้า” เป็นความวนของ 0 - 1 - 2 หรือ 1 - 2 - 3 หากจะเพิ่มเป็น 4 ก็วนหมุนต่อไปเป็นรอบใหม่ คือ 4 - 5 - 6 มันก็คือความวนอยู่ใน 1 - 2 - 3 นั่นเอง ที่วนเพิ่ม “สามเส้า” ขึ้นไปอีก ขึ้นไปๆๆ เป็น “ความมี” เมื่อเกิดความมี เริ่มยึดความมี ก็ลืมความวน คือ 0 0 นี่คือความวน ก็เลยมีแต่ 1 - 2 - 3 ลืม 0

การวนอยู่ใน “วงวน” ของ 1 - 2 - 3 จึงไม่มีจบ ฟังแล้วฟังง่ายๆนะ แต่โอ้โห!... จริงไหม?... ลืม 0 ไป ก็จะเกิดแต่ความมี 1 - 2 - 3 ไปเรื่อยๆจึงไม่มีจบ นี่ล่ะ ง่ายๆ เอาตัวเลขมาขยายธรรมะให้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ “ความวนไป” นี่แหละ วนไปเรื่อยๆ ใน ความ “มีอยู่” หรือ “ความเกิด” หรือ “ความไม่รู้การย้อนกลับ” หรือ “ความย้อนแย้ง” ทั้งๆที่ตัวเองก็มีสภาวะย้อนแย้งนั่นแหละตีกันฆ่ากัน จึง มีแต่ “อนุโสต” ไม่มี “ปฏิโสต” ไม่มีย้อนทวน ไม่มี “อนุเสธ” ไม่มี “ปฏิเสธ” อนุ นี้คือ น้อย ปฏิ คือทวนมา เพิ่มขึ้น จะมากเท่าไร

อ่านต่อ

ก็แล้วแต่ จึงคือ “เศษสวะ” ลอยไปตามน้ำ หรือคือ หมาเน่าลอยไปตามน้ำไหล แต่ไม่รู้จักความเน่าที่หมักหมม มันก็เน่ายิ่งขึ้นๆ ไปกับน้ำไหล เผยแพร่กระจายกลิ่นเน่าให้เลื่อนไหลแพร่ไปไกลแสนไกล ไม่มีที่สิ้นที่จบ “ความเน่า” มีแต่ความหลอกกันให้หลงติดยึดความเน่ายิ่งๆขึ้นไปด้วยความโง่ “ความเน่า” คืออะไร ความเน่าคือ “ความหมักหมมของความไม่รู้ หรือโง่ หรืออวิชชา” ที่ไม่รู้ “ภาวะ 2” ของ “ชีวะ” ที่เป็น “พืช” หรือ “จิต” ที่ทรงอยู่หรือทรงไว้ = ธรรมะหรือเรียกว่า “เทฺว” อันเริ่มจาก “ภาวะ 2” นี่เอง ถ้าคนสามารถเรียนรู้จนกระทั่งมีปัญญารู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความโง่ที่ยอมเกิด - ยอมมี - ยอมร่วมมือกับภาวะ 2 ผสมพันธุ์กันอยู่ ภาวะ 2 ที่ผสมพันธุ์กันอยู่ ไม่ยอมหยุดสืบพันธุ์ - ต่อเผ่าต่อพันธุ์ความโง่ - ความเน่ากันไม่รู้จบความเป็น “2” ลดลงหรือเล็ก เป็น 2 เป็น 1 เป็น 0 ไปให้จริง ความเป็น “2” ก็ไม่มีวันจบ ยิ่งการสืบพันธุ์ก็ยังหลงว่าสุข มันก็คืออวิชชากันไม่จบแน่นอน เริ่ม “หยุดสืบพันธุ์” จากพันธุ์ขั้นจิต ลงมาเป็นพืช เป็นอุตุ ก็จบ จบความเป็นชีวะหรือชีวิต ลงไปเป็นลำดับ จากจิต ไม่สืบพันธุ์ เราเป็นคนนี่แหละจะรู้ เดรัจฉานมันก็เป็นจิต แต่มันเรียนรู้ไม่ได้ มันเป็น อเวไนยสัตว์ คนที่เป็นเวไนยสัตว์ ฟังธรรมอาตมาได้ก็จะรู้ หยุด คุณก็จะลดจากจิตลงมาเป็นพืช มันก็คือการลดความเกิด อันภาษาเรียกว่า “ชาติ" โดยความรู้ว่า “การเกิด” ที่ไม่มีที่สิ้นสุดนิรันดรนั้น คือคนไม่มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความผสมพันธุ์ของภาวะ 2” นี้เอง ภาษาไม่ได้หยาบคายนะ นี่เป็นธรรมะ ที่อาตมาพูดนี่เป็นธรรมะ ธรรมะขั้นสูงด้วยขั้นโลกุตระด้วย เป็นการอธิบายสัจธรรม จะใช้ศัพท์คำที่เขาใช้กันนี่แหละ หากรู้จัก “การแยก” กันของ ภาวะ 2 นี้ ไม่ให้มัน “ผสมพันธุ์”กันได้ ไปแยกภาวะ 2 ไม่ให้มาผสมพันธุ์กันได้ มันก็จะลด “ความเกิด”กันได้แน่นอน ทำได้จริงเป็นขั้นต้น ยิ่งมี “ปัญญา”รู้ว่าภาวะ 2 นี้แหละ ถ้าอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่ต้อง “ผสมพันธุ์”กันสำเร็จ “การเกิด” มี พันธุ์ มี พืช มี จิต อีก มันก็ “ไม่มี”ขึ้นมาได้ ความ “ปรากฏ”หรือ “การหยั่งลง”อยู่อีก มันก็ไม่มี มันไม่ผสมพันธุ์กันก็ไม่มีตัวเกิด ตัวเป็น ตัวมี อันนี้พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้ ในพระสูตร เล่ม 10 ข้อ 60 เราก็หยุดผสม หยุดสืบต่อ หยุดกรรม หยุดการกระทำ หยุดไม่ให้มีอาการ “ผสม”หรือ “การสืบสาน” หรือ “การมีบทบาทการเกิดใดๆ” ตั้งแต่ “พันธ์ุ”ที่เรียกว่า “จิต” ให้มี “พันธุ์”แค่ “พืช” มันก็ต้องรู้ความแตกต่างระหว่างจิตกับพืช ซึ่งจะต้องเข้าใจเรื่องของความ “มีกาย”หรือ “ไม่มีกาย” จิตจะมีกาย พืชไม่มีกายแล้ว ทำให้จิตพ้นทุกข์พ้นสุขแล้วเป็นอรหันต์ รู้ก็ทำเป็นคู่อีกอย่างไม่ผสมกันเลยก็เป็นอุตุ เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบเลยทีนี้ ให้มีพันธุ์แค่พืช และที่สุดแม้จะมีพลังงานร่วมมือกันอยู่ - ผสมพันธุ์กันอยู่ ผสมกันอยู่ ก็ให้มันมี “พละ”แค่ “พละ” ของ “อุตุนิยาม” ไม่มี “ชีวะ”ได้สำเร็จ ให้มันผสมกันอยู่แค่อุตุ มีพละกำลัง แต่ไม่มีชีวะสำเร็จเลยทำให้ได้ มี “พละ”อยู่ มีกำลังงานอยู่ เป็น “พละกำลัง” แต่ทว่าเป็นพลังงานของ “อุตุ"ของภาวะที่ไม่เป็น “ชีวะ” แล้ว มันก็ไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์แล้ว เพราะพลังงานระดับสสารหรือวัตถุนี้ เป็นพลังงานที่ไม่มี “ชีวะ”แล้วจริง จึงไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ผู้ทำได้สำเร็จขั้นนี้ได้ ก็พ้นทุกข์ พ้นสุขแล้วจริง เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ปฏิบัติพิสูจน์ได้จริงๆ ที่พูดนี้เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ละคนเป็นนักวิทยาศาสตร์เอง ทำได้ โดยเขาไม่ให้รางวัล Nobel prize แต่คุณทำให้สำเร็จเถอะ มันเหนือกว่ากรรมการ Nobel prize เขาจะรู้แล้วเขาจะให้รางวัลคุณ อย่างอาตมานี้ กรรมการ Nobel prize ไม่รู้หรอกว่าอาตมามีความรู้ขนาดไหน เขาไม่รู้จักจะให้รางวัลหรอก ถ้าเขารู้ขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะ….โอ้โห ทำไมถึงพลาดโพธิรักษ์ไป มันแสดงว่า ฉันมีภูมิรู้นะอันนี้เลยสุดยอดเลยต้องให้รางวัล ยิ่งกว่า Nobel prize ว่าไป ขออภัยที่คุยกับตัวเองมาก ผู้ทำสำเร็จได้ขั้นนี้ได้ ก็พ้นทุกข์พ้นสุขแล้วจริง เป็นวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติพิสูจน์ได้จริง ผู้มี “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ชีวะ”ที่เป็น “พืช”เป็น “จิต” รู้จริงๆเลยพลังงานที่มันผสมกันเป็นพืช อ้อ..ขนาดนี้ ผสมกันเป็นพลังงานทางจิต ขนาดนี้ แล้วจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความมี “ชีวะ” หรือขั้น “อุตุ” ไม่มี “ชีวะ” จะแยกได้เลยว่าพลังงานปรุงแต่งกันอยู่นะ เรารู้พลังงานอุตุใช่ไหม พลังงานธรรมชาติที่เป็นสสาร พลังงานที่ไม่เป็นชีวะ พลังงานเป็นพืชเราก็พอเข้าใจแล้ว อาตมาแยกให้ฟัง พลังงานพืชมันก็ดูดเอามาเฉพาะตัวมันเองไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญา รู้จักรู้แจ้งรู้จริงชีวะที่เป็นพืชเป็นจิตได้จริง รู้จักความจริง ในความไม่มีชีวะคืออุตุได้ดี และสามารถทำ “จิตในจิต”(มนสิการ) ของตนให้เป็น “พืช”และเป็น “อุตุ” สำเร็จได้จริง เข้าใจพืชก็ได้ เข้าใจอุตุก็ได้ ก็ทำพลังงานจิตของตนให้เป็นพืช ถึงขั้นเป็นอุตุได้เลยก็สำเร็จได้จริง สำเร็จจนเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตกันจริงๆ ที่พูดมาถึงขนาดนี้ พวกเราแต่ละคน นึกออกไหมว่า ตัวเราเองนั้นได้เคยทำ นึกออกมั้ย อาตมาพาศึกษานี้ก็จะได้ทำ แต่จะฟังภาษาที่ขยายความแล้วจะชัดไหมเท่านั้นเอง วันนี้ชัดขึ้นไหม และได้ทำ อันนี้มันเป็นพืชแล้วอันนี้มันเป็นอุตุแล้ว แต่ก่อนเราเคยไปเอร็ดอร่อย เคยเทียวไล้เทียวขื่อกับอันนี้อยู่ เดี๋ยวนี้มันไม่ต้องเลย ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่อร่อยเลย มันไม่สุขไม่ทุกข์อะไรมันก็มีอยู่ในโลก มันไม่ได้หายไม่ได้สูญไปไหน เขาก็ปรุงแต่งกันยั่วยุกันอยู่ แรงจัดจ้านขึ้นด้วย แต่เราก็เฉยๆ นั่นแหละเรานึกถึงที่อาตมาพาปฏิบัตินี้ บรรลุธรรมคืออะไร จะเห็นจริงเลย “ความจริง” ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น “อุตุ-พีช-จิต” พระอรหันต์คือ ผู้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง จึงจัดการกระทำ “จิตในจิต” ของตนเองด้วย “กรรม” ของตนเอง ด้วยการกระทำของตนเอง เพราะทำจิตในจิตของเรา ไม่มีใครมาทำให้เราได้หรอก ใครก็ทำให้ไม่ได้ เก่งเท่าไหร่ก็ทำให้ไม่ได้ มีแฟนก็ทำแทนกันไม่ได้ ไม่ได้ ต้องเราเองเท่านั้น ของเราเองทำ เมื่อทำสำเร็จได้ ทุกกรอบของแต่ละสรรพสิ่ง คุณตีกรอบของแต่ละปริเฉท เราทำได้เสร็จทุกสรรพสิ่งของกรอบนี้ เฉพาะกรอบนี้ ปริเฉทนี้ เฉพาะบริบทนี้ ตัดกรอบตัดรอบเอาขนาดนี้ได้ ทำได้ทุกบริบท ทุกปริเฉทอะไรแล้ว ก็เป็นผู้ ทรงมี-ทรงเป็น-ทรงไว้-ทรงอยู่ ตามที่ตนประสงค์ ก็เรารู้ว่ามีอะไรบ้างในกรอบนี้และเราก็ทำได้สำเร็จจบตามประสงค์ แม้ที่สุดมี “ปัญญา” รู้แจ้งรู้จบใน “เวทนา” ในความรู้สึก ถึงที่สุด ให้ที่มันไม่สุขไม่ทุกข์เพราะมันไม่มี “ตัณหา”ใน “เวทนา” มันไม่มีแล้ว หรือ ไม่มีอุปาทานในเวทนาเลย มันไม่มีแล้วความยึดมั่นถือมั่นมัน ไม่มีอาการอยาก อาการยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไร คุณไม่มีแล้ว คุณก็สัมผัสกับสิ่งนั้นอยู่คุณก็สบาย กลางๆ เป็นอุเบกขาเฉยๆ อทุกขมสุข สบาย สบายๆ เรียกว่าสัปปายะ ไม่ใช่อบายๆ อบายแปลว่านรก แต่มันสบาย จบด้วยสบาย นี่คือดับอบายหรือดับนรก ที่ไปเรียนนรกสวรรค์แล้วก็เป็นวิมานภพชาติ อะไรต่ออะไร มันปฏิบัติไม่ได้สำเร็จหรอกอย่างนั้นน่ะ มาฟังอาตมาอธิบายเข้ามาหาตัวเอง จัดการนี่แหละ คือวิทยาศาสตร์ทางจิต ดับภพดับชาติ ดับนรกสวรรค์ จบกิจอยู่ตรงนี้ คนที่เข้าใจก็พยายามไปช่วยกันขยายผล ขยายจุดสำคัญที่เราเข้าใจให้คนอื่นได้รู้ร่วมด้วยได้เข้าใจด้วย อาตมาก็รู้สึกว่า ขออภัยที่พูดไปจะเป็นการชมตัวเอง ไอ้ ชมตัวเองเท่านั้นก็ต้องขออนุญาต ขออภัย เรานี่จริงๆเลยนะ ทีคนอื่นคุยตัวเอง โมัตัวเอง อวดตัวเอง โชว์ตัวเองอย่างกับอะไรดี นางโม้นางเปลือยอะไรก็เยอะแยะ หรือคนอวดรวย อวดโก้ อวดอำนาจ อวดความรู้ ความอะไรเยอะแยะ ก็ไม่ค่อยไปว่าเขา ไอ้เราจะโชว์ตัวเองในสิ่งที่เป็นอนัตตา เป็นสิ่งสูญด้วย อาตมาอธิบายพวกนี้ไปหาสูญทั้งนั้น ไม่ได้ไปหามาก หามี หาร่ำ หารวย หาเก่ง หาใหญ่ หายิ่งอะไร มีแต่มาหาหมดๆๆๆ มาหาสูญๆๆๆ แล้วก็มาว่าอาตมา อาตมาพามาหาสูญแท้ๆ แล้วก็มาว่าอาตมา เพราะฉะนั้นในสิ่งที่อาตมาจะพูดจะอธิบายอะไรไปนี้ ..มันเป็นเรื่องง่ายสุดแสนยาก มันเป็นเรื่องยากที่สุดแสน ง้าย ง่าย .. จบ

...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน