651106 พ่อครูเอื้อไออุ่นกับลูกๆหลานๆ งานมหาปวารณา มหาบิ๊กคลีนนิ่ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
651106 พ่อครูเอื้อไออุ่นกับลูกๆหลานๆ งานมหาปวารณา มหาบิ๊กคลีนนิ่ง https://www.boonniyom.net/52644.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1vTjwHeexSe3ON6pLOJHlc1qxW9iBdMuROS5hXpo48yg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Ubgy8WuqWWCOAwYudakzlQ08SDEmiPz_/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/5x9YM-Lv3uQ และ https://fb.watch/gDqN005vXR/
พ่อครูว่า... วันนี้วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ใครอยากจะพูดคุยโอภาปราศรัยกันให้เหมือนเอื้อไออุ่น ไม่งั้นก็แข็ง เทศน์ไป เจริญธรรมทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นลูกๆที่เป็นลูกๆอายุ 80 กว่าแล้วก็ตาม ถ้า 90 กว่าแล้วคงไม่เรียกลูก เพราะอาตมายังไม่ 90 แค่ 89 เอง จากนั้นก็ลดหลั่นลงไปเป็นลูกหลานเหลนโหลนแล้ว ตัวน้อยๆ นั่งๆอยู่ รวมอยู่ในนี้ 10 กว่าก็มี น้อยกว่า 10 ขวบก็คงไปนอนหมดแล้ว คงมี 10 ขวบขึ้นมา วันนี้วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2565 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล ก็เอื้อไออุ่น ก็โอภาปราศัยกัน คุยกันในฐานะลูกๆหลานๆเหลนๆโหลนๆ ที่จริงจะพยายามทำให้เหมือนกับนั่งคุยกันไป ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ค่อยได้ มันก็จะเป็นรูปพิธีการอย่างนี้ มันก็เลยแข็งๆยังไงไม่รู้ มันไม่เป็นธรรมชาติที่เป็นกันเอง มันไม่เป็นเหมือนพิธีการ แต่มันก็เป็นไปได้ยาก เพราะว่าถ้าทำอย่างนั้นมันก็ไม่เป็นระเบียบเกินไปเพราะว่ามันมาก พวกเราก็มีมากก็ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องเล็กน้อย เรื่องจริงๆก็คุยกัน ใครจะมีอะไรก็ถาม ยกมือ หลวงปู่มานี้ก็มาเจอกัน เอื้อไออุ่นก็นานๆที เจอกันแล้วก็มีอะไรเรื่องอะไรจะคุย มีเรื่องอะไรอยากจะถาม ยิ่งคำถามแปลกๆ คำถามที่บางคนอาจจะข้องใจสงสัยอยู่นะ เอ๊! แปลกๆ ถามใครถามผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ก็ไม่ร
อ่านต่อ
ู้เรื่อง ลองมาถามหลวงปู่ดู ใครมีไหม คำถามง่ายๆคำถามพื้นๆ หลายคนถามไปก็รู้แล้วล่ะได้ฟังเป็นร้อยครั้งแล้ว มันก็เฉยๆไม่หนุกเนาะ แต่คำถามที่มันแปลกๆ คำถามนี้ใหม่นี่ แปลกดี ก็จะเข้าท่านะ ก็ลองดูดิ ใครมีไหม
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การเสียสละกับการโดนเอาเปรียบมีนัยต่างกันอย่างไร _สุดฟ้าหยก... ชื่อเล่นชื่อ ป๊ะเว เป็นศิษย์เก่าศีรษะอโศก จะถามหลวงปู่ว่า การเสียสละหรือเป็นคนที่เสียสละกับการเป็นคนที่โดนเอารัดเอาเปรียบเสียเปรียบ มันมีนัยยะที่ต่างกัน แล้วก็มันสำคัญอย่างไรครับ พ่อครูว่า... ดี การเสียสละกับการเอาเปรียบนี้เป็นคำถามที่พื้นมาก ใครๆก็พูดกัน ได้เปรียบเสียเปรียบ ก็พูดกันรู้กันแต่ก็ทำกันอย่างผิดๆ ทำกันอย่างไม่ดี ทำกันอย่างที่กุศลก็ไม่เป็น ยิ่งเป็นบุญยิ่งไม่เป็นใหญ่ ทำกันโดยไม่เข้าใจ โดยไม่มีภูมิปัญญา คนเรานี่เกิดมาก็อวิชชา คือไม่รู้โง่ๆ โง่อะไร โง่เห็นแก่ตัว โง่ยึดตัวตน ภาษาธรรมะเขาก็พูดกันอย่างนั้น ตัวตนคืออะไรคนไม่ประสีประสาก็ไม่รู้เรื่อง ยึดตัวเอง ท่านพุทธทาสท่านใช้คำว่าตัวกูของกู ยึดตัวกูของกู ยึดตัวเอง แล้วก็ตัวเองจะต้องเป็นผู้ได้เปรียบ ชีวิตจึงดำเนินไปด้วยการจะเอาเปรียบให้ได้ พอเอาเปรียบได้ ได้เปรียบมาก็ดีใจ ดีใจที่ทำผิดทำชั่วทำโง่ ทุกคนโง่อย่างนี้มาก่อนทั้งนั้น หลวงปู่ก็เคยโง่มาอย่างนี้ มาทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องที่สุดยอดเลย พระพุทธเจ้าค้นพบจุดสำคัญพวกนี้ สรุปง่ายๆนะว่าการศึกษาของพระพุทธเจ้า เรียนรู้เรื่องนี้ที่จริง เรียนรู้เรื่องตัวตนหรือตัวเอง แล้วเราก็เป็นคนที่จะไปเอาเปรียบ ไปได้เปรียบมา ทำตลอดแล้วก็งมงาย ส่งเสริมคนได้เปรียบ หาวิธีการมีเชิงยุทธ์ มีกลยุทธ์ต่างๆนานาซับซ้อนเพื่อเอาเปรียบมาให้ได้ แล้วเรียกว่ารวย รวยจริงๆ ได้มากได้เปรียบมาก ก็ยกย่องยกยอกันขึ้นทำเนียบ ขึ้นบอร์ด คนนี้รวยเท่านี้ คนนี้เก่งอย่างนี้ๆ ยกย่องชมเชยกัน แต่คนที่พูดถึงเรื่องต้องมาเสียเปรียบ ชัดๆเลย เสียสละโดยปัญญา ถ้าเสียสละแล้วมีปัญญารู้ว่า ถ้าเสียเปรียบนี้ดีเป็นคนเจริญ เสียเปรียบเป็นคนเจริญ ได้เปรียบเป็นคนเลว เป็นคนโง่ นี่พูดสัจจะ พูดภาษาธรรมะ สัจจะ ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัว พอตั้งสติ ตั้งใจฟังดีๆเอาปัญญามาตั้งรับ พูด ก็พอเข้าใจนะ แต่พอเลิกฟังไปแล้ว เอาแล้ว ตอนนี้ผีเข้าแล้ว กลายเป็นตัวตน กลายเป็นตัวเอง กลายเป็นตัวกิเลส อวิชชา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ สุดท้ายก็ ละ ความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตนเอง เสียสละให้ได้ ขาดทุนให้ได้ ในหลวง ร.9 เป็นโพธิสัตว์ตรัสไว้ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เสียสละให้คนอื่นได้ ซึ่งหลวงปู่ก็บอกว่า ขายต่ำกว่าทุน ใครขายต่ำกว่าทุนได้ คนนั้นกำไร ต่ำกว่าทุนได้มากเท่าไหร่ได้ ไปหา 0 ยิ่งกำไรมากเท่านั้น ยิ่งให้ไปหมดเลยเป็น 0 ไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยนคืนมาเลย ยิ่งวิเศษเลย ยิ่งกำไรเต็มตัว ลึกซึ้งกว่านั้นอีก รู้จักภพชาติ ฟังต่อดีๆนะ ระดับพวกเรานี้ระดับโลกุตระกัน เรียกว่า ทาน การทาน การให้ แก่คนอื่น ให้แล้วยิงจิตไม่มีสาเปกโข นี่เป็นภาษาวิชาการ ภาษาบาลี ไม่มีภพชาติอะไรต่อเลย ให้แล้วไม่มีตัวตนต่อไปตามเป็นภพชาติว่าเราเป็นผู้ให้ เราได้สวรรค์ เรามีบุญคุณอะไร ไม่มีเลย ให้แล้วตัดทิ้ง ลืม ไม่ติดยึดว่าเราได้ให้อะไรไป ให้แล้วก็จบ อย่างนี้คือทานสูงสุด ให้สูงสุด เสียสละสูงสุด ยอด จบเลย ใครเคยทำได้บ้าง ... โอ้ มียกมือข้างหลัง คนอายุมากแล้ว เด็กๆยังไม่มีใครยก คงเข้าใจไม่ได้ยาก มันยังทำไม่ได้ก็ยังไม่กล้ายกมือ ต้องเรียน ฝึก ศึกษา ถ้าเราให้จนกระทั่งไม่ต้องตั้งภพชาติ ทำได้ถึงขนาดนั้น จะตายไหม จะตายไหม ทำได้อย่างนั้นจะตายไหม ไม่ตาย มีแต่จะวิเศษ มีแต่จะเจริญทางปรมัตถ์ เจริญทางโลกุตระ เจริญเป็นคนวิเศษ เรียกว่าเป็นผู้ที่มีอุตริมนุสธรรม อุตริมนุสธรรมคือ คุณวิเศษของมนุษยชาติ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย สุดยอด นี่คือความเสียสละ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดคือ รับใช้ประชาชน 100% หลวงปู่เจอกระดาษแผ่นนี้ที่ปริ้นเอาไว้ เห็นอยู่ในสื่อสารมวลชน ของ ดร. อัษฎางค์ ยมนาค (ดร.เอ็ดดี้) หยิบมันติดมือจะมาคุยให้พวกเราฟัง
_ชัดเจน! 'นักวิชาการ' เปิดกฎหมายมหาชน ไขคำตอบรัฐบาลเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ สมณะเดินดิน... เมื่อกี้นี้พ่อครูพูดถึงเรื่องการให้ นึกถึง กรณีของ นายชัช อุบลจินดา ที่ได้เสียสละเอาตัวลงนอนกับพื้นให้ฝรั่งเหยียบตัวเองขึ้นมาจากโคลนเลนได้ โดยที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรกลับคืนมาเลย ให้เสร็จแล้วตัวเองก็เดินหายไปเลย เขาทำความดีเพียงไม่กี่นาทีแต่เป็นที่ประทับใจกับคนทั้งประเทศทั้งโลกเลย แต่ว่าพวกเรา พ่อครูฝึกฝนพวกเรา ทำความดีทั้งวันทั้งคืน วันแล้ววันเล่า โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน อันนี้พ่อครูกำลังฝึกพวกเราเป็นมืออาชีพ ฝึกให้เป็นผู้เสียสละมืออาชีพที่แท้จริง พ่อครูว่า... ท่านเดินดินพูด มันเป็นความจริง เป็นความจริงที่อาตมาเป็นอย่างนั้น หลวงปู่ฝึกฝนตัวเองมาจนกระทั่งมาในยุคนี้ก็บอกเปิดเผยตัวเองว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งก็ทำได้มาแล้ว โพธิสัตว์ระดับ 7 นี้เลยพระอรหันต์มาแล้วถึง 3 ชั้น อรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 เลยจากพระอรหันต์ระดับ 4 มาอีก 3 เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ความรู้พวกนี้หลวงปู่เป็นคนนำมาเปิดเผยในยุคนี้ คนไม่รู้เรื่อง อย่างชาวพุทธของไทยมันเป็นเถรวาท เรื่องโพธิสัตว์เขายิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย เขาก็หาว่าพูดไปเขาไม่รู้เรื่อง เขาเรียนกันมาสูงๆเขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็เลยไม่สนใจกัน ก็ไม่เป็นไร คนที่ไม่ติดยึดไม่มีอคติ สนใจ ก็ได้ประโยชน์ อย่างพวกเราก็ได้ประโยชน์ เกิดมาในยุคนี้ก็ได้ประโยชน์จากศาสนาพุทธ จากธรรมะ นอกนั้นเขาก็ไปเป็นเรื่อง ลาภยศ โลกีย์ ศาสนาไปก็ไปสะสมลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่มันลึกซึ้งมาก สุขมันไม่รู้เรื่อง เสพสุขด้วยลาภยศสรรเสริญ เนียนขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งสรรเสริญยิ่งเนียน หลงสรรเสริญไม่รู้เรื่อง ติดสรรเสริญ หรือแม้แต่สุขในสุข ในโลกียสุขที่ละเอียดลึกไม่รู้ได้กันง่ายๆ ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และเอามาสอนคน เอามาอธิบายให้คนฟัง มันเป็นสุดยอดแห่งความ เลิศ หมดตัวตน คนหมดตัวตนแล้วมีปัญญา เป็นอรหันต์ที่แท้จริงแล้วก็รู้แล้วว่า จิตวิญญาณหรืออัตภาพ อัตตาของเรา เราจะเลิกได้เลย แม้ทุกวันที่บรรลุแล้ว อรหันต์บรรลุแล้ว ก็ทำใจในใจของตนเอง ในช่วงที่ไม่ต้องปรุงแต่งกับใคร ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร หรือยิ่งเก่งขึ้นเกี่ยวข้องก็พูดไป ปรุงแต่งกับคนอื่นไป ปรุงแต่งเรื่องราวเรื่องนั้นเรื่องนี้โอภาปราศรัย คิดด้วยทำด้วย ทั้งคิดร่วม ทำงานร่วมกัน แต่ใจท่านไม่ไปรุก ไปยึดมั่นถือมั่น กับการกระทำต่างๆ ไม่ต้องไปพูดถึงบุคคลเลย แม้แต่การกระทำก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่านี่เป็นการทำที่ดี เป็นการทำที่ประเสริฐ พิเศษอะไร อย่างหลวงปู่ทำงานระดับอุตระ เรียกว่า วิเศษ คุณวิเศษ ถ้าจะตีราคากันแบบโลกๆแล้ว โอ้โห! มันหาค่าบ่มิได้ เทศน์กัณฑ์นึง จะต้องพันล้านหมื่นล้าน นี่ไม่ได้พูดเกินจริงนะ แต่คนเขาไม่รู้เรื่อง เพราะมันหาค่าบ่มิได้แล้ว มันไม่มีใครจะพูด ไม่มีใครจะเอาของวิเศษอันนี้มาขายมาแจก มาจำหน่าย มาให้ มันไม่มีหรอก เหมือนในโลกนี้ มีเพชรก้อนนี้ก้อนเดียวโผล่มาจากไหนไม่รู้ โลกนี้หมดแล้วเพชรชนิดนี้โผล่มาก้อนนี้ก้อนเดียว ราคามันจะเท่าไหร่คิดดู คล้ายๆอย่างนี้ นี่พูดไปแล้วเหมือนยกยอตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านก็อุบัติขึ้นมาท่านก็ยกย่องตัวเอง ไม่มีใครเลิศเท่าเรา เรานี้เลิศที่สุด ใครเคยอ่านประวัติพระพุทธเจ้า พอคลอดออกมาเดินไปได้ 7 ก้าว พวกเราจำได้ไหม .. เรานี่แหละเป็นเลิศในโลกเป็นหนึ่งในโลก ทำไมคลอดมาปั๊บก็กล่าวได้เลย เดินไป 7 ก้าว และก็พูดได้เลย โอ้โห.. สงสัยพูดคล่องมาแต่ในท้อง ก็เป็นเรื่องที่เราคิดไม่ถึงคิดไม่ออกว่าจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่เป็นไร แต่ท่านก็เป็นจริงของท่านได้ สำหรับเราชาวพุทธยอมรับได้ ว่านี่เลิศประเสริฐสุดยอดแล้ว สรุปง่ายๆก็คือ เกิดมามีชีวิตเนี่ย มีชีวิต มีอัตภาพ มีร่างกาย มีตัวตนแล้ว ไม่มีอะไรดีเท่ามาเอาธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้านี้ ให้ได้จนถึงอรหันต์ เป็นขั้นจบกิจ สมบูรณ์แล้วทีนี้เป็นอรหันต์แล้ว เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว อัตภาพคือตัวกูของกู ตัวเรา จิตวิญญาณของเรา ตายแล้วเราจะเลิกเป็นเราอีกต่อไป ไม่มีเราเกิดมาอีกเลยในกาละ ในกาละคืออะไร คือเวลาที่มันเดินไปอยู่ในโลก ถ้ามีอะไรที่มันเดินไปในในโลก ในกาละ ในจักรวาล มันมีอยู่นี่ รวมกันแล้ว ทั้งมหาจักรวาลทั้งเอกภพนี่ มันก็หมุนอยู่ เคลื่อนอยู่ทั้งหมดเลย เรียกว่า กาละ ไม่มีนิ่งไม่มีหยุด มีแต่นาฬิกามันหยุดมันตาย แต่เวลาจริงมันไม่เคยหยุด กาละและเวลามันไม่เคยหยุด มีแต่จะเคลื่อนไป แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ชีวิตหรือจิตวิญญาณของเราเกิดมาก็ต้องอยู่ในกาละ ต้องเคลื่อนไปตามกาละ ตอนนี้เรานั่งอยู่อย่านึกว่าไม่เคลื่อน โลกมันพาเคลื่อนไปหมุนไป ตอนนี้หมุนมามืดลงแล้ว ค่ำมืดตอนนี้ก็ 06:34 นาทีแล้ว เดี๋ยวก็ 35 36 ไป เดี๋ยวก็ไปวนเวียนพรุ่งนี้เช้าใหม่อะไรอย่างนี้ มันก็หมุนเคลื่อนไปไม่รู้จักจบ แต่คนที่ได้เป็นอัตภาพขึ้นมาในนี้แล้ว หมดสิทธิ์ที่จะเลิกหลุดออกไปจากกาล จากกาละ ตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่ ๆ เกิดไป กรรมวิบากที่ทำไว้ พาเรา ขึ้นสูงลงต่ำ สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีบ้างชั่วบ้าง ไม่เที่ยงเลย ไม่รู้จักจบ ควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะมีศาสดาสอน ให้ทำดีอย่าทำชั่ว เกร็งไว้ ข่มไว้ พยายามไว้ เสร็จแล้วก็สามารถทำดีจนเลย เหลิง ได้รับยกย่อง เหลิงเลย สุดท้ายก็ตกต่ำใหม่ เป็นพระศาสดาก็ตกต่ำ ศาสดาของแต่ละศาสนา มีศาสนาพุทธมีหลักประกันว่าไม่ตกต่ำ ดีแล้วดีเลย ชาตินี้ได้ ตัดอาสวะเลย เรียกว่าถึงรากเหง้าของจิต ไม่มีกิเลสตัวนี้เกิดอีก เป็นอรหัตผล ตายข้ามชาติมาแล้วก็ไม่ตกต่ำ ไม่ลงไปต่ำอีกแล้ว นี่เป็นหลักประกันของความเป็นอัตภาพที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เสร็จแล้วยังสามารถเรียนรู้อัตภาพนี้ นอกจากไม่ตกต่ำแล้ว สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้อีก นี่เป็น 2 ขั้น ขั้น ละชั่วประพฤติดี ได้อย่างไม่ตกต่ำอีกเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ นี่ขั้น 1 ขั้นที่ 2 รู้จักอัตภาพรู้จักตัวธาตุจิตนิยาม สลายเป็น แม้แต่ตอนเป็นๆ นี้ก็ทำให้มันมีความรู้สึกแบบพีชะ แบบพืชที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีกรรมวิบากได้ด้วย ทำให้เป็นอุตุ เป็นธาตุ สสาร วัตถุ ทำงานบวกลบเท่านั้น แต่ไม่เป็นชีวะ ไม่มีชีวะเลย ได้ด้วย หมดสุขหมดทุกข์ เหมือนพืชนี่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นอรหันต์นี้เหมือนพืช เป็นพืชที่มีสติสัมปชัญญะเต็มตื่น ไม่ใช่เหมือนมนุษย์พืชนอนไม่รู้เรื่อง มนุษย์พืชเอาอะไรไปจิ้มเอาอะไรไปถูก มันไม่เจ็บไม่ปวดอะไร ใช่ไหม เพราะจิตมันไม่มีไอ้พวกนี้แล้ว สัมผัสทางกายไม่รับรู้ข้างนอกเลย มีแต่จิตอยู่ในจิตเท่านั้น แต่จิตนี่ตกไปเป็นแบบพืชยังไม่ตาย ให้อาหารก็อยู่ไปจนกว่ามันจะหมด เหมือนกับพืชมันก็แก่หมดแรง ให้อาหารอย่างไรมันก็ไม่ต่อไป ก็เหมือนกัน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วจบสุดท้ายเป็นอรหันต์แล้วอยากอยู่ต่ออีก เกิดตาย ตายเกิด มีแต่พัฒนาขึ้น เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 แล้วระดับ 5 ระดับ 6 ไม่มีตกต่ำ มีแต่เจริญๆๆ รู้โลกรู้อัตตา ของคนอื่นๆเพิ่มขึ้นอีก คนอื่นเขาก็มีจิตอย่างนี้ เขาก็มีจริตแบบนี้ คนแบบนี้ก็มีอย่างเรา เราก็ช่วยเขา คนเขามีความต่าง เราก็รู้ความต่างโดยมีนัยยะลึกซึ้ง ช่วยของเขาอีกนัยยะหนึ่ง ช่วยของเราก็อีกแบบนึง ถ้าคนคล้ายๆเราก็รู้แล้ว ถ้าคนไม่คล้ายเราก็ต้องศึกษา หาวิธีช่วยจึงช่วยคนที่มีความติดยึดต่างๆกันได้ไปเรื่อยๆก็ยิ่งคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ กี่ชาติ เป็นโพธิสัตว์เพิ่มขึ้น เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 แล้วระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 อย่างหลวงปู่ไต่ขึ้นเป็นระดับ 8 อีกก็ยิ่งรู้พวกนี้ พวกเราฟังแล้วจะเข้าใจ สมมุติว่าแม้ว่าหลวงปู่พูดนี้หลวงปู่ไม่ได้เป็นจริง แต่เข้าใจไหม เอาไปปฏิบัติได้ไหม ได้ ได้แต่ยังไม่ได้ เข้าใจเอาไปปฏิบัติได้แน่เลย อย่างที่ความหมายนี้ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้เท่านั้นเองใช่ไหม เราก็เรียนรู้ความรู้ไปก่อนถึงได้ไปฝึกให้ตัวเองเป็นได้ นั่นแหละก็เท่านั้นเอง เสร็จแล้วถ้าบรรลุสูงสุดจะเป็นพระอรหันต์ จะเลิกเกิดเลิกออกจากกาละ จากเอกภพจักรวาลนี้ก็เลิกได้ กลายเป็นดินน้ำไฟลม ตัวกูของกู ตัวอัตภาพไม่เหลือแล้วในกาละ ใครเคยได้ฟังได้ยินอย่างนี้บ้าง คนจบเปรียญ 9 ในศาสนามีตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวนี้สื่อสารก็เยอะแยะมานั่งบรรยาย มีเยอะ กินหมากอยู่ก็มี อธิบายเสียงดังโวยวายด้วย หลวงปู่ได้สรุปให้ฟังอยู่ประเด็นหนึ่ง สรุปไม่รู้กี่ทีแล้ว บอกว่า พระพุทธเจ้านี้คือคนเหมือนเรา เกิดมาท่านเป็นคนคนนึงเหมือนกัน ชาติสุดท้าย เกิดมาเป็น พระพุทธเจ้าชาติสุดท้ายแล้วก็สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เสร็จแล้วก็เลิก จะเลิกตั้งแต่เป็นอรหันต์ก็ได้ แต่หลวงปู่ ตั้งภพภูมิ ไปเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว สุดแล้ว มันก็ต้องจบ จบแล้วก็เลิกมีอัตภาพเกิดแล้วก็ต่อไปอีก จบเลย ด้วย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน เรียกว่านิพพาน 3 คือ ไม่มีแล้ว ตายอย่างสูญ ตายอย่างไม่ตั้งนิมิต นิมิต คือรูป ปณิหิตตะ คือนาม ไม่ตั้งทั้งรูปไม่ตั้งทั้งนาม สูญ ไม่มี รูปก็ไม่ตั้งต่อ นามก็ไม่ตั้งต่อ สูญหายไปเลย กลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย อัตภาพของผู้นั้นก็หมดสิ้นในกาละ ในมหาจักรวาล ในมหาเอกภพนี้ไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นความตรัสรู้และพระพุทธเจ้าก็ทำตัวเองเป็นอย่างนั้น แล้วเสียดายไหม เราเสียดาย แต่เห็นใจท่านบ้างสิ ท่านสอนมาตั้งแต่เรียนรู้ตรัสรู้เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ 123456789 เมื่อยๆ ตรัสรู้เป็นอรหันต์แล้วก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่มารับใช้โลก เป็นอรหันต์แล้ว เป็นโพธิสัตว์ระดับต่อไปก็รับใช้มนุษย์ทั้งนั้นเลย ให้มนุษย์ได้รับความดีงาม ให้มนุษย์ได้รับความลึกซึ้งทางปรมัตถ์ รู้จักสุขจักทุกข์ เป็นอาริยสัจอย่างประเสริฐ เป็นความวิเศษ ในโลกนี้ทางเทวนิยม ความรู้ทางตะวันตก ทางเทวะ ทางพระเจ้า เขามีความรู้แต่แค่ดีชั่ว ทำดีไม่ทำชั่ว เขาไม่รู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งเรื่องดีชั่ว ตรัสรู้แล้วทั้งสุขทุกข์ จนรู้ว่า โอ้โห.. ไอ้ตัวสุขตัวทุกข์นี่เอง เป็นตัวผูกมนุษย์ไว้ ผูกอัตภาพไว้ ผูกอัตตา ผูกตัวตนไว้ ผูกตัวกูของกูเอาไว้ในโลก แล้วเขาก็ติดสุขจนเรียกว่า สุขนิยม เพราะฉะนั้น เทวนิยมคือศาสนาพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะประทานความสุขให้แก่ใครก็ได้ จริงไหม ไม่ให้ใครทุกข์ก็ได้จริงไหม...ไม่จริง แต่พระพุทธเจ้าทำให้ตัวเองมาเรียนรู้ตามที่พระพุทธเจ้าพาทำ ไม่ทุกข์ จะมีสุขไม่ต้องทุกข์ขึ้นนึงได้แล้ว จนกระทั่งไม่หลงสุขด้วย ไม่ทั้งทุกข์ไม่ทั้งสุขด้วย เป็นขั้นยอด สุดยอดไหม เมื่อกี้นี้อ่านของ ดร.อัษฎางค์ (ดร.เอ๊ดดี้) วนมาหน่อย _ชัดเจน! 'นักวิชาการ' เปิดกฎหมายมหาชน ไขคำตอบรัฐบาลเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ 20 ก.ย.2565 - เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการ จริงหรือไม่?
กฎหมายมหาชน คือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฏร ในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองราษฏร กล่าวคือ ในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฏร พ่อครูว่า... จริงๆใช้คำนี้ก็ไม่น่าจะสวย รัฐมีฐานะเหนือราษฎร มันมีชั้น จะว่าไปแล้ว รัฐไม่มีตัวตน รัฐเป็นวัตถุ ถ้าหมายรัฐคือเจ้าหน้าที่ คือบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วก็มีเหนือราษฎร อันนี้ก็ซวยสิ ในฐานะรัฐ รัฐคำนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐ หมายถึงแผ่นดิน ได้ไหม แล้วจะเอาแผ่นดินที่ไหน รัฐก็ต้องหมายถึงรัฐบาลนั่นแหละ แล้วจะมาปกครองคนก็ต้องคือตัวบุคคล ถ้าบอกว่ารัฐอยู่เหนือราษฎรนั้น ซึ่งมันดูไม่ดี รัฐก็ต้องรู้จักราษฎร รัฐบาลก็ต้องใช้ราษฎร แล้วไม่ต้องไปข่มไปเหนือ จริง โดยสัจจะอาจจะมีความรู้หรือเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์เลย ไม่มีตัวตนด้วย ยิ่งไม่ทำตัวเหนือราษฎร ยิ่งไม่ข่มราษฎร แต่จะยิ่งเป็นผู้ให้เป็นผู้รับใช้ราษฎร ถ้าหากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆเป็นอรหันต์ รับใช้ประชาชนที่แท้จริงๆโดยไม่ได้พูดแค่โวหาร วาทกรรมเท่ๆ ว่ามารับใช้ประชาชน เริ่มตั้งแต่เป็น สส.หาเสียงไปจนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีบอกว่ารับใช้ประชาชน ขี้หมานะครับ เพราะถ้าไม่มีสัจจะจริง ไม่มีธรรมะที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้า พูดไม่จริงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ศาสนาไหน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ของมหาวิทยาลัยไหนในโลก นอกจากมหาวิทยาลัยโลกุตระของพระพุทธเจ้า จริง พูดวาทกรรมโก้ทั้งนั้น ไม่หมดตัวตนหรอก เพราะไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะงั้นพูดมาถึงตรงนี้แล้วเนี่ย ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สูงสุดเลย รับใช้ประชาชน 100% มีศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาพุทธอยู่ในเมืองไทย โลกุตระอยู่ในเมืองไทย แม้ว่าจะเสื่อมแต่ยังมีเชื้อ เชื้อโลกุตระของเมืองไทย เพราะฉะนั้นหลวงปู่เคยพูดว่าเมืองไทยนี้มีประชาธิปไตยที่ดีที่สุด
_ดังนั้น กฎหมายมหาชน จะเกี่ยวพันกับอำนาจรัฐเป็นสำคัญ ถ้าประเทศอยู่ในระบอบเผด็จการ กฎหมายมหาชนจะครอบงำกฎหมายเอกชนทั้งหมด เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว นิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนผู้เข้าเป็นคู่สัญญากัน หรือแม้แต่การถือครองทรัพย์สินก็อาจกลายเป็นเรื่องสาธารณประโยชน์อันอยู่ในขอบเขต ของกฎหมายมหาชน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย กฎหมายมหาชนจะมีช่องทางที่จะพัฒนาไปมากกว่า กล่าวคือกฎหมายมหาชนจะแยกตัวออกจากกฎหมายเอกชนได้อย่างชัดเจน (พ่อครูว่า... อย่างชาวอโศกมีกฎหมายเอกชนและเข้าใจเรื่องกฎหมายมหาชนด้วย โดยถ้าเราจะมีหลักเกณฑ์ไปสัมพันธ์กับมหาชน กฎหมายของเราจะไม่ไปข่ม ไม่ไปเอาเปรียบ ไม่ไปทำสิ่งที่ทุจริต) กฎหมายแต่ละสาขาจะทำหน้าที่ของตน ในทางอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง เช่นการมีกฎหมายปกครอง มีศาลปกครอง คือพัฒนาการของกฎหมายมหาชนในระบอบประชาธิปไตย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เศรษฐกิจคนจนอย่างชาวอโศกถ่วงดุลสังคมได้ พ่อครูว่า... การบริหารสังคมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การบริหารสังคมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่าไปทำให้คนไปรวยได้เท่ากัน ทำให้คนไปรวยนั้นผิด ต้องทำให้คนรวยมาหาความจนแล้วจะเสมอกันได้ ทำคนให้รวยขึ้นไปไม่มีทางเสมอกัน ยิ่งจะมีช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำอย่างไรถึงจะรวย ทำอย่างไรถึงจะได้กำไร ทำอย่างไรจะให้เพิ่ม แก้ให้ตายก็ไม่มีทางจบ ไม่มีทางสำเร็จ ต้องแก้มาเป็นแบบคนจนอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส ต้องเอาแบบคนจน อย่าเอาแบบคนรวย เทวนิยม ของทางตะวันตกมหาวิทยาลัยทางโลก สอน เศรษฐศาสตร์โลกียะเป็นเทวนิยมเป็นการได้เปรียบทั้งหมด ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอน จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์มา หาทางเอาเปรียบหมด สอนให้คนไทยเอาเปรียบกัน แล้วยังไปเอาเปรียบประเทศนอกอีกให้ได้ ใจอำมหิตจริงๆ ไม่มีเสียสละเลย เห็นไหม หลวงปู่บอกชัดเจนเลยนะว่า มหาวิทยาลัยข้างนอก เทวนิยมทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ระดับใดก็ตาม มหาวิทยาลัยคอร์แนล มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็ไม่มีทางที่จะสอนให้เป็นคนสุจริต ยุติธรรม หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นผู้ที่เสียสละแก่คนอื่น ไม่มีไม่จริงเลย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในแต่ละประเทศจึงไม่สำเร็จ นอกจากจะมีคนที่จะมีธาตุจิตธาตุปัญญาธาตุรู้ ในคนที่มีธาตุของโลกุตระ เหมือนอย่างประเทศไทย อย่างน้อยก็มีชาวอโศก ใช่ไหม ถ่วงดุลสังคมประเทศไทย จะมีจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เหมือนปรอท มีน้ำหนักมากนะ น้อยนะแต่หนัก ประชาชนเหมือนโฟม เบายิ่งกว่าโฟมอีก เหมือนลูกโป่ง ประชาชนเหมือนลูกโป่ง แต่ชาวอโศกเหมือนปรอท ถ่วงไว้ เหมือนไม่ได้ช่วยสังคมประเทศชาติ แต่ช่วยสังคมประเทศชาติอย่างสำคัญ ในทางนามธรรม มีปฏิกิริยาซับซ้อน มีปฏิกิริยาลูกโซ่ มาก
_ที่สำคัญคือ การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ บริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่อง มีนโยบายชัดเจน จะช่วยส่งเสริมให้กฎหมายมหาชนมีการพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความต่อเนื่อง มีนโยบายชัดเจน รวมถึงกฎหมายมหาชนนั้นแยกตัวออกจากกฎหมายเอกชนอย่างชัดเจน กฎหมายแต่ละสาขาจะทำหน้าที่ของตน ในทางอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง พ่อครูว่า... นี่ ดร.อัษฎางค์ รับรองนะ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ หลวงปู่ไม่ได้พูดต่อหน้าทนายนกเขาและคุณจตุพรเมื่อวาน เดี๋ยวเขาจะขึ้น เขาจะไม่เชื่อ เพราะเขาจะไม่เข้าใจปรมัตถ์ที่ลึกซึ้งและมันเป็นจริง หลวงปู่บอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองประชาธิปไตยที่ดีที่สุด แล้วสำเร็จ กว่าในโลกเลย นี่ไม่ใช่พูดเว่อร์ๆ นะ พูดสัจจะซึ่งมันเข้าใจยากมาก _ลักษณะของกฎหมายมหาชนดังกล่าวในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่า เป็นคุณลักษณะของรัฐบาลประชาธิปไตย เพราะถ้าประเทศอยู่ในระบอบเผด็จการ กฎหมายมหาชนจะครอบงำกฎหมายเอกชนทั้งหมด นี่คือนักวิชาการที่เข้าใจสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่แบบหมาเห่าใบตองแห้ง ดิสเครดิตพลเอกประยุทธ์อยู่ มันไม่ใช่ ไม่มีความรู้และพูดไปเพื่อที่จะข่มพลเอกประยุทธ์ เพื่อจะแย่งชิงอำนาจ ความเด่นอะไรก็ไม่รู้ ริษยาเขาหรืออย่างไร ไม่เอาความจริง
คำกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการนั้น จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองที่ปราศจากข้อเท็จจริง
พ่อครูว่า... ถ้าให้เปลวสีเงินมาสรุปตรงนี้คงบาดน่าดูเลย สำนวนเขาคือคำที่จะปั้นขึ้นมาเป็นคำสรุปอันนี้ แต่นี่ ดร.อัษฎางค์ ไม่ใช่เปลวสีเงิน ก็เลยสรุปแค่นี้ นี่คือผู้ที่มีปัญญาหรือมีความรู้ในเรื่องของกฎระเบียบกับพฤติการณ์ พฤติกรรม กฎระเบียบกับพฤติการณ์ มัน 2 อย่าง กฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ก็คือ คนตั้งขึ้นมาตามปัญญา ให้เข้าใจตาม เหมือนพระพุทธเจ้าได้ตั้งกฎเกณฑ์ ตั้งศีล ตั้งวินัย ตั้งธรรมะ ขึ้นมาเป็นปริยัติ เป็นสมมติ แล้วพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ก็ไปเรียนรู้และปฏิบัติให้ได้ตามนั้น เมื่อได้ทั้งสมมุติได้ทั้งปรมัตถ์ ได้ทั้งกฎเกณฑ์ได้ทั้งพฤติกรรมจริงๆ จนกระทั่งถึงจิตใจจริง จิตใจก็เป็นไปได้จริงเลย จบเลย สำเร็จสุด
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ไสยศาสตร์และคุณไสยมีจริงหรือไม่ _หลวงปู่ครับ ผมอยากรู้ว่า 1. เวลาที่คนข้างนอกเขาเล่นไสยศาสตร์ หรือเล่นคุณไสย เช่น ทำให้คนเสียสติไปเลย หรือทำให้คนมาหลง เขาสามารถทำได้จริงหรือเปล่าครับ 2. ถ้าสามารถทำได้จริง เขาจะใช้วิธีอะไรจึงสามารถทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบคำถามที่ 2 ก็ได้ครับ พ่อครูว่า... ข้อที่ 1 ก่อน ไสยศาสตร์ หรือที่เรียกว่าคุณไสย การเล่นคุณไสยหรือการเล่นไสยศาสตร์ ทำคนให้เสียสติ หรือทำให้คนมาหลง ทำเสน่ห์อะไรอย่างนี้ เขาสามารถทำได้จริงหรือเปล่าครับ ...ได้ เพราะคนโง่ ไสยศาสตร์ก็ดี จิตวิทยาหรือการสะกดจิตก็ดี เป็นเรื่องของจิต สะกดจิตให้คนมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือสั่งได้เลย ไสยศาสตร์ก็เหมือนกัน ทำให้ค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive