651031 สลายพระเจ้าแห่งอวิชชาด้วยปัญญาจากสัตตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 61.docx
เนื้อหาในไฟล์
651031 สลายพระเจ้าแห่งอวิชชาด้วยปัญญาจากสัตตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 61 https://www.boonniyom.net/52647.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1ID_kqkfUGYO94LwiudFuqO8iaTHCMLioyETJ5V28VOQ/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/15I-stIQ_MkizGaShzKsi0r5VVb6AzxuE/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1337325036805212 และ https://youtu.be/U3acedrkRB4
จะรู้จักอัตตาของพระเจ้าได้ดีต้องมีสุริยเปยยาล 7 _สู่แดนธรรม…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 31ตุลาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ผมเข้าใจของผมครับว่า อัตตาคือพระเจ้า นักปราชญ์เกิดจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า คนวรรณะต่ำเกิดจากพระบาทของพระเจ้า คือพระผู้สร้าง ซึ่งต้องเป็นเจ้าของคืออัตตา พระพุทธเจ้า ให้ปฏิเสธอัตตาคือปฏิเสธพระเจ้านั้นเอง พระองค์จึงไม่ให้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ในแสงเงินแสงทองข้อที่ 4 ทำไมต้องให้ศึกษาเรื่องอัตตา ให้สัมปทา มันไม่ขัดแย้งที่ให้เรามาลดอัตตากันหรือ พ่อถามว่าพ่อท่านอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง ผมก็บอกว่า ให้รู้จักอัตตาเป็นที่อาศัย ให้รู้ว่ามันมีอย่างที่ผิดหรืออย่างที่ถูก ข้อที่ 5 ทิฏฐิ ถ้าเข้าใจ อัตตาที่ถูก ทิฏฐิก็จะถูกไป พ่อครูว่า... คำว่าอัตตาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ก่อนจะไปเรื่องอัตตา ขอขี่ม้าเลียบค่ายก่อน คำว่าอัตตานี้ ภาษาสันสกฤตคือ อาตมัน ขยายความเป็นความยิ่งใหญ่ก็กลายเป็น ปรมาตมัน คืออัตตาอันยิ่งใหญ่ก็คือพระเจ้า อัตตา คือผู้สร้างใหญ่อำนาจใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เรียนรู้ สุริยเปยยาล 7 เสียก่อน ถ้าคนใดที่จะมาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เรียนรู้ว่า หัวใจของศาสนาพุทธคือมรรคมีองค์ 8 ต้องรู
อ่านต่อ
้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์แล้วก็ดับเหตุแห่งทุกข์ โดยมรรคมีองค์ 8 ได้มั้ย อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ ต้องผ่าน สุริยเปยยาล 7 ต้องได้พบมิตรสหายดี พบสัตตบุรุษ พบครูผู้สัมมาทิฏฐิแท้ๆ เสียก่อน แล้วก็ได้ฟังธรรม จากท่าน ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ ให้เกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ สัทธรรมบริบูรณ์ ถ้าไม่บริบูรณ์มันก็ไม่ชัดเจนถ่องแท้ ไปไม่ได้ ไปไม่ได้ตรง สุริยเปยยาล ข้อที่ 7 โยนิโสมนสิการ จะทำใจในใจของตนไม่ถ่องแท้ ไม่โยนิโส ไม่ถูกต้องไม่ละเอียดไม่แยบคาย ไม่ลงไปถึงที่เกิดเลย จะเป็น อโยนิโส จะ โยนิโสมนสิการไม่ได้จะไม่เข้าถึงโยนิโสมนสิการ เพราะเหตุใน 6 ข้อ คุณไม่ได้ดำเนินมาเลย สุริยเปยยาล 6 ข้อเบื้องต้นคุณไม่ได้ทำอะไรเลย โยนิโสมนสิการก็เปะป่ะๆไปมิจฉาทิฏฐิไป จะไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะไปทำใจในใจ เช่น ไปนั่งหลับตาทำจิตให้จิต ทำจิตให้เป็นฌาน สมาธิ มันออกนอกรีตนอกทางศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ได้นั่งหลับตา ทำฌานทำสมาธิ ศาสนาพุทธมีแต่ลืมตาทำโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตระ รู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มีสติสัมปชัญญะเต็มที่อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันผิดไปหมดเลย ทุกวันนี้พูดกันแล้ว เหมือนอาตมาบ้าอยู่คนเดียวไปขวางโลกอยู่ทำไม เขามีพระอรหันต์เต็มประเทศ มีทำเนียบพระอรหันต์ตั้ง 50-60 รูปโพธิรักษ์เป็นใคร จะไปล้มล้างอะไรใครได้ อาตมาไม่ได้ล้มล้างหรอกอาตมาพูดความจริงเปิดเผยความจริง สาธยายความจริงให้รู้ว่าพวกคุณหลงทางแล้วเธอเป็นอะไรกัน ก็พูดความจริงซื่อๆไม่ได้ลงโทษ แต่สงสาร ก็ต้องพูดความจริงสู่ฟัง ฟังอาตมาบ้างมี ปรโตโฆษะ บ้าง คุณไม่ ปรโตโฆษะ เป็นน้ำชาล้นถ้วย ก็จบ กลายเป็นโจรทำลายศาสนา พระพุทธเจ้าให้ฆ่า ด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็นก็ยังดื้อดึงดันไม่ตาย เรียกว่า เป็นผู้ที่ คง (ภาษาอีสานแปลว่าเหนียว ) พวกอยู่ยงคงกระพัน จริงๆ ซึ่งอาตมาก็จำเป็นที่จะต้องสาธยาย ไล่ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ย้อนไปย้อนมาอยู่นี่แหละ แม้แต่แค่พูดถึงจรณะ 15 วิชชา 8 เขาก็มึนแล้ว ก็บอกว่าไปเรียนรู้ทำไม ไปนั่งหลับตาอย่างเดียวก็ได้เป็นอรหันต์.. คือ คำบรรยายศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพูดตั้งไม่รู้กี่พระสูตร มีละเอียดพิสดารมากมาย เขาตีทิ้งหมดเลย เขานั่งหลับตาอย่างเดียว ถ้ามันง่ายอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะมานั่งสอนให้มันเมื่อยทำไม คุณเอ๋ย 45 พรรษาพระไตรปิฎก 45 เล่ม โอย ช่างกระไร ฉลาดน้อยจริงๆ ไม่อยากบอกว่า โง่หรอก ทำไม ทำไมฉลาดน้อยกันจริงๆเลย พูดไปพูดมาแล้วก็ว่าแต่เขา ข่ม ดูถูก ชี้ว่าเป็นเรื่องผิดตลอดเวลามันเป็นเชิงข่มอยู่ตลอด ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าจะพูดดีก็ยกตัวเองพูดถึงตัวเองพวกตัวเอง พูดพวกตัวเองว่า มันดี มันถูก แล้วมันก็จริงอีก ชาวอโศกเป็นอริยกะ ส่วนพวกท่านทั้งหลาย ขออภัยเธอก็ยังเป็น มิลักขะอยู่ ยังเป็นพวกเถื่อน เถื่อน อย่างตาบอดตาใสเถื่อนอยู่ในป่าคอนกรีตด้วย ส่งเสริมป่าคอนกรีตระเนระนาดเลย ซึ่งในหลวงเราเป็นโพธิสัตว์ ท่านตรัสไว้ว่าเราไม่ต้องการความเจริญก้าวหน้าอย่างนั้นอย่างที่โลกเขาก้าวหน้า มันก้าวหน้ามากเกินไป ก้าวหน้า อย่างที่เรียกว่ามันทำช่องว่างระหว่างคนก้าวหน้ากับคนถอยหลัง โดยไม่อยู่ที่เนื้อแท้ของสาระชีวิต ไปหลงความปรุงแต่งขององค์ประกอบ ที่มันมี ช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ งอกเงยออกไปตกแต่งเป็นลิเก โอ้…เป็นงิ้ว เป็นลิเกกันมากเกิน จนไม่รู้จะพูดอย่างไร ออกนอกเหตุปัจจัยที่สำคัญของชีวิต ไปมีแต่เครื่องประดับอาภรณ์ตกแต่ง ที่โลกเขานำพาไปแล้วก็โง่ตามเขา เราปฏิบัติธรรมเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ารู้แก่นแท้เนื้อแท้ของชีวิตและว่า เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มันถูกหลอกมานานไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ กว่าจะรู้สาระสัจจะของชีวิต มันนิดเดียว พระพุทธเจ้าย่อไปที่ปัจจัย 4 นอกนั้นเป็นองค์ประกอบ เป็นบริขาร เป็นองค์ประกอบที่ไม่มากมายอะไร ไม่ได้ยุค กาละ เทศะ ฐานะ มันเปลี่ยนไปเราก็ไม่ได้ปฏิเสธ เราก็พอใช้ ใช้คอมพิวเตอร์กับเขาบ้าง แว่นตาเราก็ใช้ เพราะมันก็ช่วย เราก็ไม่ได้ปฏิเสธซะทีเดียว แต่เราก็ไม่ได้ไปหลงบ้า ต้องไปกันใหญ่เลย เขาหลอก เอาขี้หมูขี้หมามาทาสี ใส่น้ำตาลก็กิน ขี้หมา ผสมน้ำตาลไป เละ จะเรียกว่าฉลาดไปอย่างไรก็ไม่ได้ อาตมาก็ตำหนิก็ตำหนิแรง ชมก็ชมมากไม่ได้ ชมมากก็เข้าเนื้อเข้าตัว เพราะมันจัดสรรแล้ว คนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นคนจนได้ เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนเจริญ เป็นคนอยู่เหนือโลกเป็นคนโลกุตระ ช่วยเหลือโลกอยู่ไม่ได้ไปทำลายโลกเลย ไม่ได้ชี้ชวนให้คน หลงโลกหลงโลกีย์อะไรเลย คนแบบนี้มีน้อย แล้วชมทีไรก็ชมตัวเอง พูดสิ่งที่ผิดสิ่งที่แก้ไขถล่มทลาย ซึ่งมันก็มีมาก ซึ่งมันก็เลี่ยงไม่พ้น พูดไปก็ ได้แต่ว่าคนอื่นเพราะคนอื่นเขาผิด ผิดเยอะ ถูกน้อย แล้วก็พวกถูกก็เป็นพวกตัวเองอีก มันเป็นสัจธรรมที่ดิ้นไม่ออก มันเป็นสัจจะของมันอย่างนั้น ก็จำเป็น ว่าไป เรื่องที่จะให้พูดเรื่องอะไรนะ _สู่แดนธรรม... เรื่องอัตตา ที่พระพุทธเจ้าให้เป็นพิเศษ พ่อครูว่า... ที่จริงเราจะไปปฏิเสธไม่ได้ ในสุริยเปยยาลสูตร ข้อที่ 4 ที่ให้รู้จัก อัตตา คนจะรู้จักอัตตา ต้องพบสัตตบุรุษ พบ มิตรดี สหายดี ซึ่งคือใคร มิตรดีสหายดี จับปัญญาน้อยหรือปัญญามาก ศรัทธาหรือปัญญา จับให้ปฏิบัติศีลก่อนเลย เฮ้ย มาหาอโศก ต้องไม่กินเนื้อสัตว์นะไม่มีอบายมุขนะ คือศีลดังนั้นเลยต้องจัดการศีลก่อนแล้วจะเห็นว่ามิตรสหายดีเขามีหลักเกณฑ์ของชีวิตมีหลักปฏิบัติคือศีล ปฏิบัติศีลนี้มันเจริญ ก็จะเกิดฉันทะ เกิดความยินดีเป็น สุริยเปยยาล ข้อที่ 3 อ้อ ถ้าไม่พบมิตรดีก็ไม่ไปพบนิพพานก็จะไปเรื่องแฟชั่น เรื่องยินดีที่จะได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เละเทะไปหมด แต่มาที่นี่ไม่ใช่ให้ลดด้วย ให้เรียนรู้เท่าทันมันด้วย เอ้ ดีแฮะ ชัด ยินดี มิตรดี ปฏิบัติศีลและเกิดความยินดีจึงรู้จัก อัตตา เป็นอันที่ 4 ถึงได้รู้จักว่าตัวเรานี่แหละคือ อัตตา เรามันเกิดมาพร้อมอวิชชา คนทุกคนเกิดมาพร้อมกับอวิชชาไม่รู้สังขาร ไม่รู้วิญญาณ ไม่รู้นามรูปไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ อายตนะ ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ แล้วก็ศึกษาแก้ไขปรับปรุง ปรับปรุงชาติตัวเองให้เป็น นิพพัตติ อภินิพพัตติ ไม่ได้ไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ศึกษาคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะไม่ได้เรียนรู้จากสัตบุรุษ ผู้มาเรียนตามสัตบุรุษอย่างพวกชาวอโศก มาเรียนตามอาตมาที่เป็นสัตบุรุษ พูดอย่างไม่เก้อเขินไม่อายไม่ มังกุเลย มันเป็นความจริงพูดความจริงชัด พูดจนหมดเนื้อหมดตัวไม่ได้ปกปิด เหมือนพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ก็บอกว่า เรานี่แหละเป็นพระพุทธเจ้า เราเป็นผู้ที่รู้เนื้อยิ่งกว่าใครๆ ถ้าจะว่าพูดใหญ่แล้วไม่มีใครพูดใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า อาตมาพูดใหญ่ก็ชี้ลงไปในตัวเองบ้าง ซึ่งมันไม่มีใคร ขออภัย ไม่มีใครเท่าพี่จะเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ มันก็เลย ไก่กระจอกงอกง่อยพวกนี้ ก็เลยบอกว่า เอ็งมาจากไหนเป็นใคร อาตมา ชาตินี้ไม่มีใครเป็นครูบาอาจารย์มีธรรมะของตัวเองมาตั้งแต่ชาติก่อน เขาก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาจากไหน เราก็บอกว่าเราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เราไม่ได้มีความคิดคำพูดสักนิดเลยว่าเป็นพระพุทธเจ้า เขาก็บอกว่า เราหลงตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งมันไม่ใช่ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผู้ใด ไม่ได้พบสัตบุรุษ แล้วจะไปปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ลงนรกอเวจีหมด
ต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 จึงรู้ทันอัตตาพระเจ้า _สู่แดนธรรม... โดยเฉพาะข้อแรก สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ชัดเจน พ่อครูว่า... พูดมาถึงตรงนี้ มาลง สัมมาทิฏฐิ 10 จะได้รู้จักอัตตา ใครมีอัตตา ใครรู้จักและมีวิธีปฏิบัติเพื่อล้าง อัตตา ผู้จะรู้จักวิธีล้าง อัตตา คือผู้ที่จะเริ่มปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มันมีตัวขยายที่สัมมาทิฏฐิ 10 สัมมาทิฏฐิ10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) คำว่ามีผลมีอานิสงส์คือต้องเป็นโลกุตระด้วย ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) หรือศีล รู้ว่าศีลหรือวิธีปฏิบัตินี้เป็นโลกุตระ ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) หรือการภาวนา แล้วเขาก็รวมไปถึงทั้ง สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ทั้ง ผลวิบากของกรรมที่ทำแล้ว 2 อันนี้เป็นภาวนา สำนวนโบราณสังเวยที่บวงสรวงแล้ว แปลเป็นไทยง่ายๆว่าคุณได้กระทำการปฏิบัติ แต่ก่อนนี้เข้าใจเรื่องเทว เทวนิยม ก็บวงสรวงเทพเจ้า คุณก็ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะให้เข้าตาพระเจ้า เข้าตาเทพเจ้า คุณได้ปฏิบัติแล้ว และ พระพุทธเจ้า ไขเลยว่า สุกตทุกฎานังฯ ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) เป็นผลเป็นวิบากของกรรม ไม่ใช่เกิดจากการบวงสรวงพระเจ้าอะไรเลย ให้พระเจ้าชอบใจยินดีและจะได้สนับสนุนไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นของตนเองทั้งสิ้น นี่ ในข้อที่ 4 ๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . ๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . ผู้ที่รู้โลกนี้ โลกนี้คือโลกแห่งอัตตา โลกหน้าคือโลกเจริญ สัมโพธิปรายนะ โลกหน้าคือโลกที่เจริญไปสู่เบื้องหน้าคือโลกโลกุตระ ใครแยกโลกนี้โลกหน้า ว่า โลกนี้คือโลกโลกีย์ คุณสำทับลงไปได้ โลกหน้าคือโลกแห่งความรู้ อัญญธาตุ เป็นปรโต เป็นความรู้อื่นที่เป็นความรู้ใหม่เป็นโลกุตระ เข้ามาให้เรียนรู้ ทำโลกให้ขึ้นสู่โลกใหม่ ดาวดวงเก่าเป็นดาวโลกีย์ ดาวดวงใหม่เป็นดาวโลกุตระเป็นดาวฤกษ์ที่ดับตัวเองได้ด้วย ดาวของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต่อจากนั้นสัมมาทิฏฐิ ที่เพราะแม่มี พ่อมี เกิดลูกทางจิตวิญญาณ ๗. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . ๘. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไปแปลว่าบุญคุณของพ่อมีแม่มี มันเป็นเรื่องโลกีย เขาเข้าใจไม่ถึงเรื่องปรมัตถ์ ที่เป็นพ่อแม่แบบสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกของปรโลก ที่เป็นโลกุตระเขาแยกไม่ออก ๙. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . เพราะฉะนั้นเมื่อไม่สามารถทำให้เกิดแม่ ที่เป็นสิริมหามายา มีลูกเป็นสิทธัตถะ มีพ่อบิดาเป็นปัญญา แม่เป็นศีลพ่อเป็นปัญญา ช่วยให้เกิดลูกเป็นสิทธัตถะคือ ผู้ที่มีตัณหาอันสำเร็จแล้ว อาตมานำพยัญชนะมาแปลเป็นสภาวะขยายอธิบายลงไปให้พิสดาร ฟังดีๆเถอะฟังธรรมะจะมา ตั้งใจฟัง ไม่ใช่เรื่อง Magic ไม่ใช่เรื่องลึกลับ มีแต่จะรู้กระจ่าง มีแต่จะรู้ว่าพยัญชนะเหล่านี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง มันเป็นอย่างนี้เองหรือมันจะง่ายมันจะเข้าใจได้ _สู่แดนธรรม... โดยทั่วไป ไปศึกษาธรรมะกันแบบฮาโลวีน ต้องลึกลับ ต้องมีอะไรที่เป็น Magic ที่แท้แล้ว ที่พ่อท่านยกเรื่องสัมมาทิฏฐิ 10 พ่อครูว่า... นี่ยังยกเว้นข้อที่ 10 นะ เพราะข้อ 10 หมายถึงอาตมา ๑๐. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗) _สู่แดนธรรม... ในข้อที่ 10 นี้ก็ตาม เป็นบุคคลที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนทุกข้อใน 10 ข้อ ทรงปฏิเสธความเป็นพระเจ้า พ่อครูว่า... อาตมาเขียนเรื่องพระเจ้า บรรยายจิตเจตสิกรูปนิพพานทั้งหลายเหล่านี้ ความรู้ธรรมะเหล่านี้ ก็ วิจารณ์พระเจ้า แล้วก็พยายามทำให้คนเข้าใจ อาตมาระมัดระวังมากพวกสายที่บูชาพระเจ้ายกย่องพระเจ้า เขาจะหาว่าเราไปข่มพระเจ้าไปทำลายพระเจ้าเขามันก็เลี่ยงไม่ค่อยได้ สักวันหนึ่งคงเจอคดีนี้ เขาคงมายิงใส่สักวัน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงมันเลี่ยงไม่ได้ เราต้องพูดความจริง เป็นเรื่องยากที่กว่าจะรู้ว่าเราเป็นอัตตา ที่จริงมันเป็นสังขารปรุงแต่งมันเป็นอนัตตาทั้งนั้น เราไปหลงยึดถือปรุงแต่ง จนกลายเป็นเรื่องตัวกูของกู เป็นเรื่องแย่งชิงอยู่ในโลกนี้ เป็นตัวละครบุพเพสันนิวาส ไม่ใช่แค่ 2 แต่เป็น 3 4 5 6 เป็นล้านภาคแล้ว ไม่รู้กี่ล้านภาคแล้ว แต่มันก็จริงมันจะเกิดไปวนเวียนอยู่อย่างนั้นเป็นนิยายของโลก ชัดแล้วชัด เป็นเรื่องของกรรมเป็นเรื่องของวิบากทั้งสิ้น เข้าสู่ประเด็นเลย กรรมนี่คือGod ผู้รู้จัก สุกตทุกฎานังผลังวิปาโก เข้าใจว่า กรรมดีกรรมชั่วเป็นผลเป็นวิบากที่เราทำเอง เราก็เกิดวนแล้วชาติแล้วชาติเล่าไม่รู้กี่ชาติ ก็เพราะ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก กรรมเป็นของของตน ตนเองเป็นทายาทของกรรม กรรมพาเกิด พาเป็น สั่งสมเป็นเผ่าพันธุ์และอาศัยกรรมนี่แหละเป็นนิยายบุพเพสันนิวาส อยู่ล้านๆๆๆๆ เรื่อง _สู่แดนธรรม... แสดงว่าพ่อท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า พ่อครูว่า... พระเจ้าคือกรรม เป็นพระเจ้าที่เรารู้จักกัน กรรมเป็นของตนรู้จักกัน อ้อ Good Morning My God ก็เจอกันอยู่ สวัสดี เฉยๆ ไม่ได้ไปดูถูก หรือตีตัวเสมอ ก็เจอกันอยู่ สวัสดีกันอยู่ แล้วก็รู้จักกันกับพระเจ้าของอาตมา แต่พวกที่ไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันพูดกันไม่รู้เรื่อง _สู่แดนธรรม... ในสมัยอดีตที่ผมเคยฟังเทศน์ธรรมะพ่อท่าน ผมฟังเรื่องที่พ่อท่านบอกว่า พระอรหันต์นี่แหละจะรู้จักความเป็นพระเจ้าที่ดีที่สุด ผมก็รู้สึกว่าใช่หรือ พระอรหันต์จะไปเกี่ยวกับพระเจ้า พ่อครูว่า... พระเจ้าก็คือธาตุวิญญาณที่เขายกย่องเรียกว่าพระจิต พระจิตหรือพระจิตวิญญาณ ก็ถูกไม่ผิดหรอก ถ้าจิตวิญญาณคุณไม่ไปหลงว่าเป็นของคนนั้นเป็นของคนนี้ คุณก็ศึกษาสิ พระเจ้าก็คือพระจิตวิญญาณก็เป็นอันเดียวกัน พระเจ้าหรือพระจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ มีพระบริสุทธิคุณ กรุณาธิคุณ จิตวิญญาณจริงๆนั้นบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่อผู้ที่มีจิตรู้ว่าจิตมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นพระจิตเป็นพระวิญญาณ เป็นธาตุรู้ที่ปรุงแต่งกันอยู่ เมื่อไม่มีกิเลสมันก็ฉลาดมันก็รู้ว่า อ๋อ มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นอนัตตา แต่เมื่อมันได้จิตนิยาม มันได้เกิดมาเป็นธาตุรู้ ธาตุรู้อวิชชา จนกระทั่งสำรอกอวิชชาออกหมด เหลือแต่จิตสะอาดบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ก็คือจิตวิญญาณที่เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วก็รู้ตัวว่า จิตไม่มีตัวตน ก็ทำตัวเองให้สลายตัวตนได้ สลายธาตุจิตนิยามเป็นอุตุนิยามได้ แม้ไม่ถึงขั้นอุตุนิยามมันจะมีขั้น พีชนิยามก็คือกระทำ กรรมนิยาม ก็กระทำทำให้ตัวเองมีชีวิต พีชนิยาม พีชนิยาม ปรุงแต่งกันเป็นอภิสังขารชนิดหนึ่ง อุตุนิยาม ก็เป็นอภิสังขารชนิดหนึ่งเข้าใจสังขารทั้งหมดเลยแล้วก็เข้าใจได้กระทำได้ ผู้เป็นอรหันต์สามารถทำจิตให้เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม และคงไว้ซึ่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ _สู่แดนธรรม... ในการกระทำนี่คือ ท่านกระทำอย่างกรุณาธิคุณ พ่อครูว่า... ก็ทำได้เอง เป็นอมตะบุคคลแล้ว พระอรหันต์ผ่านวิมุติแล้วเป็นอมตะบุคคล มีแต่กรุณาธิคุณ เพราะฉะนั้นจะยังชีวิตอยู่เกิดอีกกี่ชาติชาตินี้ชาติหน้าชาติโน้น ตนเองนั้นสบายแล้ว ตนเองรู้วิธีตนเองพ้นทุกข์ตนเองไม่ทำชั่ว ตนเองมีแต่ทำแต่ดี มีแต่ความกรุณามีแต่การกระทำรับใช้ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นตามที่ตนเองได้ตนเองมีตนเองเป็น เป็นการมีกตัญญูกตเวทีต่อศาสนา หรือ เป็นผู้ที่มีสิ่งที่ดีก็เอาสิ่งที่ดีไปแจก เอาสิ่งที่ดีไปเผยแพร่ไปเผื่อแผ่ผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้สิ่งที่ดี เพราะเกิดมาแล้วไม่มีอะไรที่จะทำดีกว่าสิ่งนี้ คุณจะไปเรียนวิชาอะไรในโลกจะจบด็อกเตอร์ Post Doctor ไปอีกกี่ใบ กี่ขั้นต่อกี่ขั้นก็ช่าง มันไม่สู้อันนี้เลย พระพุทธเจ้าจบดอกเตอร์มา 18 สาขาวิชาในตักศิลายุคนั้น ท่านไม่เอาเลยท่านมาเอาอันนี้อันเดียว พูดมาไม่รู้กี่ที
ในอาหาร 4 ก็มีความเป็นพระเจ้าให้เราจัดการ _สู่แดนธรรม... พระอรหันต์ที่บำเพ็ญโพธิสัตว์โดยเป็น พีชธาตุ ก็เท่ากับพระอรหันต์ที่เป็นโพธิสัตว์ย่อมเป็นพระเจ้า เท่าที่ท่านอยากเป็นนิรันดร์ พ่อครูว่า... ถูก คนที่เป็นนริศวรพูดได้ดี นริศวรมาเกิด สามารถใส่อะไรดี ผู้ที่เข้าใจการปรุงแต่งของธาตุ 2 สังขารปรุงแต่งของธาตุ 2 เป็นธาตุบวกธาตุลบ ตั้งแต่ระดับของอุตุนิยามของไอน์สไตน์มาก็ได้ คือคนที่พบธาตุบวกลบก่อนไอสไตน์ก็ตาม มันก็เป็นธาตุวัตถุ จนกระทั่งบวกลบนี้มีชีวะเป็นเจ้าของ เริ่มเป็น พีชะ มีบวกลบปรุงแต่งโดยที่ตัวเองยึดเป็นประธาน ยึดบวกลบนั้นตัวเองเป็นประธาน แต่ยังปรุงแต่งได้แค่ cyclic ของพีชะของวงวน ของกรอบ ของตัวเองเป็นตัวเองรู้ได้แค่นั้น แล้วก็วิวัฒน์พัฒนามาเป็นจิตนิยาม ทีนี้ ปรุงแต่งได้พิสดารมาก ทีนี้ก็มีบาปมีบุญ มีนรก มีสวรรค์ มีทุกข์ มีสุข มีอะไรเละเทะเลย จิตนิยาม มันมาเป็นจิตนิยามเสร็จแล้วก็ด้วยอวิชชา อวิชชาพาเกิดทั้งนั้นเลย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่าน มาย้อน เรียนรู้ว่ามันมาจากอะไร กว่าจะมาเป็นอวิชชาขนาดนี้ ย้อนศึกษาจนไปรู้ที่เกิด โยนิโส จนหยั่งไปถึงที่เกิดต้นธาตุต้นธรรม อ้อ ที่แท้ก็คือความไม่รู้ อวิชชา เป็นต้นธาตุต้นธรรม แล้วที่ความไม่รู้นี่ก็คือไม่รู้ว่า เมื่อมันเกิดมาแล้วมันมีธาตุ 2 ปรุงแต่งกันเรียกว่า สังขาร จนกระทั่งพัฒนามาเป็นจิตนิยามมีวิญญาณ เมื่อเป็นวิญญาณแล้วจะเรียนรู้วิญญาณได้ด้วยอะไรก็ได้ด้วยนามรูป เพราะวิญญาณอาศัยนามรูป ในปุตตมังสสูตร ข้อที่ 4 ยืนยัน “พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ แบบ[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า” พ่อครูว่า... เช้า 100 เล่มก็หักหมด กลางวันอีก 100 เล่มหอกก็หักหมด เย็นอีกร้อยเล่มหอกก็หักหมด หมดแรงนอนแผ่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) โจรที่ ถูกแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็นก็หมายถึงพวกอยู่ทั้งวัน วันหนึ่งมันมีแค่เช้ากลางวันเย็น กลางคืนไม่ทำงานด้วยนะ เอาแค่ตอนกลางวัน มันก็มีแต่ทุกข์ๆๆ เพราะถูกหอกแทง เป็นโจรที่ถูกหอกแทง เหมือน ผู้ทำผิด ศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ โพธิรักษ์ใช้หอกปาก มุขสตี แทงด้วยหอก ร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็นและนอนแผ่หมดแรง แต่โจรก็ยังหน้าตาเฉยทุกวันนี้ เอาแต่แค่ประเด็นนั่งหลับตาปฏิบัติ มันเป็นโจรทำลายศาสนา เขาก็หาว่าเราไปว่า อ้าว ก็มันผิดจะไม่ว่าได้อย่างไรมันไม่ถูกต้อง เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ยังเป็นโจรหน้ามึนเป็นโจรปึ๊ก เป็นโจรไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้ไม่ชี้ อะไรวะ อาจารย์อั๊วสอนนั่งหลับตาทั้งนั้น เอ็งมาจากไหน จริงๆนะ..มันเป็นอย่างนี้ท่านผู้ชมทั้งหลาย มันก็ได้รับแต่ทุกข์เท่านั้นไม่มีอื่นเลย เมื่อเป็นโจรแล้วก็ทุกข์ ถูกผู้รู้อย่างอาตมาทิ่มแทงด้วยหอก ถ้าหากอาตมายังไม่ตาย อาตมาก็จะทิ่มหอกอยู่อย่างนั้น เช้ากลางวันเย็นจริงๆ อาตมาไม่ได้ปฏิบัติผิดจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลย หอกนี่แทงเล่มเดียวก็ทุกข์มากแล้ว ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา ทำไมพระราชาให้เจ้าหน้าที่มาประหารเรา มาแทงเรา นี่พูดอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชามีสิทธิ์ที่จะดูแลประชาชน เห็นประชาชนที่ไม่ดีก็ประหารเสีย ประชาชนที่ดีก็เอาไว้เป็นธรรมชาติของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พวกที่เป็นธรรมราชาจะเป็นอย่างนั้น “ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ” ผู้ที่สามารถกำหนดรู้นามรูป วิญญาณนี้แยกเป็นนามรูปได้ด้วยวิชชา แต่แยกเป็นเทวะภาวะสอง มีสิ่งที่ถูกรู้กับผู้รู้ ผู้รู้คือปัญญากับวิชชา สิ่งที่ถูกรู้คือโจร คือผี คือซาตาน คืออัตตา คืออวิชชา รู้อวิชชาของตน วิชชาจะรู้อวิชชาของตน ตนโง่ จะกว่าจะรู้ว่า อวิชชามาก่อน แต่ก่อนแต่ไรไหนมาชื่อคนใช้ค่าโลกธรรมวัดคน เป็นโลกธรรมทั้งนั้นเลย เขาใช้โลกธรรมวัดคนว่า เจริญศรีหรือไม่เจริญทั้งนั้นเลย ซึ่งเป็นการลงโลกียลงโลกธรรม เมื่อเข้าใจโลกธรรมแล้วก็จะรู้ว่าบ้าๆบอๆ ภูเขาปั่นไปกับลาภยศสรรเสริญสุข พูดมาถึงตรงนี้ อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เกิดมาก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เสร็จแล้วได้บำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าด้วย เจริญทุกอย่างเลย ฉะนั้นท่านจึงเป็นพระพุทธเจ้าที่มีพระปัญญาธิคุณ แล้วก็ไม่เป็นอื่นก็ยังเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั่นแหละ ก็มีภูมิธรรมปัญญาธิคุณ เป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วยทำงานให้โลกด้วย บริหารเอาให้เจริญ เอาให้ประเทศตัวเองเจริญ เยี่ยมยอดเลยแล้วก็พาให้ประเทศอื่นเยี่ยมยอดไปได้อีก แต่พระองค์ไม่ทำ พระองค์ทิ้งเรื่องโลกีย์อย่างไม่เสียดาย ทิ้งโลกียะ หมดเกลี้ยงเลย ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถึงแม้แต่พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้ามคธ ก็ยอมเคารพธงชาติ เพราะศาสนาฮินดูเขารู้จักพระพุทธเจ้ากันมา เขาเป็นพราหมณ์กันมาเขารู้ว่าพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้วจะต้องมาเกิด มาอุบัติ และมีคนพยากรณ์ว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าได้แล้วท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าได้จริงทุกคนจึงเคารพ เพราะฉะนั้นแคว้นใหญ่ แคว้นโกศล แคว้นมคธยกให้หมดแล้ว ท่านจะยังอยู่ ท่านก็ยิ่งใหญ่กว่าใคร นี่ขยายความให้ฟัง แต่ท่านไม่ดำเนินงาน ท่านไม่เอาพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทิ้ง ถอดเครื่องมุรธาภิเษกของพระเจ้าแผ่นดินทั้งหมดเลยมานุ่งผ้าบังสุกุล ถ้าคลุกขี้ฝุ่นขี้ฝอยผ้าห่อศพ เดินพระบาทเปล่า ซึ่งมันไม่เหมือนยุคนี้ที่ยังแบกลาภยศสรรเสริญอยู่เลยในเถรสมาคม สรรพคุณอะไรไม่รู้สึกรู้สา พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่ามากมาย ทำไมท่านทิ้งได้ คุณเองคุณมีเศษทองเท่าหนวดกุ้ง ของท่านมีทองเท่าห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive