สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน จากหนึ่งจึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่ง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข2 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน จากหนึ่งจึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่ง มาแยกเฉพาะตัวกับส่วนรวม เป็นธรรมะ 2 เราจะต้องมีตัวเราส่วนตัวกับหมู่กลุ่ม ก็ต้องอยู่ด้วยกันแยกกันไม่ได้ ตัวเราต้องรวมกับหมู่กลุ่ม หมู่กลุ่มก็ต้องมีเรา One For all All for one เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หนึ่งจึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าสรุปสุดยอดคือมีวรรณะ 9 และวรรณะ 9 นี้ เราก็ต้องมีกลุ่มหมู่สังคมชุมชนขาดไม่ได้ แล้วก็ต้องมีสมบัติส่วนกลาง อุปโภคบริโภค เครื่องกินเครื่องใช้ส่วนกลางเป็นสาธารณะโภคี และกินใช้ส่วนกลางร่วมกันอย่างเช่นชาวอโศกทำอย่างมีปัญญาเข้าใจเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ ของโลก เศรษฐกิจบทไหนก็สู้เศรษฐกิจสาธารณโภคีไม่ได้ สูงสุด ของประชาธิปไตยของคอมมิวนิสต์ ของเผด็จการก็ตาม สู้อันนี้ไม่ได้ สาธารณโภคีจะต้องมีคุณสมบัติเป็นสาราณียธรรม 6 เป็นตัวบ่งชี้ จะมีสาราณียธรรม 6 ได้ คนที่มาร่วมต้องมีจิต 7 ตัว คือพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ สาราณียะคือ ไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเอง แต่นึกถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่านึกถึงคนอื่นจนสุดท้ายเหลือเพียงเราสองคน อธิบายแจกแจงความรัก 10 มิติ เหลือเพียงพ่อแม่ลูกก็ดีขึ้นนิดนึง นอกนั้นกูไม่เอากูไม่เกี่ยวกูจะแย่งชิงเอามาเป็นของเท่านี้แหละ โลกนี้มีแต่เราสามคน โลกนี้มีแต่เราสองคน ลูกมันยังไม่เอาเลย เอาลูกไปทิ้งถังผง กลางถนน ดีไม่ดีฆ่าทิ้งเลย พวกนี้มันเกินสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านชนิดมันก็ไม่ฆ่าลูก แต่นี่คนอะไรวะ ความรักสูงขึ้นไปในระดับมิติที่ 4 มีการเผยแผ่ให้สู่ผู้อื่น เป็นญาติโกโยติกา 1. กามนิยม (เมถุนนิยม) 2. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ

อ่านต่อ

) 3. ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5. ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6. สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) เป็นพุทธเบื้องต้น 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) เป็นพุทธเบื้องกลาง 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) เป็นพุทธเบื้องสูง 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม)

นี่คือสัจธรรมสภาวธรรมที่เราต้องเรียนรู้ พุทธพจน์ 7 สำหรับส่วนรวมจิตจะต้องเห็นแก่คนอื่นไปเรื่อยๆกว้างขึ้นจนเกิดความรักที่เจริญขึ้นเป็นมิติที่ 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถึง 10 ก็สมบูรณ์แบบแล้ว ปิยกรณะ ก็รักกัน เป็นความรักที่เจริญขึ้นเป็นประโยชน์คุณค่าตามความรักมิติที่ 10 ครุกรณะ จะต้องรู้จักการเคารพคารวะกันเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติในโลก หากไม่มีไม่รู้จักขั้นตอนศักดิ์ศรีไม่ได้ ต้องรู้จักสมมติสัจจะโลกนี้ มีการเคารพโดยสมมุติ เคารพด้วยหลักเกณฑ์ เคารพด้วยวัยวุฒิ เคารพด้วยคุณธรรม เคารพด้วยความมีคุณค่าประโยชน์ เคารพด้วยการเป็นอริยบุคคลเป็นต้น หากว่าถือดีไม่เคารพคารวะใคร ก็จะบ้า มันใหญ่คนเดียว ไม่รู้ตัวหรอกคนพวกนี้ สังคหะ อันนี้ยิ่งใหญ่ คือการเกื้อกูลช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเป็นผู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นคุณสมบัติคุณวิเศษอันยิ่งใหญ่ ถึงขั้นให้ๆๆ หากว่าให้อย่างไม่มีปัญญาก็จะเสียหายได้ เกิดความสูญเสียเกิดความเสียหายได้อีก อวิวาทะ ไม่ทะเลาะวิวาทกัน จะมีอะไรนิดหน่อยก็พอเป็นไป อย่างสังคมชาวอโศกทุกวันนี้กล้าพูดได้เลย มีคุณสมบัติที่สูง อยู่กันอย่างไม่ต้องวิวาทกัน ตำรวจไม่ต้องใช้เลย ใช้ก็ตอนจราจรมันแน่นมาช่วยจราจร นอกนั้นในคนเหล่านี้เขาไม่มีการทะเลาะกันไม่วิวาทกัน ไม่เกิดเรื่องอะไรถึงขนาดที่ต้องใช้ตำรวจมาจัดการ นอกจากคนอื่นคณะอื่นที่อื่นเขามารวนเรามาเกเร เบียดเบียนทำร้ายเรา ก็ต้องอาศัยตำรวจมาจัดการบ้างซึ่งก็จะไม่มีมาก เพราะมีพลังงานซับซ้อนเป็นอจินไตย คือว่าพวกนี้ดีจนกระทั่งคนชั่วไม่กล้ามาทำอะไรมันมีบารมีมันมีราศีรังสี เป็นพลังงานกั้นไว้เป็นบัฟเฟอร์กั้นไว้ เป็นอจินไตยเป็นเรื่องที่คิดไม่ออกแต่เป็นเรื่องจริง คนมารวนก็แพ้ภัยตัว หนักเข้าก็เลิกไป อยู่ที่นี่ก็เจอถึงขั้นมาเผาร้านขายของเรา ร้านหนึ่งน้ำใจ ถูกไฟเผา เราก็สร้างมาใหม่อีก ถ้าไม่ไปเทียบกับคาร์ฟูร์ โลตัสเขา ร้านหนึ่งน้ำใจเราก็ไม่เล็กนะ ถ้ามีฝ้าและมี LED ส่องสว่างหน่อย ที่นี่ 77 นะ ไม่ใช่ 7 11 นี่ 77 เข้มข้นกว่า ทิ้งไว้ไม่พูดต่อละ ไม่วิวาทกันอยู่กันอย่างสามัคคีซึ่งมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ จะมีการขัดเกลากันเพื่อให้มีการตรวจสอบสิ่งที่ดีที่สุดถูกที่สุด ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หยวนๆ แต่ต้องตรวจสอบกันให้ดีจึงเรียกว่ามีการขัดแย้งอันพอเหมาะจะเกิดความสามัคคีเป็นกลุ่มหมู่ที่แน่นเหนียวสะอาดขัดเกลาเสมอตรวจสอบเสมอ อันที่ดีที่สุดไม่ต้องไปสอบ แล้วตกผลึกเกาะกลุ่มกันแน่นเป็นเอกภาพ เอกีภาวะ แน่นเหนียวทนทานคงมั่นดีเยี่ยมเป็นแก่นแกน สาระทุกอย่าง เป็น แก่น core เป็น essence เป็นตัวตั้งของพลังงานบวกเสมอ ถ้ามีสามเส้ามีบวก ลบ และมีปฏิกิริยาของพลังงาน ต้องมีประธานเป็นตัวจัดการสร้างสรร พีชะก็ไม่รู้เท่าไหร่แต่มาเป็นจิตนิยามก็จะมีตัวรู้มากกว่า ไปจัดการกรรมได้ สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นธรรมะ 2 ที่เป็นส่วนรวม ส่วนตัวนั้นเป็นวรรณะ 9 จะต่างกับ อวรรณะ เสมอ เทียบได้ ตัวหยาบในอวรรณะ คือทุภโร ทุโปสะ และมหัปปิจฉะ หยาบ รู้ได้ง่าย เลี้ยงยากไปยากนั่งยากนอนยากกินยากอะไรก็ยากไปหมดเลย คนตายแล้วคนนี้ ทุภโร ทุโปสะ จะสอนจะแนะนำให้สร้างสรรให้ดีขึ้น ก็ลำบากยิ่งกว่าเข็นภูเขาขึ้นครก มันไม่ไหวหรอก ไม่กระดิกเลย หากเข็นครกขึ้นเขายังกระดิกบ้าง ไปสีควายให้ซอฟัง ซอก็ฟังไม่รู้เรื่อง ควายจะเตะเอา มันรำคาญไปสีมันอยู่ได้ เป็นการอธิบายโดยอาศัยภาษาบัญญัติ พวกเรามีสภาวะก็จะเข้าใจ เราศึกษาก็จะได้ประโยชน์ที่เราได้ของจริงเป็นมนุษย์อยู่ในโลกที่มีประโยชน์คุณค่าดีกว่าเป็นมนุษย์ที่เป็นโทษภัยในโลกก็เจริญขึ้น ๆๆ เมื่อเป็นผู้ที่ไม่สะสมไม่มากๆรู้จักพอแล้วก็น้อยลงรู้จักพอแล้วก็น้อยลงเรียกว่า อสันตุฏฐิ คือไม่รู้จักพอ ตะกละตะกรามไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุดเป็นพาลชน เป็นพวกไม่เจริญเรียกว่าอวรรณะ ต้องน้อยลงก็พอ จนเหลือ 0 ก็พอ หากไม่มีในตัวเองเลยก็ต้องอยู่กับหมู่กลุ่มอยู่กับของส่วนกลางที่กินใช้ร่วมกัน อยู่คนเดียวโดดเดียวไม่ได้ สรุปแล้วธรรมะพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมบทเดียว ต้องอยู่กับหมู่ครบครันมีจิตวิญญาณประเสริฐสูงสุดที่จะอยู่กับหมู่กลุ่มอย่างเป็นผู้มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ได้เบียดเบียนไม่ได้ไปทำให้คนอื่นเขาลำบาก ไม่เป็นหนี้ในตัวเอง ตลอดแต่ละชาติๆไม่มีหนี้เลยมีแต่กำไร มีแต่ส่วนที่ตัวเองเป็นนายทุน แต่เป็นนายทุนทางโลกุตระไม่ใช่นายทุนทางโลกียะ นายทุนที่ไม่เอาดอกเบี้ยอะไรเลยนายทุนคือผู้ที่มีมากแต่ให้เสมอ ไหลให้คนอื่นเขาซะ เช่นเดียวกับปิระมิด ปิระมิดอโศกคือ ปิรามิดที่ยอดอยู่ล่างแต่ฐานอยู่บน มันมีความแข็งแรงคงทนตั้งมั่นมีการไหลจากข้างบนลงล่างเสมอ ส่วนปิระมิดของทุนนิยมนั้นรวยกระจุกจนกระจายดูดเข้าไปหาตัวเอง แทนที่จะกระจายดูดเอามาให้แก่ตัวเองเข้าไปหายอด เดี๋ยวนี้การเมืองเขาก็กำลังเรื่องการดูด ใช้ศัพท์ว่าดูด แต่ที่จริงเป็นการแย่งชิงด้วยเล่ห์เหลี่ยมด้วยอำนาจก็เป็นเรื่องของโลกเราก็ดูอย่างไม่มีปัญหาอะไร 610930_วิถีอาริยธรรม ศีรษะอโศก วรรณะ 9 และ อวรรณะ 9 อันสุดลึกซึ้ง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน