สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน วรรณะ 9 ต้องขัดเกลาอยู่กับหมู่.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน วรรณะ 9 ต้องขัดเกลาอยู่กับหมู่ มาขยายลักษณะธรรมะ 2 ที่เป็นส่วนรวมกับส่วนตัว ส่วนตัวปฏิบัติให้มีวรรณะ 9 อย่างบริบูรณ์ เงื่อนไขของวรรณะ 9 คือจะต้องอยู่กับหมู่ ตัวเราเองมีคุณสมบัติ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ขัดเกลากายวาจาจิตให้ดีขึ้น มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติเรียกว่าศีล เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเกิดผลเป็นอธิวิมุตเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็มาเริ่มต้นเป็นอธิศีล เจริญเป็นอธิจิต อธิปัญญา มาเป็นอธิวิมุติ ไปอีก หมุนรอบเชิงซ้อนไปอีก สูงขึ้นๆไปเรื่อยๆ นี่คือความเจริญของศีลคนไม่มีศีลเป็นหลักนั้นเละเทะ จะให้เกิดความเจริญอันน่าอัศจรรย์เป็นลำดับนั้นไม่ได้เลย ต้องปฏิบัติศีลให้เป็นลำดับรู้การสังเคราะห์สังขารสูงสุดเป็นอภิสังขาร มีศีลเป็นขีดขั้นไปเรื่อยๆ เมื่อเจริญขึ้นก็จะได้ตัวที่ 7 มีอาการที่น่าเลื่อมใสศรัทธา เรียกว่าอาการที่น่าเลื่อมใส เป็นคนที่น่าบูชาเคารพนับถือเป็นตัวอย่างที่ดี แล้วเราก็ทำตามไป มาเป็นตัวสุดท้ายคือไม่สะสมกับยอดขยัน อาตมาภาคภูมิใจว่าชาตินี้เกิดมาไม่สะสมอะไรเป็นของตัวเองเลย ทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้วทางศาสนา ก็ไม่สะสม พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงยิ่งให้ไปยิ่งได้มายิ่งเป็นผู้ไม่เอายิ่งได้ไม่เอายิ่งได้ ถ้าหากบารมีไม่ถึงไม่เอาอย่างไม่เข้าทางก็เสียผล แต่อยู่กับหมู่กลุ่มนี้ เราไม่เอาเลยเราก็ไม่ตาย อยู่กับพวกสาธารณโภคีเขาไม่ปล่อยให้ตายหรอก ตายได้ แต่ไม่ปล่อยให้เกินไป จะต้องมีน้ำใจเมตต
อ่านต่อ
ากรุณาอุเบกขาอย่างแท้จริง มนุษย์เจริญสูงสุดด้วยการมีวรรณะ 9 คือไม่สะสมกับยอดขยัน วิริยารัมภะคือขยันเสมอ รู้เวลาควรพักหรือควรเพียร เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)
เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2)
ภาษาซ้อน ไม่คือมี มีคือไม่ เป็นสุดยอด สิริมหามายา ทั้งดีทั้งใหญ่ เป็นภาษาที่เรียกสภาวะขั้นสุดท้าย สิริมหามายาเข้าใจได้ยาก แม้แต่พระมารดาของพุทธเจ้าก็ชื่อว่าสิริมหามายา ชื่อดีกว่านี้ก็ไม่เอาเอาชื่อมายาแต่มันเป็นจริง แต่เป็นมายาที่ดีที่ใหญ่ สิริ ดี มหาแปลว่ายิ่งใหญ่ จริง แปลว่าแม่ผู้สุดยอด แม่นี้หมายถึงธรรมะไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขาที่คลอดลูกออกมา หรือว่าเป็นแม่แบบที่มีใครออกมา หรือการเกิดอื่นอื่น เป็นแม่ทางจิตวิญญาณ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูอธิบายวรรณะ 9 ให้ฟัง อบรมเกษตรกร เขาบอกว่ามาอยู่ที่เรากินง่ายมาก เราเอาหัวปลีไปทอดให้เขากินเขาก็บอกว่าไม่เคยกินมาก่อนเลย ชาวอโศกเป็นผู้ที่บำรุงพัฒนาให้เจริญง่าย และยังเป็นคนที่มักน้อยอีก เอาไว้แก่ตัวเองน้อย บ้านแต่ละบ้านก็จน ส่วนกลางก็มากขึ้นมากขึ้น ส่วนกลางก็จะมีมาก ส่วนตัวก็จะมีน้อยไม่ได้มากขึ้น ศีลเคร่งคือเราสามารถลดกิเลสได้มากขึ้น ทำงานไปก็สลายตัวตนได้ไม่ยึดมั่นถือมั่น จะให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้ เอาก็ได้ไม่เอาก็ได้ ให้ทำก็ทำไม่ให้ทำก็ไม่ให้ทำ พร้อมที่จะสลายตัวเอง อาตมาว่าเป็นสังคมที่น่าอยู่ที่สุด และเป็นคนที่ไม่สะสมให้แล้วยอดขยัน ใครหนอจะขยันเท่าที่เราเป็น ขยันอย่างไม่ธรรมดา เขาบอกว่าคนที่นี่ทำงานขยันทำอะไรก็สำเร็จ คนจึงเห็นเป็นอัศจรรย์ในสิ่งที่พวกเราทำ แต่ว่าบอกว่าดี แต่จะมาอยู่ไหมไม่มา พ่อครูว่า...ไม่ต้องเร่งรีบ มาเถอะมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมาคว้ามีดพร้าและจอบเสียม อาตมาใช้ศิลปะในการทำงาน แต่สงสารพวกบ้าศิลปะ อาตมาเรียนจบทางศิลปะมา ไม่ได้จบด็อกเตอร์สถาบันศิลปะอะไรมา ปริญญาตรีทางศิลปะยังไม่ได้เลย ได้แค่ขั้นปวส. เลยอาชีวะแค่สองปี ไม่ได้ต่อปริญญาแต่อาตมาว่า อาตมารู้จักศิลปะดี รู้จักศิลปะโลกุตระเป็นมงคลอันอุดมสุดยอดเหนือกว่าด๊อกเตอร์ต่างๆที่เขายิ่งใหญ่กัน เขามีชื่อเสียงอะไรต่างๆนานา ดร.หลอกคน เอาเงินเข้ากระเป๋า เอาเงินมาได้แล้วก็ทำเป็นบริจาคซับซ้อน สร้างตัวเองให้ดูมีความ เขื่อง เท่ แต่ตัวตนยังไม่หมดมีตัวใหญ่เลย ศิลปินนี่แหละตัวตนเบ้งที่สุด สมณะฟ้าไทว่า..มีพวกศิลปิน มาแสดง เอาสีราดตัวเด็ก แล้วให้เด็กกลิ้งไปมาบนพื้น ตัวเองก็ทำด้วยแล้วถามว่าเป็นศิลปะอะไรเขาก็บอกว่ามันเป็นเรื่อง Abstract พ่อครูว่า...เป็นการตีกินไปหมดเลย อะไรก็ Abstract เป็นนามธรรม อาตมาก็อยู่ในวงการศิลปินศิลปะมาก่อน จนถึงวันนี้ก็ยังมาใช้ศิลปะเป็นโลกุตระ จนกระทั่งนักศิลปินแห่งชาติบอกว่าศิลปะมันมีโลกุตระด้วยหรือ อุทาน คือ เขายังไม่รู้เรื่องหรอก ยิ่งทางต่างประเทศเทวนิยม เลิกเลย ทางยุโรป ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้า ขนาดศิลปินทางชาวพุทธก็ยังไม่รู้เรื่อง แล้วก็พยายามเอาศาสนาพุทธไปอธิบายงานศิลปะด้วยนะมันซับซ้อนมาก ดีไม่ดีอธิบายเนื้อหาสาระของศาสนาแต่เอาไปขายหากินแพงๆเท่ๆ
ศีกษาเป็นคนมีวรรณะ 9ได้แล้วแต่จะอยู่คนเดียวไม่ได้จะต้องเกี่ยวกับหมู่กลุ่มเป็นมิติสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีอยู่กันอย่างสมบูรณ์ จะขยายผลขึ้นไปเรื่อยๆเป็นตัวอย่างของโลกเป็นต้นแบบของโลกจะเป็นได้จริง ยืนยันเลยไม่ใช่พยากรณ์เป็นความเชื่อมั่นเลย จะเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดให้แก่สังคมโลกเขาได้ ในชาวอโศกที่จะเป็นตัวอย่างนี้จะลำบากลำบนหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ต้องช่วยกันแล้วมันจะเบาขึ้นๆ ซ้อน เบาขึ้นเรื่อยๆ เป็นความซับซ้อนที่สุดยอด อาตมาถึงบอกว่ามันยังจะเหนื่อยเหนื่อยก็ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญญาแล้วก็หมดปัญหา คนที่มีปัญหาคือคนที่ไม่มีปัญญา แต่พอมีปัญญาแล้วก็จะเห็นเป็นเรื่องสามัญที่แก้ได้ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญญาแล้วจะไม่ลำบากใจมันอาจจะลำบากกายบ้างแต่ก็ช่วยกันไป แล้วมันจะมีบารมี เดินทางกายเรื่องทางรูปธรรมก็จะไม่หนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาตมาชีวิตชาตินี้ความรุนแรงเจ็บปวดหนักหนาสาหัสไม่มาถึงมีบารมีขันธ์แล้ว ที่พูดนี้ไม่ได้ท้าทาย แต่มันเป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรม สันติอโศกเคยถูกพวกฝั่งตรงข้ามมาปองร้ายมาวางระเบิดครั้งหนึ่ง ยังมีหลักฐานเก็บเอาไว้เป็นตัวอย่างเป็นอนุสรณ์อยู่ที่หน้า บ้านสุขภาพ ที่นั่งแตกไปเลย นอกน้นก็มีคนยิงปืนเข้ามาสองครั้งยิงแล้วปืนไม่ออก ก็เลยวิ่งกลับไปเลย พวกนี้ไม่มีบารมีเท่าไหร่แล้วมาทำร้ายใครไม่ทำร้ายมาทำร้ายโพธิสัตว์มันก็จะมีวิบาก ไม่ได้ลงโทษเขาจะมีวิบากกรรมทำของเขาเอง จากนั้นก็ไม่มีอะไรมา ก็มาเจอแก๊สน้ำตา ในระดับสังคมใหญ่เลย ก็สูงสุดมีแค่นี้ แก๊สน้ำตาก็แสบตาน่าดู ที่จริงแสบไม่น่าดูหรอก แต่สำนวน ผู้ที่สามารถทำตัวเองมีวรรณะ 9 จะอยู่กับหมู่กลุ่มเรียกว่าส่วนรวม ส่วนรวมค่าจัดส่งสุดไปมีวรรณะ คือ มีพุทธพจน์ 7 พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ คือ 7 ลักษณะชั้นสูงของจิต ระลึกถึงผู้อื่นไม่ใช่ระลึกถึงแต่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัวเลยมี สาราณียะ มีความรักที่เกิดการช่วยเหลือไม่ได้รักในทางกาม หรืออัตตา เป็นความรักที่หมดธรรมะ 2 คือหมด กาม หมดอัตตา เป็นความรักต่างๆเป็นความรักที่สูง มีความเคารพนับถือในสมมติสัจจะ เชิงชั้นต่างๆ มีลักษณะเด่นคือสังคหะเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแต่แก่ผู้อื่นเหน็ดเหนื่อยหนักหนา เป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นถ่ายเดียว โดยที่ตัวเองไม่ค่อยระมัดระวังตัวเองเลย คนอื่นจะเข้ามาดูแล กลายเป็นตัวเองมีคนอื่นคอยประคบประหงม อุปการะดูแลจัดการ คนอื่นเขาจัดการชีวิตเราให้เลยอยู่อย่างนี้กินอย่างนี้นอนอย่างนี้ขี้อย่างนี้เยี่ยวอย่างนี้ไปอย่างนี้มาอย่างนี้ แล้วก็ต้องรู้ว่าคนที่เข้ามาทำอย่างนี้พอจะมีภูมิสูงพอที่จะมาจัดการกับชีวิตเรา จะมาเป็นเจ้าเป็นนายชีวิตเรา เราก็ต้องมีปฏิภาณรู้ว่าคนนี้ จะให้เป็นเจ้าชีวิตเรา จะให้ตามใจไม่ได้ แต่เขาจะรู้ความพอเหมาะพอดีแล้วก็มาช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูเหน็ดเหนื่อยหนักหนาดูแล ตื่นก่อนนอนทีหลังอะไรต่างๆนานา เหมือนกับผู้รับใช้ เหมือนกับที่พุทธเจ้าท่านตรัสกับพระเจ้าอชาตศัตรู ว่าผู้ที่เคยอยู่เคยรับใช้พระองค์ แต่เขามาเข้ารีตพระพุทธเจ้าแล้วจะเอาคืนไหม พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่าไม่เอาคืนหรอกต้องยกให้พุทธเจ้าไปเลยเพราะเขาเป็นคนเจริญจะเอาเขาไว้ทำไม ให้เขาพัฒนาขึ้นไปแล้วไปช่วยคนอื่นได้อีกเยอะแยะนี่คือความเจริญ ผู้ที่ฟังแล้วไม่สงสัยมีตัวจบก็ดี ผู้ที่ยังสงสัยอยู่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ศึกษาต่อ คนที่มีแต่การให้นี่แหละไม่เห็นแก่ตัวเห็นแต่แก่ผู้อื่นนี่แหละ เป็นตัวหลักของส่วนตัวที่อยู่ในสังคม สังคหะ ทำไมทะเลาะวิวาทกับใคร อวิวาทะ อยู่กันอย่างกลมเกลียว เมื่อมันจบไม่ได้เราจึงต้องเป็นผู้เสียสละผู้ที่ยอมแพ้ เป็นผู้ที่ยอมให้คนเข้าใจผิดได้ ก็ไม่ได้อยากให้เขาเข้าใจผิด ให้เขาเข้าใจถูก แต่สุดยอดแล้วเขาเข้าใจถูกไม่ได้ เขาก็ยังจะเข้าใจผิดอยู่นั่นแหละ เราก็ต้องจำนน คุณจะเข้าใจผิด ตัวคุณก็ยึดถือของคุณก็แล้วกัน เราก็จำนน สุดท้ายเราก็ต้องยอมแพ้อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นสัจจะอย่างนั้นจริงๆไม่ได้แกล้งพูด อย่างอาตมาต้องยอมให้ เถรสมาคมเขาเข้าใจผิด ไม่ยอมไม่ได้เพราะเขาใหญ่เขาจะเอาเราตาย จะขับไล่ออกจากประเทศก็ได้ถ้าไปถึงขั้นของชาติ จะต้องเนรเทศให้ออกจากประเทศอยู่ในประเทศไม่ได้ก็ถึงขั้นนั้น แม้ที่สุดจะสั่งประหารชีวิตก็เป็นได้ถึงขนาดนั้นเลย ตามกฎเกณฑ์ของสังคม เราก็ไม่เอาอย่างนั้นไม่ให้เขาทำบาปขนาดนั้น เขาก็รับวิบากไป เอกีภาวะ เป็นความเป็นปึกแผ่น อย่างเช่นชาวอโศกนี้มีความเป็นปึกแผ่นแน่น อสังหิรัง ใครตีแตกยาก ทำลายอโศกยาก และพวกอโศกก็แน่นอนไม่กลับกำเริบ ผู้แน่นอนแล้วอสังกุปปัง อวิปาตธรรม ไม่มีเปลี่ยนแปลงเป็นอันอื่นเลย อยู่อย่างนี้แหละ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” คำสอนเหล่านี้อธิบายเป็นทางบวกก็ได้ ทางลบก็ได้เป็นสิริมหามายา หากว่าเรามีปัจจัตตังเป็นของตัวเองแล้วจะฟังเข้าใจง่าย ยิ่งมีสูงส่งขึ้นไปเป็นปัจจัตตังเป็นปัจเจก จนมากขึ้นเป็น สยังอภิญญามีภูมิรู้ของตนที่มากพอจะพึ่งพาตนเองไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นแล้ว ก็จะสะสมภูมิรู้สูงสุดขึ้นเป็นปัจเจกสัมพุทธะ จนเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเท่ากับพระพุทธเจ้ามีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าแต่ท่านไม่ประกาศศาสนาเป็นของตนเอง แล้วทำก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปโดยอิสระเสรีภาพของท่านจบ เพราะฉะนั้นสูงสุดแห่งสัพพัญญู หรือระดับที่ 9 สูงสุดก็อยู่ที่ สัมมาสัมพุทธะเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งประกาศตนอยู่ในโลก หรือไม่ประกาศตนแต่มีภูมิเท่ากัน เป็นอิสระเสรีภาพสุดยอดเป็นเรื่องของท่านท่านจะไม่สอนใครท่านจะไม่ประกาศศาสนา ท่านจะสลายอัตภาพของท่าน มันก็เป็นเรื่องของท่าน ใครจะไปยุ่งกับท่านอย่าไปแส่ อย่าส.ใส่เกือก เป็นอิสระเสรีภาพที่สุดยอดเลย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แท้ๆแต่ไม่ยอมเป็น เป็นได้แต่ไม่ยอมให้คนในโลกรู้เลย ไม่ใช่เดาแต่เป็นสภาวะจริงที่อธิบายให้ฟัง อาตมายังเป็นไม่ได้แต่รู้นำไปแล้วได้ อาตมายืนยันว่าที่พูดนี้มันไม่มีความลับ มันไม่มีความโกงไม่มีความหลอก มีแต่เรื่องจริงมีแต่เรื่องที่เป็นสัจจะ มีความจริงใจไม่ได้เพื่อมาหาตัวตนหาหมู่คณะตัวเอง ไม่ใช่ อาตมาจะพยายามพูดที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม เพื่อให้เหมาะสมและตัวตนได้ก็จะทำได้ แต่มันเป็นวิบากและไม่สะอาดบริสุทธิ์อาตมาจึงไม่ทำ ไม่สะอาดบริสุทธิ์และเป็นวิบากต่อไปอีกอาตมาจะเป็นพุทธเจ้าไม่ได้อีกต่อไป เรื่องอะไรจะไปสร้างเป็นวิบากที่เป็นอกุศลกรรมให้ตนซวย ไม่เข้าท่า อาตมาเลิกโง่แล้วก็ไม่ทำ ใครอยากจะทำก็แล้วแต่ อาตมาจะทำต่อไปจนถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็คอยดู ลีลาอาตมาว่ายียวนขนาดไหน อาตมายียวนไม่น้อยกว่าบิ๊กตู่นะ แต่มันเป็นเรื่องที่ในยุคนี้ต้องใช้มันเป็นศิลปะ มันมีอะไรชวนให้คนมาสนใจ แต่ไม่ร้ายนะ ชวนไปในทางดี มันซ้อนแล้วชวนไปทำอย่างนี้มันน่าเอาอย่างหรือเปล่า ลึกๆชั้นสูงแล้วอาตมาอย่างอาตมาไม่น่าเอาอย่าง อย่างลุงตู่ก็ไม่น่าเอาอย่างเพราะมันยังไม่สะอาดไม่ดีมันมีความนิ่มนวลได้กว่านั้น แต่ต้องทำขนาดนี้ก็เอาขนาดนี้ก่อน มันซับซ้อนอีก แต่ต้องทำเพราะส่วนตัวมันยังไม่ได้ หากไม่เสียสละตัวเองบ้างมันจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร ก็ต้องเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ นี่คือความหมายว่าพระพุทธศาสนาต้องสละส่วนน้อยเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนใหญ่ แล้วส่วนน้อยหรือส่วนที่เสียนี้อย่าให้ไปคนอื่นเขาเสีย เรารับเสียเองแต่มันได้ประโยชน์มาก เราก็เสียแต่ส่วนน้อยก็คุ้มกัน สละได้คุ้มประโยชน์ได้มากเราก็ยอมเสีย สุดท้ายเราก็เป็นผู้ที่เสียสละ คุณเสียนี่คือคุณได้นะพวกเราฟังแล้วไม่มีปัญหา อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกว่าเราเสียนี่แหละคือเราได้ นักเศรษฐศาสตร์ก็จะบอกว่าไม่ใช่ ก็ต้องพูดทวนให้เขาฟังอีก ฟังแล้วเขาก็บอกว่าไม่ใช่ สุดท้ายก็ต้องบอกว่าเป็นอย่างนั้นผู้เสียนี่แหละคือผู้ที่ได้ อธิบายอย่างนั้นก็จบ อาตมาจึงต้องมาพาทำให้จริง ในหลวงท่านทำตนเองเสียสละให้ดูเฉพาะตัวท่าน คนก็เข้าใจว่านี่คือเสียสละ อาตมามาทำให้ประชาชนให้มวลเป็นผู้แสดงความเสียสละให้แก่คน ส่วนตัวอาตมาจะต้องรับ ว่าอาตมาจะต้องถูกเขาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่คนจะเห็นว่าประชากรราษฎรประชาชนมวลส่วนใหญ่ ต่างหากเป็นผู้เสียสละไม่ใช่อาตมาเป็นผู้เสียสละ อาต มาก็ต้องยอม ...ไม่งงไม่สับสนนะ 610930_วิถีอาริยธรรม ศีรษะอโศก วรรณะ 9 และ อวรรณะ 9 อันสุดลึกซึ้ง