สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เน้นละเอียดที่ศีลข้อ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เน้นละเอียดที่ศีลข้อ 2 พ่อครูว่า...ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ดีกว่าที่เคยทำมาแล้ว พยายามทำให้เกิดการรู้ความจริง ให้ชัดเจนให้ครบ แต่ว่ามันคงจะ recondite มากไปหน่อย หมายความว่าลึกซึ้งมาก เหมือนลึกลับ ซอกแซก รู้จักกันน้อยมาก ละเอียดลึกซึ้งสุดๆ ไม่เข้าใจกันได้ง่ายๆ recondite ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องพยายาม จริงๆ เริ่มต้นทุกที พยายามอธิบายศีล สมาธิ ปัญญา อธิบายให้ชัดที่สุด เป็นหัวข้อให้ชัด เป็นลำดับ ของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็เกิดวิมุติ ญาณทัสนวิเศษเลย แจ้งชัดเป็นสมาธิ วิมุติครบ เป็น 5 คำ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสทางทวารทั้ง 5 ของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สิทธิของเรา เราไม่ได้มีสิทธิ์ แม้จะถือวิสาสะ เข้าใจถือวิสาสะไหม อย่างของส่วนกลางพวกเรา แต่เสร็จแล้ว เห็นวางอยู่ หรือบางทีมีเจ้าของ เราก็เห็นว่าเป็นของส่วนรวมก็แบ่งกันใช้ได้บ้าง ถือวิสาสะ หยิบไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องบอกเจ้าของได้ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ระมัดระวังอย่าทำ มันไม่สมบูรณ์ ด้วยความชัดเจนในความบริสุทธิ์สะอาด ว่าเขาอนุญาต เป็นของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ รับแต่ของที่เขาให้ หากเราไม่บอกกล่าว ไปวิสาสะเลย เขาก็หาว่าเป็นขโมยได้ เจ้าของเขาไม่ได้อนุญาต ถือเป็นขโมยก็ได้อย่างนี้ ซึ่งไม่ชัดเจน ก็ต้องระมัดระวัง ข้อสำคัญ ต้องเป็นผู้สะอาดอยู่เสมอ อย่าให้ด่างพร้อย สะอาด บริสุทธิ์บริบูรณ์ให้ดียิ่งขึ้น อาตมาเองอาตมา ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมม

อ่านต่อ

าจนถึงบัดนี้ โดยเฉพาะเรื่องเงิน ยกตัวอย่าง อสรพิษใหญ่คือเงิน อาตมามาพยายามพากันปฏิบัติแบบคนจน ซึ่งเป็นเรื่องยาก สุดๆเลย เพราะแบบคนจนนี้ ตัวเราเองจะต้องไม่มีมาก เป็นสูญได้ สูญเสมอ แต่เท่ากับตัวเราเป็นตัวกลางให้ผ่าน อาศัยศรัทธาต้องการมาร่วมกุศล มันเป็นความเข้าใจความรู้ของคน ร่วมกัน ด้วยวัตถุ ด้วยอะไรต่างๆ เป็นสากล บริจาคของมาก็ไม่ยึดเป็นของตัวตน เขาให้มาก็อยากให้ใช้บริหารในหมู่กลุ่มที่สะอาดมีศีล มีความเมตตามีความเกื้อกูลเสียสละ ช่วยผู้อื่น มีมาที่ตนก็ไม่ยึดว่าเป็นของตน แล้วเอามาสร้างสิ่งที่พยายามจะให้มีความรู้ บริหารแบบให้เป็นประโยชน์คุณค่าให้ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดอย่างนี้เป็นต้น เขาเชื่อมั่น เข้าใจว่าเรามีความสามารถบริหารเงินนี้ ให้เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด ถูกสัดส่วนถูกบุคคล ได้คุณค่าดีมาก เขาไว้ใจจึงบริจาคมาให้เราทำ ซึ่งมันก็เป็นสัจธรรม มันก็ถูกและเหมาะควร ผู้มีภูมิธรรมสูง ช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่นได้อย่างดี คนนี้ก็ควรจะต้องไปร่วมมือกับเขา หากเขาใช้แรงงานวัตถุข้าวของก็ควรให้ท่านทำ เพราะเราก็ทำไม่ดีเท่าท่าน ท่านทำนี้ได้ประโยชน์มาก เป็นความจริงที่เชื่อมั่นและถูกต้อง คนเข้าใจอย่างนี้ก็เอาก็มา อาตมาก็อยู่ตรงกลางที่ได้รับความยอมรับ มีคนมาบริจาคมาศรัทธามาให้ เพื่อให้เราทำประโยชน์แก่มนุษยชาติ เป็นเนื้อนาบุญ ที่จะทำออกไป ซ้อนให้ได้บุญซับซ้อน ให้ละกิเลส ไม่ใช่ทำไปแล้ว ทำให้คนมีกิเลสสูงซับซ้อนเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้นไม่ใช่ แต่ขัดเกลากันซ้อนไปเรื่อยๆ ละกิเลสซ้อนไปเรื่อยๆ และเห็นแก่ผู้อื่น ซ้อนไปอย่างนี้เลย นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ดีสุดประเสริฐสุด อาตมาทำสำเร็จนะ แล้วอาตมาพอแล้ว อาตมาชัดเจนในตัวเองและพยายามพัฒนา เงินนี้เราจะไม่ถือว่าเงินนี้เป็นของตน จะมีชีวิตให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ อุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือไว้ จะไม่ใช้เงินเพื่อตัวเองเลย เขาจะผ่านมาถึงเราเท่าไหร่ เราจะเอาไปใช้เพื่อผู้อื่น ส่วนผู้อื่นจะช่วยเหลือให้เรากินใช้ทำงานต่างๆก็ใช้ไป ถ้าเป็นส่วนของเงิน สิ่งที่จะไปแลกเปลี่ยนมาเป็น เป็นใบกระดาษรับรอง ใช้ได้ตามกฎหมาย แทนค่าเงิน ราคากำหนดหมาย อาตมาจะไม่ใช้อันนี้เพื่อตัวเอง แม้แต่กระทั่งการเจ็บป่วยเราจะตายเราอดข้าวอดน้ำ อาตมาทำได้สำเร็จ และก็สะพัดออกไม่สะสมไว้มาก คือเป็นคนจนเสมอ มีก็พยายามสะพัดออก ให้มีน้อยไว้เสมอ สูญไว้เสมอ เดี๋ยวก็เวียนมา เดี๋ยวก็สูญ ให้ผู้อื่นรับผิดชอบดูแลบริหารไป มีที่จะสะสมไว้ทำการบางอย่างก็มีบ้างแต่ก็ไม่พยายามให้สะสม มีรูปแบบของกองเงินต่างๆ เป็นต้น มีฝ่ายการเงินฝ่ายการบัญชี รู้ว่าเงินกองนี้ใช้กิจการอะไร มีอยู่ 7 กอง อาตมาจะใช้ตรงๆเรียกว่ากองสงฆ์ นอกนั้นก็เป็นกองการพาณิชย์ กองสื่อสาร ตามหน้าที่ของแต่ละกอง ส่วนกองที่อาตมาจะใช้ คือกองสงฆ์ กองสงฆ์นี่แหละคือที่อาตมาจะช่วยดูแล และพวกเราก็ดี สมณะ ภิกษุของเรา ทุกองค์ ไม่พยายามยุ่งเกี่ยวกองกลางสงฆ์ ให้อาตมาบริหารเต็มที่ องค์อื่นๆก็เอามาเข้ากองกลางสงฆ์ อาตมาสบายใจที่สงฆ์เราไม่มีบัญชีส่วนตัว สงฆ์ของเราบริสุทธิ์สะอาดเข้ากับยุคสมัย พวกเรานี้ยิ่งพิสูจน์ความบริสุทธิ์สะอาดตรวจสอบได้เปรียบเทียบกันได้กับทางโน้น อาตมาจะข่มทางโน้นเสียไม่มีดี พูดความจริงเปิดเผยออกไป คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ อาตมาเห็นความจริงอย่างนี้ จึงบอกว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จริงที่สุด รักษาไปเถอะในชีวิตของแต่ละคน บางคน มีความต้องการสูง วิบากเยอะก็ไม่อยู่ แต่หากวิบากแม้เยอะ แต่ความต้องการไม่สูงพออยู่ได้ก็อยู่ไป เหตุการณ์ในสังคมประเทศไทยที่เป็นอยู่นี้ สังคมต่างประเทศเขาก็เช่นกัน ทุกคนต้องการความสะอาดบริสุทธิ์ความไม่เห็นแก่ตัว มีความซื่อตรงไม่มีลดเลี้ยวไม่มีแฝงอะไรเลย สิ่งเหล่านี้พอจะรู้กันด้วยปฏิภาณ พวกเราฉลาดเข้าใจกันหมด การประพฤติปฏิบัติพวกนี้ ทีนี้มาเข้าสู่ ศีลข้อที่ 2 ที่ไม่ใช่ของเรา ลักขโมย ไม่เอาแน่นอน ต้องเขามาให้ บางที เราก็ปฏิเสธด้วยซ้ำไป ไม่รับ จะต้องเป็นผู้พยายามสะอาดให้ได้เรื่อยๆให้เสมอๆ ศีลข้อ 2 ผู้ปฏิบัติกระทบกับของ เอาง่ายๆ กระทบกับเงิน เราจะไม่ยึดเงินเป็นเราเป็นของเรา จะสัมผัสเงิน เราก็ต้องมีสำนึก สำเหนียกเสมอ ถ้าผ่องถ่ายหรือเปลี่ยนมือไปให้คนอื่นรับผิดชอบ ในกองหรือผู้ที่เราคิดว่าควร ก็ทำ สำหรับเราจะสะอาดอยู่เสมอๆ เราก็ประพฤติปฏิบัติสังวรอย่างนี้ตลอดเวลา

ศีลข้อ 2 สะอาดบริสุทธิ์ทำอย่างนี้ โดยที่เราเองเรามีชีวิตเกี่ยวข้องกับโลก เกี่ยวข้องกับสังคม เกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ เราก็จะต้องสำรวมสังวร ด้วยการให้จิตของเราหลุดพ้น เรียกว่าวิมุติ หรือนิโรธ หรือเรียกว่าสมาธิก็ได้ พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ 5 ชนิด 5 อย่าง วิกขัมภน ตทังคะ สมุจเฉทะ ปฏิปัสสัทธิ นิสรณะ จะเรียก ว่า วิกขัมภนวิมุติ ตทังควิมุติ สมุจเฉทวิมุติ ปฏิปัสสัทธิวิมุติ นิสรณวิมุติ จะเรียกว่าสมาธิหรือนิพพานก็ได้ วิขัมภนะคือกดข่ม เป็นสามัญของคน เช่นคนทุกคนมีราคะ มีโทสะ มีเกิดขึ้นในจิต มันก็ต้องระมัดระวังไม่แสดงออก มันเสียหน้าเป็นคนมีกิเลสก็จะไม่แสดงออก พยายามกดข่มไว้ วิกขัมภนะ ต้องระมัดระวังสังวร มันก็วิธีง่ายๆ เป็นธรรมดาธรรมชาติ คนนี่จะมีสำนึกนี้มากกว่าเดรัจฉาน ที่มันอยากได้ก็เอา มันโกรธก็ทำตามที่จะบำบัดความโกรธ ไม่บันยะบันยัง แต่คนจะกดข่มไว้ เป็นวิธีเบื้องต้นวิธีแรกของคนที่จะทำ อย่าให้โกรธออกมา อย่าให้กามออกมา อย่าให้ความโมหะ โง่ๆหลงเลอะ อีเดียดไม่เต็มเต็ง ต้องระมัดระวังให้รู้สึกว่า เป็นคนที่รู้รอบอยู่บ้างก็เป็นธรรมดา วิกขัมภนะก็เป็นเช่นนี้ ต่อมาพระพุทธเจ้าก็สอนวิธีกดข่มไว้ไม่ถาวร ได้เหมือนกัน มีการกดข่มได้นาน ยาวยืน มีประสิทธิภาพสูง เงียบเลย เหมือนอย่างกับมันไม่มี ได้ แต่เวียนกลับได้ เรียกอาคโต ไม่อนาคโต ที่แปลว่าไม่เวียนกลับ ก็จะวนเวียนกลับคืนได้ เร็วบ้าง ช้าบ้าง ที่จะกดข่ม แต่ตทังคปหาน ตทังแปลว่าเป็นได้แต่ละครั้งๆ เรียนรู้แต่ละครั้ง ตามวิธีพระพุทธเจ้า คือรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าราคะโทสะโมหะ มันเป็นอาการที่ไม่ดี ทำให้มันไม่เหลืออาการที่ไม่ดีนี้ได้ มันไม่เที่ยง ดับเสียก็ได้ ไม่มีตัวมีตนของราคะโทสะโมหะได้ เช่นศีลข้อ 2 ไม่ต้องอยากได้มาเป็นเราเป็นของเรา เนียนเป็นตัวเราเลย ที่จริงเป็นของเรา ถ้าเป็นเรานี่มันลึกซึ้ง เนียนเป็นเราเลยคือศีลข้อ 3 เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ซึ่งมันลึกซึ้งซ้อนลงไปมาก ยากกว่าข้อ 2 ข้อ 2 นี้มาเป็นของเรา เป็นสิทธิเลย เด็ดขาด เราก็ไม่ต้องไปมีของเราหรอก เราสูญ ไม่ต้องมีอะไรเป็นของเรา โดยเฉพาะเงิน เงินคืออะไร เพราะคนอื่นอยู่ได้มีกองกลางไม่ขาดในนี้ก็ไม่ต้องใช้เงิน แต่สำหรับตัวเราทำได้ไหม อย่างอาตมานี้ผ่านอาตมามาก อย่างท่านองค์เล็กองค์น้อย ไม่ค่อยผ่านมือท่านเท่าไหร่หรอก คนก็มุ่งมาที่อาตมา อย่างเก่งก็คนศรัทธาเลื่อมใสรองลงไปบ้าง ท่านก็เอามาให้อาตมาหรือไปกองกลาง เป็นความจริงใจ เป็นความชัดเจน ทำกันได้ พวกเราก็เป็นไปตามฐานะตามลำดับ แม้แต่ฆราวาสก็ทำหลายคน เราไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงินอะไรเลย อยู่ไปทุกวันก็ทำงาน เวลาจะใช้จ่ายก็เบิกกองกลาง ถ้าคนไหนทำงานอย่างดีชัดเจนแล้ว คนก็เข้าใจ ขอก็อนุมัติทั้งนั้น เพราะไม่ได้เอาไปใช้ในสิ่งที่ไม่ดี มันสนิทเนียน สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อตัวตนไม่เห็นแก่ตัวตน มันก็จบ มันก็ตรงตามพระพุทธเจ้า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะศีลข้อนี้ ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา เมื่อสัมผัสสัมพันธ์ ได้มาแล้วก็สละออก ไม่ยึดถือเป็นตัวเป็นตนเป็นของเรา ผู้ที่มีเงินประจำตัวอยู่ ถ้าเป็นภิกษุก็นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าหากไม่สละออกก็ปลงอาบัติไม่ตก เขาก็พยายามเบี้ยวบาลีกัน ก็บอกว่าเขาไม่ได้ถือเงินไม่มีเซ็นแค่นั้น เซ็นชื่อเท่านั้น อาตมามีชีวิตตั้งแต่เป็นฆราวาส เคยมีบัญชีเงินในธนาคารออมสิน ได้เป็นลูกค้าเกียรติยศ ส่งเงินให้ครบและทันเวลาทุกงวด ก็เลยได้รางวัลมาบอกว่าจะเป็นลูกค้าต่อไปหรือไม่ ศีล จะเป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลข้อที่ 1 คุณปฏิบัติได้ จิตเป็นอธิจิต จะไม่มีกิเลสเกี่ยวกับสัตว์ คุณจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ แม้ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ไม่เป็นเหตุให้ตัวเองได้เกี่ยวเนื่องด้วยกับการฆ่าสัตว์ให้ตาย จิตใจก็แข็งแรงขึ้น ปัญญาก็รู้ซ้อนลงไปอย่างนี้ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ หากวิมุติในจิต จิตหลุดพ้น จิตใจไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอย่างนั้นเลย สะอาดบริสุทธิ์ เป็นวิมุติ ตทัง คือ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าได้แล้วตามลำดับ ต่างจากวิกขัมภน กดข่มนะ แต่ตทังคะทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งได้แต่ละครั้งๆ ตทัง แปลว่าครั้ง เรื่องเดียวของศีลข้อที่ 1 เรื่องเดียวของศีลข้อที่ 2 ทำแบบวิปัสสนา แบบที่มีทั้งปัญญาและมีทั้งจิตที่ไม่ได้กดข่ม พลังปัญญามันสูง อันนี้คือสัจจะความจริงไม่เอาคดโค้ง ให้ตรง สะอาดบริสุทธิ์ ปัญญาจะเที่ยง ทำให้จิตสะอาดบริสุทธิ์เรื่อยๆ วิมุติก็เป็นวิมุติที่รู้ไม่ใช่กดข่ม แต่เป็นวิมุติของปัญญา จิตก็ทำได้ยิ่งเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุที่ไว ในการปล่อยออก หรือเข้มข้นแข็งแรง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แน่วแน่ ควบแน่น ปักมั่น มันจะแน่นแข็งแรงตีไม่แตกไปเรื่อยๆ เป็นสภาพ นิวเคลียร์ฟิวชั่น ไม่ใช่นิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นนิวเคลียร์ฟิวชันที่ควบแน่น ตีไม่แตก อย่างนี้เป็นต้น เป็นสัจจะ รู้ความจริงความเป็นไปได้ที่เราทำได้ ทำได้สำเร็จ แน่วแน่ ควบแน่น ปักมั่น ญาณทัสนะก็รู้ในวิมุติที่เป็น วิมุติญาณทัสนะ คือทั้ง ปัญญาวิมุติและ เจโตวิมุติ ทำสำเร็จได้ เจริญๆๆ ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ศีลข้อที่ 1 หรือศีลเข้าที่ 2 ก็ตาม ศีลข้อที่ 3 ก็ตาม มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส รสอร่อย อัสสาทะ ในทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย ทวารทั้ง 5 เป็นรสเก๊ รสไม่จริง พิสูจนได้ มีแต่ รู้ความจริงตามความเป็นจริง รสเปรี้ยวก็รู้ว่าเปรี้ยว รสหวานก็รู้ว่าหวาน อ่อนก็รู้ว่าอ่อน แข็งก็รู้ว่าแข็ง เย็นก็รู้ว่าเย็น ร้อนก็รู้ว่าร้อน เสียงอย่างนี้ ประสาทหูคนก็รับรู้อย่างนี้ กลิ่นก็เช่นกัน ศีลแต่ละข้อ กำหนดไว้อย่างนี้ ปฏิบัติแล้วจิตใจของเราได้ปฏิบัติตรงตามกำหนดของศีล จึงเรียกว่าสมาธิ การเป็นสมาธิตรงที่ว่าทำกันได้แล้วสะสมตกผลึกแข็งแรงไม่แตกสลาย ควบแน่นเป็นสมาธิ จิต ก็ไปตามหลักการของศีลจึงเรียกว่าสมาธิ สมาธิไม่มีศีลเป็นตัวกำกับไม่ได้ จะไปอธิบายอย่างไรก็ไปเป็นการนั่งหลับตา กดข่ม วิขัมภนะ สมถะ กดข่มก็ได้ผล แต่เป็น อาคา หรืออาคามี เวียนกลับ ไม่มีปัญญาและมีจิตที่ทำได้ ปัญญารู้เลยว่าเราเลิกไม่ทำเหตุอย่างนี้ จิตใจเราจะไม่เป็นอย่างนี้อีกเลย อย่างไรก็ไม่เป็นอย่างนี้ ปัญญานั้นชัดเจนทุกอย่างเลย มันชั่วมันทุกข์มันไม่ดีเลย ปัญญามันแจ้งชัด สัจฉิกตวา สัจฉิกรณะ แจ้งจริงจบจริง axiom แล้ว เพราะฉะนั้น สมาธิ เกิดจาก ศีลแต่ละข้อ สมาธิของศีลแต่ละข้อ มีปัญญาเข้าร่วมชัดเจนทุกอย่าง แล้วทำได้สมบูรณ์จะเรียกว่า ดับกิเลสตัวเหตุ จะเรียกว่าหลุดพ้นจากอันนั้น เราก็อยู่เหนือมันนะ สัมผัสกับมันอยู่มันไม่ได้หนีไปไหน มันอยู่ในโลกนี้ แต่เราอุตระหรือเหนือมัน พลังงานเจโตและปัญญาของเรามีประสิทธิภาพ มีความเหนือชั้นกว่านี้ เหมือนเด็กเล็กที่มีแรงเท่านั้น เราก็กดหัวมันไว้ มันก็ตีเราไม่ถึง จะดิ้นอย่างไรก็พ้น มันก็หยุดไป เป็นการชนะ ไม่ได้ข่มใครนะ ไม่ใช่อวดดี แต่เป็นจริงตามสัจจะ เพราะฉะนั้น ความ recondite เป็นความลึกซึ้งละเอียด ที่ยากจะเข้าใจได้ เข้าใจไม่ได้ง่ายๆเลยซับซ้อน ละเอียดจริงๆ เป็นสภาวะของความเป็นสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงมีศีลเป็นตัวกำหนดแต่ละเรื่อง คุณจะต้องรู้ให้ละเอียดซับซ้อน มันจะมีวิมุติมีนิโรธในตัวมีปัญญาในตัว ซ้อน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ มันไม่ได้แยกกันเลย มันช่วยกันรู้ ช่วยกันทำช่วยกันเป็นช่วยกันสำเร็จ ช่วยกันรู้ให้ยิ่งรู้ให้จริงรู้ให้จบ วิกขัมภนวิมุติ นิพพาน สมาธิ วิกขัมภนฌาน สมุจเฉทฌาน ฌานจะเป็นพลังงานชำระ และพลังงานที่เผากิเลส ฌานไม่ใช่ไปแช่แข็ง ฌานไปสลายสิ่งไม่ดี ฌานกับบุญใกล้กันมาก ฌานคือมรรค บุญคือมรรคและผลสำเร็จผล ฌานก็จบก่อน บุญก็ตรวจสอบ ใช้ฌานเป็นตัวเผา อุณหธาตุ เราสร้างพลังงานนี้ได้ เรียกภาษาไทยว่าไฟ เรียกเตโชธาตุ หรืออุณหธาตุ(รวมร้อนเย็น) แต่ใช้งานทางร้อน สลายความร้อน แต่การจับเป็นก้อนก็เย็น เราก็สลายมัน เราสลายกิเลส ไม่ให้มันจับเป็นก้อน ให้มันสลายละลายไปเลย มันแรงจนกระทั่ง วาบ ยิ่งกว่าปรมาณู ตู้ม วาบ สลายเป็นแก๊สไปเลย แม้แต่แก๊สก็ไม่เหลือ ละเอียดกว่าเป็นแก๊สอีก แหลกละเอียดไปหมดเลยจับตัวกันไม่ติด พลังงานนี้จึงเป็นพลังงานที่ต้องสร้างต้องฝึกต้องทำให้เป็นจนได้ เป็นจริงได้ ทำให้มีประสิทธิภาพสูง จะเอาไปสลาย จะเอาไปก่อสืบสานต่อก็ได้ จึงเป็นได้ทั้งการเกิดการตาย ผู้ที่ทำได้ทั้งการเกิดการตายนี่แหละ จึงเป็นผู้ที่ทำให้เกิด ผู้ที่ทำให้ตาย อะไรมันก็ไม่อยู่รอด มันก็ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่การทำให้เกิดทำให้ตายเอง ด้วยน้ำมือของเรานี่แหละคือผู้ที่ทำเกิดทำตาย ผู้ที่ทำให้เกิดทำให้ตายได้ โดยที่ทำให้เกิดอย่างมีประสิทธิภาพสูง จึงเรียกว่า สิริมหามายา ผู้ที่ให้การเกิดที่เป็นเรื่องสุดยอด เหมือนคนเล่นกล ให้มาให้ดูแล้วก็ทำหายวับไป เดี๋ยวก็มีมาอีก เดี๋ยวก็หายวับ เหมือนมายากล จะให้เกิดก็ได้ตายก็ได้ ที่นี้จะทำให้อะไรเกิด เหมือนเราอนุโลม อย่างอาตมาอนุโลมต่างๆนานา คนก็หาว่ามีกิเลส อาตมาก็บอกว่าไม่มีกิเลส เหมือนจริงเลย สนุกนะ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่จิตใจเราไม่ได้สนุก เหมือนแม่ครัวปรุงอาหารให้ถูกรสนิยมคนกิน แต่เราเองกินไม่ลง รสมันจัดไป แต่เราทำเพื่อเขา เราทำได้ก็อนุโลมเขาไป แต่ใจจริงเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก คนมีปฏิภาณเข้าใจก็จะรู้ว่าจริง แต่คนเรามันก็หลอกกันได้ ใครที่หลอกคนนั้นก็บาป ตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่ว่าแต่ไปหลอก โดยเฉพาะเรื่องอุตตริมนุสสธรรมเป็นเรื่องที่สุดยอดความสามารถ คุณไปหลอกแล้วก็มีวิบาก วิบากจริง ใครไม่เชื่อกรรมวิบากก็แล้วไป อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ รู้ว่ากรรมเป็นอันทำ พระพุทธเจ้าตรัสว่า โทษอันมีประมาณน้อยเท่าไหร่อย่าทำเสียเลย เราก็ทำอันน้อยเพื่อฐานะเรา มันไม่ไหวหรอก เพื่อรักษาสิ่งที่ใหญ่กว่า เสียสละสิ่งน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่ใหญ่กว่า ก็จำเป็นก็แล้วแต่ อาตมาเสียสละจีงมีวิบากอย่างชัดๆก็คือไม่หายไอ แต่รู้สึกว่าตนเองมีกุศลบารมีไม่น้อยที่ไอมากแล้วก็ไม่เจ็บอก แต่เคยไอจนเจ็บหน้าอก แต่ตอนหลังรู้ก็ทำกุศลให้ดี ก็ไม่เป็นมาก ไอไม่เจ็บ มันเหมือนเหนื่อยเราใช้พลังงานมากไป หมอไม่รู้กี่หมอแล้ว พูดไปเดี๋ยวก็จะมีหมอส่งยามาให้อีก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ อาตมาอนุโลมให้เขาทำในบางสิ่ง เผื่อฟลุ๊คได้ ไม่แน่ก็ไม่ดูถูก เขาเจตนาดี ลงทุนลงแรงเขาก็เชื่อมั่นว่าได้แน่ๆ อาตมาก็เคยทำมา แต่เขาอาจเก่งกว่าอาตมา เราไม่ดูถูกเขา พระพุทธเจ้ามีประสิทธิภาพอีกเยอะแยะที่ทำได้ อาตมาก็ต้องยอม บางคนเขามี talent ของเรามีพรสวรรค์เขาก็เป็นได้ สรุปเข้าเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้าแล้วจะเกิดผลวิมุติหรือนิพพาน สามเส้าเป็นตัวจักร ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลแต่ละข้อทำแล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาจะต้องรู้ว่าศีลเจริญขึ้น จิตเจริญขึ้นอธิจิต มันได้ผล มีส่วนแห่งบุญชำระกิเลสได้บ้างหรือได้มาก ได้ตทังควิมุติก็ทำได้อีก ทำอาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมังไปได้เรื่อยๆ ก็เห็นชัดเจนสิ่งที่ได้แล้วทำได้ผลแล้ว ตั้งแต่พระโสดาบัน ของหยาบต่ำที่ใครๆก็รู้ว่าต้องเลิก แล้วเราจะทำไปทำไม เช่น โกงเงินทีละหมื่นล้านแสนล้านมันเลวไหม เขาก็ว่าโกงสักทีก็ต้องโกงทีละมากๆ แล้วมันชั่วไหมล่ะ โกงทีละหมื่นล้านแสนล้านล้านล้าน ชั่วชิบหายเลย แล้วเขาก็มองว่าคุ้มน่ะ แต่บาปคุณยิ่งซ้อน คุณฟังเข้าใจไหม เราไม่เอาหรอก อยู่แค่นี้สบายแล้วเรื่องอะไรจะต้องไปทำวิบาก ชาตินี้ชาติหน้าอีก คุณไม่เชื่อวิบากกรรม ก็ศีรษะใคร ศีรษะมัน ก็แล้วแต่ จะเชื่อไม่เชื่อ 610629_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน