สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิธีปหานกิเลส 5 ประการ(ปหาน5).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 กรกฎาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิธีปหานกิเลส 5 ประการ(ปหาน5) เข้าสู่ทฤษฎี วิกขัมภนวิมุติ ตทังควิมุติ สมุจเฉทวิมุติ ปฏิปัสสัทธิวิมุติ นิสรณวิมุติ

วิกขัมภนะกดข่ม ไม่จบ วนเวียน ต้องทำตทังควิมุติให้สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ได้ไปแต่ละครั้งก็สั่งสม สะสมจนได้รอบเรียกว่า สมุจเฉท เป็นรอบๆไป ขาดเป็นรอบๆไป เสร็จแล้วก็ทำให้มันก็หาจุดหมาย ปฏิปัสสัทธิ คือสงบ คือ ตัวกิเลสมันสงบมันหยุดมันนิ่งมันตาย ก็ทำจากตทังคนี่แหละ ทำตามสูตรเดิมนี่แหละ ปฏิ คือกลับไปกลับมาแต่มันเหมือนก้นหอยวนเวียนสูงขึ้นเรื่อยๆ มันมีที่จบ เหมือนกับก้นหอยวนเวียนสูงจนจบยอด ปฏินิสัคคะ หรือปฏินิสรณะ ปฏิปัสสัทธิ สงบดับกิเลสได้ จนสุดท้ายเป็นปฏินิสสัคโคหรือปฏินิสรณะ ปฏินิสสัคโคแปลว่า ไม่มีสวรรค์ ทำทวน ในความไม่มีสวรรค์จนสมบูรณ์แบบตั้งมั่นแข็งแรงเจริญจนอยู่เหนือมัน อุทธังโสโต อยู่เหนือ สิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้ ข่มเบ่ง ลอยตัว ทุกสิ่งสัมผัสมา อะไรสัมผัสกับเราแล้วแพ้ภัยไปเอง มี aura รังสี สลายไปได้ มันเข้ามาใกล้รังสีก็สลายไปเลย ใครเข้ามาใกล้เข้ามาแตะ แพ้ หากบารมีน้อยก็แพ้ได้ แต่ถ้าบารมีสูงไม่แพ้ อาตมาชาตินี้ก็ถูกแก๊สน้ำตา แสบตา ก็เป็นไปตามธรรม อาตมามี 1.ไอ 2.เจ็บปลายประสาท เขาก็อธิบายไม่ได้ เจ็บแปล๊บ เหมือนถูกแทงด้วยเข็ม แต่ก็รู้สึกว่าเพลาๆไป มีอยู่บ้างตามเส้นนิ้วก้อย ทางซ้าย ทางขวาไม่เป็นมากนานๆเป็น เป็นเรื่องอจินไตย อาตมาก็ใช้เป็นเครื่องสังเกตประกอบการเรียน เรื่องวิบาก มันเป็นสัจจะ นอกนั้น ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มันมีเหตุปัจจัย พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานก็ไปฉันเห็ดสุกรมัทวะ ให้มันมีเหตุ ไม่ใช่ดับสูญอย่างไม่มีเหตุ ตายอย่างไม่มีเหตุจะไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าต้องมีเหตุให้ตาย แต่ถ้าจะตายไปอย่างสงบไปเลยก็ได้ แต่

อ่านต่อ

ถ้ามีเหตุจะได้ไม่ถกเถียงกัน 1.ให้มีเหตุ 2.เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่จะเป็นพิษในโลกมีวัตถุเป็นพิษ 3.ให้มาเกี่ยวพันกับบุคคลที่จะถวายเห็ดสุกรมัททวะ ท่านก็บอกว่า อภัยเขา อย่าไปถือโทษเขานะ เป็นเรื่องของตถาคตเองอันนี้ แล้วท่านก็บอกแล้วว่า อย่าให้คนอื่นฉัน ตถาคตฉันคนเดียว เอาไปฝังทิ้งที่เหลือ ให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นพิษ ก็เป็นการบอกสัจจะ อย่าไปรับ แม้แต่ตถาคตก็ไม่เว้น เป็นการสอนที่เอาตัวเองมาสอน เป็นสิ่งซับซ้อนลึกซึ้งอธิบายได้ยากมาก เหมือนกับพระเวสสันดรให้ลูกไปกับชูชก เขาก็ตีต่อหน้าต่อตา มันเป็นวิบาก ไม่ใช่ใจร้าย มันจิตของท่าน ซึ่งมันสูงส่ง อธิบายไปคนก็ว่าไม่เชื่อ แก้ตัว สัจจะ มันเป็นอย่างนั้น ท่านก็รักลูกของท่านอย่างกับอะไรดี แล้วสูงกว่านั้น วิบาก แม้กระนั้นก็ตาม กัณหาชาลีก็ไม่ได้ไปอยู่กับชูชก สุดท้ายไปอยู่กับปู่ มันเป็นวิบากเท่านั้นเอง เป็นตัวอย่างของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ตามนิทานต้องมีเหตุ นิทานสมุทัย ปัจจัย ของใครของมัน สมุจเฉท อุจเฉทะ แปลว่าขาด ทำได้เด็ดขาดต่อเนื่องกัน เป็นปฏิปัสสัทธิคือทวนความสงบแล้วสงบอีก ทวนไปทวนมา สงบแล้วสงบอีก จนสุดท้ายนิสรณะ สรณะ แปลว่าประกอบการรบ นิสรณะ แปลว่า ไม่มีการรบ ไม่ประกอบการรบแล้ว นิสรณวิมุติแล้ว จบ ภาษาก็ไปแปลว่า ที่พึ่ง ที่จริงประกอบการรบ คนที่อวิชชาจะต้องประกอบการรบ จนคุณไม่ต้องรบ เรียกว่า นิสรณะ ไม่ต้องประกอบการรบ ไม่ต้องทำการรบแล้ว นิสรณวิมุติ ก็หลุดพ้นด้วยการหยุดรบเด็ดขาด สรณะก็กร่อนไป เหลือไม่ต้องพึ่งการรบ แต่ต้องพูดให้เต็มว่า พึ่ง นิสรณะ ถ้าไม่มีสภาวะนี้ สับสนปนเปกันไปมาแน่ แต่อาตมายืนยันสภาวะกับพยัญชนะอย่างนี้ไม่สับสนนะ สภาวะ เป็นแก่น แต่พยัญชนะจะกลับไปกลับมาเสมอ คนยึดพยัญชนะ ไม่มีสภาวะนี้พูดกันยาก ติดยึดพยัญชนะไม่มีสภาวะ ก็เลยยาก อาตมาก็เอาสภาวะเป็นหลักมาสอน แต่เขาเรียนพยัญชนะมาจากอาจารย์ ก็เลยพูดกันยาก พูดเป็นผิดเป็นถูกกลับไปมา ก็ต้องเอาตัวเองเป็นตัวพิสูจน์ อันนี้ต้องเป็นอย่างนี้ คุณจบที่สภาวะ แล้วพยัญชนะจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ สภาวะต้องเป็นใหญ่กว่าพยัญชนะ หากยึดพยัญชนะใหญ่กว่าสภาวะก็จะช้า ก็ขอบอก คนที่ยึดถือในพยัญชนะ ยึดในตำรา เพราะว่าสภาวะจะต้องมาก่อนตำรา ก็ให้ความรู้แก่ผู้ที่ยึดถือในพยัญชนะ สุดท้าย นิสรณวิมุติก็จบด้วยวิมุติ นี่คือวิมุติ 5 จะเรียก วิมุติ นิพพาน นิโรธ สุญญตาก็ได้ วิธีปฏิบัติ ยืนยันตัวนี้ ว่า การนั่งหลับตามันไม่ได้ปฏิบัติของพุทธ พุทธต้องลืมตา ต้องมีสัมผัส 6 มีทวารทั้ง 6 ข้างนอก ต้องมีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 สัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน สังวรในศีล สรุปรวม พยัญชนะว่า สังวรปธาน สังวรศีล จากข้างนอกมาข้างใน แล้วก็มีธรรมะ 2 ให้ประหารกิเลสไปที่ละตัว ปหานกิเลสได้แล้ว เกิดผลเรียกว่า ภาวนาปธาน เกิดสภาวะ ปฏิบัติ จนเกิดสภาวะที่ต้องการ เป็นสภาวะนิโรธ เป็นสภาวะวิมุติ สภาวะนิพพาน สภาวะหลุดพ้น สภาวะของกิเลสตาย เมื่อได้ภาวนาแล้ว ก็รักษาผล อนุรักขนาปธาน เกิดผลแล้ว ภาวนา ทำอย่างไรเกิดผล ปฏิบัติอย่างไรให้เกิดผลอันนี้ ก็ปฏิบัติอย่างนั้นแหละ ทำอีก อาเสวนา ทำซ้ำ ทำอีกๆ ทำซ้ำๆทำ repeat ๆๆ เรียก รีรันก็ตามแต่ ซ้ำอีกๆๆๆ ซ้ำอย่างที่เราทำได้ เพื่อสั่งสม ความเป็นอย่างนี้ทำสู่ความหลุดพ้น ทำให้มาก พหุลีกัมมัง อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นปัญญาข้อที่ 2 ของโสดาบัน ญาณข้อที่ 2 ของพระโสดาบัน ข้อที่ 1 รู้แล้วว่ากิเลสนั้นเราผ่าน วิติกมกิเลส กำลังอยู่ในรอบของปริยุฏฐานกิเลส ลึกซึ้งนะอันนี้ ของพระโสดาบัน วิติกมกิเลส แปลว่าล่วงพ้นผ่านไปแล้ว คือ ปฏิบัติผ่านไปแล้วเสร็จไปแล้ว อยู่ในระดับที่ 2 เหมือน อธิบายศีลข้อที่ 1 ทำให้ได้แล้วมั่นใจว่าเสร็จไปแล้ว คุณก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไรคุณทำได้ กิเลสเป็นอย่างไร การหลุดพ้นจากกิเลสเป็นอย่างไร ถาวรเป็นสมาธิอย่างไร ตั้งมั่นเป็นอย่างไร วิมุตติญาณทัสสนะเป็นอย่างไร มีปัญญารู้ว่า วิมุติแน่แล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) แต่ว่านิยตะ พระโสดาบันก็แบ่งเป็น 4 ขั้น 1. เข้ากระแส 2. ได้ผลไม่ตกต่ำ อาจยึกยักเวียนไปมาได้ แต่ไม่หลุดวงโคจร อวินิปาตธรรม จนสูงเป็นนิยตะ ไม่ยึกยักแล้ว หลุดออกมาต่ำกว่าครึ่งแล้ว มีแต่สัมโพธิปรายนะ มีแต่ไปสู่ที่สูงที่สุด คุณสามารถอ่านอาการที่เป็นสภาวะเหล่านี้ได้ไหมล่ะ กิเลสอันนี้ คุณทำแล้วเป็นอย่างนี้ ดับได้หรือยึกยักอยู่ ถ้านิยตะ เที่ยง ไม่เลยต่ำกว่า 50 แล้ว แต่อวินิปาตธรรมยังยึกยัก อยู่ระดับที่ 2 ยังไม่เลย 50% ถ้าหากเลยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์คือ นิยตะ แต่ถ้ายึกยัก ต่ำกว่า 50% แต่ไม่ลงต่ำเลยไปหาศูนย์ แต่จะเพิ่มเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ก็เป็น สัมโพธิปรายนะ จึงเป็น 80 90 เปอร์เซ็นต์ก็ใกล้เข้าถึงจุดสูงสุด สัมมัปปธาน 4 ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องทำการประหารกิเลสให้ได้ ประหารกิเลสได้อย่างไร ก็ทำอย่างนั้นแหละ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นการรักษาผลให้ตกผลึกควบแน่น ให้เป็นสมาธิที่ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสรา ฐานนิพพาน กลางเฉย โลกีย์ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่ไปไม่มา ไม่เข้าไม่ออกแล้ว ปริสุทธา ทำอีกซ้ำๆ ปริโยทาตาก็ชนะ ตัวมุทุ จิตมีมุทุภูตธาตุ จิตวิญญาณคุณก็จะยิ่งเก่ง มีสมรรถนะภาพสูงส่ง ทั้งความเร็วทั้งความแน่นทั้งความไว ทั้งเจโตทั้งปัญญาๆๆๆ มุทุ คล่อง เรียก ปาคุญญตา คล่องแคล่วทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก 3 วิญญาณมีมุทุภูตธาตุ มีความเก่งทั้งเวทนา สัญญา สังขาร ทั้งรู้ได้เร็ว จิตตัดรอบปรับได้ง่าย รู้ให้เร็วปรับให้ได้ง่าย เรียกว่าจิตหัวอ่อน จัดการปรับได้ทุกอย่าง ตายปั๊บเกิดปุ๊บ ตายปุ๊บเกิดปั๊บ เป็นสิริมหามายาเป็นอมตบุคคลสูงขึ้นด้วยเรื่อยๆ อมตบุคคล คือผู้ที่จะตายแล้วยังไม่ตาย เป็นสิริมหามายา จะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ จะตายเป็น ปริโยสาน อันสุดท้ายในมูลสูตร ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ อาตมามีความรู้ในฐานะโพธิสัตว์ จึงต้องเอามาเปิดเผยมาบอกกัน ให้ผู้ที่แสวงหารับฟัง แล้วก็จะเห็นว่าเข้าท่า น่าจะเอาไปปฏิบัติดู คุณก็เป็นสันทิฏฐิโก เอาตัวเองมาปฏิบัติที่สุดเลย อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก คุณก็จะได้ไม่จำกัดกาละเวลา และเป็นของสูงที่ควรโน้มเข้ามาหาตัวเอง ควรเอาให้ได้ ที่อาตมาใช้ภาษาว่า ดอกฟ้าที่หมาวัดต้องเอื้อมเอาให้ได้ เพลงนี้มีศีล ศีล ต้องเป็นสมาธิเป็นปัญญาและมีวิมุติ สุดท้าย มีวิมุตติญาณทัสสนะ ศีลตัวเดียวไม่มี สมาธิอย่างเดียวไม่มีศีลเลยก็จบเห่ ขยายในสัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน คุณจะต้องลืมตามีทวารทั้ง 6 มีทวารทั้ง 5 ภายนอกและมีจิตเป็นทวารใน ต้องทำงานเป็นธรรมะ 2 ตลอดเวลา คุณไปหลับตาไม่มีสัมมัปทาน 4 ไม่มีสังวรปธาน และมันผิดจากธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งมันจะต้องมีสังวร สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา คืออปัณกปฏิปทาของพระพุทธเจ้า ไม่มีการเปิดทวารรู้สิ่งสัมผัสแล้วให้เกิดเวทนา แล้วเรียนรู้เวทนา คุณจะรู้เหตุแห่งทุกข์ แล้วดับเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์หมด คุณถึงจะหมดสุขทุกข์ คุณถึงจะหมดทุกข์อริยสัจ จึงจะสำเร็จบริบูรณ์ สมณะเดินดินสรุป...ที่พ่อครูพูดมา 2 ชั่วโมงก็คือ มีกิเลสเป็นตัวเหตุในคนให้ต้องพูด ให้ได้ปฏิบัติ จบ 610629_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน