561114_รายการวิปัสสนาข่าว เรื่อง ประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561114 รายการวิปัสสนาข่าว เรื่อง ประชาชนปฏิวัติ ปฏิรูปประเทศไทย ตอน 2
วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ที่เวทีผ่านฟ้าฯ พ่อครูว่า… อาตมาเริ่มก่อน ทุกอย่างก็ทะยอยมาตามลำดับ วันนี้เป็นวันที่จะอธิบายสิ่งสำคัญ เป็นปรากฎการณ์ใหม่เป็น Neo phenomenol เป็นครั้งแรกในโลก เป็นสิ่งสวยสดงดงามเกินจะกล่าวจริงๆ ผู้ที่ร่วมในปรากฏการณ์นี้ก็เป็นบารมี ส่วนผู้ที่มีวิบากอยู่ข้างนอกก็เป็นอีกอย่าง ก่อนอื่นของแจกแจงคำว่าปฏิวัติก่อน ปฏิวัติกับปฏิรูปก็เป็นการเปลี่ยนแปลง ทหารปฏิวัติ ก็ทหารทำการเปลี่ยนแปลง ประชาชนปฏิวัติก็ประชาชนทำการเปลี่ยนแปลง นายกฯ ปฏิวัติตัวเองก็เป็นเล่ห์ทำได้ ส่วนมาถึงวันนี้ประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติเป็นส ิ่ งสวยงามจริง ปฏิวัติที่มีการใช้อำนาจรุนแรง ทำการกดดัน แต่พวกเรามาทำอย่างเป็นลำดับเราไม่ได้ใช้ Forcible แต่เราใช้อำนาจ Authority มันเหมือนลักษณะปฏิรูป คือ Reformation มาถึงวันนี้ขอยืนยันได้ว่าพวกเราได้ sovereignty Power แล้ว คือ อำนาจอธิปไตยสูงสุดแล้ว เป็นอำนาจสมบูณร์แบบแล้ว เป็น independent เป็น supreme สูงสุดเด็ดขาด มาถึงจุดนี้แล้ว ดูตามปรากฏการณ์ที่เห็นได้ว่าเกิดความสงบสันติ ที่มีหน่วยของผู้ที่เป็นประชาชนหลายหมื่น เป็นหน่วยประชาชนที่มีเป้าหมายเหมือนกันหมด คือ ล้มรัฐบาล แม้ว่ากลุ่มที่อยู่ ถ นน ราชดำเนิน 3 กลุ่มหลัก มีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเดินตามกฏระเบียบสวยงามเป็นอารยะขัดขืน อารยะขัดขืน เป็นศิวิไลซ์ เป็นความเจริญความถูกต้อง ดูเป็นเร ื่ องเหมือนผิดแต่มีนัยถูก หรือไม่ใช่อารยะขัดขืน แต่เป็นมารขัดขืน ดูเหมือนถูกแต่เป็นเรื่องผิด เช่นจับรถที่ประดับธงชาติ นี่ใช้อำนาจผิด แล้วประเทศไทยจะไปประดับธงอะไร เป่านกหวีดก็ผิด มันอะไร นี่แหละคือมันเหมือนถูกแต่ผิด คนมองตามสัจธรร
อ่านต่อ
มตามนิติรัฐนิติธรรมนั้นจะมองถูก เขาพยายามบอกว่าถูกนิติรัฐ แต่ว่ามันไม่ถูก ไปจับคนเป่านกหวีด พอเป่านกหวีดแปลว่า ด่ากู ทำร้ายร่างกาย กวนประสาท คนเราก็ช่างแปลนะ พวกเราที่ได้พยายามป ฏิบัติส ิ่ งสวยงาม ปราศจาก Forcible ไม่ได้ทำด้วย Forcible แต่เป็นการทำด้วย Authority เราใ ช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แล้วรัฐบาล ตำรวจก็ยอมรับอำนาจความสงบ เขาก็มีท่าทีสงบด้วย รับกันได้ นี่คือการสร้างอำนาจโดยธรรม จนกระทั่งเกิด Authoritative เป็นบารมี เป็นอำนาจวาสนาที่เชื่อถือได้ เป็นพลังสูงสุดเลย จนกลายเป็น Authoritatian เป็นอำนาจโดยธรรม อย่างในหลวงของเรานี่ยกให้เลย ท่านมีเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมรัฏฐาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนก็เป็นเจ้าของรัฏฐาธิปัตย์ ในหลวงก็เป็นประชาชนและเป็นเจ้าของรัฏฐาธิปัตย์ด้วย แต่ในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นสากลถือว่าในหลวงเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการรักษาความมั่นคง ท่านเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์และเป็นจอมทัพด้วย แต่คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อธิบายได้ มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่ตอนนี้สถา บั นรัฐสภาและ ครม. เขาขบถแล้ว ไม่ชอบธรรมแล้ว ฮั้วกัน ตั้งแต่เป็นสมาชิกพรรคเดียวกัน และใช้เสียงข้างมากผลักดันกฏหมายที่ผิดออกมา ศาลท้วงแล้วก็ดันทุรังออกมาอีก ผิดซ้ำซ้อน เป็นกบฎแล้ว ส ิ่ งเหล่านี้เป็นเรื่องชัดเจนมากเลยว่า มาตรา 3 ใช้ไม่ได้ เกิดกบฏ ในหลวงก็จะทรงเอาอำนาจคืน ก็กลับสู่มาตรา 2 คือ ให้อำนาจคือ สู่เจ้าของรัฏฐาธิปัตย์ มันก็มีปรากฏการณ์ของประชาชน เหตุการณ์ ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ประกาศปฏิวัติแล้ว เป็น Minority right เป็นกลุ่มที่ถูกต้อง คำว่า Right มีสองความหมายคือ สิทธิมนุษยชนและแปลว่าถูกต้องด้วย พวกเราทำถูกเป็น Minority right แต่ถ้าจะนับทั้งสามกลุ่มที่ออกมาประท้วงนี่ มีเป้าหมายเดียวกันหมด แต่ว่าที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยังไม่ประกาศว่าจะล้มรัฐบาลเท่านั้น ก็ดีแล้วเขาเอาแค่อารยะขัดขืน แต่พวกเราและกลุ่มมัฆวานชัดเจนแล้วว่าล้มรัฐบาล มวลทั้งสามแห่งนี้รวมกันแล้วไม่ได้น้อยกว่าที่อีกด้านหนึ่งเขาระดมพล และยังมีกลุ่มอื่นต่างจังหวัด ในกลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา และอีก ห ลายกลุ่ม รวมเป็นเครือแห รวมมวลทั้งหมดก็เหนือชั้น มากก ว่าอีกฝ่ายหนึ่ง มีม็อบรถบัส แม้แต่ รมช. ก็ไปขู่บังคับให้เด็กใส่เสื้อแดงออกไปประท้วง แต่ของเรานี่อิสระเสรีภาพ ในคุณภาพของเราก็สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ผิดกฏหมายด้วย ดีสะอาด สงบเรียบร้อย ง่ายงาม แล้วจิตเบิกบานไม่เคร่งเครียดด้วย ยังร้องเพลงกันสนุกสนานด้วย เป็น ปรากฏการณ์ใหม่ของโลก ไม่ได้เป็นแต่ Neo politic ไม่ใช่แค่ Neo democracy แต่มันสุดยอดการเมืองสุดยอดประชาธิปไตยใหม่จนคนมองว่ามาเล่นลิเกอะไร เขาว่ามันสุดโต่งไป จุดนี้จึงต้อง go on and see out ดูไปว่าจะเกิดผลจริงไหม เราได้ทำเสร็จแล้วได้ถวายฏีกาแล้ว ท่านเองก็ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้ว มั่นใจในมหากษัตริย์พระองค์นี้ว่าท่านเป็นผู้ครองราชย์โดยธรรมอย่างแท้จริง แม้ประชาชนยังไม่เข้าใจโดยธรรม แต่ท่านมีพระปรีชาญาณสูงส่งลึกซึ้ง คนสามัญไม่ได้มีปรีชาญาณอย่างพระองค์ มันมีนิมิตหลายอย่าง เป็นเรื่องของอาตมาที่ใช้มอง เห็นรูปและนามที่ลงตัว ตลอดมาถึงวันนี้ก็ลงตัว ในสายตามของผู้ที่ไม่รู้ก็จะมองไม่ออกของ All for one One for all ไม่ใช้ Two in one อย่างสอง กลุ่มเทียบกัน กลุ่มโน้นมีจำนวนมากที่สุด แต่กลุ่มเรานี้น้อยที่สุด แต่ซ้อนในนั้นมีอะไรซับซ้อนอยู่ คื อเราเป็นม็อบ 24 ชม. แต่เขานั้นม็อบกี่ ชั่วโมง ก็ไม่กี่ ชั่วโมง แต่ของเรากินนอนพักอยู่ที่นี่แน่นมากกว่า มีรายละเอียดซับซ้อนอีกมาก มองเข้าในรายละเอียด ลักษณะของความกล้า เด็ดเดี่ยวก็ต่างกัน ขยายความตามประสาของอาตมาที่เป็นคนมีความรู้น้อยแต่ก็พยายามอธิบายได้บ้าง ส มณะ เดินดินว่า...นึกถึง ตอนที่ พธม. ชุมนุม ก็ มักมีโทรศัพท์มาถามตลอดว่าเราจะชนะเมื่อไหร่ ตอนนั้นทักษิณมีอำนาจมากมาย เราก็มองไม่เห็นทางชนะ แต่อยู่ใกล้พ่อครูท่านก็จะบอกว่าเราชนะแล้ว ท่านมองในมิติของจิตวิญญาณ เขากุมอำนาจไว้หมดก็มองไม่ออกว่าเราจะชนะอย่างไร ตอนนั้นที่เราไป ตอนสงคราม 9 ทัพ เราไปบุกทำเนียบ กองทัพประชาชนที่ออกไปไม่มีสิ่งไหนขวางกั้นพลังประชาชนได้ แต่สุดท้ายก็ชนะกันที่ ตุลาการ ภิวัฒน์ บรรยากาศตอนนั้น ไม่รู้จะไปอย่างไรเลย ประชาชนไปยึดทำเนียบ ยึดสนามบินก็ยังไม่ชนะ แต่ก็สุดท้ายมีตุลาการภิวัฒน์มาช่วย ตอนนี้ก็เกิดเป็นการชุมนุมที่ราชดำเนิน พ่อครูว่า...สามกลุ่มนี้เป็นสามเส้า เป็น three in one ก็ดำเนินบริบทไป ทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็เป็นกลุ่มที่ทำไป เขาเป็นกลุ่มที่เริ่มปักหลักก่อน เสร็จแล้วเราก็มาปักหลักที่ผ่านฟ้า ฯ แล้วอุรุพงษ์ก็ไปที่มัฆวาน เป็น Scenario หรือ Context ที่ต่อเนื่องกันมา แล้วสามารถมีเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องเป็น A best Scenario เป็นสคริปของอันนี้แผนการของอันนี้แล้วเกิดรวมอยู่ในนี้เป็น ตัวรวมที่เป็นระดับที่ดำเนินการตั้งแต่เราว่างานนี้คือ งานที่โค้นล้มรัฐบาล ตอนนี้เรากลุ่มผ่านฟ้าฯ ได้ทำนำไปแล้วให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองได้แล้ว เป็น ปริเฉทรูป เกิดอากาสธาตุเป็นสุญญากาศทางการเมือง อำนาจทุกอย่างก็จะตกสู่ในหลวง ไม่มีใครมีอำนาจ ระหว่างที่ท่านยังไม่มีประปรมาภิไธยมา ก็อยู่ที่พระราชวินิจฉัยเป็นเอกนั้น คนที่ยังไม่รู้ตัวนึกว่านี่เป็นเรื่องตลก เรื่องเล่นก็ให้รู้ตัวนะ หลาย หนังสือพิมพ์ ก็ว่าเราเป็นคนตกยุคหลงยุค อาตมาก็เข้าใจเห็นใจเขา อาตมาก็เห็นความจริงจิตใจเขาที่มีตามภูมิปัญญา แต่อาตมาชัดเจน ในขณะที่คนอื่นก็ยังงงอยู่ เขาทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าทำอะไร เราก็ปลอดภัยอยู่ได้ในตอนนี้ เราก็สามารถทำอะไรให้ก้าวหน้าขึ้นได้ต่อไป สามจุดที่ประชุมกัน มีจุดที่ ผ่านภิภพลีลา จุดเราเป็นผ่านฟ้าลีลาศ ส่วนที่มัฆวานรังสรรค์ก็อีกส่วนของ คปท. ผ่านฟ้าลีลาส คือความเคลื่อนไหวของรูปธรรม เป็น Kinetic energy มีความซับซ้อน ที่เราอยู่นี่ผ่านฟ้าฯ นะแต่ที่โน่นคือมีลาลาของผู้ผ่านภิภพคือผ่านดิน รวมกันคือพระอินทร์รังสรรค์ มัฆวานคือพระอินทร์ ในเมืองไทยพระอินทร์คือ พระสยามเทวาธิราช เป็นคำกว้างๆ กับที่เจาะจง จะเป็นอะไรก็คิดเอาเอง ผู้เป็นใหญ่คือใครที่ท่านจะรังสรรค์ตัดสินว่าจะสร้างจะตัดสินอะไร พระอินทร์บัญชา นี่อาตมาแปลอจินไตยให้พวกเราฟัง คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา อาตมามองตามประสาโพธิรักษ์ที่มีความรู้รูปและนามอย่างนี้
_ คุณสุทินว่า...ผมได้มีส่วนร่วมออกแบบการชุมนุม ได้พูดคุยกับคณะที่จะจัดการชุมนุม มีการคิดกันว่าจะชุมนุมที่ชมัยมรุเช ฐ ในวันที่ 4 ส.ค. 56 แต่ว่ามันเกิดเองเป็นแบบนี้ไปที่ลุมพินีฯ โดยไม่ตั้งใจ (พ่อครูว่าที่นั้นเป็นที่ประสูตร) ตอนออกแบบเราได้ได้นึกถึงกองทัพธรรมไม่ได้นึกถึงพ่อท่านเลย แต่พออยู่ไปสัก 7 วันกองทัพธรรมก็มา มันเป็นฟ้าลิขิต อยู่สวนลุมฯ 3 เดือนก็เคลื่อนกัน ลองบุกทำเนียบกัน เราไปสองสามร้อยคน ตำรวจไปหลายหมื่นคน เราออกมาก็เกิดอุรุพงษ์โดยไม่ได้วางแผน จากนั้นมวลมหาประชาชนก็กดดันไปที่พรรค ปชป. ก็เกิดที่สามเสนขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนจากสามเสนมาอยู่ที่ประชาธิปไตยสุดท้ายก็ลงตัวมาอยู่ที่ 3 แห่งคือ ผ่านภิภพลีลา ผ่านฟ้าลีลาส มัฆวานรังสรรค์ ซึ่งตำรวจทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งกำแพงแล้วขังตังเองไว้ในทำเนียบ ส มณะ เดินดินว่า แผนทุกอย่างไม่ได้วางกันมาก่อนเลยคนเดินมายังไม่รู้ว่าจะต้องเดินเลย อย่างย้อนไปดูสมัยพธม.เราคิดว่าประชาชนมามากมาย คงไม่สามารถหวนกลับมาได้ แต่ว่าในปีนี้เกิดได้ทั้งสามจุดนี้ ประชาชนทุกหมู่กลุ่มรวมกันได้ น่าจะมากกว่า 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ ได้ คิดว่าจะมีใครมาทำลายสถิติได้ไหม เป็นส ิ่ งเหลือเชื่อเกินเชื่อว่าจะเกิดได้อย่างนี้ ขออ่านสิ่งที่ได้เรียบเรียงไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิดอีก คำว่าประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น กษัตริย์คือ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่นั้นๆ ในปัจจุบันนั้น คำว่า กษัตริย์ และประมุขเป็นความหมายเดียวกัน ไม่ว่าสมัยใดยุคใดก็ตาม คำว่า กษัตริย์ มาจากคำไหนอย่างไร ที่สุดก็จะได้คำตอบว่า ผู้เป็นใหญ่ในหมู่นั้น กษัตริย์มาจากภาษาบาลีว่า เขต หรือ ขัตติยะ คือ ทรงเป็นเจ้าของอาณาเขต ผู้คุมแคว้น ผู้เป็นใหญ่ในรัฐ จะใช้ภาษาว่า King ฮ่องเต้ หรืออื่นๆ ก็คือผู้เป็นหัวหน้านั้นเอง ก็ทรงมีอภิสิทธิ์ตามฐานะท่าน คำว่าอภิสิทธิ์ Privillage นั้นจะใช้ภาษาอังกฤษว่า Relate หรือ Associated คือ สิทธิ์ที่เหนือกฏระเบียบที่วางไว้ แต่โดยความหมายที่รวมกันหมดแล้ว มันก็รวมมาสู่คำเดียวคือ เป็นผู้ที่มีสิทธิพิเศษจากหมู่ อย่างพระพุทธเจ้ามีสิทธิเต็มเลย ไม่มีใครแย้งในใจเลย อย่างอาตมาทำนี่ท่านเดินดินแย้งอาตมาในใจอยู่อาตมารู้ เพราะอาตมาไม่ได้มี Privillage อะไร สมณะ เดินดินว่า...พระสมัยก่อนที่ท่านก่อนฉันพระพุทธเจ้าว่าต้องมีการแสดงธรรมก่อน แต่มีพระที่ปวดท้องก็ปวดจนเป็นลมเลย อย่างเข้าห้องน้ำต้องให้ผู้มีอายุพรรษาเข้าห้องน้ำก่อนแต่มีคนรอเข้าห้องน้ำจนเป็นลมเลย พระพุทธเจ้าก็เลยต้องบัญญัติให้ใหม่ว่าใครปวดก็เข้าก่อนได้ อย่างที่มีคนคิดว่า ทุกคนต้องเสมอภาคกันหมด นิ้วทั้งห้าต้องเท่ากันหมดเป็นต้นอย่างนี่คนคิดสุดโต่งไป ไม่มีทางเป็นไปได้ คำว่าหัวหน้าหรือกษัตริย์นั้นเป็นความหมายที่มีเชิงจิตวิญญาณอยู่ อภิสิทธิ์นั้นคือ หัวหน้าเกินหัวหน้า อย่างผีตองเหลืองก็มีหัวหน้าของเขา เป็นเจ้าของแคว้นมีอำนาจเป็นเจ้าของอาณาเขต แล้วก็เติบโต ใหญ่ขึ้นเล็กลง ก็อย่างพระวิหารเราก็ว่าเราเสียดินแดนไปแล้วกัน ส่วนใหญ่เห็นว่าเราเสียดินแดนไปแล้วด้วย และเมื่อมันเสียแผ่นดินก็ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ต้องโทษประหารชีวิตแล้วเป็นกบฏแท้เลย แล้วจะเสียทรัพยากรอีกมากมาย แม้ไม่ฉลาดอย่างอาตมาก็ยังรู้เลย ตั้งแต่โบราณก็มีหัวหน้ามีกษัตริย์อยู่ ที่ยอมรับกันทั่วโลก ว่าหากยังมีความเป็นกษัตริย์อยู่ในประเทศนั้น ผู้นั้นคือผู้มีอภิสิทธิ์หรือPrivillage และความยอมรับก็เป็นสากลของโลก เป็นความเป็นจริงแท้จริง เป็นความมั่นคงของชาติ ผู้เป็นประมุขนี้คือผู้กุมความมั่นคงของประเทศ เป็น Nation security เป็นสุดยอด Supreme law ซึ่งมาตรา 2 และ 3 ก็ผิดแล้วทำให้ความมั่นคงพังทะลาย เสียดินแดนด้วย มาตรา 1 และ 3 ล้มละลายก็ตกไปที่มาตรา 2 ประชาชนได้ท้วงรัฐบาลที่ทำผิดเป็นกบฏแล้วทำหนังสือทูลเกล้าแล้ว ความมั่นคงของประเทศถูกสั่นคลอน ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจได้ เหนือกว่า กฏหมายใด กฎหมายกับพระราชอำนาจ ตามหลักสากลที่เป็นความจริงแท้ (Reality) ความมั่นคง แห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด (Nation Security is Supreme Law) เหนือกว่าหลักนิติธรรม (The Rule of Law) เหนือกว่ากฎหมายหลักคือรัฐธรรมนูญ (Principle Law) และเหนือกว่ากฎหมายสามัญ (Common Law) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้รับรองไว้ในหนังสือ International Law Vol.1 peace โดย H.Lauterpacht Q.C.LL.D.F.BA. (Third Impression 1958) page 758-761 แปลได้ใจความว่า... “ทุกระบอบกษัตริย์ กษัตริย์ดำรงสถานะเป็นตัวแทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงทรงดำรงเป็นองค์รัฎฐา-ธิปัตย์ เป็นความจริงที่กฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับ ถึงแม้กฎหมายภายในประเทศ จะมีข้อความที่แตกต่างกัน กับในบรรดาประเทศทั้งหลาย ประเด็นนี้ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น กฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับระบอบกษัตริย์ทั้งหลาย มีอำนาจดังกล่าวเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญจะมีความแตกต่างกัน และขึ้นกับกฎเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน... ผลที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้แล้ว ให้การยอมรับว่า ระบอบกษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐอย่างแท้จริง และตลอดกาลชั่วนิรันดร...” เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นตัวแทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ และเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ (The Head of State) จึงทรงถือความมั่นคงแห่งชาติคือ อธิปไตยของปวงชน เป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law) อยู่เหนือหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรมอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ (Principle Law) และรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกฎหมายสามัญ (Common Law) พระมหากษัตริย์จึงทรงใช้กฎหมายสูงสุด โดยมีกองทัพอันเป็นกำลัง เป็นฐานแห่งอำนาจปฏิบัติกฎหมายสูงสุด เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพ พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นโพธิสัตว์ ท่านมีภูมิรู้ที่เหนือกว่าคนธรรมดา อย่างท่านตรัสถึงเรื่องแบบคนจน หรือขาดทุนคือกำไร หรือเศรษฐกิจพอเพียงนั้นลึกซึ้งยิ่งใหญ่ แต่ว่ารัฐบาลไม่สามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้แถมทำสวนทางอีกต่างหาก อีกทั้งยังลบหลู่ดูถูก เป็นกบฎทั้งนั้นเลย คำว่าหัวหน้าหรือเป็นใหญ่กษัตริย์นั้นย ิ่ งใหญ่ มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่เกินกว่าจะนำมากล่าวได้ แม้แต่ภาระที่ต้องปกครอง บอกสอน พระจริยวัตรที่ทรงนำประชาชนนำผู้บริหารเป็นตัวอย่างที่ดี การอุ้มชูช่วยเหลือนั้น กษัตริย์ทรงแบกภาระมากกว่ายิ่งกว่าผู้เป็นใหญ่หรือผู้บริหาร อย่างนายกฯ ที่เราเคยมีมา มีคนไหนทำงานได้อย่างในหลวง ทั้งลึกซึ้งและยาวนานขนาดนี้ แต่คนตาบอดตามืดก็ไม่รู้ก็น่าสงสาร ผู้เป็นใหญ่นี้ มีทั้งแนววัตถุและจิต มีทั้งรูปและนาม เป็นประชาธิปไตยสองขา ส่วนประชาธิปไตยขาเดียวนั้นกำลังแสดงผล อย่างประเทศอเมริกาเป็นประชาธิปไตยขาเดียว มีแต่ ปธน. ตั้งแต่วอชิงตันมา ไม่ได้สืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่มี Authority ทางจิตวิญญาณ คำว่า Authority ไม่ใช่แบบ Forcible ซึ่งภาษาอังกฤษนี้มีความหมายลึกซึ้งหลากหลายมากกว่าภาษาไทย ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษนั้นเพราะอย่างนี้ ประชาธิปไตยสองขานั้นเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบกว่า ผู้รู้จะมองออกว่า อังกฤษกับอเมริกาใครเป็นสุขสงบ มักน้อยสันโดษมากกว่ากัน อังกฤษไม่หลงฟุ้งเฟ้อหรูหราเหมือนอเมริกา หรืออย่างจีนกับอินเดียเป็นต้น ไทยอยู่ระหว่างกลางสองอย่างไปได้ทั้งสองอย่างแล้วแต่จะถูกปั่นหัว แต่อาตมาไม่ยอมให้ไทยถูกปั่นหัวแน่ ถ้าอาตมาอายุถึง 150 ปี ไทยมีประชากรเป็น 100 ล้านคน จะทำให้ไทยมีอำนาจแบบ Authority ได้แน่ (นี่ก็เหมือนคุยตัวนะก็ขออภัย) ประเทศที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะมีประมาณ 25 ประเทศในโลก หรือประเทศสหประชาชาติที่ไม่มีกษัตริย์นั้น ก็รวบรวมทั้งหมดทุกชาติ 200 กว่าประเทศในโลก ในสหประชาชาติก็ยอมรับในหลวง มอบรางวัลให้พระองค์ แม้บางประเทศจะเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ลดบทบาทของกษัตริย์ แต่ฐานะของกษัตริย์ก็ยังปฏิบัติให้ยอมรับกันในสากล ที่เห็นได้ในสาธารณะตามพฤติที่เห็นได้ มีการแสดงว่ายอมรับในอภิสิทธิ์ แม้ใน Supreme law เพราะฉะนั้นอายุของกษัตริย์นี้ไม่มีหมดอายุ นอกจากจะเปลี่ยนสันตติวงค์ อย่างอังกฤษก็สืบมาต่อเนื่อง แต่จีนเขาเปลี่ยนกันมากหลายกว่า แต่ ปธน. เปลี่ยนทุกสี่ปีหรือแปดปี ก็มีความต่อเนื่องมั่นคงไม่เท่า มีการสืบต่อของคุณธรรม จิตวิญญาณไม่เท่ากษัตริย์ ซ ึ่ งก็ตามสัจจะที่มีหนึ่งเดียว ความดีงามที่ทั้งโลกต้องการคือคนเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต ให้แก่คนอื่นได้มากเท่าใดก็คือสิ่งที่โลกต้องการตรงกันที่สุด ทุกสถาบันทุกแห่งยอมรับคนที่ เสียสละ สุจริตซื่อสัตย์ ถ้ากษัตริย์ไม่มีทศพิธราชธรรมนั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละพระองค์ พระพุทธเจ้าได้บัญญัติในทศพิธราชธรรม ซึ่งลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะอาริยธรรมที่เป็นโลกุตระในหลวงเราตรัสเรื่องแบบคนจน ขาดทุนคือกำไร นี่คือความรู้โลกุตระ ซึ่งโลกียะทำไม่ได้ ท่านเอามาตรัสกับสาธารณชน ท่านมั่นใจ คนหลายคนเข้าใจไม่ได้ เข้าไม่ถึง แต่อาตมาเห็นความจริงจึงนำมาบอก นี่คือคุณธรรมที่ทั้งโลกต้องการ เป็นได้ยากยิ่งในความเป็นหัวหน้าของกษัตริย์ที่สืบต่อมาเป็นความประเสริฐสุดของคนที่เป็นหัวหน้า แม้แต่สัตว์ก็ยังต้องมีหัวหน้าฝูงอยู่ กษัตริย์ที่ทรงคุณธรรม จะทรงงานเพื่อประชาชนทรงรักษาสถานะที่เป็นใหญ่ในประเทศ จึงเป็นหัวหน้าที่ประเสริฐอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข้อบกพร่องของกษัตริย์คือ ผู้สืบทอดบางองค์ไม่ทรงทศพิธราชธรรม ก็เป็นครั้งเป็นคราว แต่ทุกพระองค์ก็ต้องยึดทศพิศราชธรรมเป็นหลัก ตามกฏมณเฑียรบาลที่สืบต่อกันมา แม้แต่ประชาธิปไตยที่คัดเลือกหัวหน้ามากจากประชาชนที่นึกว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วนั้น แต่ละครั้งแต่ละคราวก็ยังมีข้อบกพร่องในโลก คัดจากประชาชนนี่บกพร่องมากกว่า เพราะการสืบตามมณเฑียรบาลนั้น สืบทอดสิ่งที่ดีที่สุดมาตลอด แต่ว่าสืบต่อตามปธน.นั้นไม่ได้มีการสืบต่อและตกผลึกทางจิตวิญญาณเท่าแน่
_ คุณสุทินว่า ถ้าเลือกถูกก็เหมือนเลือกท่านพุทธทาส ส่วนเลือกผิดก็เหมือนเลือกเณรคำ พ่อครูว่า...ความเป็นกษัตริย์นั้นสืบทอดสิ่งประเสริฐ คนก็ต้องช่วยรักษา ท่านก็จะทรงรักษา จึงสืบทอดกันมาหลายร้อยปี แต่ประชาธิปไตยอย่างมี ปธน.นั้น ขาเดียวเป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ อย่างอเมริกานั้น ก็แตกไปจากอังกฤษ แล้วเขาไปคิดอ่านทำประชาธิปไตยขาเดียว สองร้อยกว่าปีก็เห็นแล้วว่ากลวงโบ๋ไหม ทั้งที่เป็นประเทศใหญ่มีทองคำเยอะแต่ทุกวันนี้ ปั๊ม กระดาษมาหลอกคนทั้งโลก ส่วนอังกฤษนั้นเขาก็เลิกล่าอาณานิคมแล้วมีประชาธิปไตยสองขาก็ยังอบอุ่นดีกว่าอเมริกาแล้ว ประชาธิปไตยขาเดียวจะมีลักษณะผ่องถ่ายความดีงามสู้ประชาธิปไตยสองขาไม่ได้ เพราะพร้อมทั้งกายและใจกว่า อย่างกษัตริย์ต้องอยู่ใต้กฎมณเฑียรบาล อย่างอังกฤษเขาใช้กฎหมายจารีต ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องใช้กฏหมายกดขี่บังคับ ขนาดมีกฏหมายบังคับเขาก็ยังละเมิดเลย อย่างอินเดียไม่มีกฏหมายจราจรแต่ก็ไม่ชนกันเละเหมือนบ้านเราเขามีทั้งรถใหญ่น้อย มีทั้งสัตย์อยู่บนถนน ตำรวจเขาไม่ต้องปวดหัวแบบบ้านเรา ยุคนี้เชื่อยาก เขาไม่เชื่อว่า กษัตริย์ที่เป็นอาริยบุคคลที่ทรงงานเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ที่มีสัจจะย้อนสภาพ ที่เข้าใจได้ยากในโลก แต่เป็นจริงได้ อยู่ในวัฏฏสงสารนี้ แต่ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ เพราะยุคนี้เป็นสัจจะย้อนสภาพที่คนเข้าใจได้ยาก แต่ก็ยังเกิดได้เป็นได้เป็นจริงในยุคนี้ [Authority by force is less enduring than authority by kindness อำนาจโดยพระเดชนั้น ไม่ยืนนานเหมือนอำนาจโดยพระคุณ] รัฐบาลทำผิดเราโค่นล้มได้ สบายใจได้ว่าเราไม่ได้ทำผิดแม้แต่น้อย
อำนาจ Forcible และอำนาจ Authority อำนาจที่ได้มาโดยธรรมอย่างในหลวงเรา ประชาชนยกให้ท่าน ท่านไม่ได้ใช้อำนาจเงินทองหรือทุจริตใดๆ คนอวิชชาจะสร้างอำนาจ Forcible ซึ่งเป็นอำนาจโดยพระเดช นั้นไม่ยืนนานกว่าอำนาจโดยพระคุณ การเคารพยอมยกอำนาจให้กับผู้ที่น่าเคารพ ไ่ม่ได้ยกด้วยเพราะโลกธรรม อย่างได้ดีเพราะพี่ให้ อย่างนี้เป็นเผด็จการโดยธรรมก็ได้ แต่เป็นเพียงภาษา ความจริงท่านไม่ได้เผด็จการเลย ทั้งที่ท่านทำได้ ท่านบำเพ็ญเป็นปางเตมีย์ใบ้และปางพระมหาชนก ถ้าเป็นคนธรรมดาอกแตกตายไปแล้ว ยุคนี้ร้ายแรงกว่าพฤษภาฯ 35 เยอะ อย่าง ร. 5 ท่านทนไม่ไหว แต่ในหลวงเราผ่านมาได้ ท่านไม่ต้องไปเรียกร้องโฆษณาอะไรเลย สรุปว่าอำนาจโดยธรรมนั้นสู่งส่งกว่าอำนาจที่คุณหามาในปัจจุบันนี้ ปราชญ์แท้ๆจะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงกลัวจนคนไม่กล้าค้านแย้ง ส่วนนักรู้นักฉลาดจะหาวิธีการสร้างอำนาจให้คนเกรงกลัวให้คนอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว แต่ในหลวงอยู่ในฐานะที่คนเคารพชื่นชมโดยแท้ ใครจะ ใครจะ made a forcible = โดยพลการก็เชิญ แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้น …..จบ