561112_เทศน์หลังเดินธรรมยาตราถวายฎีกาสำนักพระราชวัง เรื่อง ราชประชาสมาสัย.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561112 เทศน์หลังเดินธรรมยาตราถวายฎีกาสำนักพระราชวัง เรื่อง ราชประชาสมาสัย
วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ที่เวทีผ่านฟ้าฯ ตอนนี้เรา เรารอเพื่อนไทยที่จะมาร่วมแสดงรัฏฐาธิปัตย์ คือคนมาลงคะแนนเสียงให้แก่ปฏิวัติประชาชนครั้งนี้ เป็นการปฏิวัติโดยประชาชนที่สงบสันติครั้งแรกของโลก ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้ระแคะระคายอะไรเลย แม้แต่รัฐบาลหรือตำรวจ ตอนนี้ ขอเข้าทรงนิตกร ลำลอง ขอเชิญองค์นิติกร ลำลองมาลงองค์ มาตอบคำถามว่า … ประชาชนปฏิวัติได้อย่างไร ในนัยของรัฐศาสตร์นิติศาสตร์มีดังนี้ ขอเชิญคุณปรีชาพูดลำลองไปก่อน เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัฏฐาธิปัตย์คืออำนาจรัฐเป็นอย่างไร ในรัฐธรรมนูญมาตรา 2 และมาตรา 3 ว่าไว้ว่า _มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข _มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม สากลยอมรับกันว่าความจริงแท้ ที่เป็นความมั่นคงแห่งชาติ ที่เป็นกฎหมายสูงสุด Nation security เหนือกว่ากฎหมายนิติธรรม The rule of law หรือรัฐธรรมนูญ Principle law หรือกฏหมายทั่วไป Common law ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศรับรองระบุไว้ดังที่จะขอให้ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อ่านให้ฟัง เป็นภาษาอังกฤษ
_ พล.อ.ปรีชากล่าวว่า...เมื่อวานนี้เราได้ทำการปฏิวัติประชาชนด้วยเหตุผลที่จะให้ทันก่อนการตัดสินของศาลโลก คำตัดสินของศาลโลกไม่มีผลต่อประเทศไทยและไม่มีเหตุผลที่จะทำตามรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และรัฐบาล
อ่านต่อ
ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ภายใต้ทักษิณเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง ทหารและข้าราชการไม่ต้องทำตามคำสั่งรัฐบาลนี้ ให้รอคำประกาศของคณะปฏิวัติประชาชน พ่อครูว่า...การรบของ พล.อ.ปรีชาทุกครั้งมา ก็ต้องเป็นการรบครั้งสุดท้าย A Final Decision แล้วก็สำเร็จรบมาไม่เคยแพ้สักครั้งเดียว ตรงข้ามกับโพธิรักษ์รบมามีแต่แพ้ไม่มีชนะเลย เป็นลักษณะ 2 อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็น One for all All for one อาตมา ว่า...กฏหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักของบ้านเมือง แต่อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่บริหารแบบไม่มีรัฐธรรมนูญมาตลอดเรียบร้อยดี เป็นประชาธิปไตยสองขา สิ่งที่มีถือว่าต้องมีสอง และสองต้องเป็นหนึ่ง เป็น Two in One อย่างในหลวงว่า สามัคคี และอาตมาว่าความสามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ จะไปหาที่ไม่ขัดแย้งกันเลย หาไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความจริงมีสิ่งเดียว ใครยึดความจริงนั้นก็ยึดคนเดียว แต่ถ้ามีสองคนก็ยึดกันคนละอย่าง แต่ถ้าปรองดองกันได้ก็สมบูรณ์คือ Two in one ไม่มีหนึ่งไม่มีสอง จึงเรียกว่า One for all All for one หรือในบาลีของพระพุทธเจ้าว่า เอโกปิ หุตวา พหุทา โหติ คือ หนึ่งเดียวสามารถเป็นหลายคนได้ พหุทาปิ หุตวา เอโก โหติ คือ ทั้งหลายทั้งมวลรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นลักษณะที่สองหรือหลายอย่างรวมเป็นหนึ่ง ...มาต่อความว่า มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และ มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม แม้นักกฎหมายก็มาท้วงว่า คำว่า ประชาชนปฏิวัติ ไม่มีในรัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างนั้น แต่รัฐธรรมนูญมีหลายมาตรามีระบุไว้ว่าประชาชนมีสิทธิ์ปฏิวัติ ตอนนี้ไม่ว่ารัฐสภา ประธานสภา รองประธานสภา ขาเกขาหักหมดแล้ว ผู้บริหารเกินกว่าเน่าอีก ยึดอำนาจไม่ฟังเสียงใครเลย สารพัดที่จะทำตามใจ หัวหน้าผู้บริหารมีแต่จะไป Cat walk แล้วไม่รู้ว่าการแบบนั้นใช้เงินประชาชน แล้วที่ไปนี่ไปตกลงส่วนตัวทำ MOU ส่วนตัวอะไรบ้าง รัฐบาลได้ทำผิด อย่างเอาแดงไปล้อมศาลกดดันศาล รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร ตำรวจส่งเสริมด้วย ทำอย่างน่าเกลียดด้วย ล่าสุดเขาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 สามารถที่จะทำสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ผ่านสภา เท่ากับสภานี้มีแต่ พาลชน ไม่มีบัณฑิต มาตรา 3 นี้เขาผิดไปมากแล้ว ทำทุจริตอกุศลหลายอย่าง การปฏิบัติของรัฐบาล รัฐสภา ไม่ถูกตามหลักนิติธรรม และไม่มีรัฐธรรมนูญบทไหนที่ห้ามประชาชนปฏิวัติ และในมาตรา 7 นั้น …..ก็จะต้องเกิด ราชประชาสมาสัย ตอนนี้เราได้ปฏิวัติและได้ทูลเกล้าถวายให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยไปแล้ว สากลของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร...ตามที่ให้คุณปรีชาอ่านนำไปแล้ว อย่างในอังกฤษมีประชาธิปไตยแบบจารีตประเพณีก็ทำมาได้สงบสุขเรียบร้อย พระมหากษัตริย์ ร. 7 ท่านถูกริบอำนาจ แล้วท่านก็ได้ตรัสไว้ว่าท่านมอบอำนาจให้ประชาชน แต่นี่มันเป็นการปกครองแบบกฎหมู่ แล้วเขาก็เอาพวกแดงออกมาแล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เชื่อว่าแดงถูกหลอกถูกจ้างมามากมาย พวกเราไม่ล่อลวง ไม่บังคับ ไม่ได้จ้าง แต่หนูเปล่าชวนนะ เขามาเองใช่ไหม? อาตมาไม่ได้ชวนนะพวกคุณมาเอง? ถ้าประชาชนไทยได้ยินนี่ก็เอาไปเป่าประกาศ ตามที่คุณสุเทพได้ประกาศว่าให้หยุดงานหยุดเรียนมากันภายใน 13 ถึง 15 นี้ มากันให้เต็มๆๆๆ ถนนราชดำเนินแล้วขยายไปสู่รอบๆ ได้ แดงเอ๋ยแดง เป็นพี่คนโต จริงหรือเปล่าคุณคือประชาธิปไตยแล้วเขาคุยว่าเป็นมวลส่วนใหญ่ของประชาชน มาตัดสินกันว่ามวลส่วนไหนเป็นประชาธิปไตย ใครเห็นความสำคัญเต็มใจก็มา เสียสละเต็มที่ มาแสดงประชาธิปไตยที่เป็นรั ฏฐาธิปัตย์ ไม่ ใช่รัฐบาลาธิปัตย์ อย่าสับสนตีกิน อำนาจของรัฐบาลจะยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของประชาชนได้หรือ อย่างคุณสุเทพประกาศว่านัดหยุดเรียนหยุดทำงานมาประท้วงร่วมกัน ต้องพิสูจน์อำนาจต้องเปลี่ยนผ่าน ผ่องถ่าย ทำให้ประชาธิปไตยลือลั่นไปทั่วโลกเลย ถ้าใครรุนแรง มีมือที่ 3 มา ก็มั่นใจว่าไม่ใช่พวกเราแน่ ถ้าเกิดความไม่สงบที่นี่ก็เพราะว่าเป็นจากกลุ่มอื่น ถ้างวดนี้สำเร็จ เลือดไม่ตกแม้แต่หยดเดียว นับว่าสวยงามอย่างย ิ่ ง ผู้ใดเกิดปัญญาอย่างองคุลีมาล ที่เคยถูกความชั่วเข้าสิง แล้วเปลี่ยนใจได้กลับใจได้ องคุลีมาลก็วิ่งตามพระพุทธเจ้าแต่วิ่งตามไม่ทัน แล้วตะโกน สมณะ หยุดก่อนๆ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด ก็ยิ่งยั่ว องคุลีมาลสิ ก็นึกว่าพระพุทธเจ้าโกหก เดินอยู่แล้วแต่บอกว่าเราหยุดได้อย่างไร แล้วพระพุทธเจ้าก็บอกว่าเราหยุดทำชั่วแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด อาตมาสมณะนะ คือผู้สงบ อาตมาแสดงอย่างนี้เป็นสัจจะย้อนสภาพ อาตมาแสดงดำ แต่ที่จริงใจขาว แสดงดำให้กลมกลืนกับโลกเขา ทำนองเดียวกับพระมาลัยลงไปในนรกหรืออย่างอรหันต์จี้กงก็ไปโปรดขี้เหล้าก็กินเหล้าไปกับเขาท่านไม่ได้ติดเหล้าหรอก ท่านฝืนด้วยซ้ำ อาตมาแสดงอย่างศิลปินตุ๊กตาทอง
ในมาตรา 68 ถึง 71 _มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" _มาตรา 68 (วรรคสอง) "ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทํา ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําการดังกล่าว” _มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เราทำสำเร็จแล้วอย่างสันติวิธี รอแต่ในหลวงจะทรงพระวินิจฉัยเท่านั้น รอสักสองสามวันนะ พรรคการเมืองก็ต้องมารวมกับเรา เพราะประชาชนต้องมารวมกับประชาชนที่นี่ ตอนนี้รวมกันอยู่แล้วเชื่อมโยงกันอยู่แล้วเป็น One for all All for one อยู่แล้ว เป็นแฝดนะแต่หนึ่งเดียว แฝดนะเหมือนกันนะ แต่คนละคนนะ เราอยู่ในนิติรัฐนิติธรรมมากกว่ารัฐบาลนะ โดยเฉพาะมารวมตัวกันนี้ มีความผิดน้อยกว่าคณะรัฐบาลนะ อันนี้คือเหลือสุดท้าย ราชวินิจฉัยเท่านั้น เป็นสุดท้ายแล้ว เข้าใจนะเอารัฐธรรมนูญมากางพูดตามประสา นิติกรลำลอง มาตรา 70 “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์และการปกครองในในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้” ส่วน ม. 71 บอกว่าบุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศรักษาผลประโยชน์ชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย ข้าราชการคือนักการเมืองประจำ คือผู้รับจ้างทำงานให้ประชาชน เป็นลูกจ้างของประชาชน แต่เขากลับเอาตำแหน่งหน้าที่ไปคอรัปชั่นโกงกิน ผู้ทำถูกก็ยกเว้น แต่คนทำผิดต้องถูกอาตมาว่าแน่นอน ข้าราชการได้สะสมความผิดไว้มากเหลือเกิน ต้องใช้คำว่า ล้างบางๆๆ ต้องกวาดล้างปฏิรูปประเทศไทยเลย มาเข้าสู่ประเด็นว่า...คำว่ากฏหมายหรือรัฐธรรมนูญก็แล้วแต่ หลักที่ใช้ Majority rule ก็ใช้เสียงส่วนใหญ่แต่เขาก็ใช้ Minority right เป็นสิ่งคานอำนาจ เช่นประชาชนส่วนใหญ่ในโลก คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีกิเลสมากกว่าคนมีกิเลสน้อย ถ้าให้คนมีกิเลสมากออกเสียงส่วนมาก กิเลสก็ชนะสิแล้วมันจะดีได้อย่างไร มันต้องเลือกคนที่มีกิเลสน้อยหน่อยเอาไปเข้าสภา แต่เราปล่อยคนกิเลสมากเข้าสภาก็ฉิบหายใหญ่เลย ไปวางค่ายกล ไปแสดงอำนาจไว้หมดเลย ทุกกรมกอง เมื่อมีสิ่งบริสุทธิ์เกิด เราก็ควรเลือกคนดีเข้าสภาฯ ให้เป็นระบอบที่ดีสุจริต โดยต้องให้ทำตามหลักสากล เรื่อง กฎหมายกับพระราชอำนาจ ตามหลักสากลที่เป็นความจริงแท้ (Reality) ความมั่นคง แห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด (Nation Security is Supreme Law) เ หนือกว่าหลักนิติธรรม (The Rule of Law) เหนือกว่ากฎหมายหลักคือรัฐธรรมนูญ (Principle Law) และเหนือกว่ากฎหมายสามัญ (Common Law) โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้รับรองไว้ในหนังสือ International Law Vol.1 peace โดย H.Lauterpacht Q.C.LL.D.F.BA. (Third Impression 1958) page 758-761 แปลได้ใจความว่า... “ทุกระบอบกษัตริย์ กษัตริย์ดำรงสถานะเป็นตัวแทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงทรงดำรงเป็นองค์รัฎฐา-ธิปัตย์ เป็นความจริงที่กฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับ ถึงแม้กฎหมายภายในประเทศ จะมีข้อความที่แตกต่างกัน กับในบรรดาประเทศทั้งหลาย ประเด็นนี้ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น กฎหมายระหว่างประเทศให้การยอมรับระบอบกษัตริย์ทั้งหลาย มีอำนาจดังกล่าวเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญจะมีความแตกต่างกัน และขึ้นกับกฎเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน... ผลที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้แล้ว ให้การยอมรับว่า ระบอบกษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐอย่างแท้จริง และตลอดกาลชั่วนิรันดร...” เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นตัวแทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ และเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ (The Head of State) จึงทรงถือความมั่นคงแห่งชาติคืออธิปไตยของปวงชน เป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law) อยู่เหนือหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรมอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ (Principle Law) และรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกฎหมายสามัญ (Common Law) พระมหากษัตริย์จึงทรงใช้กฎหมายสูงสุด โดยมีกองทัพอันเป็นกำลัง เป็นฐานแห่งอำนาจปฏิบัติกฎหมายสูงสุด เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพ ตอนนี้ประกาศปฏิวัติแล้ว เกิดสุญญากาศการปกครองแล้ว เกิดสุญญากาศในประเทศไทยแล้ว อำนาจนี้อยู่ในมือในหลวง ท่านจะทรงใช้อย่างไรอยู่ที่ในหลวง นี่คือจบลงด้วยภาคปฏิบัติ ไม่มีบทบัญญัติระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ว่าก็มีกฎหมายสากลระบุไว้อยู่ ขอให้การชุมนุมกันทั่วประเทศสงบสุข อย่าเกิดความรุนแรง จนกว่าเรื่องนี้จะสงบเรียบร้อยไปได้ เป็นความสวยงามจริง กษัตริย์คือ ผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในหมู่ แต่ประมุขก็คือ แปลว่าผู้เป็นใหญ่ในหมู่เหมือนกัน เรียกสองภาษาแต่เหมือนกันในนัยสำคัญทั้งกว้างและลึก ส่วนกษัตริย์นั้น ภาษานี้แต่ก่อนอาจเรียก ขุน พระยา หัวหน้าเผ่า สมัยก่อนก็เรียกพ่อขุน เรียกสุลต่าน เป็นผู้ที่เราให้อภิสิทธิ์หลายอย่างต้องยกให้เพื่อความสะดวก เพื่อทรงไว้ซึ่งกิจที่สำเร็จได้สมบูรณ์ เช่น ระบุว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เป็นจอมทัพ แต่ในหลวงของเราสุดยอดไม่ได้ใช้อำนาจนี้เลย ทำให้แม่ทัพทำตัวใหญ่กว่าจอมทัพ แต่ตอนนี้อย่านะ ตอนนี้อำนาจไปอยู่กับในหลวงแล้ว เป็นราชประชาสมาสัย ประชาชนกับในหลวงร่วมมือกันอย่างสนิทแล้ว ตามนิติธรรมแล้ว อยู่ในช่วงโอกาสที่เป็นสุญญากาศทางการเมืองแล้ว เหตุการณ์ยังไม่จบ เราต้องออกมาแสดงเสียงประชาชน กี่ล้านก็ออกมาได้ มากเท่าที่จะมากได้ ทุกอย่างจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด Absolute ultimate ขอบคุณทุกคนที่มาและกำลังจะมา ขอบคุณขอบคุณและขอบคุณ ...เอวัง…