ทำงานผิดพลาดล้มเหลวครั้งละ 15_ ช่วยให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดียิ่งกว่า.docx

โฟลเดอร์เรื่องแปลก ดี ควรเอาไปต่อยอด
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.32 KB
วันที่แก้ไข16 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำงานผิดพลาดล้มเหลวครั้งละ 15% ช่วยให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดียิ่งกว่า

การทำงานหรือทำแบบทดสอบต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องบริบูรณ์แบบไม่มีข้อผิดพลาด แม้จะเป็นสิ่งที่ดีในระดับอุดมคติ แต่การยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิม ๆ เรื่อยไป ก็ไม่อาจจะช่วยให้มนุษย์เราเกิดการพัฒนาตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ เท่ากับการรู้จักยอมรับความล้มเหลวทิ่ม้าง

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาทางจิตวิทยาปัจจุบันลงในคาสิโนออนไลน์วารสาร Nature Communications โดยกล่าวว่าได้ศึกษาและทำการค้นพบอัตราความผิดพลาดล้มเหลวที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ที่ 15% ของการทำงานแต่ละครั้ง และชี้ว่าความผิดพลาดระดับนี้จะให้โอกาสให้แต่ละบุคคลสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ดีที่สุด โดยไม่ความรู้สึกว่ายากหรือง่ายจนเกินไป

ได้ดีทั้งที่ไม่ทำงาน งานวิจัยชี้ คนพวกนี้ ถ่วงองค์กรโดยรวม คุณเป็น "คนบ้างาน" เสพติดการทำงานหนักหรือเปล่า ? คุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงแต่ขาดความมั่นใจหรือเปล่า? ดร. โรเบิร์ต วิลสัน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า แนวคิดที่เหมือนกันนี้เคยมีมาก่อนแล้วในแวดแวดวงโดยเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด จำเป็นที่จะต้องมาจากบทเรียนที่อยู่ใน "ขอบเขตความยากพอประมาณ" ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบผิดพลาดไปบ้างบางส่วน

"ผลการลองของเราชี้ว่า อัตราส่วนการเรียนรู้ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ของความผิดพลาดต่อความสำเร็จอยู่ที่ 15% ต่อ 85% เป็นสูตรสำเร็จที่ดีที่สุด" ดร. วิลสันกล่าว

ตัวเลขสูตรสำเร็จดังที่กล่าวถึงแล้วมาจากการลองให้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เรียนรู้งานง่าย ๆ เช่นจัดประเภทของแบบแผนลวดลายต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ หรือรู้จักแยกแยะความแตกต่างระหว่างเลขคู่กับเลขคี่ และพบว่าเอไอจะเรียนรู้ได้รวดเร็วที่สุด หากมันทำงาน

อ่านต่อ

ผิดพลาดในอัตราโดยเฉลี่ยที่ 15% เป็นส่วนใหญ่

ทีมผู้วิจัยมองว่า แนวทางดังที่กล่าวถึงมาแล้วอาจนำมาประยุกต์ใช้กับมนุษย์ ในการออกแบบเนื้อหาวิชาการในห้องเรียนหรือหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเป็นอย่างมากกับการเรียนรู้ในอาการของ Perceptual learning ซึ่งผู้เรียนสั่งสมประสบการณ์ผ่านการลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากการดูตัวอย่าง ซึ่งไม่ต่างจากรูปแบบการเรียนรู้ของเอไออะไร

ดร. วิลสันอธิบายเพิ่มเติมว่า "ดังเช่น การฝึกให้รังสีแพทย์แยกแยะภาพเอกซเรย์ให้ได้ว่า ภาพใดคือเนื้องอกหรือเปล่าใช่เนื้องอก หากรังสีแพทย์จำแนกภาพเอกซเรย์ได้ถูกต้องทั้งหมด แสดงว่าระดับความยากของแบบทดสอบชุดนั้นต่ำเกินไป ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างที่หวัง แต่หากผู้สอนเพิ่มระดับความยากของงานหรือแบบทดสอบจนสูงเกินไป ก็จะทำให้ผู้เรียนท้อถอยและปิดกั้นการเรียนรู้ได้"

"อัตราความผิดพลาดล้มเหลวที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ที่ 15% นี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนรู้จึงควรเป็นข้างตั้งเป้าในการทำงานหรือทำแบบทดสอบครั้งต่อไปให้ได้มาตรฐานในระดับดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จำเป็นที่จะต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนเกิดการดิ้นรนแก้ปัญหาอย่างพอประมาณ และสามารถผ่านไปได้ในที่สุด"

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน