พ่อครูคือธัมมิกราษฎร์ ผู้กอบกู้โลกุตรธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูคือธัมมิกราษฎร์ ผู้กอบกู้โลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นอาตมาว่าเมืองไทยขณะนี้ เป็นประเทศไม่ใหญ่ ประชากรยังไม่ถึงร้อยล้าน แล้วก็มีพฤติกรรมสังคมอยู่ในโลก อาตมาเคยพูดไม่รู้กี่ทีแล้ว แต่คนฟังก็อาจจะหมั่นไส้มาก ว่าประเทศไทยเป็นที่ 1 ของโลก อาตมาว่า ไม่ว่าด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าด้านรัฐศาสตร์ ขณะนี้ เป็นสังคมที่เป็นอยู่สุข ว่ามีเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ดีเป็นอยู่สุข ก็มีคนบอกว่า ประเทศที่มีความสุขในโลก เขาวัดแบบโลกียะนะ เขายังไม่มีความรู้โลกุตระเหมือนอย่างศาสนาพุทธด้วย เขาก็ยังยอมรับเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุข เป็นประเทศที่น่าคบหา เป็นประเทศที่น่ามาสัมผัสสัมพันธ์ มาเที่ยว เป็นอันดับต้นๆเลย เลขตัวเดียวขึ้นไป ดูเหมือนจะทางเอเชียอะไรพวกนี้ก็ดูเหมือนเป็นระดับที่ 1อะไรอยู่ มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก เขาว่าอย่างนั้น คนที่พูดนี้น่าจะเก่งทางรู้ทุกข์อริยสัจคืออะไรนะ ซึ่งมันไม่ใช่ทุกข์สามัญของโลกนะ เป็นทุกข์ทางโลกีย์เท่านั้น แต่มันเป็นทุกข์อริยสัจ คือไม่มีทุกข์แล้วไม่มีสุขด้วย นี่คือทุกข์ของพระพุทธเจ้าคือทุกข์กับสุขเป็นสภาพเดียวกันเป็นเทวะ เป็น dialectic ทั้งคู่ เป็นเครื่องสลับฉากกันเท่านั้นสำหรับคนไม่รู้เรื่อง ถ้าคนที่รู้เรื่องแล้ว จิตเป็นอุเบกขา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข จิตไม่มีกิเลสตัวเหตุแห่งทุกข์ ก็อยู่กับสังคมอย่างเป็นผู้ที่มีโลกวิทู แล้วก็ช่วย โลกานุกัมปายะ อยู่ ไทยยังครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลกปี 2560 เขาเอาขึ้นจอ นี่ก็เขาวัดด้วยภูมิธรรมแค่โลกียะ มันยังสอดคล้องไปด้วยกันเลย ถ้ายิ่งมาเข้าใจโลกุตระแล้ว อาตมาว่าคนในโลกนี้ มองอย่าง เผินๆ ไม่ต้องเอาในโลกหรอก เอาในประเทศไทยก็ได้ จะมามองว่าชาวอโศกนี้มันเป็นพวกที่ มันจะมีความสุขหรือ มันจะไม่ทุกข์หรือ มาอดมาทน มาอดมาอย

อ่านต่อ

าก จะมาทรมานตนทำไมอะไรต่างๆนานา ซึ่งความจริงเราไม่มีความทรมานเลย จิตมันไม่ทรมาน มันรู้จักเวทนาในเวทนา รู้จักความรู้สึก รู้จักอารมณ์ รู้จักลักษณะอาการ ลิงค นิมิต ของจิตตัวเวทนาเจตสิกอย่างละเอียดดี ว่ามันอยู่เหนือโลกที่เขายึดติดกัน เขายึดติดสุข เทวนิยมเป็นพวกสุขนิยม พระเจ้าเป็นพวกสุขนิยม ไม่รู้จักทุกข์อริยสัจ พระเจ้ามีแต่สุขนิยม เป็นสุขนิรันดรด้วยพระเจ้าเป็นเจ้าของสุขนิรันดร อยากได้ก็ไปอ้อนวอนขอให้พระเจ้าประทาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกคนของตนเองทำเอาเอง จะเป็นสุขเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นในสัจจะในโลกที่อาตมาเองพูด เอาของพระพุทธเจ้ามาแล้วศึกษาพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ติดตามมาเอาของพระพุทธเจ้ามาทุกวันนี้ยังประกาศตนทุกวันนี้ ว่าอาตมาเป็นธัมมิกราษฎร์ เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ ก็พูดไปจนหมดตัวแล้ว ไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดโกหก ถ้าโกหกนี้อาตมาบาปมหาศาลเลยนะ ถ้าเป็นทางสัจธรรมทางพระธรรมวินัย อวดอุตริมนุธรรมที่ไม่มีในตนนี้ปาราชิก เอาหลักธรรมวินัยง่ายๆมาจับ อาตมาปาราชิก อวดตัวเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นธัมมิกราษฏร์ มันใหญ่มากเลยนะนี่ แต่อาตมาธรรมดาง่ายๆไม่ได้ยากอะไร ถ้าอยากรู้ว่าอรหันต์คืออะไรก็มาสิ อาตมาอธิบายอยู่แล้ว โพธิสัตว์อะไร แจกแจงโพธิสัตว์ แจกแจงอรหันต์เป็นลำดับขั้น ฟังแล้วเมาไหม ...ไม่ นั่นๆแน่ไม่เมาหรือ โอ้ เรียงลำดับได้นะ โอ้โห เก่งจังเลย อรหันต์มีกี่ขั้น โพธิสัตว์มีกี่ขั้น โพธิสัตว์กับอรหันต์อะไรมีหลายขั้นกว่ากัน โพธิสัตว์มีมากกว่า โพธิสัตว์มีหลายขั้นกว่าอรหันต์ อรหันต์จะนับตั้งแต่ขั้นที่ 4 ของโพธิสัตว์ โสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี ยังไม่ใช่อรหันต์ อรหันต์นับตั้งแต่ขั้นที่ 4 ส่วนโพธิสัตว์นับมาตั้งแต่โสดาบัน โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจแล้วก็รู้ อ้อ สภาวธรรมหรือสัจธรรมมันมีขั้นมีลำดับมีของจริงเป็นเนื้อของมันเช่นนี้ เช่นนี้ แล้วก็มาศึกษาเอาแล้วปฏิบัติให้ได้ เพราะฉะนั้นในพวกเรานี้เข้าใจโพธิสัตว์แล้วก็บำเพ็ญโพธิสัตว์กันไป จนกระทั่งเป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์ก็เป็นอรหันต์ คนที่ยังรู้สึกอยู่ว่าไปได้หรืออยากจะเจริญไปอีก คุณก็ไม่ต้องตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ตายแล้วคุณก็กลับมาเกิดอีก เพราะฉะนั้นในความเสื่อมของประเทศไทยที่ไม่รู้จักอรหันต์ ไม่รู้จักโพธิสัตว์ เข้าใจเป็นอุจเฉทิฏฐิว่า ใครเป็นอรหันต์แล้วตายลงนี้จะต้องสูญหมด เป็นอุจเฉทิฏฐิอย่างนั้นในประเทศไทยเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งมันผิดมันเป็นอุจเฉทิฏฐิ อรหันต์แล้วตายแล้วไม่เป็นปริโยสาน ไปแล้วไม่แยกเป็นดินน้ำไฟลม ตายแล้วยังกลับมาอีกเป็นโพธิสัตวภูมิต่อไปอีกได้ เขาก็ไม่เข้าใจเป็นอุจเฉทิฏฐิอย่างนั้น มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งในชาวไทย พุทธศาสนาในเมืองไทย มิจฉาทิฏฐิ อย่าว่าแต่อรหันต์ตายแล้วไม่เกิดเลย เขาพูดถึงว่าผู้ที่บรรลุอาริยธรรม ผู้ที่บรรลุธรรม บอกตัวเองว่าเป็นพระอาริยะไม่ได้ ถึงขั้นบอกว่าถ้าตัวเองบอกว่าเป็นอาริยะ ผู้นั้นไม่ใช่อาริยะ อย่างนั้นคือบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติเอาไว้ คนนี้ที่พูดไว้เป็นนักปราชญ์ที่นับถือในประเทศไทยด้วยซ้ำ ยืนยันอย่างนี้เป็นต้น มันก็น่าสงสาร สงสารพุทธศาสนิกชนชาวไทย อาตมาก็เลยทำด้วยความสงสารตลอดเวลา ยิ่งท่านผู้ที่ผิดนี้ยิ่งเห็นใจ แล้วก็ไม่รู้จะช่วยท่านได้อย่างไร เพราะว่าฉันเองหยิ่งผยองว่าท่านเองเป็นผู้รู้กว่าอาตมา อาตมาเป็นผู้ไม่รู้ ท่านก็ไม่จำเป็นจะต้องรับฟังอาตมา เพราะว่าท่านถือว่าท่านรู้ อาตมาไม่รู้ พูดไปพูดมา ก็ชั่วโมง 45 นาทีแล้ว อาตมานี้ภาคภูมิใจในความสำเร็จ อาตมาเคยพูดว่าอาตมาทำงานศาสนามาเรื่อยๆ มีความสำเร็จรายทางมาเรื่อยๆ มาถึงวันนี้ อาตมาพอใจจะตายลงวินาทีนี้ อาตมาก็ว่าอาตมาไม่เสียชาติที่ได้เกิด พอสมควรแล้วที่ได้สืบสาน แต่ถ้าได้ต่อไปอีกอยู่ก็ดี อาตมาจะยืนหยัดตัวเองให้มีอายุขัยต่อไป อาตมาพยายามนะ พยายามให้อายุถึง อีก 11 ปี ปีนี้ 90 ขึ้นก็อีก 10 ปี 100 จะพยายาม เกินกว่านั้นก็ได้ดีอยู่ เพื่อทำงาน เพื่อพิสูจน์ยืนยันว่า การต่ออายุขัย ซึ่งอาตมาก็บอกพวกคุณมาแต่ไหนแต่ไรว่าอาตมาอายุขัยแค่ 72 ปี อาตมาต้องตายในอายุ 72 แต่อาตมาไม่ยอมตาย อาตมาฝืน ฝืนสังขารพยายามต่ออายุ ซึ่งก็พูดอธิบายบอกมาจริงๆบอกมาตลอดสาย ไม่ได้ปิดบังอะไรแล้วก็ทำจริงๆ อยู่ก็เห็น ใครที่อยู่ใกล้ชิดยิ่งเห็นว่าอาตมาเพียรที่จะยังชีพ เพียรที่จะรักษาขันธ์ให้อย่าอ่อนแอ อย่าเพิ่งตาย เขาก็ไม่อยากให้ตาย อาตมาก็สมคล้อยกัน อาตมาก็ยังไม่คิดจะตายก็ยังพยายามต่อไปอยู่ ก็พอเป็นไปได้ แล้วก็รู้ตัวอยู่ว่าสักวันหนึ่งมันคงไม่เอาแล้วล่ะ ก็ต้องปล่อย จะปล่อยอย่างตัดชีวิต นอนหลับดับไปเลย หรือจะให้มันไปเรื่อยๆ มีแรงเฉื่อยมีโมเมนตั้ม แล้วค่อยๆตายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ อาตมาก็ไม่อยากทำอย่างนั้น มันเป็นภาระของผู้ที่ดูแล ถ้าอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ขนาดนี้ทุกวันนี้อาตมาก็ไม่มีปัญหา อาตมายังพอช่วยตัวเอง คนอื่นก็พอช่วยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เหมือนคนอายุ 90 ที่จะต้องโอ้โห ต้องเป็นภาระมากเกินก็ไม่ถึงขั้นนั้น การที่จะพยายามฝืนอายุนี้ก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเองต้องการพิสูจน์ด้วย อย่างหมอเฉกจะพยายามพิสูจน์แบบโลกๆพยายามจะออกกำลังกายให้มีอายุ 120 ตอนนี้ก็จวนจะถึงร้อยแล้ว หมอเฉก เอาว่ายน้ำเป็นหลัก ออกกำลังกายและรักษาตัวเอง ประคองอายุขันธ์จะเอา 120 ทางรูปธรรมก็พอได้ ถ้าทำมีความพยายามก็อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ว่าไป ก็ดูว่าหมอเฉกหรืออาตมาใครจะไปก่อนกัน แต่หมอเฉกแก่กว่าอาตมาหลายปีเหมือนกัน หมอเฉกอายุ 94 ปี อาตมา 90 ก็ดูกันไป อย่างหมอเฉก แกก็คงลดงานไปเยอะ แต่อาตมายังทำงานอยู่ก็ไม่น้อย ทุกวันนี้อาตมายังทำงานอยู่ตลอด ทั้งสอน ทั้งเขียน ทั้งบริหาร ทั้งทำอะไรตามที่พอทำได้เท่าที่ควร อาตมาก็ปลงภาระให้ท่านผู้ที่ดูแลช่วย มีผู้รับผิดชอบช่วยกันไป ทั้งสมณะ ทั้งสิกขมาตุ ก็ขอบคุณทุกคนที่พยายามจะช่วยมนุษยชาติ ช่วยสังคม ชีวิตไม่มีอะไร อาตมาสรุปไม่รู้กี่ทีแล้วว่าเกิดมาเป็นคน พระพุทธเจ้าก็คือคนๆหนึ่งเหมือนเรา ไม่ได้ต่างจากเราทุกพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ไปเรียนวิชาทางโลก ตักศิลายุคนั้นมี 18 สาขาวิชา เหมือนกับยุคนี้ มหาวิทยาลัยมีกี่คณะ นี่ตักศิลามี 18 คณะ พระพุทธเจ้าท่านเรียนจบหมดทุกวิชา ได้เกียรตินิยมหมด 18 วิชามา เสร็จแล้วท่านมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านทิ้งหมดเลยทุกวิชา เอาวิชาธรรมะของท่าน ทำงานวิชาธรรมะของท่านตลอดพระชนม์ชีพ ตั้งแต่ตรัสรู้ 45 พรรษาตลอด ไม่เกี่ยวเลยอีก 18 วิชา โยนทิ้งหมดเลย ท่านเป็นคนเหมือนกันกับเรา แล้วท่านจะไปใยดีอะไรกับ 18 วิชานั่น ไม่ใช่ท่านไม่เก่งด้วย ท่านเก่ง 18 วิชา แล้วท่านก็รู้ด้วยว่าสังคมเขาใช้อยู่นะ แต่ท่านไม่เห็นสำคัญเท่าธรรมะ เพราะฉะนั้น การเกิดมาเป็นคนไม่มีอะไรดีที่สุดเท่าเอาธรรมะโลกุตระให้ได้ คุณรู้จักธรรมะโลกุตระจบแล้ว คุณจะไปช่วยทางเศรษฐศาสตร์เหมือนอย่างอาตมาพาทำ จะไปช่วยทางรัฐศาสตร์ทางการเมือง จะไปช่วยทางอื่นๆ เอาล่ะ อาจจะยิงลูกศรไม่เก่งเหมือนสมัยโน้น วิชาสมัยนี้ก็คือพวกที่สามารถเป็นทหารยิงอาวุธ ยิงเครื่องฆ่าได้เก่ง มันก้าวหน้ามาจากยุคโน้นแล้ว ยุคโน้นยิงศรหรือฟันดาบได้เก่งมากอะไรอย่างนี้สมัยโน้น แต่สมัยนี้ก็ ความรู้ที่ลึกซึ้งก็คือ คนที่เจริญจริงแล้วไม่ใช้อาวุธ ไม่สร้างอาวุธ คือคนเจริญ คนสร้างอาวุธคือพวก มิลักขะ พวกยักษ์มันถือดาบคือง้าวเขี้ยวใหญ่ตาโปน ที่เขาปั้นรูปปั้นเป็นรูปธรรมไว้ แล้วก็หลงว่าตัวเองเป็นมหาราช เป็นจตุมหาราช พวกยักษ์มาร อยู่ในวัดพระแก้ว อยู่ในวัดต่างๆ นั่นก็คือคนเถื่อนในยุคที่เก่งสร้างอาวุธแล้วฆ่าคนไป ทำวิธีฆ่าคน ยังไม่เจริญในจิตวิญญาณ จิตวิญญาณหยุดฆ่า เจริญ เอาความเมตตา เอาการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอาการเสียสละ มนุษย์ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นยังเป็นมนุษย์เถื่อนอยู่ แล้วคนเข้าใจไม่ได้ก็นึกว่าจะเป็นเจ้าโลก จะเป็นเจ้ามหาอำนาจ เห็นไหมว่าเขาเข้าใจผิด นี่ก็คือสัจธรรมที่มันไม่ยากหรอกที่อาตมาอธิบาย ฟังง่ายๆ เพราะฉะนั้น สรุปอีกทีหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเกิดเป็นคนเหมือนเรา แล้วท่านก็ศึกษาวิชาของโลกทั้งหมด ท่านก็ไม่เอา ไม่มีวิชาอะไรที่ควรค่าที่จะมาเสียเวลา เสียแรงงาน ลงทุนลงรอนให้ เวลาทุกคนมีเท่ากัน แรงงานของใครของมัน แรงงานทางความรู้ แรงงานทางร่างกาย ทุนรอนก็มีทุกคน เอามาทุ่มโถมเอามาเสียสละให้แก่ธรรมะสัจธรรม ประเสริฐสุด อย่าเอาเวลา อย่าเอาแรงงาน อย่าเอาทุนรอนไปเสียกับไอ้โลกีย์ แม้จะไปเต้นๆดีดๆอาตมาเห็นแล้ว คนไม่เข้าใจกับอบายมุข การละเล่นกีฬาบันเทิงเริงรมย์ ราคาแพง แข่งกีฬาดาราราคาแพง การละเล่นการแสดงก็แพง นั่นมันส่อให้เห็นถึงความโง่ ของสังคมที่ไปหลงให้ค่า แล้วก็ไปเอามาเป็นตัวอย่างของสังคม มันซับซ้อน อินเดียมีความรู้นี้ซับซ้อน จะไม่โชว์ในเรื่องอบายมุขพวกนี้ ลึกซึ้งอยู่ในจิตวิญญาณ จะรู้คุณค่า แต่ประเทศอื่นๆที่หลงอย่างตะวันตก อเมริกา โอ้โห เป็นเจ้าเลย จะต้องเป็นดารานำทางการกีฬา ดารานำทาง ดาราต่างๆนานาราคาแพง ค่าตัวสูงอะไรต่างๆนานา มันยิ่งจมลงไปใน นรกขิฑฑาปโทสิกะ นรกแห่งการหลงร่าเริง รื่นเริง ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นโทษ มันเป็นอวิชชา เป็นความไม่เข้าใจว่า เราไปหลงสิ่งเหล่านี้ พูดไปอาตมาเป็นตัวอย่าง ชาตินี้ เศษเสี้ยวของอารมณ์บันเทิงเริงรมย์ยังติดตัวมาที่อาตมาถึงชาตินี้ อาตมายังไปเป็นฆราวาสยังไปหลงเล่น ดนตรีการบันเทิง ยังเสียเวลากับอันนั้นอยู่เลย แต่อาตมาก็ประยุกต์มาเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ เพลงการก็เอามาเป็นประโยชน์ซะ ก็พอได้ เพราะว่าต้องเข้าใจโลกแล้วอนุโลมเขา ยุคนี้พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ให้เขาเลิก เขาเลิกไม่ได้ เมื่อเลิกไม่ได้เราก็อนุโลม แล้วก็ทำให้มันได้ค่าได้คุณไปด้วย ก็ได้เท่านี้ สูงสุดก็เท่านี้ ทุกวันนี้อาตมาทำอะไรต่ออะไรมาพวกนี้เขาจะเข้าใจ แล้วก็ยังทำต่อไปอยู่ อาตมาว่าเมืองไทยขณะนี้ ที่อาตมาทำงานศาสนาโลกุตรธรรมเป็นแก่นแกนไปนี้ ตอนนี้รู้สึกว่าจะดีขึ้น แต่ก่อนนี้ถูกฝ่ายที่เข้าใจไม่ได้ถล่มทลาย แล้วมีประกาศเลยนะ ปกาสนียกรรมว่าเป็นพวก พวกอโศก โพธิรักษ์จะมาล้มศาสนาพุทธ เขาเข้าใจอย่างนั้นก็ได้เห็นใจเพราะเขาเข้าใจไม่ได้ แต่อาตมาเป็นผู้ที่มั่นคง เป็นพวกที่ยืนหยัดยืนยันอย่างแท้จริงว่า คุณเข้าใจผิด อาตมาไม่ได้มาทำลายศาสนาอาตมากำลังจะมาสถาปนาศาสนาที่มันเสื่อมต่างหาก ก็อ้างอิงตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน แม้ที่สุดอ้างอิงเรื่องนี้ ในบันทึกของพระไตรปิฎกไม่มีคำว่า ธัมมิกราษฎร์มาเลย แต่ตำนานมีมาอย่างจริง อาตมาก็เอามาใช้ มายืนยัน โดยไม่ได้มังกุ ไม่ได้ลำบากอะไร ไม่ได้ยากอะไร มันเป็นเรื่องสัจจะ อาตมาก็มาทำอยู่ เพราะฉะนั้นขณะนี้อาตมาเห็นว่าคนรับฟังที่อาตมาพูด ค่อยยังชั่วขึ้น เพราะกระแสต้านหรือกระแสที่เข้าใจไม่ได้ ซาลง คนที่ยึดมั่นถือมั่นอาตมาอย่างหนัก แล้วเขาก็ตายๆไปเยอะ เหลือผู้ที่รุ่นใหม่ คนที่ยึดอยู่ก็มีอยู่ เหลือที่ยังไม่ตายอายุรุ่นไล่เลี่ยกัน ส่วนคนใหม่นั้นยังไม่ได้ถูกครอบงำเท่าไหร่ ค่อยๆรับฟัง ปฏิภาณปัญญาของเขาพอไม่มีอคติมาก แล้วก็เป็นคนที่เปิดใจรับฟังอยู่ เขาก็เห็นว่า คนที่มีปฏิภาณปัญญาพอบอกว่า อันนี้ใช่ เขาก็รับไป เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็ไปได้เรื่อยๆ เป็นการก้าวหน้ารายทางไปเรื่อยๆ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะก้าวหน้ารายทางไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นพากเพียร สรุปอีก เกิดมาเป็นคนอะไรไม่ดีเท่าโลกุตรธรรม เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านเลือกทำงานนี้จนพระชนม์ชีพตั้งแต่ตรัสรู้จนกระทั่งปรินิพพาน 45 ปี แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็เลือกมาทำอันนี้ ไม่ใช่ท่านไม่รู้ความรู้ด้านอื่นๆ ก็พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตมนุษย์อย่าไปสูญเปล่า เข้าใจแล้วรีบมาทันที อย่าไปรอเป็นพระพุทธเจ้าแล้วค่อยมา มาเถิด แล้วคุณจะได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วย ถ้าคุณไม่มา คุณไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า นอกจากไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะตกต่ำ อรหันต์ก็ไม่ได้ ก็จะเสียประโยชน์ในการเกิดมาชาติหนึ่ง อาตมาเคยพูดว่า เกิดมาชาติหนึ่งไม่ได้ธรรมะโลกุตระพระพุทธเจ้า เสียชาติเกิด เกิดมาชาติหนึ่งไม่ได้โลกุตระของพระพุทธเจ้า เสียชาติเกิด เสียเวลาจริงๆสูญเปล่าเพราะอะไร เพราะโลกียะมันไม่เที่ยง มันขึ้นสูงและลงต่ำ แต่โลกุตรธรรมเที่ยง โสดาบันแล้ว สกิทาคามีก็ยิ่งเที่ยง อนาคามีก็ยิ่งเที่ยง อรหันต์ก็ยิ่งเที่ยง โพธิสัตว์ก็ยิ่งเที่ยง นิยตะนี่เที่ยงของโลกุตระ ส่วนนิจจังเที่ยงของโลกียะ อย่างนี้เป็นต้น จบ 660612 พ่อครูคือธัมมิกราษฎร์ ผู้กอบกู้โลกุตรธรรม รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #25 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน